weenalovecookie

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Magic ladder to success

บรรดาผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จเสียทีนั้น มักจะหลงอยู่กับแรงกระตุ้นหลายๆอย่างที่แตกต่างและหลากหลาย โดยมากแล้วพวกเขาต้องการเงินทองหรือไม่ก็ชื่อเสียง แต่ก็ต้องการความมั่นคงในชีวิต แต่อยากขอทำแต่สิ่งที่คุ้นเคย ไม่ได้อยากเปลี่ยนอะไรจริงจัง เพราะไม่อยากาะทิ้งสิ่งที่ชื่นชอบ ซึ่งอาจเป็นงานที่มั่นคงแต่ให้ผลตอบแทนตำ่ เวลาว่าง การไม่ต้องแบกความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนฉุดรั้งและบั่นทอนความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ
ยิ่งคุณลามารถรวบรวมความรู้เข้ามา และใช้มันมากเท่าใด คุณก็ยิ่งไปได้ไกลมากขึ้นเท่านั้น ความรู้ที่เป็นระบบมีค่ามากกว่าเงินทุนหรือการยอมรับนับถือ เพราะมันสามารถแปรรูปตัวเองให้กลายเป็นทั้งสองอย่างนั้นได้
'คุณแน่ใจหรือว่า ชีวิตที่สะดวกสบายและหรูหราเป็นความต้องการสูงสุดของชีวิต โดยความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราต้องการเพื่อให้มีความสุขนั้นคือ สิ่งที่สร้างความกระตือรือร้นให้กับเราได้ต่างหาก' ชาร์ลส์ คิงส์ลีย์ นักเขียนชาวอังกฤษ
จูดิธ บาร์ดวิค ตั้งข้อสังเกตว่า 'มีคนจำนวนน้อยมากที่มีความทะเยอทะยาน ในภาพของจิตใจที่ชัดเจนว่าตนเองอยากได้อะไร คนส่วนใหญ่จะมองแค่สิ่งที่จะทำต่อไป หรือเงินที่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น' เช่นเดียวกับ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ที่กล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า 'การจัดการตามวัตถุประสงค์จะได้ผลก็ต่อเมื่อคุณรู้วัตถุประสงค์ แต่ 90% ของเวลาทั้งหมด คุณกลับไม่รู้'
'การยอมรับความกลัวใด้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับมัน การปฏิเสธว่าไม่มีความกลัวและความสงสัยอันเนื่องมาจากความกลัว มีแต่จะทำให้ความกลัวมีพลังมากขึ้น การยอมรับความกลัวไม่ใช่ความขี้ขลาด คนเราจะเรียกว่ามีความกล้าหาญได้ ก็ต่อเมื่อสามารถทำสิ่งต่างๆต่อไปได้ แม้มีความกลัว'
เป้าหมายหลักที่ชัดเจนเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งมวล แต่ความมั่นใจในตนเองเป็นแรงที่มองไม่เห็น ที่โน้มน้าว ผลักดันและนำอย่างไม่หยุดยั้ง จนเป้าหมายนั้นเป็นจริงได้ หากขาดความมั่นใบในตัวเองเป้าหมายก็ไม่อาจกลายเป็นความสำเร็จได้ คนจำนวนมบกมีเป้าหมายลางๆแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาขาดความมั่นใจในตัวเองในการสร้างแผนการที่ชัดเจนเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ในบรรดากับดักและหลุมพรางในชีวิตทั้งหมด การดูถูกตัวเองถือเป็นหลุมพรางที่ร้ายกาจที่สุด และยากที่จะหลุดพ้นมากที่สุด เพราะมันเป็นหลุมพรางที่ถูกออกแบบและขุดขึ้นด้วยมือของเราเอง ซึ่งสามารถสรุปเป็นคำพูดได้ว่า 'ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันทำไม่ได้' 'แมกซ์เวลล์ มอลท์ซ
'เรือที่อยู่ในท่านั้นปลอดภัยแน่นอน แต่เรือก็ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นเช่นนั้น 'เกรซ เมอเรย์ ฮอปเปอร์

Magic ladder to success by Napoleon Hill's

' คนที่ประลบความสำเร็จ ก็จะลร้างความสำเร็จต่อๆไป และเมื่อใครก็ตามที่มีความสุขและความพึงพอใจแล้ว เขาก็จะสร้างความสุขและความพึงพอใจให้เกิดต่อๆไป'
ถ้าคุณทำงานหนัก และมีวิสัยทัศน์ในสิ่งที่คุณทำ คุณก็ยกระดับตัวคุณเองได้'แนวทางและความฝันของอเมริกันชน
ใครก็ตามที่สามารถกระตุ้นจิตใจของตนให้เกิดแรงปรารถนาที่รุนแรง ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการนั้นมากกว่าคนปกติทั่วไป แรงปรารถนามีพลังที่จะทำให้คนลุกขึ้นมาทำและเดินตามความปรารถนานั้น แต่ความอยากได้เป็นเพียงแรงปรารถนาที่ไร้กำลัง ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านสถานะนี้ไปได้
สิ่งที่พิสูจน์ถึงแรงปรารถนาของคนเรา ก็คือ'การกระทำ'เพื่อไล่ตามความปรารถนาของแต่าะคนนั้น เพราะความเคลื่อนไหวทางความคิด จะนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวทางการกระทำเสมอ
การก้าวข้ามจากความอยากได้ไปสู่แรงปรารถนาเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ คนเหล่านี้รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร แต่ก็ไม่เคยสามารถกระพือให้ความอยากที่คุกรุ่นอยู่ ให้กลายเป็นแรงปรารถนาที่ลุกโชนได้ ถ้าพวกเขามีชีวิตอยู่ดี เขาก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ถ้าเผชิญความอยากลำบาก สิ่งที่พวกเขาจะทำคือบอกว่ามันเป็นโชคร้าย แต่ก็ไม่ได้คิดที่เปลี่ยนแปลงให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างใด
ในทางตรงข้าม คนที่มีไฟแห่งแรงปรารถนาท่วมท้นอยู่ จะดูเหมือนเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า คือมีความเคลื่อนไหวทั้งความคิดและการกระทำ ที่ทำให้สภาพแวดล้อมตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป เขาจะขจัดอุปสรรคทั้งหลายแหล่ และปูทางที่เขาจะเดินไปหาสิ่งที่เขาต้องการ นี่แหละคือบุคคลที่กำลังมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นคำที่โด่งดังของนโปเลียน ฮิลส์ ที่ว่า " อะไรก็ตามที่จิตใจสามารถคิดได้ และเชื่อได้ สิ่งนั้นก็จะบรรลุ"
คุณไม่อาจประสบความสำเร็จได้เพียงเพราะว่าครอบครัวของคุณเชื่อว่าคุณจะประสบความสำเร็จ แต่คุณจะต้องสร้างประกายแห่งความมุ่งมั่นขึ้นมาเอง หมายถึงความคิดที่จะทำให้จินตนาการคุณลุกโชน ถึงขนาดทำให้คุณอยากลงมือทำบางอย่าง
กุญแจสู่ความสำเร็จ ของนโปเลียน ฮิลส์ 1.การเอาตัวรอด 2. ความรัก 3. ความกลัว 4. แรงปรารถนาทางเพศ 5. แรงปรารถนาเกี่นวกับชีวิตหลังความตาย 6. อิสรภาพทางความคิดและร่างกาย 7. ความโกรธ 8. ความเกลียดชัง 9. แรงปรารถนาการยอมรับและการแสดงตัวตน 10. ความมั่งคั่ง
มีแรงกระตุ้นพื้นฐาน 8 อย่าง ซึ่งแรงใดแรงหนึ่งหรือหลายแรงรวมกัน คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันโดดเด่นทุกครั้งของมนุษย์ แรงกระตุ้นนั้นคือ 1.การเอาตัวรอด 2. แรงปรารถนาสัมพันธ์ทางเพศ 3. แรงปรารถนาทางการเงิน 4.แรงปรารถนาเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย 5.แรงปรารถนาชื่อเสียง อำนาจ 6.ความรัก 7.อยากล้างแค้น (คนที่มีใจหยาบกระด้าง)8.ความถือดี หรือ Ego

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

คำสอนของ ท่านประธานธนินทร์ เจียรวนนท์

คนที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ไม่ควรมองที่จุดด้อยของคนอื่น แล้วมองแต่จุดเด่นของตัวเอง เพราะถ้าพยายามมองจุดด้อยของคนอื่น ก็จะคิดว่าตัวเองเก่งอยู่ทุกครั้งไป จึงไม่ได้มีความพยายามปรับตัว เราต้องมองหาจุดเด่นของคนอื่น แล้วหาทางใช้จุดเด่นของเขาให้เป็นประโยชน์ จึงสามารถทำงานใหญ่ได้
มนุษย์เราทุกคนมีความสำเร็จอยู่ในตัวเองทั้งนั้น ชีวิตคนทุกคนต้องมีจุดเด่นที่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าเหลิง หลงว่าตัวเองเก่ง เพราะวันนี้เก่ง พรุ่งนี้อาจจะไม่เก่งก็ได้ อาจจะมีคนเก่งกว่าเราก็ได้ ถ้าเราเหลิง จะมีแต่ถอยหลัง อย่าลืมว่าโลกของเรามีแต่จะก้าวไปข้างหน้า
ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ความลามารถแล้ว ยังต้องมองการณ์ไกล สละได้รับความไว้วางใจจากพนักงานในระดับปฏิบัติการอย่างเต็มความสามารถ เจ้านายที่ดีต้องอย่าทำตัวดหมือนนก'แต่ให้เป็นเหมือน 'หนอน' เพราะนกมักชอบบินสูงอยู่บนฟ้า คิดว่าตัวเองอยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา บางครั้งก็อยู่สูงจนมองไม่เห็นความเป็นไปบนพื้นดิน'ท่านประธานธนินทร์ เจียรวนนท์
'เมื่อจะทำอะไรก็ตามต้องคำนึงถึงส่วนใหญ่เป็นหลัก ใครก็ตามที่คิดแต่ผลประโยชน์ของตนเอง คนนั้นยากที่จะเจริญก้าวหน้าและยากที่จะเป็นผู้นำ'
การที่คนเราจะเจริญได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบคือ 1. ต้องมีโอกาส 2. ต้องมองจุดเด่นของคนอื่น 3. ต้องเป็นคนมีจิตใจให้อภัยไม่อาฆาต 4. ต้องหาปมด้อยของตนเอง 5. ต้องรู้จักเสียเปรียบ 'คัมภีร์เจ้าสัว
'ต้องหาคนเก่ง เข้ามาเสริมในจุดที่เราไม่เก่ง เพราะถ้าเรารอสร้างคน เราอาจเสียเวลาเพราะอาจใช้เวลาถึง 10 ปี หากเลยไปถึงจุดนั้น โอกาสก็ผ่านไปแล้ว'
คนเราจะเก่งหรือขยันและอดทนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูงด้วย ใครก็ตามหากว่าไม่มีความรับผิดชอบเลีนแล้ว ก็ยากจะเป็นคนใหญคนโตได้ และยากที่จะประกอบธุรกิจให้ได้ผลสำเร็จ 'คัมภีร์เจ้าสัว
นักธุรกิจที่แท้จริงจะแข่งขันกันอยู่ในขอบเขต ไม่ใช่แข่งกันจนตายไปข้างหนึ่ง เราจะไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งพังไปเพื่อทำให้เราชนะเขา'
'ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ความเก่งมาเป็นอันดับสอง คนที่ไม่เก่งถ้าขยันก็จะกลายเป็นคนเก่ง ต่อให้เก่งอย่างไรถ้าไม่มีความรับผิดชอบก็ไม่มีวันสำเร็จ บางคนตัวเองทำผิดพลาดเสียหายแทนที่จะวิเคราะห์ว่าพลาดเพราะอะไร กลับไปกล่บวโทษคนอื่นว่าทำให้ตนล้มเหลว คือเอาความล้มเหลวไปให้คนอื่น เลยจากเก่งกลายเป็นไม่เก่ง น่าจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ'
หลักของเครือซีพี ในการเลือกสรรผู้ที่จะมาร่วมงานด้านบริหาร ประการแรก คือจะต้องเลือกผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง ประการที่สองจะต้องเป็นผู้ที่มีความขยัน ประการที่สาม จะต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน ประการที่สี่จะต้องเลือกผู้ที่มีความพยายามสูง และประการสุดท้ายจะต้องเลือกผู้ร่วมงานที่ไม่เห็นแก่ตัว
'คนที่ไม่เห็นว่าสังคมสำคัญ คนนั้นจิตใจจะคับแคบ การบริหารงานใหญ่นั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าเก่งแล้วใช้คนไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าใช้คนเป็น แต่ลร้างคนไม่เป็น ก็ไม่ไหวใช้แล้วหมด'

เมื่อเราอยู่ยุคมืดที่สุด ผมมักจะมองว่า แสดงว่าแสงสว่างกำลังจะมา เราถึงจะมีกำลังใจ และฉวยวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส วิกฤตไม่ใช่เป็นสิ่งที่เลวร้ายเสมอไป หากแต่วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาส ถ้าไม่มีวิกฤติก็จะไม่มีโอกาสที่่ดี 'เมื่อมืดที่สุดแล้ว แสงสว่างกำลังจะมา'

ท่านประธานธนินทร์ เจียรวนนท์ กล่าวไว้ใน 'คัมภีร์เจ้าสัว' ถึงประเทศจีนว่า 'จีนมีผู้มีความสามารถมากมาย ม้าพันลี้ต้องการระยะในการควบคุม ผู้มีความสามารถก็ต้องการพลัง ขอเพียงตนเองมีความแน่วแน่ ก็จะสามารถแสดงสติปัญญาและศักยภาพของตนออกมาได้งย่างเต็มที่ และจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่'
'ผู้บริหารแต่ละคนไม่ใช่บริหารได้โดยไม่ผิดพลาดเสมอไป และใน 100% หากผิด 30% ก็นับว่าเก่งแล้ว แต่ที่สำคัญผู้ที่ผิดพลาดไปแล้ว จะต้องยอมรับบทเรียนจากความผิดพลาดนั้น เพื่อที่จะไม่ผิดซำ้อีก ไนโลกนี้ไม่มีใครทำงานแล้วไม่ผิดพลาด คนยิ่งทำงามากยิ่งผิดพลาดมาก คนที่ไม่เคยผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย ถ้าผิดพลาดในขอบเขตถือว่าไม่เป็นไร'
ท่านประธานธนินทร์ พูดไว้ถึงนโยบายการบริหารในคัมภีร์เจ้าสัวว่า 'นโยบายในการบริหารงานของผม ผมมักจะเน้นเรื่องเป้าหมาย ส่วนวิธีการให้เขาคิดหากันเอง'
ท่านประธานธนินทร์ พูดไว้ในคัมภีร์เจ้าสัว เรื่องสไตล์การบริหารว่า 'ผมให้ความสำคัญ ให้อำนาจแก่ผู้ร่วมงานทุกคน ให้เขามีความพยายามด้วยตัวเองจนถึงที่สุด มากกว่าจะไปบังคับให้เขาทำ ผมรู้ดีว่าผู้มีความสามารถจะไม่ชอบให้ใครบังคับ เพราะเขาจะขาดความสนุกในการทำงาน หากเราไปบังคับเขาถึงวิธีการลงรายละเอียดในการทำงาน เราควรจะทำเองจะดีกว่า แล้วคนที่ถูกบังคับก็จะไม่มีความกระตือรือร้น ถึงไม่อาจจะไม่พอใจก็ได้'
แต่หลักการในการหาคนคือ 'การหา'คนดี'ที่่'เก่ง'มาทำงาน ไม่ใช่คนเก่งแต่ไม่ดี เพราะคนดีสามารถพัฒนาให้เก่งได้ แต่คนเก่งจะทำให้เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง เสียสละเพื่อส่วนรวมนั้น อาจยากกว่าหลายเท่า ธุรกิจจะดำเนินไปได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนในองค์กร เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากคน เงินก็มาจากคน เทคโนโลยีก็มาจากคน คนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ที่ลำ้ค่า และเป็นหัวใจของทุกองค์กร

'การถอยก้าวหนึ่งนั้น ไม่ใช่การแพ้ แต่ทำให้กลับมายืนในจุดที่มั่นคงแข็งแกร่ง และพร้อมที่ก้าวต่อยไปอย่างยิ่งใหญ่'
การสรรหาคนเก่ง 'ถ้าเราเชิญคนเก่งมาทำงาน เราต้องมั่นใจในตัวเขาและต้องเชื่อเขาด้วย เพราะถ้าเชิญมาแล้ว เรายังบปกว่าตรงนั้น ตรงนี้ เขาจะบอกว่าถ้าอย่างนั้นคุณทำเองแล้วกัน คนเก่งเขาต้องการ 1. อำนาจ 2. ต้องการเกียรติ ข้อ 3. ถึงจะเป็นเงิน เพราะว่าคนเก่งต้องการมีอำนาจไปแสดงความเก่งของเขา ถ้าเขาไม่มีอำนาจ เขาจะไปแสดงอะไร' คัมภีร์เจ้าสัว