weenalovecookie

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ความแตกต่างระหว่าง. การเล่นเพื่อชนะ กับ การเล่นเพื่อหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้นั้น คือความแตกต่างระหว่าง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ กับ ความพอใช้ได้

ความล้มเหลวนั้นจำเป็น และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของกระบวนการแห่งความสำเร็จ

มีแต่ผู้ใฝ่รู้เท่านั้นที่จะเรียนรู้ มีแต่ความเด็ดเดี่ยวเท่านั้นถึงจะเอาชนะอุปสรรคเพื่อไปเรียนรู้ได้ ความฉลาดเชิงค้นหาทำให้ตื่นเต้นมาโดยตลอด ยิ่งกว่าความฉลาดเชิงไอคิวมากนัก'ยูจีน เอส วิลสัน

มีข้อขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงในคำว่า'เป็นผู้ใหญ่' เพราะเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ เรามักจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้แย่ลง ต้องการสิ่งใหม่ๆน้อยลง และทำสิ่งใหม่ๆน้อยลง ทางเลือกเดียวที่เรามีคือการทำในระดับจิตสำนึกที่เคยทำในตอนเด็ก เพื่อเติบโต และเพื่อเติมเต็ม
'ความสำเร็จมักจะถูกค้นพบ ที่ปลายทางแห่งเส้นทางที่เต็มไปด้วยเศษซากของความล้มเหลว'วอล์เทอร์ สดเปิล
คนที่ยิ่งใหญ่คิดถึงความดี คนทั่วไปคิดถึงความสะดวกสบาย. 'ขงจื้อ

เราทุกคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นที่รู้จักว่า 'comfort zone' มันเหมือนเป็นที่หลบภัย เขตความปลอดภัย และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงทำทุกอย่างเหมือนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า เขตสบายทำให้เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อยู่เหนือขอบเขตทีเราจะรับได้ เราจึงมักถอย และพยายามเลือกทำอะไรที่ไม่เสี่ยงรู้สึกปลอดภัย เราถูกกักขังอยู่ในคำว่าความประพฤติเป็นนิสัย เป็นความเสี่ยงที่เรายอมรับ และทุกๆอย่างที่เราทำในชีวิต
Comfort zone แสดงถึงทุกๆอย่างที่เราทำจนรู้สึกสบายๆ ที่จะทำอีกเมื่อไหร่ก็ได้ และเมื่อเราจะลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยมาก่อน มันอยู่นอกเขตสบายของเรา เราก็จะรู้สึกกลัว กังวล สงสัย เป็นความรู้สึกไม่สะดวกสบาย เรามักจะตกอยู่ใต้อำนาจความกลัวและปล่อยให้ความคิดครอบงำ และอยากกลับไปสู่ความคิด ความรู้สึกและการกระทำที่ให้ความสบายใจมากกว่า
'คนเราจะหมดเรื่องที่ต้องเอาใจใส่ไปมากเท่าไหร่ เมื่อเขาตัดสินใจที่จะไม่เป็นบางสิ่ง แต่จะเป็นใครสักคน' โคโค การ์เบรียล ชาร์เนล

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

ความคิด .. น่าฉงน

'อย่าเที่ยวหาสิ่งผิด ให้เที่ยวหาหนทางที่จะทำให้ดีขึ้น'เฮนรี่ ฟอร์ด
ความรู้สึกนึกเสียใจกับสิ่งที่เราเคยทำสามารถหายไปได้เมื่อเวลาผ่านไป แต่ความรู้สึกนึกเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำนั้นจะอยู่ตราบนานเท่านาน'ซิดนีย์ เจ แฮริส

อะไรที่ทำให้คนบางคนประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น? คำตอบเชิงพฤติกรรมคือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากกว่านั้นคือคนที่มีความสามารถที่จะกระทำงย่างมีจุดประสงค์ไปสู่เป้าหมายที่กำลังตามหา ในขณะที่ผู้ประลบความสำเร็จตำ่กว่าคือคนที่ไม่ได้ทำอย่างนั้น

อะไรที่ทำให้คนบางคนลงมือกระทำ ในขณะที่คนอื่นๆไม่สามารถทำเช่นนั้น คำตอบก็คือความนับถือตนเอง แน่นอนบางคนมีมันและมันทำงานรบวกับตัวกระตุ้น ในขณะที่คนส่วนมากไม่มีและมันทำงานราวกับเบรก

ทำไมบางคนถึงมีความนับถือตัวเองสูง ในขณะที่คนอื่นๆไม่มี-คน ส่วนมากมองโลกรอบๆตัวเขา เพื่อสร้างความนับถือตัวเองขึ้นมา พวกเขาหวังให้เพื่อนๆ เพื่อนบ้าน คู่ชีวิต เพื่อนร่วมงาน ลูกๆ ไม่ว่าเป็นใคร หรือทุกๆคน ให้บางอย่างกับเขา และเมื่อสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น พวกเขาก็จะกล่าวโทษว่าคนเหล่านี้ทำให้พวกเขามีความนับถือในตัวเองตำ่

ยกโทษให้กับทุกคนที่ทำอะไรไม่ดีกับคุณ ไม่ว่าจะช่วงไหนของชีวิต รวมทั้งตัวคุณเองด้วย ยกโทษให้ตัวเองอาจเป็นอะไรที่ยากที่สุดในกระบวนการยกโทษ. จิตใจของคุณจะโปร่งสบายและร่างกายของคุณจะไร้สิ่งจูงใจแย่ๆซึ่งจะทำให้คุณก้าวหน้าต่อไปในชีวิต

จงหยุดโทษปัจจัยภายนอกหรือคนอื่นๆ เกี่ยวกับสภาวะที่คุณเป็นอยู่ คุณไม่สามารถเพ่งเล็งใปที่ภายนอกได้ เมื่อการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและการพัฒนานั้นต้องเริ่มจากภายใน และเข้าใจว่าโลกใม่สามารถเปลี่ยนตัวตนของคุณให้ดีขึ้นใด้ ถึงแม้มันจะต้องการอย่างนั้นก็ตาม คุณเท่านั้นที่ทำได้
ยอมรับความจริงที่ว่า คุณเป็นคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณเป็นคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบต่ออะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ จงใช้แนวคิด 'อนาคตอยู่ในมือฉัน ฉันเป็นผู้รับผิดชอบ ฉันยอมรับคำท้าทายนี้'

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

คิด คิดใหม่ และคิดอีกครั้ง

ความจริงอันแสนวิเศษ 5 ข้อ 1) ความสำเร็จไม่ใช่สิ่งบังเอิญ 2) ความสำเร็จมีที่มา เช่นเดียวกับความล้มเหลว 3) ความสำเร็จจป็นผลมาจากการสร้างเหตุและผลของมัน 4) ความคิดของเราเป็นเหตุ ความประพฤติและเหตุการณ์แวดล้อมเป็นผลของมัน แต่ 5) เราเลือกที่จะคิดได้ จึงควบคุมผลของความคิดได้ ดังนั้น เราทุกคนจึงสามารถเรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จให้มากขึ้นได้ ในทุกๆอย่าง

'ภาพตัวเอง'ของเราจะกำหนด'ความคิดของผู้อื่น'รวมทั้งการกระทำและการตอบสนอง คนอื่นมักมองเราแม่นยำราวกับเรามองตัวเอง โดยคำพูดและการกระทำของเรา พวกเขาจะรู้สึก'ความเป็นตัวตนของเรา และจะทึกทักว่า เราเองนั่นแหละที่รู้ดีที่สุดว่าเราเองเป็นอย่างไร ในขณะที่จริงแล้วอาจไม่ได้เป็นแบบนั้น ในบางโอกาส คนอื่นเห็นสิ่งที่เราไม่เห็นตัวเอง เขาก็จะประเมินตามที่เขาเห็น ทำให้พวกเขาอาจไม่เห็นด้วยกับเรา แต่เรามีแนวโน้มที่จะให้คะแนนตัวเองมากกว่าความเห็นของคนอื่น เราคิดไปเองว่าเรารู้ดีที่สุด ความคิดนี้ทำให้เราปิดกั้นตัวเอง ในกรอบเดิมๆ และเราก็จะอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

การตำหนิและการบ่น- คนที่ชอบบ่นคนอื่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงที่ว่า พวกเขาเองเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา มันง่ายกว่าที่จะกล่าวโทษพนอื่นหรือสิ่งอื่น แทนที่จะพูดว่า'ฉันเองนั่นแหละที่มีปัญหา ฉันเองนั่นแหละที่ต้องเปลี่ยน ฉันเป็นผู้รับผิดชอบเอง' คนที่ชอบตำหนิหรือบ่นเป็นนิสัยจะรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่พึงพอใจ ไม่มีความนับถือตัวเองที่จะจัดการกับปัญหาในชีวิต

คนที่ต้องการความสนใจและยอมรับอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นคนที่มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองและเหมาะสมที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ พวกเขาต้องการ การยืนยันอย่างแข็งแกร่งและกำลังใจที่บอกว่าพวกเขา'โอเค' และเป็นที่ยอมรับในสายตาของคนอื่น
ความต้องการที่จะเป็นฝ่ายถูกเสมอ- คนที่ทุกข์ทรมานกับความนับถือตัวเองตำ่ มักจะพยายามชดเชยความรู้สึกขาดแคลนโดยการพิสูจน์ว่าพวกเขาถูกและผู้อื่นผิด มันเป็นวิธีการแลดงออกดั้งเดิมในการปิดบังความอ่อนแอหรือการขาดความสามารถ

กลัวความล้มเหลวและกลัวการถูกปฏิเสธ- ความกลัว2 แบบนี้คอยดึงคนไม่ให้มีศักยภาพเต็มที่มากกว่าบุคลิกภาพในแง่อื่นๆทั้งหมด ความกลัวทำให้ไม่ยอมลงมือทำอะไรใหม่ๆ หรือมีความเสี่ยงเพราะเขาไม่มีเป้าหมายและไม่ได้ถูกกระตุ้นให้กระทำอย่างมีความหวัง คนเหล่านี้จะขาดภาพที่ดีของตัวเองและความนับถือตัวเองเพื่อเอาชนะความรู้สึกลบๆที่เกิดจากความล้มเหลวและถูกปฏิเสธ

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

หาตัวตนที่แท้ ให้พบ

ทางหนึ่งที่จะบอกว่าคุณได้เจอความถนัดของคุณแล้ว คือ คุณรู้สึกกระชุ่มกระชวยในสิ่งที่คุณทำ และคุณรู้สึกทึ่งกับระดับความสามารถของคุณมั็ย ถ้าคำตอบคือใม่ แสดงว่าคุณยังไม่ได้เจอความถนัดของคุณ

เอ แอล วิลเลี่ยม เจ้าของบริษัทประกันมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ ชอบที่จะเล่า เพราะเขาเชื่อว่ามันให้ความหวังและกำลังใจกับคนที่ถูกเรียกว่าเป็น 'คนธรรมดา' ซึ่งคิดอย่างผิดๆ ว่าตัวเองไม่มีทางประสบความสำเร็จ เขาเชื่อว่าไอคิว ระดับการศึกษา และฐานะทางสังคมไม่ใช่ทางสู่ความสำเร็จ แต่เป็นการล่าฝันที่สอดคล้องกับความเชื่อและค่านิยมของคุณต่างหาก

จิตใจของเราสามารถจดจ่อไปกับแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ดังนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเราที่จะใช้เวลาทุกๆวัน เพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังคิด และจินตนาการภาพที่ถูกต้อง ถ้าเราจดจ่อจิตไปกับเป้าหมายของเราเท่านั้น สิ่งรบกวนภายนอกและความผิดหวังในชีวิตประจำวันก็จะกลายเป็นสิ่งรบกวนเล็กน้อย แทนที่จะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง 5 ขั้นตอนที่จะบริหารและควบคุมสภาวะจิต
1)หาที่เงียบๆและผ่อนคลายทั้งจิตใจและกาย
2)พูดกับตัวเองด้วยความเชื่อใหม่ๆ ที่คุณต้องการจะเชื่อซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมที่คุณต้องการจะมี
3)นึกภาพว่าตัวเองมีความเชื่อนั้นอยู่ในใจ และกำลังกระทำการสู่เป้าหมายโดยใส่รายละเอียดเข้าไปด้วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
4)เอ่อล้นไปด้วยความปิติยินดี ในขณะที่ภาพในฉากนี้กำลังบรรเจิด
5)เพิ่ม'ความทรงจำ นี้เข้าไปในจิตใจ และขณะนี้คุณจะสามารถเรียกความทรงจำนี้ขึ้นมาได้ทันที เพื่อที่จะดึงเอาความรู้สึกดีๆออกมา

มีบางอย่างที่เป็นด้านบวกอยู่ในเหตุการณ์ที่ลบที่สุดเสมอ ถ้าเพียงแต่เราหามันอย่างยาวนานและอดทน สิ่งนี้แม้จะไม่สามารถเอาชนะผลกระทบทางลบที่มีตั้งแต่แรก แต่วิธีการนี้อย่างน้อยก็จะสร้างความสมดุลย์และสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้แก่การมีขึ้นมีลงของชีวิตที่เราอระสบทุกวัน เช่น ถ้าเราถูกให้ออกจากงาน เราสามารถใช้เวลาทั้งหมดของเราจมอยู่ในการสงสารตัวเอง และรู้สึกชีวิตพังทลาย หรือเราสามารถมองหาทางเลือกใหม่ เตรียมแผนหางานใหม่ๆ ที่อาจให้ผลตอบแทนมากกว่า ความท้าทายมากกว่า และสุขใจมากกว่า มนุษย์นั้นเห็นเฉพาะที่'อยากเห็น สักวันคุณอาจต้องกลับมารู้สึกขอบคุณที่ออกจากงานนั้น ไม่งั้นคุณก็คงไม่ได้พบสิ่งที่ดีกว่าที่ได้เจอตอนนี้ก็เป็นได้