ความโน้มเอียงตามธรรมชาติของคนที่มีความนับถือตนเองต่ำ คนที่ไม่สามารถรับมือกับโอกาสที่ความล้มเหลวอาจเกิดขึ้นได้ ก็คือการอยู่ภายในพื้นที่สบายของเขา คน่นนี้หลีกเลี่ยงการเสี่ยงทั้งมวล พวกเขาเล่นในแบบปลอดภัย และพอใจกับสถานภาพปานกลางมากกว่าความสำเร็จ พวกเขาพออกพอใจกับสิ่งที่พอรับกันได้ ไม่เคยตั้งเป้าหมาย และไม่เคยพยายามสิ่งใดใหม่ ทว่าการที่จะเป็นผู้ที่ทำออกมาได้สูงสุดนั้น คุณต้องทะลุฝ่าเปลือกครอบแห่งความรู้สึกพอใจซึ่งไม่ต้องการก้าวต่อไปให้ได้ คุณต้องครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆด่วยความของคุณ
หากไม่นำความเชื่อมาใช้ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากศักยภาพไม่ถูกปลุกขึ้นมาทำงาน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากการกระทำไม่ได้ทำ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากผลลัพท์ไม่บรรลุ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้วยแห่งชีวิตของคุณถูกเติมถึงระดับที่สิางเฉพาะบางอย่างเกิดขึ้นในหนทางเฉพาะของมัน
คุณมีเพียง 2 สิ่ง ในชีวิต คือ ข้อแก้ตัว หรือ ผลลัพธ์ และแน่นอนข้อแก้ตัวไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ มันเป็นเพียงแค่สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า คุณขาดศรัทธาในความสามารถของคุณที่จะประสบความสำเร็จเท่านั้น
คุณครอบครองความสามารถที่จะเป็นเลิศในด้านที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จอย่างน้อยหนึ่งด้าน และนี่ความเชื่อที่เราต้องยึดถือไว้เป็นความเชื่อหลัก เพืีอนึดถือและพยายามสำรวจความเป็นไปได้นี้ พวกเราแต่ละคนกำเนิดขึ้นมาบนโลกเพืีอจุดประสงค์เฉพาะบางประการ พร้อมด้วยทักษะที่จำเป็นซึ่งสอดคล้องกับจุดประสงค์นี้ หมายความว่า เราต่างก็เป็นเลิศในบางสิ่ง และมันเป็นความรับผิดชอบหลักของเราที่จะหาด้านที่เป็นเลิศของเราให้พบ และรวบรวมแรงพยายามทั้งหมดของเราให้มุ่งไปในทิศทางนั้น
คุณสามารถบรรลุระดับความเป็นเลิศได้เพียงในสิ่งที่คุณชอบทำจริงๆเท่านั้น จากนั้นมันก็ดูไม่เหมือนว่าเป็นงานแต่อย่างใด แม้ว่าในตอนแรกมันอาจต้องการแรงพยายามมากกว่าสิ่งอื่นๆที่คุณได้พยายามมา ด้านที่เป็นเลิศของคุณต้องเป็นบางสิ่งที่คุณสนใจโดยธรรมชาติ เป็นบางสิ่งที่คุณถูกดึงดูดเข้าหาตามสัณชาตญาณ และเป็นสิ่งที่คุณจะกระทำไม่ว่าเขาจะจ่ายให้คุณทำหรือไม่ก็ตาม มันต้องทำให้คุณรู้สึกว่าไม่เหมือนใคร มีคุณค่า และสำคัญ มันต้องช่วยนำ 'ตัวตนที่แท้' ของคุณออกมาและช่วยให้คุณ แสดงออกถึงความพิเศษไม่เหมือนใครและความเป็นตัวตนของคุณ
2 คำถามสำคัญว่าคุณเจอด้านที่เป็นเลิศแล้วหรือยังคือ 1. คุณรู้สึกสุนทรีเป็นประจำเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกำลังทำหรือไม่ 2. คุณพบว่าตัวเองประหลาดใจตัวเองเป็นประจำกับระดับผลงานการปฏิบัติของคุณหรือไม่? หากคุณไม่รู้สึกสุนทรีเกี่ยวกับตัวเอง และไม่รู้สึกประหลาดใจเป็นประจำกับผลงานการปฏิบัติของคุณแล้ว คุณก็ยังไม่พบด้านที่เป็นเลิศ นี่คือ กุญแจสู่ความสำเร็จ นั่นคือ หาด้านที่เป็นเลิศของคุณให้พบ อันเป็นกิจกรรมที่คุณทำได้เป็นเลิศ แล้วก็ใช้เวลา 80-90% ของคุณทำสิ่งนั้น
คนส่วนมากมีความยากลำบาก ในการพยายามตัดสินใจว่าพวกเขาชอบทำอะไรจริงๆ และอะไรที่ทำให้พวกเขาสนใจมากที่สุด พวกเขาพบว่าตัวเองขึ้นสนิมขณะกำลังพยายามหาเงินเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้วันต่อวัน ซึ่งปกติแล้วเป็นการทำสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบเท่าไหร่ พวกเขาลุกขึ้นตอนเช้าเพื่อออกไปทำงานหาเงินให้ได้แค่พอ แล้วก็กลับบ้าน ทำซ้ำๆอยู่อย่างนี้ทุกวัน เป็นวงจรอุบาทก์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เห็นได้ชัดว่าคนเช่นนี้นุ่งเกินไป ในการหาเงินเลี้ยงชีวิตมากกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริง
คุณตายนานกว่าที่มีชีวิตอยู่มาก ฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้เวลาสั้นๆนี้ที่คุณมีเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จงตัดสินใจวันนี้ว่าจะพัฒนาด้านที่เป็นเลิศของคุณ เราต่างก็ต้องเริ่มต้นที่ไหนสักแห่งและมันสำคัญยิ่งนักที่จะต้องรู้ว่าคุณต้องการไปที่ใดมากกว่า คุณอยู่ที่ใดหรือคุณเคยอยู่จุดใดมาก่อน
'จงอย่าทำราวกับว่า เจ้ามีเวลาที่จะมีชีวิตอยู่อีกหนึ่งพันปี' มาร์คัส ออเรเลียส จักรพรรดิโรมัน
- มันไม่ใช่สิ่งที่คุณสัมฤทธิ์ผลที่ให้ประโยชน์แก่คุณหรอกที่สำคัญ ทว่าสิ่งที่คุณสัมฤทธิ์ผลที่มาเป็นประโยชน์แก่คนอื่นๆต่างหากที่สำคัญ
- มันไม่ใช่สิ่งที่คุณสัมฤทธิ์ผลที่เทียบกับคนอื่นหรอกที่สำคัญ ทว่าสิ่งที่คุณสัมฤทธิ์ผล ที่เทียบกับศักยภาพของคุณต่างหากที่สำคัญ
- มันไม่ใช่สิ่งที่คุณทำในชีวิตของคุณหรอกที่สำคัญ ทว่าสิ่งที่คุณเป็นต้นเหตุให้คนอื่นทำในชีวิตของพวกเขาต่างหากที่สำคัญ
แผนของเราถูกนำไปปฏิบัติอย่างผิดๆ เนื่องจากไร้เป้าเล็ง เมื่อคนเราไม่รู้ว่า จะสร้างท่าเรือแบบใด ก็ไม่มีลมใดจะพัดมาถูกทิศทาง" ลูเซียส แอนโนส์ ซีเนคา
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
weenalovecookie
▼
วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556
Think like a winner 5
เหตุการณ์ภายนอกทั้งหมด มีลักษณะเป็นกลางในตัวของมันเอง จนกระทั่งคุณตอบสนองต่อมันในเชิงความนึกคิดและมอบหัวข้อเชิงอารมณ์แก่มัน ประมาณ 90% ของความกลัวทั้งหลายเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในจินตนาการทั้งสิ้น มันเป็นผลผลิตของความนึกคิดของคุณ และก็ไม่มีตัวตนอยู่ในความเป็นจริงแต่อย่างใด น่าเสียดายคุณถูกเหยียบย่ำบ่อยครั้งเป็นส่วนมากโดยแรงพลังที่ตัวคุณเองสร้างขึ้น ดังคำกล่าวของ รัดยาร์ด คลิปลิง กวีชาวอังกฤษกล่าวไว้ว่า 'ในจำนวนข้อโกหกทั้งหมดในโลก บางครั้งที่แย่ที่สุดก็คือ ความกลัวของคุณเอง'
มุ่งเน้นไปที่ปัจจุบัน จะช่วยให้คุณออกห่างจากการขุดสิ่งที่เกิดในอดีตขึ้นมา แล้วจินตนาการซ้ำไปซ้ำมาจนมันเกิดอีกในอนาคต มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับประสบการณ์ความกลัว หากคุณนึกคิดอยู่แต่เวลาปัจจุบันและมุ่งเน้นเพียงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ คุณได้รับประสบการณ์ความกลัวเพราะมองย้อนกลับเข้าไปในอดีต คุณเอาแต่ลดค่าของปัจจุบัน และสาบแช่งอนาคตเมื่อคุณมุ่งเน้นไปที่ความล้มเหลวต่างๆในอดีต
หากคุณต้องการที่จะปลูกเมล็ดพันธ์ข้าวให้เจริญเติบโต แรกเริ่มคุณต้องหาเมล็ดพันธ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง และคุณก็ต้องทำเช่นเดียวกันกับจิตใต้สำนึกของคุณ ซึ่งเป็นสวนของจิตใจอันมีปุ๋ยอุดมสำหรับปลูกเมล็ดพันธ์ เช่นเดียวกับที่คุณจำเป็นต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ที่คุณต้องการเก็บเกี่ยว คุณก็จำเป็นต้องปลูกความคิดที่สามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณ 'มองเห็น' ตัวคุณเองในจิตใจ การล้มเหลวที่จะทำเช่นนี้จะปล่อยให้ดินว่างแล้ววัชพืชที่เลวร้ายก็จะงอกเงยขยายพันธ์ุไปโดยปริยาย
ความสามารถของคุณที่จะประสบความสำเร็จในงานหนึ่งๆ เป็นสัดส่วนโดยตรงกับความสามารถของคุณที่จะเห็นตัวเองกำลังได้ผลลัพท์เฉพาะนั้น ที่คุณต้องการในจินตนาการของคุณเสียก่อน จนกว่าที่คุณจะเชื่ออย่างจริงใจว่าคุณสามารถทำสิ่งนี้และสามารถมองเห็นตัวเองอย่างชัดเจนเหมือนจริงว่าตัวเองกำลังบรรลุผลในสิ่งนี้ในจิตใจคุณก่อนเท่านั้น ที่คุณจะสามารถหวังได้ว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงในชีวิตได้ เช่นคำที่ว่า ขยะเข้าเท่ากับขยะออก เปลี่ยนข้อมูลขาเข้าแล้วคุณก็จะเปลี่ยนข้อมูลขาออก สิ่งที่คุณเห็นคือ สิ่งที่คุณได้
ผู้คนและสิ่งต่างๆไม่ได้ทำให้เราอารมณ์เสีย ทว่าเป็นตัวเราเองที่ทำให้เราเป็นแบบนั้น มากกว่าปัจจัยเดี่ยวๆอื่นใดในชีวิต ท่าทีเฉพาะบางอย่างของคุณในการคิด จะกำหนดวิธีที่คุณรู้สึกและประพฤติออกมา คนที่ยกสถานการณ์ในชีวิตของตัวเองให้แก่เหตุการณ์ภายนอก ก็มักจะมองหาทางแก้ที่อยู่ภายนอก ซึ่งโอกาสที่จะสมหวังก็จะขึ้นอยู่กับภายนอก ที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมได้ คนจึงมักเกิดความขุ่นข้องหมองใจ อึดอัด ขมขื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่เขายอมรับและย้ายปัจจัยมาอยู่ที่ภายในหรือที่ตัวเอง การจะสุขหรือทุกข์จะกลายเป็นปัจจัยที่สามารถคุมได้ด้วยตัวเอง มีเพียงเหตุนี้ที่นั้นที่สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับเราจริงๆ
จอห์น วูดเดน โค้ชบาสเกตบอลยูซีแอลเอ กล่าวไว้ว่า 'สิ่งต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับคนที่ทำดีที่สุดกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น'
เรามีทางเลือกทุกวันในเรื่องทัศนคติที่เราจะนำมาใช้ในวันนั้น เราไม่สามารถเปลี่ยนอดีตได้ เราไม่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คน ก็จะเป็นในลักษณะที่เขาเป็น ทำในลักษณะที่เขาทำ สิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้คือ เล่นดนตรีในสายที่เรามี นั่นคือ ทัศนคติของเรา ชีวิตคือ สิ่งที่เกิดจริง 10% และสิ่งที่เรามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อมัน 90% เราเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบต่อทัศนคติของเรา
ผู้คนมีนิสัยที่ชอบนำเอาสิ่งที่ตนเองมี ไปใส่ข้อจำกัดต่างๆให้กับตนเอง พวกเขาชอบที่จะเชื่อว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะ... แทนที่จะคิดถึงสิ่งที่เขาทำได้ ความคิดนี้มีแต่ฉุดรั้ง ไม่ให้คุณใส่ความพยายามลงไปในเรื่องที่คุณอาจไม่รู้ว่า คุณสามารถ มันเลยทำลายโอกาสและทำให้คุณอย่างจำกัดตามที่คุณคิดจริงๆ
คุณไม่มีวันพ่ายแพ้ จนกว่าคุณจะยอมรับว่ามันเป็นจริง และตัดสินใจที่จะหยุดความพยายาม ... นั่นต่างหาก ที่จะทำให้คุณแพ้จริงๆ
จะมีความถดถอยและความผิดหวังอยู่เสมอระหว่างการติดตามเป้าหมายที่คุ้มค่าใดๆ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความจริงง่ายๆที่ว่า มันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งใดๆในครั้งแรก ความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญและเป็นส่วนอันจำเป็นของกระบวนการสู่ความสำเร็จ ไม่มีใครเรียนรู้ที่จะเดิน ขี่จักรยาน หรือขับรถยนต์ได้จากการพยายามครั้งแรก ความกลัวความล้มเหลวเป็นเหตุผลหลักประการแรกที่คนส่วนมากไม่ตั้งเป้าหมายะท้าทายเสียแต่เริ่มต้น พวกเขาไม่มีภาพแห่งตนที่จะอยู่กับความเป็นไปได้ของความล้มเหลว แต่คุณไม่มีวันพ่ายแพ้จนกว่าคุณจะยอมรับว่ามันเป็นความจริง และตัดสินใจที่จะหยุดคสามพยายาม นั่นคือความเชื่อหลักประการหนึ่ง
มุ่งเน้นไปที่ปัจจุบัน จะช่วยให้คุณออกห่างจากการขุดสิ่งที่เกิดในอดีตขึ้นมา แล้วจินตนาการซ้ำไปซ้ำมาจนมันเกิดอีกในอนาคต มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับประสบการณ์ความกลัว หากคุณนึกคิดอยู่แต่เวลาปัจจุบันและมุ่งเน้นเพียงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ คุณได้รับประสบการณ์ความกลัวเพราะมองย้อนกลับเข้าไปในอดีต คุณเอาแต่ลดค่าของปัจจุบัน และสาบแช่งอนาคตเมื่อคุณมุ่งเน้นไปที่ความล้มเหลวต่างๆในอดีต
หากคุณต้องการที่จะปลูกเมล็ดพันธ์ข้าวให้เจริญเติบโต แรกเริ่มคุณต้องหาเมล็ดพันธ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง และคุณก็ต้องทำเช่นเดียวกันกับจิตใต้สำนึกของคุณ ซึ่งเป็นสวนของจิตใจอันมีปุ๋ยอุดมสำหรับปลูกเมล็ดพันธ์ เช่นเดียวกับที่คุณจำเป็นต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ที่คุณต้องการเก็บเกี่ยว คุณก็จำเป็นต้องปลูกความคิดที่สามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณ 'มองเห็น' ตัวคุณเองในจิตใจ การล้มเหลวที่จะทำเช่นนี้จะปล่อยให้ดินว่างแล้ววัชพืชที่เลวร้ายก็จะงอกเงยขยายพันธ์ุไปโดยปริยาย
ความสามารถของคุณที่จะประสบความสำเร็จในงานหนึ่งๆ เป็นสัดส่วนโดยตรงกับความสามารถของคุณที่จะเห็นตัวเองกำลังได้ผลลัพท์เฉพาะนั้น ที่คุณต้องการในจินตนาการของคุณเสียก่อน จนกว่าที่คุณจะเชื่ออย่างจริงใจว่าคุณสามารถทำสิ่งนี้และสามารถมองเห็นตัวเองอย่างชัดเจนเหมือนจริงว่าตัวเองกำลังบรรลุผลในสิ่งนี้ในจิตใจคุณก่อนเท่านั้น ที่คุณจะสามารถหวังได้ว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงในชีวิตได้ เช่นคำที่ว่า ขยะเข้าเท่ากับขยะออก เปลี่ยนข้อมูลขาเข้าแล้วคุณก็จะเปลี่ยนข้อมูลขาออก สิ่งที่คุณเห็นคือ สิ่งที่คุณได้
ผู้คนและสิ่งต่างๆไม่ได้ทำให้เราอารมณ์เสีย ทว่าเป็นตัวเราเองที่ทำให้เราเป็นแบบนั้น มากกว่าปัจจัยเดี่ยวๆอื่นใดในชีวิต ท่าทีเฉพาะบางอย่างของคุณในการคิด จะกำหนดวิธีที่คุณรู้สึกและประพฤติออกมา คนที่ยกสถานการณ์ในชีวิตของตัวเองให้แก่เหตุการณ์ภายนอก ก็มักจะมองหาทางแก้ที่อยู่ภายนอก ซึ่งโอกาสที่จะสมหวังก็จะขึ้นอยู่กับภายนอก ที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมได้ คนจึงมักเกิดความขุ่นข้องหมองใจ อึดอัด ขมขื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่เขายอมรับและย้ายปัจจัยมาอยู่ที่ภายในหรือที่ตัวเอง การจะสุขหรือทุกข์จะกลายเป็นปัจจัยที่สามารถคุมได้ด้วยตัวเอง มีเพียงเหตุนี้ที่นั้นที่สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับเราจริงๆ
จอห์น วูดเดน โค้ชบาสเกตบอลยูซีแอลเอ กล่าวไว้ว่า 'สิ่งต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับคนที่ทำดีที่สุดกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น'
เรามีทางเลือกทุกวันในเรื่องทัศนคติที่เราจะนำมาใช้ในวันนั้น เราไม่สามารถเปลี่ยนอดีตได้ เราไม่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คน ก็จะเป็นในลักษณะที่เขาเป็น ทำในลักษณะที่เขาทำ สิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้คือ เล่นดนตรีในสายที่เรามี นั่นคือ ทัศนคติของเรา ชีวิตคือ สิ่งที่เกิดจริง 10% และสิ่งที่เรามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อมัน 90% เราเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบต่อทัศนคติของเรา
ผู้คนมีนิสัยที่ชอบนำเอาสิ่งที่ตนเองมี ไปใส่ข้อจำกัดต่างๆให้กับตนเอง พวกเขาชอบที่จะเชื่อว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะ... แทนที่จะคิดถึงสิ่งที่เขาทำได้ ความคิดนี้มีแต่ฉุดรั้ง ไม่ให้คุณใส่ความพยายามลงไปในเรื่องที่คุณอาจไม่รู้ว่า คุณสามารถ มันเลยทำลายโอกาสและทำให้คุณอย่างจำกัดตามที่คุณคิดจริงๆ
คุณไม่มีวันพ่ายแพ้ จนกว่าคุณจะยอมรับว่ามันเป็นจริง และตัดสินใจที่จะหยุดความพยายาม ... นั่นต่างหาก ที่จะทำให้คุณแพ้จริงๆ
จะมีความถดถอยและความผิดหวังอยู่เสมอระหว่างการติดตามเป้าหมายที่คุ้มค่าใดๆ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความจริงง่ายๆที่ว่า มันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งใดๆในครั้งแรก ความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญและเป็นส่วนอันจำเป็นของกระบวนการสู่ความสำเร็จ ไม่มีใครเรียนรู้ที่จะเดิน ขี่จักรยาน หรือขับรถยนต์ได้จากการพยายามครั้งแรก ความกลัวความล้มเหลวเป็นเหตุผลหลักประการแรกที่คนส่วนมากไม่ตั้งเป้าหมายะท้าทายเสียแต่เริ่มต้น พวกเขาไม่มีภาพแห่งตนที่จะอยู่กับความเป็นไปได้ของความล้มเหลว แต่คุณไม่มีวันพ่ายแพ้จนกว่าคุณจะยอมรับว่ามันเป็นความจริง และตัดสินใจที่จะหยุดคสามพยายาม นั่นคือความเชื่อหลักประการหนึ่ง
วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555
Think like a winner4
ภาพแห่งตน คือ กุญแจสู่บุคลิกภาพและพฤติกรรมของมนุษย์ ภาพแห่งตนกำหนดเส้นอาณาเขตแห่งความสัมฤทธิ์ผลของแต่ละบุคคล มันกำหนดว่าคถณสามารถและไม่สามารถในเรื่องอะไร ขยายภาพแห่งตนแล้วคุณจะขยายพื้นที่ความเป็นไปได้ การพัฒนาภาพแห่งตนที่เหมาะสมและเป็นจริง ดูจะทำให้แต่ละบุคคลชุ่มโชกไปด้วยขีดความสามารถใหม่ๆ ความสามารถซ่อนเร้นใหม่ และเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นความสำเร็จได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ 'ดร. แม็กซ์เวล มอล์ซ ศัลยแพทย์ชื่อก้องโลก จากหนังสือของเขา Psycho-Cybernetics
บางครั้งบางคราวในชีวิตเป็นระยะๆ คุณจำเป็นต้องถอยหลังกลับมาเล็กน้อย เพื่อมองดูโลกอย่างที่มันเป็นในบริบทที่แตกต่างออกไป การเริ่มที่ดีก็คือให้ซาบซึ้งว่ามีความสุขอยู่ทุกหนแห่งทั่วไป มันสามารถถูกพบได้ในใบหน้าของเพื่อนๆ และคนที่คุณรักทั้งหลาย เสียงหัวเราะจากเด็กๆ คลื่นทะเล และเมฆบนท้องฟ้า มันอยู่ในต้นหญ้า ดอกไม้และต้นไม้ มันอยู่รอบๆตัวคุณนั่นแหละ แต่การที่จะได้มัน แรกเริ่ม คุณต้อง 'มองเห็นมัน' ในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเสียก่อน
ทุกสิ่งในชีวิตล้วนมาจากทัศนคติทั้งสิ้น ด้วยความเชื่อของคุณเกี่ยวกับตัวคุณเอง ก่อภาพแห่งตนของคุณขึ้นมา และภาพแห่งตนของคุณนั่นเอง ที่กำหนดระดับความนับถือตนเองของคุณ ระดับความนับถือตนเองของคุณจะกำหนดทุกสิ่งที่เหลือ
ไม่มีการตัดสินที่คุณจะมอบให้ซึ่งมีความหมายสำคัญยิ่งไปกว่า การตัดสินที่คุณมีต่อตนเอง ไม่มีปัจจัยหนึ่งใดที่มีความรับผิดชอบต่อเส้นทางที่คุณเลือกเดินมากไปกว่านั้น การยอมรับตนเองเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตส่วนตัว และการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อคุณทั้งปวง มันให้ความกล้าหาญและความทุ่มเทที่จะก้าวออกไปอยู่หน้าฝูงชน และเป็นคนที่มีตัวตน นั่นคือ ทุกสิ่งที่คุณเกิดมาเป็น
'คนหนึ่งคน กับ ความเชื่อของเขา
เท่ากับแรงของคน เก้าสิบเก้าคน ที่มีเพียงความสนใจ'
จอห์น สจ๊วต มิล์ส
ความกลัวหลัก 2 ประการที่คนส่วนมากมี คือ ความกลัวความล้มเหลว และความกลัวถูกปฏิเสธ ทั้งคู่เป็นผลลัพท์ที่มาจากความนับถือตนเองต่ำที่นำติดตัวมาจากประสบการณ์ลบ หรือที่ทรมานใจในสมัยเด็ก ความกลัวสองประการนี้ กำลังเป็นตัวแทนของการตอบสนองทางอารมณ์ที่เรียนรู้เข้ามาในตัว ที่ฉุดรั้งคนจำนวนมากเอาไว้ไม่ให้บรรลุศักยภาพเต็มของตนเองมากกว่าบุคลิกภาพมนุษย์ในแง่อื่น
ความผิดพลาดที่มีเหมือนๆกันประการหนึ่งที่พ่อแม่ทั้งหลายคนทำ คือ ใช้การวิจารณ์ ในทางทำลาย และลงโทษลูกๆของตัวเองตามอำเภอใจ สิ่งนี้ส่งข่าวสารไปยังลูกคนหนึ่งถึงคุณค่าในตัวของเขา เมืีอการกระทำของพ่อแม่ ในการวิจารณ์ ข่มขู่ และลงโทษลูกตามอำเภอใจเกิดซ้ำๆ เด็กก็จะเกิดความไม่สบายทางอารมณ์หรือแม้กระทั่งบาดเจ็บทางอารมณ์ ซึ่งสามารถทำให้เขามีความบกพร่องไปตลอดชีวิตได้เลย การปฏิบัติเช่นนี้ปล้นความเป็นปัจเจกชนของเขา สูบความเข้มแข็งภายในของเขาไปอย่างรวดเร็ว และทำให้โอกาสของเด็กที่จะสามารถเข้าถึงศักยภาพเต็มของเขาน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเด็กๆที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างการวิจารณ์ในสิ่งที่เป็นจริงกับไม่จริงในตอนอายุยังน้อย และพวกเขาก็เติบโตขึ้นด้วยรูปแบบนิสัยทางความคิดเชิงลบ เมืีอใดก็ตามที่มีความท้าทายหรือโอกาสใหม่เข้ามาในชีวิต พวกเขาก็จะบทที่พูดกับตัวเองว่า 'ฉันทำไม่ได้หรอก, ฉันไม่สามารถ, สิ่งนั้น.. สำหรับฉัน มันเป็นไปไม่ได้หรอก' ความกลัวความล้มเหลวนี้ เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งต่อความสำเร็จที่ผู้ใหญ่ส่วนมากเผชิญในชีวิต
ความผิดพลาดอีกอย่างที่พ่อแม่หลายคนทำ คือ ให้ความรักที่มีข้อแม้แก่ลูกๆของตน เช่น การหยุดความรักเอาไว้ หรือ ขมขู่ที่จะหยุดให้ความรัก เพื่อเป็นวิธีที่จะควบคุมพฤติกรรมเด็ก บ่อยครั้งที่พ่อแม่ไม่ตระหนักว่าพวกเขาสามารถทำลายจิตใจของลูกๆตน บางครั้งก็อาจถาวรตลอดไป ด้วยการเรียกร้องให้เชื่อฟังและทำตามเพื่อแลกเปลี่ยนกับการแสดงความรัก เด็กๆต้องการความรักมากเสียจนกระทั่ง พวกเขาจะยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้มัน หากเขาได้รับเพียงความรักที่มีข้อแม้ เด็กก็จะเสียความบริสุทธิ์ของจิตใจ ความคิดที่เป็นธรราติและความไม่กลัวไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเทคนิคการควบคุมการบงการนี้จะได้ผลดีมาก แต่มันสามารถเป็นเครื่องมือที่ทำลายที่ดียิ่งไปพร้อมกัน มันมักจะทิ้งแผลเป็นที่ติดไปชั่วชีวิตให้กับเด็ก และสร้างอุปสรรคขัดขวางเชิงจิตอย่างรุนแรง ซึ่งเด็กอาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถที่เอาชนะมันได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่
บางครั้งบางคราวในชีวิตเป็นระยะๆ คุณจำเป็นต้องถอยหลังกลับมาเล็กน้อย เพื่อมองดูโลกอย่างที่มันเป็นในบริบทที่แตกต่างออกไป การเริ่มที่ดีก็คือให้ซาบซึ้งว่ามีความสุขอยู่ทุกหนแห่งทั่วไป มันสามารถถูกพบได้ในใบหน้าของเพื่อนๆ และคนที่คุณรักทั้งหลาย เสียงหัวเราะจากเด็กๆ คลื่นทะเล และเมฆบนท้องฟ้า มันอยู่ในต้นหญ้า ดอกไม้และต้นไม้ มันอยู่รอบๆตัวคุณนั่นแหละ แต่การที่จะได้มัน แรกเริ่ม คุณต้อง 'มองเห็นมัน' ในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเสียก่อน
ทุกสิ่งในชีวิตล้วนมาจากทัศนคติทั้งสิ้น ด้วยความเชื่อของคุณเกี่ยวกับตัวคุณเอง ก่อภาพแห่งตนของคุณขึ้นมา และภาพแห่งตนของคุณนั่นเอง ที่กำหนดระดับความนับถือตนเองของคุณ ระดับความนับถือตนเองของคุณจะกำหนดทุกสิ่งที่เหลือ
ไม่มีการตัดสินที่คุณจะมอบให้ซึ่งมีความหมายสำคัญยิ่งไปกว่า การตัดสินที่คุณมีต่อตนเอง ไม่มีปัจจัยหนึ่งใดที่มีความรับผิดชอบต่อเส้นทางที่คุณเลือกเดินมากไปกว่านั้น การยอมรับตนเองเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตส่วนตัว และการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อคุณทั้งปวง มันให้ความกล้าหาญและความทุ่มเทที่จะก้าวออกไปอยู่หน้าฝูงชน และเป็นคนที่มีตัวตน นั่นคือ ทุกสิ่งที่คุณเกิดมาเป็น
'คนหนึ่งคน กับ ความเชื่อของเขา
เท่ากับแรงของคน เก้าสิบเก้าคน ที่มีเพียงความสนใจ'
จอห์น สจ๊วต มิล์ส
ความกลัวหลัก 2 ประการที่คนส่วนมากมี คือ ความกลัวความล้มเหลว และความกลัวถูกปฏิเสธ ทั้งคู่เป็นผลลัพท์ที่มาจากความนับถือตนเองต่ำที่นำติดตัวมาจากประสบการณ์ลบ หรือที่ทรมานใจในสมัยเด็ก ความกลัวสองประการนี้ กำลังเป็นตัวแทนของการตอบสนองทางอารมณ์ที่เรียนรู้เข้ามาในตัว ที่ฉุดรั้งคนจำนวนมากเอาไว้ไม่ให้บรรลุศักยภาพเต็มของตนเองมากกว่าบุคลิกภาพมนุษย์ในแง่อื่น
ความผิดพลาดที่มีเหมือนๆกันประการหนึ่งที่พ่อแม่ทั้งหลายคนทำ คือ ใช้การวิจารณ์ ในทางทำลาย และลงโทษลูกๆของตัวเองตามอำเภอใจ สิ่งนี้ส่งข่าวสารไปยังลูกคนหนึ่งถึงคุณค่าในตัวของเขา เมืีอการกระทำของพ่อแม่ ในการวิจารณ์ ข่มขู่ และลงโทษลูกตามอำเภอใจเกิดซ้ำๆ เด็กก็จะเกิดความไม่สบายทางอารมณ์หรือแม้กระทั่งบาดเจ็บทางอารมณ์ ซึ่งสามารถทำให้เขามีความบกพร่องไปตลอดชีวิตได้เลย การปฏิบัติเช่นนี้ปล้นความเป็นปัจเจกชนของเขา สูบความเข้มแข็งภายในของเขาไปอย่างรวดเร็ว และทำให้โอกาสของเด็กที่จะสามารถเข้าถึงศักยภาพเต็มของเขาน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเด็กๆที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างการวิจารณ์ในสิ่งที่เป็นจริงกับไม่จริงในตอนอายุยังน้อย และพวกเขาก็เติบโตขึ้นด้วยรูปแบบนิสัยทางความคิดเชิงลบ เมืีอใดก็ตามที่มีความท้าทายหรือโอกาสใหม่เข้ามาในชีวิต พวกเขาก็จะบทที่พูดกับตัวเองว่า 'ฉันทำไม่ได้หรอก, ฉันไม่สามารถ, สิ่งนั้น.. สำหรับฉัน มันเป็นไปไม่ได้หรอก' ความกลัวความล้มเหลวนี้ เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งต่อความสำเร็จที่ผู้ใหญ่ส่วนมากเผชิญในชีวิต
ความผิดพลาดอีกอย่างที่พ่อแม่หลายคนทำ คือ ให้ความรักที่มีข้อแม้แก่ลูกๆของตน เช่น การหยุดความรักเอาไว้ หรือ ขมขู่ที่จะหยุดให้ความรัก เพื่อเป็นวิธีที่จะควบคุมพฤติกรรมเด็ก บ่อยครั้งที่พ่อแม่ไม่ตระหนักว่าพวกเขาสามารถทำลายจิตใจของลูกๆตน บางครั้งก็อาจถาวรตลอดไป ด้วยการเรียกร้องให้เชื่อฟังและทำตามเพื่อแลกเปลี่ยนกับการแสดงความรัก เด็กๆต้องการความรักมากเสียจนกระทั่ง พวกเขาจะยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้มัน หากเขาได้รับเพียงความรักที่มีข้อแม้ เด็กก็จะเสียความบริสุทธิ์ของจิตใจ ความคิดที่เป็นธรราติและความไม่กลัวไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเทคนิคการควบคุมการบงการนี้จะได้ผลดีมาก แต่มันสามารถเป็นเครื่องมือที่ทำลายที่ดียิ่งไปพร้อมกัน มันมักจะทิ้งแผลเป็นที่ติดไปชั่วชีวิตให้กับเด็ก และสร้างอุปสรรคขัดขวางเชิงจิตอย่างรุนแรง ซึ่งเด็กอาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถที่เอาชนะมันได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่