weenalovecookie

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

7 กลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งและความสุข โดย จิม รอน

ความสุข คือ ทักษะของการตอบสนองต่อสิ่งที่ชีวิตหยิบยื่นด้วยความเข้าใจ ด้วยความเบิกบาน มันบรรลุได้ด้วยทั้งการให้และการรับ ความสุขเกิดขึ้นกับคนซึ่งเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ของพวกเขาโดยเจตนา มันอยู่ในบ้านของคนซึ่งมีความสามารถในการจัดการกับความผิดหวัง โดยปราศจากการสูญเสียความรู้สึกเป็นสุขของพวกเขา มันเป็นของคนที่ควบคุมไว้ได้ทั้งสถานการณ์ และความรู้สึกของพวกเขา

คนที่พบกับความสุข มักยึดถือและรับรู้พลังด้านบวกอันมหาศาลของชีวิตและความรัก แต่ความสุขเป็นมากกว่าความรู้สึกทั่วไป มันคือ 'วิธีคิด' ที่ทำให้เกิดความรู้สึก กิจกรรม และวิธีดำเนินชีวิตด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือวิธีแปลความหมายโลกและเหตุการณ์ต่างๆของมัน 

ความสุขคือการมีคุณค่าที่สมดุลย์ มันคือความพึงพอใจกับงานที่ทำประจำวัน รวมทั้งงานบ้านที่ไม่น่าอภิรมย์ทั้งหลาย ซึ่งเราน้อยคนนักที่ตะเป็นอิสระจากมัน ความสุขคือ ชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเหมาะสม และถูกเติมให้เต็มด้วยคนที่มีสาระ มันคือประสบการณ์ แบะความทรงจำอันหลากหลายที่กลายสภาพมาเป็นรูปแบบของเงินตราอันล้ำค่าที่จะใช้ลงทุน


น่าเสียดาย พวกเราส่วนใหญ่ยังคงคิดว่า ความสุข คือ บางสิ่งบางอย่างที่สูญเสียไปในอดีต หรือไม่ก็จุดสูงสุดที่จะต้องไปให้ถึงในอนาคตอันยาวไกล เช่น ฉันจะมีความสุขทันที... 
น้อยคนนักที่เข้าใจว่า ความสุขสามารถประสบได้ใน'ปัจจุบัน'เท่านั้น และเช่นเดียวกับาิ่งดีๆทั้งมวล ความสุขมักจับไว้ได้ยาก

หากมีส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ในการแสวงหาความสำเร็จของคุณสำหรับทั้งความมั่งคั่งและความสุขแล้ว สิ่งนั้นคือ วินัย แต่คนส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธมัน โดยเหตุที่พวกเขาไปนึกถึงภาพทุกอย่างตั้งแต่การฝึกทหารที่ยากลำบาก ไปจนถึงครูที่กวัดแกว่งไม้บรรทัด 
วินัย คือ สะพานเชื่อมระหว่างความคิดและความสำเร็จ คือ กาวที่ยึดติดแรงบันดาลใจเข้ากับความสำเร็จ คือ เวทมนตร์ที่เปลี่ยนความจำเป็นทางด้านการเงิน มาเป็นการสร้างงานทางด้านศิลปะที่เกิดจากแรงบันดาลใจ

วินัยเกิดขึ้นกับคนซึ่งรู้ว่า ว่าวต้องต้านแรงลมตึงจะขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ เกิดกับคนซึ่งรู้ว่าสิ่งที่ดีทั้งหมดบรรลุได้โดยคนซึ่งตั้งใจว่ายทวนน้ำ เกิดขึ้นกับคนซึ่งรู้ว่าการปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายจะนำไปสู่ความขมขื่นและความผิดหวังเท่านั้น

น่าเสียดายที่คนจำนวนมาก ไม่ได้เชื่อมโยงการขาดวินัย เข้ากับการขาดความสำเร็จว่า มันเกี่ยวกัน ความล้มเหลวเองก็ไม่ได้เกิดในลักษณะเช่นนั้น ความล้มเหลวมักไม่ใช่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ใดที่แยกต่างหากออกมาเพียงเหตุการณ์เดียว ส่วนมากแล้ว มันคือผลที่ตามมาของยัญชีรายการที่ยาวเหยียดขอวความล้มเหลวเล็กๆน้อยๆที่สะสมมา ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากผลของการขาดวินัยเล็กๆน้อยๆมากเกินไป

ความล้มเหลว เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราล้มเหลวที่จะคิดวันนี้ ทำวันนี้ ดูแล ต่อสู้ เรียนรู้ หรือเพียงแต่พยายามต่อไปวันนี้

ถ้าเราใช้เวลาวันหนึ่งที่หมดเปลืองไปกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์ แล้วสรุปว่าไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายใดๆ ว่ากันทีจริงแล้ว มันก็แค่วันหนึ่ง แต่เมื่อรวมวันเหล่านี้เข้าด้วนกันเป็นปี แล้วรวมปีเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นเวลาทั้งชีวิตแล้วล่ะก็ บางทีตอนนี้ คุณอาจสามารถเข้าใจแล้วว่า ความล้มเหลวเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำซากของวันนี้ สามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณเป็นหายนะที่ใหญ่หลวงอย่างง่ายดายได้อย่างไร

ในทางกลับกัน ความสำเร็จก็เกิดขึ้นตามรูปแบบเดียวกันทุกประการ ถ้าคุณวางแผนจะโทรศัพท์สิบครั้ง แล้วคุณโทรเกินจำนวนที่กำหนดห้าครั้ง คุณก็ทำงานล้ำหน้าไปห้าครั้งในวันนี้ จงทำแผนเดียวกันนี้กับการทำงาน แผนการเงินต่างๆของคุณ ในไม่ช้า คุณจะเห็นผลแห่งความขยันหมั่นเพียรที่สะสมมาตลอดปี และตลอดชีวิตในท้ายที่สุด

คำถามสำคัญ คือ มันต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้มาซึ่งวินัย?
ประการแรก พัฒนาการรับรู้ความสำคัญของวินัยในชีวิตคุณ เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่า 
" อะไร ที่ฉันต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตของฉัน?"  
" ความเปลี่ยนแปลงอะไร ที่ฉันจำเป็นต้องทำ เพื่อบรรลุเป้าหมายของฉัน?"
ประการที่สอง ถามตัวเองว่า " ฉันเต็มใจที่จะทำ ในสิ่งที่จำเป็นต้องทำหรือไม่?" ถ้าคำตอบคือ " ใช่" แล้วล่ะก็ คุณจำเป็นต้องทำข้อตกลงผูกมัดระยะยาว เพืีอรักษาวินัยของคุณไว้อย่างฉลาด อย่างรอบคอบ และ 'สม่ำเสมอ'
ประการสุดท้าย ข้อตกลงของคุณจะถูกทดสอบ เมื่อสถานการณ์ที่สามารถรบกวนข้อตกลงผูกมัด ต่อสินัยของคุณเกิดขึ้น ซึ่งเป็นยามที่คุณจะต้อง ปฏิบัติตามวินัยใหม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ขอ แล้วจะได้ the Aladdin factor


ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณจะต้องทำ
ถ้าคุณต้องทำ คุณจะทำได้ 'แอนโทนี่ ร็อปบินส์

ทุกสิ่งล้วนยาก ก่อนที่จะง่ายทั้งนั้น 'โธมัส ฟูลเลอร์

ถ้าคุณอ่านหนังสือในแนวที่คุณเลือก สัปดาห์ละเล่มแล้วล่ะก้อ ภายในสิบปี คุณจะอ่านหนังสือได้มากถึง 500 เล่มทีเดียว และนั่นจะทำให้คุณเป็น 1% ในบรรดาผู้นำในแนวนั้น " จิม รอน

นโปเลียน ฮิลล์ พูดถึง 'ต้นตอของความคิดทั้งหมด' อยู่ที่
1. ความรู้ที่เก็บอยู่ในจิตใต้สำนึก และได้รับประสบการณ์ของแต่ละคน จากการสังเกตุ และจากการศึกษา
2. ความรู้ที่รวบรวมโดยผู้อื่นผ่านสื่อเดียวกัน ซึ่งอาจสื่อสารกันด้วยทางโทรจิต
3. แหล่งความรู้ที่ไม่มีสันสิ้นสุดที่ยิ่งใหญ่ในโลก ที่ซึ่งเก็บข้อมูลและข้อเท็จจริงทุกอย่าง และอาจติดต่อกันได้ผ่านจิตใต้สำนึกของความคิด


จงทำความดี อย่างน้อยวันละเรื่อง 
จนกว่าจะสิ้นอายุขัย
แค่คิดถึงจำนวนความดีมากมายที่จะเกิดขึ้น
และถ้าคนทั้งหมด 4-7 พันล้านคนบนโลกทำความดีวันละเรื่อง
โลกจะวิเศษขนาดไหน " ดร. โรเบิร์ต มูลเลอร์ อดีตรองเลขาธิการสหประชาติ

จุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ของการศึกษา ไม่ได้อยู่ที่ความรู้ แต่อยู่ที่การกระทำ 'เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์


เราควรได้รับการอบรมสั่งสอนมาว่า ไม่ควรรอแรงบันดาลใจ ที่จะเริ่มลงมือทำอะไร
การกระทำ มักก่อให้เกิดแรงบันดาลใจเสมอ
แรงบันดาลใจ ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มี'การกระทำ'

จำไว้ว่า ไม่เคยมีเวลาที่ดีที่สุดสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง มีแต่ปัจจุบันเท่านั้น เราขอเป็นกำลังใจให้คุณด้วยหัวใจทั้งหมดของเรา ให้คุณเริ่มออกเดินทางไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า และความสมบูรณ์กว่าเสียตั้งแต่วันนี้ อย่ารอจนกว่าทุกอย่างจะลง มันไม่เคยดีเลิศหรอก มันมีการท้าทาย อุปสรรค และเงื่อนไขที่ดีน้อยกว่าอยู่เสมอ แล้วไงล่ะ! เริ่มเสียแต่ตอนนี้ ทุกก้าวที่คุณย่าง คุณจะแข็งแกร่งขึ้น ชำนาญขึ้น มั่นใจมากขึ้น และประสบความสำเร็จมากขึ้น
ทุกสิ่งที่คุณต้องการอยู่ข้างนอกนั่น รอให้คุณร้องขอ ทุกสิ่งที่คุณต้องการนั้นล้วนแต่ต้องการคุณเช่นกัน แต่คุณจะต้องลงมือทำเพื่อให้ได้มันมา


การฝันถึงสิ่งหนึ่ง เพื่อที่จะทำมันให้เหมาะนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้อง
แต่การที่มัวแต่ฝันถึงมัน เมื่อถึงคราวที่ต้องลงมือทำนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง 'ออสวอลด์ ซอมเบอร์

เวลาที่จะเพ้อฝันนั้นหมดลงแล้ว มันถึงเวลาที่จะต้องลุกขึ้น เริ่มขอสิ่งที่คุณต้องการแล้ว เริ่มช้าๆและสร้างมันขึ้นมา กระโดดเข้ามา และเริ่มด้วยการร้องขอที่บ้าบิ่น วิธีใดก็ได้ทั้งนั้น ทำสิ่งที่รู้สึกว่าใช่สำหรับคุณ ขอให้เริ่มต้นเท่านั้น

คนที่เรียนรู้ที่จะบินให้ได้ในวันหนึ่ง จะตัองเรียนรู้ที่จะยืน เดิน วิ่ง ปีนป่าย และเต้นรำเสียก่อน เราไม่สามารถบินได้ทันทีหรอก 'ฟรายดริช ไนท์เชอร์

'อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น .... เพียงแต่คุณกล้าที่จะขอ'


วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พลังการขออย่างสร้างสรรค์

ถ้าคุณมีปัญหา เชิญเข้ามาเล่าให้เราฟังว่า คุณมีปัญหาอะไร
ถ้าคุณไม่มีปัญหา ก็เชิญเข้ามาเล่าให้ฟังหน่อยสิว่า คุณทำได้อย่างไร


คุณต้องให้เพื่อรับ
คุณสามารถได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเท่าที่คุณต้องการ ถ้าเพียงแต่คุณจะช่วยเหลือคนอื่นในจำนวนมากพอ มห้พวกเขาได้รับในสิ่งที่เขาต้องการ " ซิก ซิกล่าร์

สุดท้ายคนที่ล้มเหลว มีแต่คนที่ไม่พยายามเท่านั้น " เดวิด สก๊อต

อย่าสร้างแรงต้าน: การขอที่มีพลังนั้น จะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อคุณเต็มใจที่จะถูกปฏิเสธ คุณไม่สามารถขอสิ่งที่คุณต้องการจะได้ที่มีเพียงการตอบรับเท่านั้น เพราะมันตัดโอกาสที่อาจเป็นไปได้แล้วกว่าครึ่งหนึ่ง เหมือนคุณตัดความจริงออกไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยิ่งคุณเต็มใจจะถูกปฏิเสธมากเท่าไร คุณยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะได้รับคำตอบมากขึ้นเท่านั้น จริงแล้วคำปฏิเสธนั้นเป็นเหมือนโบนัสพิเศษ แทนที่จะทำให้มันเป็นความพ่ายแพ้ มห้ถือว่ามันเป็นความสำเร็จ

'ถ้าเขารักฉันจริง ฉันไม่เห็นจะต้องขอเลย'
ความเชื่อผิดๆอย่างนี้ สร้างความทุกข์และความเจ็บปวดอย่างไม่สิ้นสุดให้กับคู่รักมานักต่อนักแล้ว ยกเว้นแต่ว่าคุณจะแต่งงานกับคนที่มีญาณทิพย์สามารถอ่านใจคุณออก แท้ที่จริงคู่ของคุณไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณต้องการอะไรจนกว่าคุณจะขอกับเขาหรือเธอ แค่ง่ายๆอย่างนี้แหละ มันไม่ได้หมายความว่าคู่ของคุณไม่ได้รักคุณ มันแค่หมายความว่าเขาหรือเธอไม่มีพลังจิตวิเศษเท่านั้น !


การกอด: 
ผลการวิจัยชี้ชัดว่า มนุษย์เราต้องการกอด 4 ครั้งต่อวันเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดได้ 8 ครั้งต่อวันเพื่อประคับประคองชีวิต และ 12 ครั้งต่อวันเพื่อการเติบโต การกอดมีผลต่อการรักษาทางกาย การกอดกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย การกอดช่วยให้เรารู้สึกเป็นคนพิเศษ มันหล่อเลี้ยงความเป็นเด็กที่มีอยู่ภายในตัวเราทุกคน มันช่วยทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับครอบครัวและเพื่อนๆของเรา

โชคไม่ดีที่พวกเราส่วนใหญ่เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่นิยมการกอดมากนัก และเราอาจรู้สึกลำบากใจที่จะให้กอดด้วย เราอาจถูกเย้ยหยันว่า เป็นคนที่ 'ต้องการมากไป' ระหว่างการวิจัยเป็นเวลาหนึ่งปี เราพบว่า 83% ของกลุ่มที่เราทำการวิจัยตะถูกกอดน้อยกว่า 1 ครั้งต่อวัน 97% ของคนกลุ่มนี้ต้องการกอดมากกว่าที่พวกเขาได้รับ อย่าอายต่อความต้องการสัมผัสและกอด มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์


เมื่อคุณอยากให้คู่ของคุณเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาหรือเธอ ลองใช้สูตรต่อไปนี้
เมื่อคุณ........ ฉันคิดว่า....... และฉันรู้สึกว่า ....... ฉันอย่กขอให้คุณ........ 
เมื่อคุณใช้สูตรนี้ในการสื่อความหมาย คุณยอมรับความรู้สึกของตัวเอง คุณไม่ต้องให้คนอื่นรับผิดชอบต่อความรู้สึกของคุณ คุณเพียงบอกเขาว่าคุณรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เขาทำ แล้วคุณกำลังขอ เขามีสิทธิ์ที่จะให้หรือไม่ก็ได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็รู้แล้วว่า อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ และเพราะอะไรคุณถึงต้องการสิ่งนั้น

'อัตราของผู้หญิง อยากดูผู้ชายล้างจาน มีมากกว่าอยากดูเขาเต้นระบำเปลื้องผ้าถึง 61%' นิตยสารดีเทล มีนาคม 1995

ผู้หญิงต้องการให้สามีหรือเพื่อนชายของเธอ ช่วยงานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นล้างจาน เอาขยะไปทิ้ง อุ้มลูกเข้านอน ทำความสะอาด จัดการธุระให้ เมื่อพวกเธอไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้ พวกเธอมีแนวโน้มที่จะเก็บงำความรู้สึกขุ่นเคืองต่อผู้ชายเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณภรรยายังต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงอีกต่างหาก ถ้าความขุ่นเคืองนี้ไม่ได้ระบายออกมาและเปลี่ยนเป็นการขอร้องที่ชัดเจนแล้ว ในที่สุดมันอาจนำไปสู่หุบเหวแห่งอารมณ์ในความสัมพันธ์ได้ ความรักหวานชื่นจางหาย ความใกล้ชิดหมดไป มันจำเป็นมากที่จะต้องสื่อความปรารถนาทั้งหมดของคุณออกมาให้ชัดเจน เพื่อทำให้ความรักเบ่งบาน

ผู้หญิงกลัวที่จะขอสิ่งที่เธอต้องการ เพราะพวกเธอเกิดความกลัวจากจิตใต้สำนึกที่อยู่ลึกๆว่า พวกเธอจะถูกคนอื่นเข้ามาแทนที่โดยคนที่มีความต้องการน้อยกว่าเธอ และเข้ากันได้ดีมากกว่าเธอ พวกผู้ชายไม่เคยแม้แต่จะรู้ว่าพวกเธอต้องการหรืออยากได้อะไร เพราะถ้าพวกเขารู้ มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ใช่ลูกผู้ชายแท้ๆ ดังนั้น เราถึงมีคนสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน ปรารถนาหลายสิ่งหลายอย่างจากอีกฝ่ายซึ่งสามารถให้ได้มากพอสมควร แต่ไใ่เคยมีการพูดจากันถึงเรื่องนี้ แล้วพวกเขาทั้วคู่ต่างก็จะรู้สึกซึมเศร้า ขุ่นข้องหมองใจ รู้สึกเหมือนด้อยโอกาส พวกเขาหลอกลวงซึ่งกันและกัน แล้วในที่สุดทั้งคู่ที่รักกันก็ต้องแยกทางกัน ทุกสิ่งเป็นเรืีองป้องกันได้ด้วยการพูดจากันตรงๆและขออย่างชัดเจน " บาร์บาร่า เดอ แองจิลิส