(ค่อจากเมื่อวาน) โรคหลงตัวเอง คิดว่าตนเองเลอเลิศที่สุด ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงได้ คนประเภทนี้แม้สำเร็จเพียงเล็กน้อย ก็จะหลงใหลได้ปลื้มยกใหญ่ อยากให้คนทั้งโลกร่วมรับรู้และเฉลิมฉลองให้กับตัวเอง ในที่สุดความสำเร็จนี้ก็จะเป็นภัยอันใหญ่หลวง เป็นภาพลวงตาว่า สามารถประสบความสำเร็จในงานอื่นได้โดยง่ายๆ ทั้งๆที่ไม่มีความรู้ความชำนาญในงานนั้นแม้แต่น้อย
บางคนสับสนระหว่าง 'ความเชื่อมั่นในตัวเอง'กับ 'ความหลงตัวเอง' ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นสิ่งที่ดี ทำให้มีความพยายามทำงานที่ยากให้ประสบความสำเร็จ แต่ทั้งนี้เกิดจากการวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่าตนมีศักยภาพที่จะทำได้จริง ต่างจากความหลงตัวเอง ที่ไม่ได้อาศัยเหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนแม้แต่น้อย อาศัยเพียงความรู้สึกว่าตนเป็นคนมีความสามารถสูง ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีสิ่งที่ทำไม่ได้
โรคเจ้าทิฐิ อาการคือดื้อรั้น ยึดมั่นแต่ความคิดของตน คนที่มีสถานภาพจะป่วยเป็นโรคนี้กันมาก เห็นขุนเขาเป็นแค่ก้อนกรวด ไม่ว่าจะทำสิ่งใดตนเป็นฝ่ายถูกวันยังคำ่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิด มักมองว่ามาจากความบกพร่องของผู้อื่นทั้งสิ้น คนเจ้าทิฐิจะรักหน้าตาของตัวเองเป็นที่สุด ไม่ยอมให้ถูกหยามได้ ทำให้เป็นคนไม่ยอมรับผิด แม้รู้ว่าตัวผิดก็จะพยายามกลบเกลื่อน โดยการใช้อำนาจที่อยู่ในมือ
ในองค์กรเดียวกัน บางคนพยายามก่อกำแพงแบ่งพื้นที่ เพื่อเป็นเขตแดนเฉพาะของตนเอง กำแพงเหล่านี้แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่ต่างก็รู้สึกได้ สาเหตุจากความใจแคบ และขาดคขามเชื่อมั่นในตนเอง จะเปิดใจรับเฉพบะพวกที่สวามิภักดิ์ต่อตัวเองเท่านั้น แม้คนอื่นจะมีความลามารถรับรู้แต่ก็ไม่เปิดโอกาส แต่หากเป็นพวกเดียวกัน แม้มือไม่ถึงตัวเองก็รับรู้แต่แสร้งไม่เข้าใจและดันทุรังจะผลักดัน
คนบางคนเข้าใจว่าตนเองฉลาดที่สุดในโลก จึงหาทางเอาเปรียบ หรือข่มคนอื่นอยู่ตลอดเวลา โดยคิดว่าคนอื่นไม่รู้เท่าทัน จนใครๆพากันเอือมระอาใม่กล้าเข้าใกล้ แต่เขาก็ยังไม่รู้ตัว พวกนี้จะตระหนี่ผลงาน ไม่ยอมแบ่งความดีความชอบให้ผู้อื่น บางคนถึงขั้นแย่งชิงผลงานผู้อื่นซึ่งๆหน้า อย่างไม่ละอายแก่ใจ ไม่เคยเสียสละอะไรให้ใคร หากจะต้องให้ก็จะใคร่ครวญผลตอบแทนที่จะได้ ถ้าตัวได้มากกว่าถึงจะยอม
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
weenalovecookie
▼
วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553
CEO โลกตะวันออก 4
พวกเราล้วนได้สิ่งที่บริโภคในชีวิตปวะจำวันมาจาก การที่คนจนจำนวนมากต้องตรากตรำทำงานหนัก จึงถือเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตอบแทน คืนให้คนด้อยโอกาสกว่า นี่คือคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งแต่ละคนจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจ ในฐานะเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคม ต่อเมื่อได้ให้คนอื่นมากกว่าที่ตัวเองบริโภค
ทุกวันนี้สังคมไทยในเมือง กลายเป็นสังคมไร้ราก เยาวชนขาดหลักยึด ขาดที่พึ่งพาทางจิตใจ จึงหันไปหาสิ่งเสพติดทั้งหลาย เพราะพ่อแม่ก็ยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน ครูบาอาจารย์ก็เห็นลูกศิษย์เป็นลูกค้า ที่สามารถหากำไรได้ นักเรียนก็เห็นอาจารย์เป็นลูกจ้าง มีหน้าที่สอน ไม่มีความเคารพรัก ไม่มีความผูกพันใดๆ องค์กรเองก็สามารถมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม เริ่มจากการดูแลพนักงานให้อยู่ดีมีสุข ก็เท่ากับเป็นการช่วยสังคมทางอ้อม เพราะคนในองค์กรก็คือหนึ่งในสมาชิกของสังคมนั่นเอง
คุณค่าของคนอยู่ที่ผลการกระทำตลอดชีวิตของเรา ซึ่งจะมีค่าเพียงใด สังคมจะเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้าย คนส่วนใหญ่มองว่าคุณค่าอยู่ที่ความสำเร็จ หากเป็นดังนั้นคนที่ประสาความสำเร็จก็เป็นคนที่มีคุณค่า ได้รับการยกย่องจากสังคม ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า องค์ประกอบความสำเร็จแท้จริงคืออะไร
ในยุคก่อน ค่าของคนอยู่ที่เป็นคนของใคร ต่อมาค่าของคนอยู่ที่ผลของงานที่นำเสนอ ว่าสร้างภาพให้ตัวเองเก่งเพียงใด แต่ยุคนี้และต่อจากนี้ไป ค่าของคนอยู่ที่ผลต่อสังคมที่บุคคลจะพึงกระทำได้ในชั่วชีวิตหนึ่งของเขานั่นเอง
ในการทำงานในองค์กร 70-80% ตามสถิติพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ทันทีในระดับคนทำงาน ไม่จำเป็นต้องรอผู้บริหารระดับสูงให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีมแบบมี cross functional จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
ปัจจุบันคนในสังคมเมืองโดยเฉพาะในองค์กร ป่วยเป็นโรคหลบในหรือโรคทางใจกันมาก โรคแรกที่พบได้ทั่วไปคือ โรคสอพลอผู้ใหญ่- ทำร้ายเด็ก ผู้ที่เป็นโรคนี้จะบูชาผลประโยชน์และอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมประจบเอาใจ คนที่ให้คุณให้โทษได้ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ พูดง่ายๆคือ ยอมขายตัวขายวิญญาณ ขาดอุดมการณ์ที่เคยมี แลกกับการเป็นที่โปรดปราน เพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่
การประจบเอาใจนาย ถ้าไม่เกินเลยจนเกินไปก็ยังพอรับได้ ตามประสาปุถุชนที่มุ่งแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพ แต่สิ่งที่เลวร้ายคือเมื่อพบเจอผู้ที่อยู่ในสถานะตำ่กว่า ก็จะอวดเบ่งข่มเหงรังแก ทั้งนี้เกิดจากปมด้อยในจิตใจของตนที่เก็บเอาไว้ เมื่อได้โอกาสก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของตนออกมาให้เห็น
อันที่จริงคนที่มีสุขภาพจิตดี จะมีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่อยู่ในฐานะด้อยกว่าตน ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความแข็งกระด้างต่อผู้ที่เหนือกว่า สำหรับผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์แล้ว จะสุภาพอ่อนโยนต่อคนทุกระดับ ด้วยมองเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของเพื่อนมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
การสร้างทีม เป็นเรื่องท้าทายและยากเรื่องหนึ่ง บางองค์กรคิดว่าถ้าอยากได้คนเก่ง ก็ไปซื้อตัวมา แต่ทีมที่ซื้อได้ด้วยเงินมักจะไม่ใช่ทีมที่เข้มแข็ง อาจเป็นเพียงขุนพลอยพยักชอบประจบสอพลอ มากกว่าจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ส่วนทีมที่มีศักยภาพสูง สมาชิกในทีมนั้นมักจะมีความคิดเป็นของตัวเอง และชอบมีอิลรทางความคิด มากกว่าการทำตามคำบอกทั้งที่บางครั้งอาจไม่เห็นด้วยเลย
ทุกวันนี้สังคมไทยในเมือง กลายเป็นสังคมไร้ราก เยาวชนขาดหลักยึด ขาดที่พึ่งพาทางจิตใจ จึงหันไปหาสิ่งเสพติดทั้งหลาย เพราะพ่อแม่ก็ยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน ครูบาอาจารย์ก็เห็นลูกศิษย์เป็นลูกค้า ที่สามารถหากำไรได้ นักเรียนก็เห็นอาจารย์เป็นลูกจ้าง มีหน้าที่สอน ไม่มีความเคารพรัก ไม่มีความผูกพันใดๆ องค์กรเองก็สามารถมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม เริ่มจากการดูแลพนักงานให้อยู่ดีมีสุข ก็เท่ากับเป็นการช่วยสังคมทางอ้อม เพราะคนในองค์กรก็คือหนึ่งในสมาชิกของสังคมนั่นเอง
คุณค่าของคนอยู่ที่ผลการกระทำตลอดชีวิตของเรา ซึ่งจะมีค่าเพียงใด สังคมจะเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้าย คนส่วนใหญ่มองว่าคุณค่าอยู่ที่ความสำเร็จ หากเป็นดังนั้นคนที่ประสาความสำเร็จก็เป็นคนที่มีคุณค่า ได้รับการยกย่องจากสังคม ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า องค์ประกอบความสำเร็จแท้จริงคืออะไร
ในยุคก่อน ค่าของคนอยู่ที่เป็นคนของใคร ต่อมาค่าของคนอยู่ที่ผลของงานที่นำเสนอ ว่าสร้างภาพให้ตัวเองเก่งเพียงใด แต่ยุคนี้และต่อจากนี้ไป ค่าของคนอยู่ที่ผลต่อสังคมที่บุคคลจะพึงกระทำได้ในชั่วชีวิตหนึ่งของเขานั่นเอง
ในการทำงานในองค์กร 70-80% ตามสถิติพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ทันทีในระดับคนทำงาน ไม่จำเป็นต้องรอผู้บริหารระดับสูงให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีมแบบมี cross functional จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
ปัจจุบันคนในสังคมเมืองโดยเฉพาะในองค์กร ป่วยเป็นโรคหลบในหรือโรคทางใจกันมาก โรคแรกที่พบได้ทั่วไปคือ โรคสอพลอผู้ใหญ่- ทำร้ายเด็ก ผู้ที่เป็นโรคนี้จะบูชาผลประโยชน์และอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมประจบเอาใจ คนที่ให้คุณให้โทษได้ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ พูดง่ายๆคือ ยอมขายตัวขายวิญญาณ ขาดอุดมการณ์ที่เคยมี แลกกับการเป็นที่โปรดปราน เพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่
การประจบเอาใจนาย ถ้าไม่เกินเลยจนเกินไปก็ยังพอรับได้ ตามประสาปุถุชนที่มุ่งแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพ แต่สิ่งที่เลวร้ายคือเมื่อพบเจอผู้ที่อยู่ในสถานะตำ่กว่า ก็จะอวดเบ่งข่มเหงรังแก ทั้งนี้เกิดจากปมด้อยในจิตใจของตนที่เก็บเอาไว้ เมื่อได้โอกาสก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของตนออกมาให้เห็น
อันที่จริงคนที่มีสุขภาพจิตดี จะมีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่อยู่ในฐานะด้อยกว่าตน ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความแข็งกระด้างต่อผู้ที่เหนือกว่า สำหรับผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์แล้ว จะสุภาพอ่อนโยนต่อคนทุกระดับ ด้วยมองเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของเพื่อนมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
การสร้างทีม เป็นเรื่องท้าทายและยากเรื่องหนึ่ง บางองค์กรคิดว่าถ้าอยากได้คนเก่ง ก็ไปซื้อตัวมา แต่ทีมที่ซื้อได้ด้วยเงินมักจะไม่ใช่ทีมที่เข้มแข็ง อาจเป็นเพียงขุนพลอยพยักชอบประจบสอพลอ มากกว่าจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ส่วนทีมที่มีศักยภาพสูง สมาชิกในทีมนั้นมักจะมีความคิดเป็นของตัวเอง และชอบมีอิลรทางความคิด มากกว่าการทำตามคำบอกทั้งที่บางครั้งอาจไม่เห็นด้วยเลย
วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553
CEO โลกตะวันออก 3
คนทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่า 'บารมี' คืออำนาจ แท้จริงแล้วบารมี หมายถึง การที่คุณได้ลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง จนคนอื่นเชื่อถือ ศรัทธายอมปฏิบัติตาม ผู้มีบารมี แม้หมดอำนาจก็ยังมีคนเคารพยกย่อง นับหน้าถือตาในขณะที่คนมีอำนาจ จะเป็นที่นับถือ ก็เฉพาะในเวลาที่ยังรุ่งเรืองอยู่เท่านั้น 'พระธรรมปิฎก
'ก่อนที่ฟ้าจะประทานภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ใคร จักต้องเคี่ยวกรำผู้นั้นอย่างหนักหนาสาหัสเสียก่อน'อำนาจเป็นตัวกัดกร่อนความดี จึงต้องคอยตรวจสอบว่า ตัวเองได้ให้ความสำคัญกับทีมงาน ให้เกียรติเขาให้เหมาะสมกับเขาหรือไม่ เพราะความสำเร็จของงานเกิดจาก 'ทีม'ไม่ใช่จากคนๆเดียว
'จริยวัตรแห่งวิญญูชน ลงบจิตเพื่อฝึกฝนอบรมตน สะกดความทะยานอยากเพื่อบ่มเพาะคุณธรรม หากลุ่มหลงในกิเลสก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมินิ่งสงบ ก็มิอาจคิดการณ์ไกล อันว่าการศึกษานั้นต้องการความสงบสงัดจึงจะก่อให้เกิดปัญญา หากไม่ทุ่มเทศึกษา ก็ยากจะพัฒนาความสามารถ หากจิตไม่สงบพอ ก็มิอาจศึกษาอย่างได้ผล เกียจคร้านเฉื่อยชาก็มิอาจเข้าถึงแก่นความรู้ ร้อนรนกระวนกระวายก็จะขาดวิจารณญาณ แต่ละขวบปีผ่านไปโดยรวดเร็ว ความแน่วแน่ของปณิธานถดถอยลงทุกวันประหนึ่งใบไม้แห้งร่วงโรย จนก้าวไม่ทันโลก จากนั้นแม้จะพรำ่รำพันอยู่ในความยากไร้ โอกาสที่ดีในชีวิตก็ไม่หวนคืนกลับมา'" ขงเบ้ง สอนบุตร
'ชาวนาเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ไร้ข้าวสารกรอกหม้อ คนทอผ้าทำงานวันแล้ววันเล่า แต่ต้องหนาวตายเพราะไร้เสื้อผ้าสวมใส่ ดังนั้นจงจดจำ... ข้าวทุกคำ คือพระคุณของชาวนา อาภรณ์ที่งดงาม คือหยาดเหงื่อของผู้ถักทอ"
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ มองข้ามคุณค่าของการให้ เกิดจากระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นให้แก่งแย่ง ตั้งแต่สอนให้เรียนหนังสือให้ดี ให้ได้คะแนนสูงๆ เพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดให้ได้ จากนั้นก็พยายามเรียนให้ได้เกียรตินิยม เพื่อให้ได้ทำงานดีๆ แต่ไม่มีการสั่งสอนเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่ต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตที่แท้จริง
ขงจื้อ แบ่งชีวิตคนเราออกเป็น 3 ช่วงวัย
ดรุณวัย เลือดลมยังใม่เข้าที่ ควรหักห้ามเรื่องกามารมณ์
มัชฌิมวัย เลือดลมเพิ่งจะอยู่ตัว ต้องระวังการต่อสู้ช่วงชิง
ปัจฌิมวัย เลือดลมเริ่มอ่อนล้า ระวังความโลภเข้าครอบงำ
การมีจิตใจเป็นผู้ให้ เต็มเปี่ยมจากภายในจนไหลล้นไปสู่ผู้อื่น จะช่วยให้จิตใจดติมเต็ม ไม่ว่างเปล่า มีความหมายและมีความสุขไปตลอดชีวิต แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆแล้วก็ตาม
ข้าพเจ้ามีทรัพย์วิเศษ 3 สิ่งซึ่งรักษามาตลอด สิ่งแรกคือความเมตตา จึงกล้าหาญ สิ่งที่สองคือความมัธยัสถ์ จึงมั่งคั่ง กว้างขวาง สิ่งที่สามคือ การไม่แย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง จึงเป็นผู้นำในการงานทั้งปวง
ปัจจุบันนี้ หากละทิ้งความเมตตา แสวงหาแต่ความกล้าหาญ หากละทิ้งความมัธยัสถ์ แสวงหาแต่ความมั่งคั่ง กว้างขวาง หากละทิ้งการอยู่เบื้องหลัง แสวงหาความโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า ย่อมไปสู่ความหายนะ เมตตาธรรมนั้น หากใช้ในการรุกรบ จะพบชัยชนะ หากใช้ในการตั้งรับ จะเข้มแข็งมั่นคง" คำสอนของเล่าจื้อ
'ก่อนที่ฟ้าจะประทานภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ใคร จักต้องเคี่ยวกรำผู้นั้นอย่างหนักหนาสาหัสเสียก่อน'อำนาจเป็นตัวกัดกร่อนความดี จึงต้องคอยตรวจสอบว่า ตัวเองได้ให้ความสำคัญกับทีมงาน ให้เกียรติเขาให้เหมาะสมกับเขาหรือไม่ เพราะความสำเร็จของงานเกิดจาก 'ทีม'ไม่ใช่จากคนๆเดียว
'จริยวัตรแห่งวิญญูชน ลงบจิตเพื่อฝึกฝนอบรมตน สะกดความทะยานอยากเพื่อบ่มเพาะคุณธรรม หากลุ่มหลงในกิเลสก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมินิ่งสงบ ก็มิอาจคิดการณ์ไกล อันว่าการศึกษานั้นต้องการความสงบสงัดจึงจะก่อให้เกิดปัญญา หากไม่ทุ่มเทศึกษา ก็ยากจะพัฒนาความสามารถ หากจิตไม่สงบพอ ก็มิอาจศึกษาอย่างได้ผล เกียจคร้านเฉื่อยชาก็มิอาจเข้าถึงแก่นความรู้ ร้อนรนกระวนกระวายก็จะขาดวิจารณญาณ แต่ละขวบปีผ่านไปโดยรวดเร็ว ความแน่วแน่ของปณิธานถดถอยลงทุกวันประหนึ่งใบไม้แห้งร่วงโรย จนก้าวไม่ทันโลก จากนั้นแม้จะพรำ่รำพันอยู่ในความยากไร้ โอกาสที่ดีในชีวิตก็ไม่หวนคืนกลับมา'" ขงเบ้ง สอนบุตร
'ชาวนาเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ไร้ข้าวสารกรอกหม้อ คนทอผ้าทำงานวันแล้ววันเล่า แต่ต้องหนาวตายเพราะไร้เสื้อผ้าสวมใส่ ดังนั้นจงจดจำ... ข้าวทุกคำ คือพระคุณของชาวนา อาภรณ์ที่งดงาม คือหยาดเหงื่อของผู้ถักทอ"
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ มองข้ามคุณค่าของการให้ เกิดจากระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นให้แก่งแย่ง ตั้งแต่สอนให้เรียนหนังสือให้ดี ให้ได้คะแนนสูงๆ เพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดให้ได้ จากนั้นก็พยายามเรียนให้ได้เกียรตินิยม เพื่อให้ได้ทำงานดีๆ แต่ไม่มีการสั่งสอนเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่ต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตที่แท้จริง
ขงจื้อ แบ่งชีวิตคนเราออกเป็น 3 ช่วงวัย
ดรุณวัย เลือดลมยังใม่เข้าที่ ควรหักห้ามเรื่องกามารมณ์
มัชฌิมวัย เลือดลมเพิ่งจะอยู่ตัว ต้องระวังการต่อสู้ช่วงชิง
ปัจฌิมวัย เลือดลมเริ่มอ่อนล้า ระวังความโลภเข้าครอบงำ
การมีจิตใจเป็นผู้ให้ เต็มเปี่ยมจากภายในจนไหลล้นไปสู่ผู้อื่น จะช่วยให้จิตใจดติมเต็ม ไม่ว่างเปล่า มีความหมายและมีความสุขไปตลอดชีวิต แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆแล้วก็ตาม
ข้าพเจ้ามีทรัพย์วิเศษ 3 สิ่งซึ่งรักษามาตลอด สิ่งแรกคือความเมตตา จึงกล้าหาญ สิ่งที่สองคือความมัธยัสถ์ จึงมั่งคั่ง กว้างขวาง สิ่งที่สามคือ การไม่แย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง จึงเป็นผู้นำในการงานทั้งปวง
ปัจจุบันนี้ หากละทิ้งความเมตตา แสวงหาแต่ความกล้าหาญ หากละทิ้งความมัธยัสถ์ แสวงหาแต่ความมั่งคั่ง กว้างขวาง หากละทิ้งการอยู่เบื้องหลัง แสวงหาความโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า ย่อมไปสู่ความหายนะ เมตตาธรรมนั้น หากใช้ในการรุกรบ จะพบชัยชนะ หากใช้ในการตั้งรับ จะเข้มแข็งมั่นคง" คำสอนของเล่าจื้อ
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
CEO โลกตะวันออก 2
คำสอนของเต๋า เน้นให้ประหยัดพลัง การไม่ยึดติดในกิเลส ตัณหา อยากมี อยากเป็น ทำให้ไม่หลงในวัตถุ จึงไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังแสวงหาสิ่งต่างๆ มาบำเรอความสุข ซึ่งดูเหมือนตรงข้ามกับค่านิยมของสังคมโลก แต่เป็นสัจธรรมที่ควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง "จะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ต้องถอยมาอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ยืนกร่างอยู่ข้างหน้า" เพราะจะได้ความร่วมมือจากผู้อื่น
ซุนวูสนับสนุนให้ " ชนะโดยไม่ต้องรบ" ในคำราพิชัยสงคราม บทที่ 3 " ในยุทธวิธีทั้งปวงสามารถสยบข้าศึก โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อถือว่าเป็นเลิศ การตีกองทัพข้าศึกให้แตกพ่ายถือว่าเป็นรอง"
ดังนั้น "รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งจึงมิจัดว่ายอดเยี่ยม ทว่าข้าศึกยอมสยบโดยมิต้องรบ จึงนับว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง"
" สูงสุดคือ ชนะโดยใช้กุศโลบาย รองลงมาคือ ชนะโดยการใช้การฑูต รองลงมาอีกคือ ชนะโดยทำลายกองทหารของฝ่ายตรงข้าม ขั้นตำ่ที่สุดคือ ชนะโดยการบุกโจมตีเมืองของข้าศึก"
เป้าหมายการรบคือ เพื่อสันติภาพไม่ใช่ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บ ล้มตายและเสียหายจากการรบ ฝ่ายเสียเปรียบจะรีบยอมแพ้และขอยุติสงคราม ถ้าฝ่ายชนะเปิดโอกาสให้ นี่คือปรัชญาแห่งการทำศึกสงครามของซุนวู น่าเสียดายที่บางประเทศเรียนรู้ไม่ลึกซึ้ง จึงนำประชาชนไปสู่หายนะ
" ชนะโดยไม่ต้องรบ คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
วิหคที่เหินหาวอยู่บนห้วงเวหา ต้องอาศัยปีกทั้งสองฉันใด องค์กรที่จะรุ่งโรจน์สู่จุดสูงสุด ก็ต้องอาศัย 'เต๋า' และกลยุทธ์ ฉันนั้น เต๋า คือ วิถีแห่งคุณธรรมที่คอยกำกับอยู่ภายใน กลยุทธ์คือ เทคนิคที่ประยุกต์มาปฏิบัติ
เคล็ดลับสำคัญคือเทคนิคต้องตั้งอยู่บนเต๋า หรือวิถีแห่งคุณธรรม ไม่ใช่แยกใช้เทคนิคเพียงลำพัง เทคนิคเหล่านี้เปรียบเสมือนเพลงกระบี่ที่ร่ายรำเป็นกระบวนท่าที่ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไป แต่เพลงกระบี่เหล่านี้จะกลายเป็นเพียงการร่ายรำที่ใร้อานุภาพ หากใช้โดยไม่เข้าใจ 'เคล็ดวิชา'และขาดพื้นฐาน 'กำลังภายใน'ที่แข็งแกร่ง
จิตวิญญาณขององค์กร คือ คน การตระหนักถึงพลังของทีมงานจะสร้างความสำเร็จขององค์กร จึงต้องรู้จักรักถนอมทีมงานของตน ต้องหลีกเลี่ยงการทำให้กองกำลังอ่อนล้าโดยไม่จำเป็น เรามักใส่ใจใน Hardware Software แต่กลับหลงลืม Humanware ไปอย่างน่าเสียดาย
'ต้นไม้สูงใหญ่ กำเนิดจากหน่ออ่อน หอสูงเก้าชั้น เกิดจากดินหนึ่งกอง การเดินทางพันลี้ เริ่มที่ก้าวแรก'
'ผู้ที่ยืนเขย่งเท้า จะยืนได้ไม่มั่นคง ผู้ที่ก้าวเท้ายาวเกินไป จะเดินได้ไม่ไกล' ยืนเขย่งเท้า อาจทำให้คุณดูสูงขึ้น แต่คุณจะฝืนยืนได้นานแค่ไหน ก้าวยาวเกินไป ก็อ่อนล้าได้ง่ายไปไม่ได้ไกล
คนที่มีชีวิตไร้แรงกดดันใดๆ ก็คล้ายเรือลำใหญ่ที่ไม่มีสิ่งของใดๆอยู่ในท้องเรือ เมื่อเผชิญคลื่นลมแม้เพียงเล็กน้อย ก็โคลงเคลงเป็นการใหญ่ ง่ายต่อการพลิกควำ่
การมีแรงกดดันแต่พอสมควร จึงทำให้ชีวิตเรามั่นคงแข็งแรงขึ้น ไม่เช่นนั้นเราจะมีชีวิตที่แสนจะเปราะบาง เกิดเหตุกระทบกระทั่ง แม้เพียงเล็กน้อยก็แตกสลายไม่มีชิ้นดี
"ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ถ้างานของคุณฉายแวว 'ดาวรุ่ง'ย่อมมีคนอิจฉาเป็นธรรมดา ไม่ต้องโต้เถียง ไม่จำเป็นต้องยอมแพ้ ใช้ความอดทน ไม่คิดร้ายใคร ทุ่มเทใจให้การทำงาน พร้อมสนับสนุนจุนเจือผู้อื่น แล้วกาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์'ความเป็นทองแท้'ของคุณ
เพราะขาดความอบอุ่นของสัมพันธภาพ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คนเราควรมีเยื่อใยเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน ไม่ควรถูกพันธนาการไว้รวมกัน ด้วยโซ่ตรวนแห่งเงินตราเท่านั้น
ซุนวูสนับสนุนให้ " ชนะโดยไม่ต้องรบ" ในคำราพิชัยสงคราม บทที่ 3 " ในยุทธวิธีทั้งปวงสามารถสยบข้าศึก โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อถือว่าเป็นเลิศ การตีกองทัพข้าศึกให้แตกพ่ายถือว่าเป็นรอง"
ดังนั้น "รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งจึงมิจัดว่ายอดเยี่ยม ทว่าข้าศึกยอมสยบโดยมิต้องรบ จึงนับว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง"
" สูงสุดคือ ชนะโดยใช้กุศโลบาย รองลงมาคือ ชนะโดยการใช้การฑูต รองลงมาอีกคือ ชนะโดยทำลายกองทหารของฝ่ายตรงข้าม ขั้นตำ่ที่สุดคือ ชนะโดยการบุกโจมตีเมืองของข้าศึก"
เป้าหมายการรบคือ เพื่อสันติภาพไม่ใช่ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บ ล้มตายและเสียหายจากการรบ ฝ่ายเสียเปรียบจะรีบยอมแพ้และขอยุติสงคราม ถ้าฝ่ายชนะเปิดโอกาสให้ นี่คือปรัชญาแห่งการทำศึกสงครามของซุนวู น่าเสียดายที่บางประเทศเรียนรู้ไม่ลึกซึ้ง จึงนำประชาชนไปสู่หายนะ
" ชนะโดยไม่ต้องรบ คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
วิหคที่เหินหาวอยู่บนห้วงเวหา ต้องอาศัยปีกทั้งสองฉันใด องค์กรที่จะรุ่งโรจน์สู่จุดสูงสุด ก็ต้องอาศัย 'เต๋า' และกลยุทธ์ ฉันนั้น เต๋า คือ วิถีแห่งคุณธรรมที่คอยกำกับอยู่ภายใน กลยุทธ์คือ เทคนิคที่ประยุกต์มาปฏิบัติ
เคล็ดลับสำคัญคือเทคนิคต้องตั้งอยู่บนเต๋า หรือวิถีแห่งคุณธรรม ไม่ใช่แยกใช้เทคนิคเพียงลำพัง เทคนิคเหล่านี้เปรียบเสมือนเพลงกระบี่ที่ร่ายรำเป็นกระบวนท่าที่ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไป แต่เพลงกระบี่เหล่านี้จะกลายเป็นเพียงการร่ายรำที่ใร้อานุภาพ หากใช้โดยไม่เข้าใจ 'เคล็ดวิชา'และขาดพื้นฐาน 'กำลังภายใน'ที่แข็งแกร่ง
จิตวิญญาณขององค์กร คือ คน การตระหนักถึงพลังของทีมงานจะสร้างความสำเร็จขององค์กร จึงต้องรู้จักรักถนอมทีมงานของตน ต้องหลีกเลี่ยงการทำให้กองกำลังอ่อนล้าโดยไม่จำเป็น เรามักใส่ใจใน Hardware Software แต่กลับหลงลืม Humanware ไปอย่างน่าเสียดาย
'ต้นไม้สูงใหญ่ กำเนิดจากหน่ออ่อน หอสูงเก้าชั้น เกิดจากดินหนึ่งกอง การเดินทางพันลี้ เริ่มที่ก้าวแรก'
'ผู้ที่ยืนเขย่งเท้า จะยืนได้ไม่มั่นคง ผู้ที่ก้าวเท้ายาวเกินไป จะเดินได้ไม่ไกล' ยืนเขย่งเท้า อาจทำให้คุณดูสูงขึ้น แต่คุณจะฝืนยืนได้นานแค่ไหน ก้าวยาวเกินไป ก็อ่อนล้าได้ง่ายไปไม่ได้ไกล
คนที่มีชีวิตไร้แรงกดดันใดๆ ก็คล้ายเรือลำใหญ่ที่ไม่มีสิ่งของใดๆอยู่ในท้องเรือ เมื่อเผชิญคลื่นลมแม้เพียงเล็กน้อย ก็โคลงเคลงเป็นการใหญ่ ง่ายต่อการพลิกควำ่
การมีแรงกดดันแต่พอสมควร จึงทำให้ชีวิตเรามั่นคงแข็งแรงขึ้น ไม่เช่นนั้นเราจะมีชีวิตที่แสนจะเปราะบาง เกิดเหตุกระทบกระทั่ง แม้เพียงเล็กน้อยก็แตกสลายไม่มีชิ้นดี
"ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ถ้างานของคุณฉายแวว 'ดาวรุ่ง'ย่อมมีคนอิจฉาเป็นธรรมดา ไม่ต้องโต้เถียง ไม่จำเป็นต้องยอมแพ้ ใช้ความอดทน ไม่คิดร้ายใคร ทุ่มเทใจให้การทำงาน พร้อมสนับสนุนจุนเจือผู้อื่น แล้วกาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์'ความเป็นทองแท้'ของคุณ
เพราะขาดความอบอุ่นของสัมพันธภาพ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คนเราควรมีเยื่อใยเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน ไม่ควรถูกพันธนาการไว้รวมกัน ด้วยโซ่ตรวนแห่งเงินตราเท่านั้น