ดร มาร์ติน เซลิกแมน แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ใช้เวลาศึกษากว่า 25 ปี ในพฤติกรรมหนึ่งที่เรียกว่า 'ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย' หลังจากสัมภาษณ์คนหลายพันคน เขาสรุปว่าคนกว่า 80% ต้องทนทุกข์ทรมานจากสิ่งนี้ พวกเขาจะรู้สึกว่าไม่สามารถบรรลุและพัฒนาชีวิตของตัวเองได้ คำพูดยอดฮิตของพวกเขาคือ 'ฉันทำไม่ได้หรอก' และร่ายยาวถึงเหตุผลของความเป็นไปไม่ได้นั้น
คำประจำของคนที่หัดท้อแท้จนเป็นนิสัยคือ 'ฉันไม่สามารถหางานใหม่ที่ดีกว่านี้ได้หรอก, ฉันไม่มีเวลาไปออกกำลังกายหรอก, ฉันไม่สามารถลดนำ้หนักได้หรอก ฉันลองมาหลายวิธีแล้ว, ฉันไม่ดีพอ สู้คนอื่นไม่ได้หรอก, อย่าฝืนเลย สำหรับฉัน มันไม่มีทางหรอก, ฯฯ' ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เหตุผลที่พวกเขาพยายามหามาจำกัดตัวเอง จะปิดกั้นความสามารถของพวกเขาในทันที มันตัดวงจรความปรารถนากรือเป้าหมายที่เป็นความฝันของเขาทั้งหมดออกไป ดังเช่นที่เฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวไว้ว่า 'ถ้าคุณเชื่อว่าคุณสามารถทำอะไรได้สักอย่าง หรือเชื่อว่าคุณทำไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดในสองกรณี คุณคิดถูกแล้ว'
ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย มักเกิดจากการถูกติเตียนในเชิงทำลายตอนวัยเด็ก ประสบการณ์ในด้านลบช่วงกำลังโต และความล้มเหลวเมื่อเป็นผู้ใหญ่ วิธีที่จะเอาชนะเรื่องนี้คือ สร้างเป้าหมายเล็กๆให้ตัวเอง และพยายามมุ่งมั่นตามแผนนั้นทุกๆวัน จะช่วยพัฒนาความกล้าหาญและมั่นใจ เหมือนสร้างมัดกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายทุกๆวัน ความกล้าหาญและมั่นใจเพิ่มขึ้น กลายเป็นพลังสำคัญในการคิดของเรา ในที่สุดเมื่อมีความสำเร็จหนุนหลัง ไม่นานนักเราจะเป็นคนที่ไม่อาจหยุดยั้งได้
อุปสรรคทางใจอีกอย่าง คือ comfort zone หรือเขตความสบาย หลายคนรู้สึกสบายใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของตน สบายใจกับงาน รายได้ ความสัมพันธ์ หรือระดับความรับผิดชอบ มากเสียจนไม่นึกอยากเปลี่ยนแปลงใดๆเลย แม้จะเพื่อสิ่งที่ดีกว่าก็ตาม
Comfort zone หรือเขตความสบาย คืออุปสรรคสำคัญของความทะเยอทะยาน ความปรารถนา ความตั้งใจแน่วแน่และความสำเร็จ คนที่ติดแง่กอยู่กับเขตความสบาย และถ้าหากผนวกเข้ากับความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัยด้วยแล้ว แทบจะหมดหนทางเยียวยาใดๆ
วิธีออกจากเขตความสบาย และดิ้นให้หลุดจากความท้อแท้ที่หัดเป็นนิสัย คือ การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และท้าทาย แล้วก็ย่อยเป้าหมายลง'ให้พอดีคำ'หรือให้สามารถบรรลุได้ไปเรื่อยๆ กำหนดวันเสร็จ ทำมันทุกวัน เพียงไม่นานนักความเกียจคร้านและความเฉื่อยชาของนิสัยของความสบายและความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย ก็จะปริแตกประดุจทำนบพัง เราจะเริ่มเดินหน้าเร็วขึ้นๆ ไปสู่การได้สิ่งที่เป็นไปได้สำหรับตัวเองมากขึ้น
'คนที่ไม่ธรรมดา' เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่ติดและฝันถึงความสำเร็จในด้านที่เกิดดอกออกผลมากกว่า " เมลวิน พาวเวอร์ส
หนึ่งในเป้าหมายของเรา ควรเป็นเหมือนกับป้ายเกณฑ์ทหารของกองทัพที่ว่า 'จงเป็นทั้งหมดที่คุณเป็น' ตลาดจะจ่ายรางวัลชั้นเลิศให้กับการกระทำชั้นเยี่ยมเท่านั้น ตลาดจะจ่ายรางวัลโดยเฉลี่ยให้กับการกระทำโดยเฉลี่ย และจ่ายรางวัลตำ่กว่าโดยเฉลี่ย ความไม่สำเร็จ ล้มเหลวและความโกรธ สำหรับผลลัพท์ที่ตำ่กว่าโดยเฉลี่ย
ทุกอย่างที่มีต่าต้องใช้เวลานานและต้องทำงานมากเพื่อให้พบกับความสำเร็จ แต่มันเป็นไปได้ถ้าคุณต้องการมันมากพอและเต็มใจทำงานเป็นเวลานานพอ มันคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมดของคุณเมื่ิคุณไปถึงจุดนั้น
เลส บราว์น นักพูดสร้างแรงบันดาลใจกล่าวไว้ว่า 'การจะบรรลุอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยบรรลุมาก่อน เราต้องเป็นใครบางคนที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน'
แมรี่ ปาร์คเกอร์ ฟอลเล็ต ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารเคยเขียนไว้ว่า 'ทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับการขี่ม้า อยู่ในทิศทางที่มันกำลังไป' วิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาตัวเอง คือการพัฒนาไปในทิศทางของพรสวรรค์และความสนใจของเรา
คุณสามารถดิ้นรนอยู่กับงานที่ไม่เหมาะกับตัวเองเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะพบตัวเองในวงการที่ 'ใช่เลย'. และสามารถก้าวหน้าในเวลาแค่ 2 ปี ได้มากกว่าที่คุณทำได้ใน 20 ปีที่ผ่านมา
นโปเลียน ฮิลล์ เคยเขียนไว้ว่า 'ต้องค้นหาสิ่งที่คุณรักที่จะทำจริงๆ แล้วหาวิธีทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดี จากการทำมัน'
เราเกิดมาเพื่อเป็นเลิศ; พรสวรรค์ตามธรรมชาติของเราเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและง่ายที่จะทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มันถูกปลูกฝังลงไปที่จิตใต้สำนึกของเรา มันคือสิ่งที่เราถูกส่งมาให้ทำในโลกใบนี้ หน้าที่ของเราคือค้นให้พบพรสวรรค์ ความสามารถนี้ ตามธรรมชาติ แล้วพัฒนามันไปตลอดชีวิตของเรา
ทักษะหลายอย่างเป็นสิ่งที่ต้องประกอบกัน มันต้องพึ่งพากันและกัน ซึ่งหมายความว่าเราต้องมีทักษะอย่างหนึ่งในระดับหนึ่ง เพื่อใช้ทักษะอื่นๆในระดับที่สูงขึ้น บางครั้งเราต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ แต่มันเป็นราคาที่เราต้องจ่าย เพื่อให้บรรลุความเป็นเลิศในวงการที่เราเลือก
ห่างไปแค่หนึ่งทักษะ; เราอาจจะอยู่ห่างจากเพิ่มรายได้ของเราให้เป็นสองเท่าแค่ทักษะเดียว เราอาจจำเป็นแค่พัฒนาทักษะของเราในด้านใดด้านหนึ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถใช้ทักษะอื่นๆทั้งหมดของเราขึ้นในระดับสูงได้
เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เราอาจทำได้ไม่ดี เราอาจรู้สึกเก้งก้างเงอะงะในทีแรก เราจะรู้สึกไม่เหมาะสมและตำ่ต้อย บ่อยครั้งที่เรารู้สึกงี่เง่าและขัดเขิน แต่มันคือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อบรรลุความเป็นเลิศในวงการของเรา เราจะต้องจ่ายค่าความสำเร็จเสมอ และบ่อยครั้งที่ราคาค่างวดนั้นมักเกี่ยวข้องกับการหมั่นฝึกฝนให้ปราดเปรื่องในทักษะยากๆอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ เพื่อก้าวไปสู่สุดยอดในวงการ