มีใครบ้างไหม ที่ไม่มีความฝัน
มีใครบ้างไหม ที่ไม่อยากเดินในหนทางที่ปรารถนา
มีใครบ้างไหม ที่ไม่อยากได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แต่จะมีสักกี่คน ที่กล้าฝัน และกล้าทำ จนมันสำเร็จ เมื่อพูดถึงความฝัน ต่างคนต่างก็ฝันกันไปร้อยแปด ทว่าที่แปลกคือ ในความต่างทั้งร้อยแปด กลับมีเพียงวิธีเดียวที่ขะทำให้มันเป็นจริงได้ นั่นคือ การมีกำลังใจอันเปี่ยมไปด้วยความรัก ที่ผลักดันให้พากเพียรพยายาม เฝ้าทะนุถนอมเอาใจใส่ และรู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดโดยไม่เลิกกลางคัน
คนส่วนใหญ่ไม่อาจบันดาลฝันของตนให้เป็นจริงได้ ที่พวกเขาล้มเลิกเพราะไม่มีความสามารถพอ บ้างก็เฉไฉออกนอกเส้นทางแล้วทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับที่ ก่อนจะหันไปทำอย่างอื่นที่คิดว่าจำเป็นต้องทำแทน หรือมิเช่นนั้นความฝันของเขาก็คงจิ๊บจ๊อยด้อยค่าเกินไป
บางทีคุณอาจกำลังหวาดหวั่นกับฝันอันวิจิตร เพราะคุณไม่อยากล้มเหลวหรือเสียอกเสียใจจากความผิดหวัง คนอื่นเขาก็กลัวพอๆกับคุณนั่นแหละ ทว่าการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยเกินเหตุมักนำไปสู่ความเสียดายในบั้นปลายชีวิตแทบทั้งสิ้น ประธานาธิบดีสหรัฐ ธีโอดอร์ รูสเวลเคยกล่าวเตือนใจไว้ว่า " มันดีกว่าเสมอ ยามกล้าหาญท้า้ทายสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อคว้าชัยในรางวัลน่าภาคภูมิ แม้เราจะถูกรุกฆาตด้วยความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังน่าสรรเสริญกว่าดวงวิญญาณน้อยๆ ซึ่งไม่เคยลิ้มรสของสุขหรือทุกข์อย่างเต็มที่ เพราะมัวหลบเร้นอยู่ใต้ร่มเงาแห่งความมืดมิด ที่ห่างไกลจากคำว่า 'ชัยชนะหรือพ่ายแพ้'"
'อย่ากดดันตนเองด้วยการคิดว่า ความฝันที่วางไว้ยังไม่รอบคอบพอ หรือความสามารถของเรายังบกพร่องอยู่' เนื่องจากเราไม่ได้ลงทุนฝันเพื่ออวดฉลาดกับใคร แต่เราฝันเพื่อน้อมนำความสุขและความรื่นรมย์มาเติมเต็มชีวิตในส่วนที่เราขาดแคลนให้บริบรูณ์ต่างหาก
ความฝันเป็นเรื่องอุดมคติ ที่คาบเกี่ยวระหว่างการสำเนียกรู้ความเป็นไปได้ มากกว่าความน่าจะเป็น เล็งเห็นศักยภาพมากกว่าเงื่อนไขข้อจำกัด มันสะท้อนการมองโลกในแง่ดี ความหวัง และคุณค่าแห่งจินตนาการแสนบรรเจิด ผูกพันแนบแน่นกับจิตวิญญาณ ความฝันช่วยผลักดันเราไปข้างหน้า ไปยังขีดขั้นที่ไม่เคยสัมผัส และทลายขีดจำกัดทั้งปวงที่เราเคยยัดเยียดให้กับตัวเอง " โรเบิร์ต ครีเกล
เมื่อผู้ค้นพบความฝันของตนเองและอุทิศชีวิตเพื่อมัน เราย่อมคาดเดาไม่ได้ว่า ความฝันนั้นจะสร้างผลกระทบมากมายมหาศาลแค่ไหนในภายภาคหน้า
สิ่งที่ใจเห็นและเชื่อมั่น ย่อมนำความสำเร็จมาให้
ถ้าคุณไม่ชอบคิดบวก ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ขจัดความคิดลบๆในจิตใจให้สิ้นซาก จากนั้นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คงเพียงพอแล้ว
ผู้ประสบความสำเร็จจะตัดคำว่า 'ไม่' ออกจากสารระบบ: เจมส์ อัลเลน ประกาศว่า 'โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์คือผลพวงทางความคิด ส่วนบุคลิกภาพก็คือ ผลิตผลจากความคิดสะสมทั้งหมด' มันจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งืี่จะรักษาความคิดให้อยู่กับร่องกับรอย
ที่บรรดานักล่าฝันไม่ล้มเลิกความพยายามจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ก็เพราะพวกเขาไม่เคยผูกคุณค่าของตนเองไว้กับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ตรงกันข้าม พวกเขายึดมั่นอยู่กับคุณค่าภายในที่หล่อหลอมเป็นตัวตน ผู้ประสบความสำเร็จจึงไม่ชอบพิรี้พิไรว่า 'ฉันมันพวกทำอะไรไม่สำเร็จ, ฉันคงเอาดีอะไรไม่ได้' แต่จะเชิดหน้ายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า 'อันนั้นฉันทำพลาดไปเอง, อันนี้ฉันทำผิดไป' แล้วค่อยแก้ไขกันใหม่
นักจิตวิทยา มาร์ติน อี เซลิกแมน เชิ่อว่าหลังจากเราทำสิ่งใดล้มเหลว ทางเลิอกจะเหลือเพียงสอง นั่นคือเราจะละทิ้งความล้มเหลวไว้ข้างนอกหรือยัดเยียดมันไว้ข้างใน 'คนที่เอาแต้โทษตัวเองเมื่อล้มเหลว มักคิดว่าตัวเองไร้ค่า ไร้พรสวรรค์และไม่เป็นที่รักของใครๆ' ส่วนคนที่โยนความล้มเหลวให้เป็นเรื่องธรรมชาติหรือปัจจัยภายนอก จะไม่สูญเสียความเคารพในตนเองบบบบบาบบบ่
เมื่อโดนเหตุการณ์ร้ายจู่โจม เพื่อรักษามุมมองให้เหมาะสม คุณต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง แต่อย่านำความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมาเป็นปมปัญหาส่วนตัวเด็ดขาด
ผู้ประสบความสำเร็จ จะมองเรื่องยุ่งยากเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว
ผู้ประสบความสำเร็จจะหันเข้าหาสิ่งใหม่ๆด้วยความเต็มใจ
เพื่อไล่ล่าฝันจงอย่าปล่อยให้ความล้มเหลวเหนี่ยวรั้งคุณไว้ จงอดทนเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เริ่มจากความคิดอ่านของเราเป็นอันดับแรก ดังที่ท่านนายพล จอร์เจีย เอสแพ็ตตอนกล่าวว่า 'ถ้าท่านอยากชนะศึกสงคราม สิ่งที่ท่านต้องทำคือการใช้จิตใจบังคับร่างกาย อย่าปล่อยให้กายเป็นตัวกำหนดว่าควรจะทำอย่างไร เพราะมันรังแต่จะยกธงขาวอยู่เสมอ'
จงให้เวลาตนเองได้ครุ่นคิด: มนุษย์ส่วนใหญ่พยายามทำตัวยุ่งวุ่นวายมากเกินไป พวกเขาสับสนระหว่างปริมาณกิจกรรมกับอัตราความสำเร็จ โดยนึกว่ามันแปรตามกัน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เลย การทำงานอย่างมีประสิทธิผล เริ่มจากวิจารณญาณอันเหมาะสมของผู้ทำ นั่นหมายถึึงไอเดียเด็ดๆ จะไม่หลั่งไหลออกมา ตราบเท่าที่เจ้าตัวไม่เคยเผื่อเวลาสำหรับการครุ่นคิดพิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบ