ในชีวิตมีเส้นทางให้เลือกอยู่ 2 ทาง ทางหนึ่งคือ มองชีวิตว่าเป็นเรื่องราวของปัญหา ความกลัว และความพ่ายแพ้ อีกทางคือ มองชีวิตว่าเป็นประสบการณ์ โอกาส และการผจญภัย มันเป็นชีวิตเดียวกัน แต่ต่างมุมมองเท่านั้น " ธีร์ อเล็กซานเดอร์
ทำไมคนถึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและการเติบโต:
ถ้าความคิดและพฤติกรรมหลายๆอย่างเป็นที่ยอมรับกันว่าดี ทำไมถึงมีคนไม่มากนักที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ? ทำไมเราถึงต่อต้านแทบทุกอย่างที่จะปลดปล่อยเรา? คำตอบคือ พวกเราต่างตกเป็นทาสของความเคยชิน เราชินกับการอยู่อย่างนี้ จนไม่คิดว่าจะสามารถเคลื่อนจากจุดนี้ไปได้
สาเหตุพื้นฐานว่าทำไม คนส่วนใหญ่ถึงไม่เคยพบกับคุณภาพชีวิต อย่างที่พวกเขาแอบหวังไว้ เพราะพวกเขาอยากรู้สึกสบายใจมากกว่า พวกเขาอยากสบาย มากกว่าที่จะทำสิ่งที่ควรทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง พวกเขายอมปล่อยมือจากความฝัน เพียงเพื่อแค่ให้อยู่แล้วรู้สึกสบายเท่านั้น
การพัฒนาและเติบโตขึ้น ต้องเจอกับความลำบากบ้าง หนึ่งในวิธีที่จะผ่านด่านความลำบากนี้ไปได้คือ ทำสิ่งที่คุณไม่รู้สึกสบายใจที่ต้องทำ
" ผู้ชนะ คือ คนที่มีนิสัยที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่ผู้แพ้ลำบากใจที่จะทำ" เอ็ด โฟร์แมน
ชีวิต คือ เรื่องราวประสบการณ์ใหม่ๆ หรือชีวิตอาจมองได้ว่าเป็นความทุกข์ที่ไม่อยากเจอ หรือเป็นการผจญภัยที่แฝงอยู่ก็ได้ มันขึ้นอยู่กับคุณ
ให้โอกาสตัวเองที่จะทำตัวเงอะงะบ้าง มันเป็นก้าวย่างที่จำเป็นของการเดินทางไปสู่ความชำนาญ คุณต้องเต็มใจที่จะผ่านช่วงนี้ไป ถ้าอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ มองวิธีที่คุณขอสิ่งที่คุณต้องการแต่ละครั้ง ให้เป็นประสบการณ์ที่คุณได้เรียนรู้และพัฒนาฝีมือให้เก่งขึ้น
ความคิดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ หนึ่ง ข้อเท็จจริง อีกส่วนคือความหมาย มนุษย์ดูเหมือนจะถูกผลักดันด้วยความต้องการที่จะสร้างความหมายให้กับทุกข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงทุกข้อนั้นเป็นเพียงข้อเท็จจริง และเหตุการณ์ทุกอย่างนั้นไม่มีความหมาย คุณเป็นคนสร้างความหมายนั้นขึ้นมา และเมื่อคุณทำให้ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์นั้นหมายถึงอะไรสักอย่าง มันกลายเป็นกล่องที่ไม่ได้ตรวจสอบ ที่สามารถกำจัดและริดรอนพลังของคุณเองได้
เปลี่ยนกรอบความคิดของการปฏิเสธเสียใหม่:
ถ้าคุณถูกปฏิเสธจากใครสักคน คุณตัดสินเอาเองว่ามันหมายถึงว่า คุณนั้นไม่เหมาะสม ความจริงก็คือ คุณไม่ได้ไม่เหมาะสม แต่เมื่อไหร่ที่คุณเชื่อว่าคุณไม่เหมาะสมแล้ว คุณจะสั่งสมข้อมูลที่จะพิสูจน์ว่าตัวคุณเป็นอย่างนั้นจริงๆ และต่อมา มันจะยิ่งตอกย้ำความเชื่อนี้มากยิ่งขึ้น
เมื่อคุณถูกปฏิเสธ คุณมักตีความว่า มีอะไรผิดปกติกับตัวคุณ ที่ทำให้คุณไม่สมควรที่จะได้รับ คุณสร้างความหมายที่ว่า คุณไม่เหมาะสม ไม่เป็นที่รัก และเป็นผู้แพ้ และโลกเป็นที่ที่ไม่ปลอดภัย และคนอื่นๆนั้นเอาตัวเองเป็นใหญ่ และไม่เอาใจใส่ แท้ที่จริง การปฏิเสธไม่ได้หมายถึงอะไรอย่างนั้นเลย นอกเสียจากว่า คุณตัดสินว่ามันเป็นเช่นนั้น
ถ้าคุณเคยตัดสินเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นที่เป็นกลาง ให้กลายเป็นแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง คุณก็สามารถที่จะไม่ตัดสินหรือเลือกตัดสินทางใหม่ได้เช่นกัน ทางเลือกมีอยู่เสมอ มันขึ้นอยู่กับคุณ ทำไมคุณไม่สร้างทางเลือกที่จะเพิ่มพลังให้กับคุณ เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตที่ต้องการ แทนที่จะสร้างสิ่งที่บั่นทอนและตัดกำลังของตัวเองไปเสีย... ทางเลือกขึ้นอยู่กับคุณ
จงจำไว้ว่า คำว่า "ไม่" ไม่ได้หมายถึงอะไรที่เกี่ยวกับตัวคุณเลย
คนส่วนใหญ่คิดว่าการปฏิเสธ หมายความว่า ตัวเองเป็นคนไม่ดี ขี้แพ้ ไม่เหมาะสม ไม่มีค่า ฯลฯ มันไม่ได้หมายถึงอะไรเลย ความจริงแล้วมันไม่มีความหมายเลยสักนิด
หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการผลักดันคนอื่นนั้น คือ การใช้อารมณ์ขันที่เหมาะสม อารมณ์ขันนั้นจะจับความสนใจของเราและลดการป้องกันตัวเองลง มันท่วมหัวสมองของเราด้วยการหลั่งสารเอ็นโดรฟินและทำให้เรารู้สึกดีขึ้น มันปลดเปลื้องการต่อต้านของเรา และเปิดใจของพวกเราให้รับสิ่งใหม่ที่เป็นไปได้