weenalovecookie

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

The Meta secret สร้างความมั่งคั่ง

ทุกคนล้วนเข้าถึงความมั่งคั่งได้ทั้งนั้น แต่ความมั่งคั่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าคุณมองโลกอย่างไร ให้คุณค่ากับสิ่งใดบ้าง ชาวไร่ที่มีที่ดินไม่เท่าไหร่ ปลูกผักปลูกหญ้าด้วยใจรัก อาจจะมีทรัพย์ความสุขทางใจมากกว่าเศรษฐีที่กอดทรัพย์สินด้วยตาที่หลับไม่ลงก็เป็นได้

การที่จะมีความมั่งคั่งอย่างแท้จริงได้ คุณจะต้องรู้สึกดีกับสิ่งที่คุณเป็น และรู้สึกดีกับวิธีที่คุณติดต่อสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมไปถึงบริการหรือผลผลิตที่คุณให้แก่โลก เมื่อนั้นแล้ว คุณก็จะเข้าไปมีส่วนร่วมในความอุดมสมบูรณ์ซึ่งมีอยู่รอบตัวคุณในทุกเวลา ทุกอย่างเป็นของคุณ เป็นมาตั้งแต่เริ่มแรกและจะเป็นของคุณตลอดไป

ความมั่งคั่ง ไม่ใช่การพยายามอย่างหนักหรืออยากได้รุนแรง คุณจะบรรลุความมั่งคั่งได้เร็วขึ้น หากปล่อยวางความต้องการที่มากเกินไปเสีย อย่าตั้งหน้าตั้งตาเพื่อไปให้ถึงจุดนั้นอย่างเดียว เพราะเมื่อคุณปรารถนามันมาก และพยายามอย่างเคร่งเครียดเพื่อให้ได้มาสักอย่าง เท่ากับคุณยอมรับว่า สิ่งนั้นขาดหายไปจากชีวิต

สุดยอดซีเคร็ตในเรื่องความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ ก็คือ การทำสิ่งที่คุณรัก ทำตามเสียงเรียกร้องในใจคุณ มีความสุขกับชีวิต พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ และตระหนักว่าความจริงคุณมีความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อคุณมีสองสิ่งนั้นมากพอ คุณก็จะเปิดใจกว้างขึ้นเพื่อให้มันเข้ามาสู่ชีวิต แล้วคุณก็จะร่ำรวยและอุดมสมบูรณ์ม่กกว่าเดิมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป " โจ วิเทล

คุณจะมั่งคั่งกว่าเดิมก็โดยการรู้สึกซาบซึ้งคุณค่ามากขึ้น มีงานวิจัยในสหรัฐมากมายชี้ให้เห็นว่า คนที่รู้สึกปลาบปลื้มกับสิ่งที่ตัวเองมีจะทำรายได้มากขึ้น และคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นด้วย ดังนั้นขั้นตอนแรกในการทำตัวให้มั่งคั่ง จึงได้แก่การรู้สึกซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว แล้วมองหาสิ่งดีๆในโลกของคุณ ณ ตอนนี้ นี่แหละคือ ยันไดขั้นแรกสู่ความมั่งคั่ง 'เอลี เดวิดสัน

ไม่มีใครชอบฟังคำวิจารณ์ แน่นอนว่า การตินั้นง่ายกว่าแก้ปัญหา ทว่าการเอาแต่วิจารณ์คนอื่นอย่างไร้จุดหมาย ติเพื่อให้เขาเสียหน้า หรือเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีนั้นไม่ถูกต้องเลยจริงๆแล้วผู้วิจารณ์นั่นแหละที่มีปัญหาส่วนตัวต้องแก้ไข

รับมือกับคำวิจารณ์
> ถอยออกมาก้าวหนึ่ง และคิดว่านี่เป็นคำวิจารณ์เกี่ยวกับสิ่งที่คุณทำ ไม่เกี่ยวกับตัวคุณ
> พยายามเข้าใจมุมมองของคนวิจารณ์ เอาใจเขามาใส่ใจเรา
> แยกแยะคำด่าทอ ออกจากส่วนที่เป็นคำวิจารณ์
> ถ้ามีการด่าทอ อย่าไปทนรับฟัง บางทีคนพูดอาจเจอเรื่องแย่ๆมา และคุณกลายเป็นแพะรับบาป บางทีเขาอาจเจตนาดี เพียงแต่ขาดทักษะการพูดให้ออกมาเป็นเชิงบวก ไม่ว่าอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องทนรับฟังการด่าทอนั้น ขอตัวออกมา และบอกว่าคุณพร้อมจะคุยเรื่องนี้ใหม่ เมื่ออีกฝ่ายสงบลงและให้เกียรติคุณมากกว่านี้
> ขอให้ผู้วิจารณ์อธิบายว่า ต้องการให่้คุณทำอย่างไร ถ้าฟังแล้วเห็นเข้าที ก็จงเรียนรู้จากตรงนั้นแล้วนำไปใช้ในอนาคต
> อย่าเถียง แม้เมื่อคุณคิดว่าคำวิจารณ์นั้นผิดอย่างสิ้นเชิงก็ตาม ให้เอ่ยคำขอโทษ ขออภัยแทน นั่นเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการคลี่คลายสถานการณ์ คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษในสิ่งที่ไม่ได้ทำ แต่ขอโทษที่การกระทำของคุณถูกเข้าใจผิดไป 'ฉันขอโทษที่คถณรู้สึกแบบนั้น' ภายหลังเมื่อบรรยากาศคลี่คลายลงคุณอาจบอกผู้วิจารณ์ถึงเจตนาของคุณ และแสดงความเสียใจที่สื่อไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ จงเข้าใจความจริงที่ว่า ความหมายของคำพูดของคุณดูได้จากผลสะท้อนนั่นเอง
> คำวิจารณ์ไม่ได้ทำให้คุณผิด มีแต่จะทำให้คุณเก่งขึ้นในครั้งถัดไป

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราต้องตระหนักในชีวิตคือ ข้อจำกัดเกือบทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองทั้งสิ้น เมื่อคุณรู้เช่นนี้ ก็เท่ากับคุณหลุดพ้นมาแล้ว นี่คือการแหกคุกในชีวิต การหลุดพ้นจากคุกในความคิดของเราเอง การข้ามพ้นกำแพงความเป็นไปไม่ได้ที่เราก่อขึ้นเอง แล้วคุณจะพิศวงเมื่อรู้ว่า แท้จริงแล้วอะไรคอยเหนี่ยวรั้งคุณมาตลอด บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้งก็ว่าได้ มันคือตัวคุณเอง ตัวคุณนั่นเอง ... และแท้ที่จริง พลังอยู่ในตัวคุณนี่แหละ" ดับเบิลยู มิเชล

ความเจ็บปวดทางอารมณ์นั้นเป็นจริงอย่างยิ่ง และสิ่งที่เราควรตระหนักคือ เราเองนั่นแหละที่หาเรื่องใส่ตัว เพราะอะไร? คุณหาเรื่องใส่ตัวด้วยการย้อนคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราต้องตระหนักว่ามันเป็นความจริงของชีวิตที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว เราต้องแยกตัวออกจากมัน การเผชิญกับมันอย่างดีที่สุดและปล่อยวางมันซะ ดีที่สุด มิฉะนั้น เราก็จะเก็บเรื่องนี้ติดตัวไปตลอด และต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าไม่สิ้นสุด " บ็อบ พร็อกเตอร์