ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ:
ถ้าอยากควบคุมชีวิตตัวเอง สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจโดยพื้นฐานเสียก่อนว่า คุณเป็นใคร ภาพแห่งตน(self- image) ซึ่งเป็นภาพของตัวเองที่เรามีอยู่ในใจ จะกลายเป็นกุญแจที่นำไปสู่ชีวิตของเรา การกระทำ ความรู้สึก และพฤติกรรมทั้งหมด แม้แต่ความสามารถของเรานั้น ล้วนสอดคล้องกับภาพนี้ที่ก่อขึ้นมาทั้งสิ้น จริงๆแล้ว เราทำตัวตามแบบ 'คนที่เราคิดว่าเราเป็น'เลยทีเดียว สิ่งที่เราต้องรู้คือ ตราบใดที่เรามีภาพนั้นอยู่ในใจ ไม่ว่าพลังใจ ความพยายาม ความมุ่งมั่น หรือความทุ่มเทสักเท่าไหร่ ก็ไม่อาจทำให้เรา 'เป็นแบบอื่น'ไปได้ เพราะเราจะทำตัวในแบบที่ 'เรามองตัวเอง'อยู่เสมอ การจะเป็นแบบอื่นให้ได้นั้น เราต้องดูเสียก่อนว่าเราสร้างภาพแห่งตัวตนขึ้นมาได้อย่างไร
พิมพ์เขียวในใจเรา
นับตั้งแต่เกิดมา เราจะสั่งสมไอเดียนับร้อยเกี่ยวกับตัวเองเอาไว้ ว่าเรานั้นดี หรือไม่ดี ฉลาดหรือโง่ มั่นใจหรือหวาดกลัว
ด้วยการย้ำไปย้ำมาอยู่บ่อยๆ ลักษณะเฉพาะที่บ่อยครั้งก็เป็นของปลอม ก็จะแข็งแกร่งขึ้นจนกลายเป็นภาพแห่งตน ภาพแห่งตนนี้จะยอมให้เราสุขสันต์และประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็กดขี่ขีวิตเราไปเลย ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ หากภายในตัวเรานั้นมีพิมพ์เขียวทางใจอยู่ มันเป็นภาพของการที่เราคิดว่าตัวเองเป็นยังไงบ้าง พิมพ์เขียวนี้จะตรงเป๊ะและสมบูรณ์สุดๆ ไปจนถึงรายละเอียดอย่างสุดท้ายนั่นเลย ภาพรวบยอดหรือพิมพ์เขียวนี้ก็คือ ภาพแห่งตัวตนของเรา อย่างไรก็ตาม พิมพ์เขียวนี้ก็ไม่ใช่ 'ใครที่เราเป็น' แต่เป็นคนที่เรา 'คิดว่า เราเป็น'ต่างหากล่ะ
สถานการณ์หรือสภาวะ ที่ก่อภาพแห่งตนขึ้นมานั้นอาจจะผิดไปสุดๆหรือถูกหาว่าย่ำแย่เกินจริง อต่สำหรับเรา มันกลับเป็นความจริง ส่วนใหญ่แล้ว เราจะหวนคิดอย่างรู้ตัวไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราไปเอาข้อมูลนี้มาได้ยังไงหรือไปเอามาจากไหน เราแค่ใช้ชีวิตไปราวกับว่ามันเป็นความจริง และแม้ว่ามันจะไม่เป็นความจริง เราก็ยังอุตส่าห์เชื่ออยู่ดีว่า 'มันจริง'
'ใครที่คุณเป็น และ อะไรที่คุณทำ นั้นไม่เหมือนกัน'
เราต้องเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง 'ใครที่เราเป็น' กับ 'อะไรที่เราทำ' ใครที่เราเป็น จะไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ แต่อะไรที่เราทำ นั้นไม่ได้ไร้ที่ติเสมอไป ช่องว่างระหว่าง 'ใครที่เราเป็น' กับ 'อะไรที่เราทำ' สร้างขึ้นมาจากความไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้ว่าตัวเองไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ สิ่งที่ตามมาก็คือ การกระทำย่อมต้องน้อยกว่าความสมบูรณ์แบบ
อีโก้ของคุณกำลังพยายามล่อหลอกคุณอยู่:
รู้มั๊ยว่าอีโก้ มันไม่ได้อยากให้คุณ 'ดูตัวเองให้ดี' มันอยากให้คุณดูตัวเอง 'ให้แย่'ต่างหาก มันอยากให้คุณหาว่าตัวเองเป็นทุกอย่าง ที่คุณไม่ได้เป็น มันอยากให้คุณหาว่าตัวเองเป็นเหมือนการกระทำ แล้วก็รู้สึกผิด มันอยากให้คุณตำหนิ ประณาม และโทษตัวเอง ที่ไม่ดีเท่ากับภาพที่วาดไว้และความคาดหวังของคุณเอง รวมทั้งของคนอื่นๆ คุณต้องตระหนักว่าอีโก้ของคุณกำลังพยายามหลอกคุณอยู่ นี่ไม่ใช่ความจริงแท้ของตัวคุณเลย
วิธีที่จะหลุดจากสภาพนี้ได้ก็คือ การยืนกรานถึงความดีเลิศไร้ที่ติของตัวเอง อีโก้ไม่ชอบยืนกรานความไร้ที่ติของคุณ มันชอบที่จะ ไม่ยืนกรานความไร้ที่ติต่างหาก ขั้นตอนแรกและขั้นที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ ไม่ว่าคุณอยากจะเป็น อยากจะทำ หรืออยากจะมีอะไร คือ การตระหนักถึงความสมบูรณ์แบบของตัวเอง บนพื้นฐานของความจริงแท้เกี่ยวกับตัวคุณ ที่ส่าคุณนั้นพร้อมมูล สมบูรณ์ และไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ
การปรับอีโก้ให้เป็นกลาง:
วิธีการปรับอีโก้ให้เป็นกลาง ก็คือ การรักตัวเองอย่างไร้เงื่อนไข การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องการทำให้อีโก้ของคุณเหลิงหรอก อันที่จริง การรักตัวเองจะปรับอีโก้ของคุณให้เป็นกลาง เพราะงานของอีโก้ไม่ใช่การรักตัวเองนั่นเอง
เราต้องเข้าใจว่าชีวิตคือความสำนึกรู้ นี่หมายความว่าสิ่งที่เราทึกทักว่า 'จริง'จะกลายเป็นจริงสำหรับเรา อะไรก็ตามที่เราสำนึกรู้ เราจะ'ประสบ'กับมันจริงๆ หลักคิดก็คือ เราจะได้เจอกับสิ่งที่เราเชื่ออย่างล้ำลึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆในชีวิต คำกล่าวนี้สำคัญมาก 'เราจะได้เจอ กับสิ่งที่เราเชื่ออย่างล้ำลึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆในชีวิต' ถ้ารูปแบบความคิดของเราบอกว่า 'ฉันไม่มีปัญญามีสิ่งนั้นได้หรอก ฉันไม่คู่ควรกับสิ่งนั้นหรอก ฉันเป็นคนไม่ดีหรอก' และอื่นๆอีกมากมาย นั่นเท่ากับเราสร้างสภาวะที่สอดคล้องกับแนวคิดที่เลวร้าย ขาดแคลน และมีขีดจำกัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าเราไม่อาจยอมรับตัวเองได้ ไม่อาจยอมรับได้ว่าเราคู่ควรกับสิ่งดีๆ งั้นเราก็ไม่สามารถยอมรับได้ว่า คนอื่นมีค่าและคู่ควร ด้วยเหตุนี้ เราจึงเอาแต่ตำหนิคนอื่น
ทางออกก็คือ การพัฒนาความรักอันไร้เงื่อนที่มีต่อตัวเองและคนอื่นๆขึ้นมา นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เรามีวันเป็นอิสระได้ เราต้องยอมรับตัวเองอย่างเต็มหัวใจ แล้วก็ตามด้วยการยอมรับคนอื่น โดยที่รู้ว่าในเมื่อตัวเราไร้ที่ติทางจิตวิญญาณ คนอื่นก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน