บางครั้งข้อมูลที่เราต้องการก็เข้ามาทางคนอื่น มันอาจมาในรูปของคำแนะนำหรือแม้แต่คำวิจารณ์เสียๆหายๆอย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีความนับถือตัวเองหรือเห็นคุณค่าของตัวเองแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราก็จะไม่สามารถยอมรับคำแนะนำต่างๆ หรือรับมือกับคำวิจารณ์จากคนอื่นได้ การตอบสนองของเราจะเป็นกสนปกป้องตัวเอง
ความผิดพลาดที่เราทำเอาไว้ก็คือ เวลาที่เรายอมรับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง เราจะปิดกั้นอย่างอื่นไปหมด นั่นเป็นเพราะการนับถือตัวเองหรือ การเห็นคุณค่าตัวเองของเรามันไม่แข็งแกร่งพอ ที่จะยอมรับข้อมูลจากคนอื่นนั่นเอง
กี่ครั้งกี่หนกันที่คุณเคยพูดว่า 'อย่ามาบอกฉันว่าต้องทำยังไงเชียว ฉันอยากทำด้วยตัวเอง ' แต่สิ่งที่คุณบอกออกมาจริงๆก็คือ 'ฉันไม่อยากให้เธอทำให้ฉันดู เดี๋ยวเธอเป็นได้ดูฉลาดกว่าหลักแหลมกว่าฉันพอดี ความที่ฉันมีความนับถือตัวเองอยู่เพียงน้อยนิด มันจึงสำคัญที่ฉันจะดูเหมือนกับรู้ อยู่ตลอดเวลา'
เราต้องยอมให้คนอื่นเป็นครูให้กับเรา นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกอย่างที่พวกเขาบอก แต่มันเป็นประโยชน์ต่อเราที่อย่างน้อยก็ฟังพวกเขา เพื่อจะได้ดูว่าสิ่งที่พวกเขาพูดออกมามีค่าบ้างหรือเปล่า มันไม่สำคัญหรอกว่าใครช่วยคุณหรือชี้ช่องทางให้กับคุณ สิ่งเดียวที่สำคัญก็คือผลลัพธ์ในบั้นปลาย การตอบสนองที่ดีคือ 'ถ้าคุณบอกฉันได้ว่า จะไปถึงที่นั่นให้ง่ายขึ้น ดีขึ้น หรือเร็วขึ้นได้อย่างไร งั้นฉันก็อยากเรียนรู้จากคุณ'
เมื่อคุณคิดไม่ออกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการมาได้อย่างไง มันไม่ใช่เพราะคุณโง่เง่าเต่าตุนหรอก แต่เป็นเพราะคุณเคยชินกับการไม่มองให้ไกลกว่าระดับการรับรู้ในปัจจุบัน สำหรับโลกธุรกิจ มันจะมีความโน้มเอียงที่จะยึดติดอยู่กับวิธีการต่างๆที่ทำจนเป็นธรรมเนียม เวลาที่เราใช้การคิดแบบนี้และยึดติดกับวิถีที่เคยเป็นมา เราจะปิดหูปิดตาตัวเองจนมองไม่เห็นว่ามันอาจเป็นไปได้ในแบบไหนบ้าง
เรื่องท้าทายอีกเรื่อง คือ การชักนำให้คนอื่นเชื่อว่าพวกเขาทำได้มากกว่าที่ตัวเองประเมินไว้ บางทีคุณอาจจะเห็นว่าลูกของคุณมีศักยภาพ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย ถ้าพวกเขาเอง ไม่อาจมองเห็นมัน คุณอาจจะเห็นถึงความเก่งกาจของลูกจ้างหรือคนรัก อต่มันจะไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง นอกเสียจากว่าพวกเขาจะมองเห็นมันด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะพวกเขาต้องทำไปตามความเป็นจริง อย่างที่พวกเขารับรู้ไว้นั่นเอง
หาคน 'ทำได้'มาห้อมล้อมคุณไว้:
จงมองดูผู้คนในชีวิตที่บอกคุณว่า 'โอ๊ย ทำไม่ได้หรอก' 'ไม่มีทางเลย'หรือ'ฉันมองไม่เห็นเลยว่าจะทำได้อีท่าไหน' คุณจะยอมให้คนเหล่านี้มาตัดสินว่าคุณทำไม่ได้หรือเปล่าล่ะ หลักๆก็คือ คุณจะยกอำนาจของคุณให้กับคนเหล่านี้หรือเปล่า ถ้ายก งั้นก็ตัดสินใจได้แล้วล้ะ ว่าคุณจะทวงอำนาจคืน ผู้คนแบบไหนล่ะที่แวดล้อมคุณในธุรกิจการงาน พวกเขาเป็นคนแบบที่มองหาเหตุผลที่ว่า 'ทำไมถึงไม่ได้'อยู่ตลอดหรือเปล่า หรือว่าคุณสุงสิงอยู่กับคนที่หาทางออกได้เสมอ
จงระวังให้มากๆเวลาที่เลือกคนประเภทที่คุณสมาคมอยู่ด้วย เพราะพวกเขาจะมีอิทธิพลต่อการสร้างของคุณอย่างรุนแรง ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือเปล่าก็ตาม ตวามเป็นลบของพวกเขา ลามถึงกันได้ ในที่ทำงาน ในความสัมพันธ์ ในครอบครัว และในธุรกิจของคุณ คนที่เชืีอว่าอะไรๆไม่อาจลุล่วงได้ จะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองคิดถูก แต่คนที่รู้ว่าอะไรๆก็ลุล่วงได้จะลุยโลดเพื่อทำให้มันเกิดขึ้น
ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ จงอย่าจ่ายเงินใครให้มาบอกคุณว่าไอ้นั่นทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ คุณคิดหาเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ ได้เองอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องให้คนที่อยู่รอบตัวมาบอกว่าทำไม่ได้ แล้วก็จ่ายเงินพวกเขาสำหรับสิทธิพิเศษนี้หรอก
จงแวดล้อมตัวคุณด้วยผู้คนที่นับถือตัวเองเป็นอย่างมาก เป็นพวกที่บอกคุณได้ว่าจะทำให้งานนั้นๆลุล่วงไปได้อย่างไร จะทำให้มันเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีไหนบ้าง จงสอนให้พวกเขามองหาทางออกแทนที่จะเป็นปัญหา ผู้นำที่เข้มแข็งต่างก็กำหนดเป้าหมายขึ้นมา แล้วก็ทำอะไรก็ตามแต่ที่จำเป็นเพื่อให้มันสำเร็จลุล่วง ถ้าคุณสอนผู้คนที่อยู่รอบตัวให้หันมาตั้งเป้าหมาย โดยไม่ได้วางอยู่บนรากฐานของสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นเป้าหมายที่มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่คุณอยากจะบรรลุผล คุณก็จะเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และผู้คนที่อยู่รอบตัวคุณ ก็จะกลายเป็นคนที่เก่งกล้าสามารถ
การจะได้พบกับความก้าวหน้าหรือความเปลี่ยนแปลงนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนความคาดหวัง การจะเปลี่ยนระดับความคาดหวังนั้น เราต้องเชื่อตัวเองและเป้าหมายอย่างแรงกล้า เราต้องรู้ว่าเราสามารถยกไอเดียนั้นๆขึ้นมา แล้วทำให้มันเป็นจริงได้ คนอื่นอยากจะเห็นมันก่อน ถึงจะยอมเชื่อ แต่คุณต้องเชื่อก่อน ที่จะเห็นมันกับตาด้วยซ้ำ เมื่อคุณศรัทธาในอำนาจของตัวเองมากขึ้นแล้ว คุณก็จะแพร่มันไปให้คนอื่นด้วย เมื่อคุณรู้ถึงความสามารถของตัวเองเช่นนี้ รวมถึงความสามารถของคนที่อยู่รอบตัวคุณด้วย คุณก็จะทำอะไรๆที่ดูเหมือนเกินจริงหรือเป็นไปไม่ได้ในสายตาคนอื่นได้สบายมาก
ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ จงอย่าจ่ายเงินใครให้มาบอกคุณว่าไอ้นั่นทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ คุณคิดหาเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ ได้เองอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องให้คนที่อยู่รอบตัวมาบอกว่าทำไม่ได้ แล้วก็จ่ายเงินพวกเขาสำหรับสิทธิพิเศษนี้หรอก
จงแวดล้อมตัวคุณด้วยผู้คนที่นับถือตัวเองเป็นอย่างมาก เป็นพวกที่บอกคุณได้ว่าจะทำให้งานนั้นๆลุล่วงไปได้อย่างไร จะทำให้มันเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีไหนบ้าง จงสอนให้พวกเขามองหาทางออกแทนที่จะเป็นปัญหา ผู้นำที่เข้มแข็งต่างก็กำหนดเป้าหมายขึ้นมา แล้วก็ทำอะไรก็ตามแต่ที่จำเป็นเพื่อให้มันสำเร็จลุล่วง ถ้าคุณสอนผู้คนที่อยู่รอบตัวให้หันมาตั้งเป้าหมาย โดยไม่ได้วางอยู่บนรากฐานของสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นเป้าหมายที่มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่คุณอยากจะบรรลุผล คุณก็จะเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และผู้คนที่อยู่รอบตัวคุณ ก็จะกลายเป็นคนที่เก่งกล้าสามารถ
การจะได้พบกับความก้าวหน้าหรือความเปลี่ยนแปลงนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนความคาดหวัง การจะเปลี่ยนระดับความคาดหวังนั้น เราต้องเชื่อตัวเองและเป้าหมายอย่างแรงกล้า เราต้องรู้ว่าเราสามารถยกไอเดียนั้นๆขึ้นมา แล้วทำให้มันเป็นจริงได้ คนอื่นอยากจะเห็นมันก่อน ถึงจะยอมเชื่อ แต่คุณต้องเชื่อก่อน ที่จะเห็นมันกับตาด้วยซ้ำ เมื่อคุณศรัทธาในอำนาจของตัวเองมากขึ้นแล้ว คุณก็จะแพร่มันไปให้คนอื่นด้วย เมื่อคุณรู้ถึงความสามารถของตัวเองเช่นนี้ รวมถึงความสามารถของคนที่อยู่รอบตัวคุณด้วย คุณก็จะทำอะไรๆที่ดูเหมือนเกินจริงหรือเป็นไปไม่ได้ในสายตาคนอื่นได้สบายมาก