weenalovecookie

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

The meta. Secret. ความรักที่มีชีวิต

เมื่อคุณอยากให้คนอื่นทำอย่างหนึ่ง แต่พวกเขาไปทำอีกอย่างหนึ่ง อัตตาของคุณจะเข้ามาครอบงำและปัญหาก็เกิดขึ้น ปัญหาไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นทำ แต่อยู่ที่คุณมองมันอย่างไรต่างหาก พวกเขาไม่ได้รู้สึกกับอะไรสิ่งที่ทำ แต่คุณกลับเอาความสุขของตัวเองไปอิงกับคนอื่น แทนที่จะที่ตัวเอง

ในความรัก ความสัมพันธ์ เมื่อเวลาผ่านไป เราเริ่มรู้สึกราวกับว่า คนๆนั้นคือส่วนหนึ่งที่ต่อขยายออกไปจากตัวเรา เราจึงเข้าไปควบคุมเขาโดยไม่รู้ตัว บางทีเราอาจมองว่า ตัวเองมีคู่ครองที่ดี แต่ส่วนมากจะเป็นการควบคุมซ่ะมากกว่า เราเริ่มเอาความสุขของเราไปอิงอยู่กับคนๆนั้น แล้วหวังว่าเขาต้องทำอะไรเพื่อเรา เขาต้องทำอย่างที่เราอยากทำ คิดเหมือนๆกับเรา... นั่นเกิดขึ้น ในความคิดของตัวเราคนเดียว

เมื่อเวลาผ่านเลยจนเป็นความเคยชิน เราก็ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะกับคนพิเศษคนนั้นอีกต่อไป เราเริ่มคิดว่าเรารู้จักเขาหรือเธอดีเหลือเกิน จนไม่ใส่ใจให้เวลากับเขาอย่างที่เคยผ่านมา เราอาจพูดคุยกับคนพิเศษนี้อยู่ แต่ขณะเดียวกันก็ทำอย่างอื่นไปด้วย เช่น คุยโทรศัพธ์กับคนอื่น พูดแต่เรื่องคนอื่นกับคนพิเศษ ระบายอารมณ์อย่างเต็มที่โดยไม่ใส่ใจความรู้สึกที่เขามีอยู่หรือความรู้สึกหลังฟังเรืีองราวจากเรา,เล่นเกมอย่างเมามันโดยไม่สนใจเขาหรือเธอเลย พร้อมที่จะรับโทรศัพท์จากคนอื่นเสมอเมื่ออยู่กับเขาหรือเธอ... สิ่งต่างๆที่เราทำโดยไม่รู้ตัวนี้ สร้าง และขยายช่องว่างระหว่างเรากับคนพิเศษของเรา ให้ห่างออกไปเรื่อยๆ บางคนที่ฉุกคิดได้ ก็โชคดีไป แต่บางคนก็ปล่อยความสัมพันธ์ที่เคยพิเศษนั้นไปตามยถา

สุดยอดซีเคร็ต สำหรับความสัมพันธ์คือ เมื่อเราตั้งใจอยู่กับปัจจุบันขณะ เมื่อเรามั่นคงในตัวเอง และรู้สึกถึงสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับคนอื่น เราก็จะให้และรับอย่างทัดเทียม การกระทำเช่นนี้มอบอำนาจแก่ทั้งสองฝ่าย แทนที่จะควบคุมกันและกันเพื่อให้ตนรู้สึกมีอำนาจ เราต่างก็เสริมพลังซึ่งกันและกันโดยเข้าไปมีส่วนร่วมในปัจจุบันขณะอย่างจริงจัง

ความสัมพันธ์คือสิ่งหนึ่งที่จักรวาลมอบให้คุณเป็นของขวัญ ความสัมพันธ์แรกสุดและสำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์กับตัวคุณเอง เมื่อคุณรักตัวเอง คุณก็จะเยียวยาตัวเองได้ เมื่อคุณรักตัวเอง คุณจะกลายเป็นแม่เหล็กที่ผู้คนอยากเข้าไปหา คุณจะเริ่มดึงเอาคนอื่นๆและความสัมพันธ์ใหม่ๆเข้ามา ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความรัก ขึ้นอยู่กับการไม่ตัดสิน ขึ้นอยู่กับการยอมรับโดยสิ้นเชิง จักรวาลก็อยากให้คุณมากยิ่งๆขึ้นไป คุณพร้อมจะยอมรับมันหรือยัง?

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องสองทาง ไม่ใช่แค่ให้ได้มาและได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ยังเป็นเรื่องการให้ออกไปด้วย แต่ละคนควรมีความรับผิดชอบเต็มร้อยเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ถ้าคุณรับผิดชอบเพียงครึ่งๆกลางๆ ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะไปได้ดีหรือไม่ ก็จะมีอยู่อีกครึ่งหนึ่งที่ไม่เป็นผลอยู่ดี

แนวคิดที่ว่า 'ฉันอยู่โดยปราศจากคุณไม่ได้' เป็นสิ่งที่น่าสลดใจ แนวคิดที่ว่าฉันต้องการใครสักคนเพื่อเติมเต็มชีวิต ฉันต้องการใครสักคน ไม่งั้นชีวิตฉันก็ไร้ค่า เหล่านี้ คือ คนที่ดูละครมากไป มันเป็นเรื่องที่น่าสลดใจจากคำเหล่านี้ ไม่มีใครสามารถเติมเต็มชีวิตของคุณได้ ถ้าคุณไม่เป็นคนเติมเอง จะช้าหรือเร็วกว่าคุณจะตระหนักได้ แต่สิ่งนี้ก็เป็นตามนี้อยู่ดี

คุณรู้ไหมว่า รอบข้างคุณ มีคนที่เหงาอยู่มากเท่าใด ถ้าคุณรู้สึกเหงา ขอบอกความลับหนึ่งให้ คุณจะเหงาไปจนกว่าคุณจะเป็นเพื่อนกับตัวเองได้ ถ้าคุณมองหาเพื่อนภายนอก คุณกำลังมองหาผิดที่ คุณต้องมองกลับมาข้างใน เมื่อคุณมองตัวเองจริงๆ คุณจะรู้สึกดีกับตัวเองและรักตัวเอง

แนวคิด 'พอเพียง' เป็นแนวคิดหนึ่งที่ไม่ได้สอนกันในโรงเรียน บางครั้งสิ่งที่พอเพียงสำหรับคนๆหนึ่ง อาจไม่พอเพียงสำหรับคนอื่น และเราก็ต้องการมากขึ้น เมื่อต้องการมากขึ้น เราก็เริ่มสร้างความผิดหวังให้ตัวเอง เพราะเรามักไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการ 

บางครั้งสิ่งต่างๆเป็นไปตามอย่างที่เรามุ่งหวัง แต่บางครั้งก็ไม่เป็นเช่นนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน นั่นคือจังหวะและการพลิ้วไหวของชีวิต ทุกชีวิตต่างเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ เมื่อเรามองเห็นความเป็นไปได้นั้น เราก็จะเห็นว่าความผิดพลาดไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่เป็นบทเรียนที่ช่วยให้เราเติบโตขึ้นต่างหาก

เราจะได้เรียนรู้มากขึ้นจากความผิดพลาด ความผิดพลาดคือ วิธีที่ผนวกเข้ามาในรากฐานแห่งภูมิปัญญาอันน่ามหัศจรรย์ ถ้าใครที่บอกว่าไม่เคยผิดพลาด ก็เท่ากับเขาไม่เคยได้เรียนรู้อะไรเลย

'ความสุข คือ การเลือกเอาความคิด ที่ทำให้คุณรู้สึกดี'

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

The Meta secret สร้างความมั่งคั่ง

ทุกคนล้วนเข้าถึงความมั่งคั่งได้ทั้งนั้น แต่ความมั่งคั่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าคุณมองโลกอย่างไร ให้คุณค่ากับสิ่งใดบ้าง ชาวไร่ที่มีที่ดินไม่เท่าไหร่ ปลูกผักปลูกหญ้าด้วยใจรัก อาจจะมีทรัพย์ความสุขทางใจมากกว่าเศรษฐีที่กอดทรัพย์สินด้วยตาที่หลับไม่ลงก็เป็นได้

การที่จะมีความมั่งคั่งอย่างแท้จริงได้ คุณจะต้องรู้สึกดีกับสิ่งที่คุณเป็น และรู้สึกดีกับวิธีที่คุณติดต่อสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมไปถึงบริการหรือผลผลิตที่คุณให้แก่โลก เมื่อนั้นแล้ว คุณก็จะเข้าไปมีส่วนร่วมในความอุดมสมบูรณ์ซึ่งมีอยู่รอบตัวคุณในทุกเวลา ทุกอย่างเป็นของคุณ เป็นมาตั้งแต่เริ่มแรกและจะเป็นของคุณตลอดไป

ความมั่งคั่ง ไม่ใช่การพยายามอย่างหนักหรืออยากได้รุนแรง คุณจะบรรลุความมั่งคั่งได้เร็วขึ้น หากปล่อยวางความต้องการที่มากเกินไปเสีย อย่าตั้งหน้าตั้งตาเพื่อไปให้ถึงจุดนั้นอย่างเดียว เพราะเมื่อคุณปรารถนามันมาก และพยายามอย่างเคร่งเครียดเพื่อให้ได้มาสักอย่าง เท่ากับคุณยอมรับว่า สิ่งนั้นขาดหายไปจากชีวิต

สุดยอดซีเคร็ตในเรื่องความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ ก็คือ การทำสิ่งที่คุณรัก ทำตามเสียงเรียกร้องในใจคุณ มีความสุขกับชีวิต พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ และตระหนักว่าความจริงคุณมีความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อคุณมีสองสิ่งนั้นมากพอ คุณก็จะเปิดใจกว้างขึ้นเพื่อให้มันเข้ามาสู่ชีวิต แล้วคุณก็จะร่ำรวยและอุดมสมบูรณ์ม่กกว่าเดิมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป " โจ วิเทล

คุณจะมั่งคั่งกว่าเดิมก็โดยการรู้สึกซาบซึ้งคุณค่ามากขึ้น มีงานวิจัยในสหรัฐมากมายชี้ให้เห็นว่า คนที่รู้สึกปลาบปลื้มกับสิ่งที่ตัวเองมีจะทำรายได้มากขึ้น และคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นด้วย ดังนั้นขั้นตอนแรกในการทำตัวให้มั่งคั่ง จึงได้แก่การรู้สึกซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว แล้วมองหาสิ่งดีๆในโลกของคุณ ณ ตอนนี้ นี่แหละคือ ยันไดขั้นแรกสู่ความมั่งคั่ง 'เอลี เดวิดสัน

ไม่มีใครชอบฟังคำวิจารณ์ แน่นอนว่า การตินั้นง่ายกว่าแก้ปัญหา ทว่าการเอาแต่วิจารณ์คนอื่นอย่างไร้จุดหมาย ติเพื่อให้เขาเสียหน้า หรือเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีนั้นไม่ถูกต้องเลยจริงๆแล้วผู้วิจารณ์นั่นแหละที่มีปัญหาส่วนตัวต้องแก้ไข

รับมือกับคำวิจารณ์
> ถอยออกมาก้าวหนึ่ง และคิดว่านี่เป็นคำวิจารณ์เกี่ยวกับสิ่งที่คุณทำ ไม่เกี่ยวกับตัวคุณ
> พยายามเข้าใจมุมมองของคนวิจารณ์ เอาใจเขามาใส่ใจเรา
> แยกแยะคำด่าทอ ออกจากส่วนที่เป็นคำวิจารณ์
> ถ้ามีการด่าทอ อย่าไปทนรับฟัง บางทีคนพูดอาจเจอเรื่องแย่ๆมา และคุณกลายเป็นแพะรับบาป บางทีเขาอาจเจตนาดี เพียงแต่ขาดทักษะการพูดให้ออกมาเป็นเชิงบวก ไม่ว่าอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องทนรับฟังการด่าทอนั้น ขอตัวออกมา และบอกว่าคุณพร้อมจะคุยเรื่องนี้ใหม่ เมื่ออีกฝ่ายสงบลงและให้เกียรติคุณมากกว่านี้
> ขอให้ผู้วิจารณ์อธิบายว่า ต้องการให่้คุณทำอย่างไร ถ้าฟังแล้วเห็นเข้าที ก็จงเรียนรู้จากตรงนั้นแล้วนำไปใช้ในอนาคต
> อย่าเถียง แม้เมื่อคุณคิดว่าคำวิจารณ์นั้นผิดอย่างสิ้นเชิงก็ตาม ให้เอ่ยคำขอโทษ ขออภัยแทน นั่นเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการคลี่คลายสถานการณ์ คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษในสิ่งที่ไม่ได้ทำ แต่ขอโทษที่การกระทำของคุณถูกเข้าใจผิดไป 'ฉันขอโทษที่คถณรู้สึกแบบนั้น' ภายหลังเมื่อบรรยากาศคลี่คลายลงคุณอาจบอกผู้วิจารณ์ถึงเจตนาของคุณ และแสดงความเสียใจที่สื่อไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ จงเข้าใจความจริงที่ว่า ความหมายของคำพูดของคุณดูได้จากผลสะท้อนนั่นเอง
> คำวิจารณ์ไม่ได้ทำให้คุณผิด มีแต่จะทำให้คุณเก่งขึ้นในครั้งถัดไป

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราต้องตระหนักในชีวิตคือ ข้อจำกัดเกือบทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองทั้งสิ้น เมื่อคุณรู้เช่นนี้ ก็เท่ากับคุณหลุดพ้นมาแล้ว นี่คือการแหกคุกในชีวิต การหลุดพ้นจากคุกในความคิดของเราเอง การข้ามพ้นกำแพงความเป็นไปไม่ได้ที่เราก่อขึ้นเอง แล้วคุณจะพิศวงเมื่อรู้ว่า แท้จริงแล้วอะไรคอยเหนี่ยวรั้งคุณมาตลอด บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้งก็ว่าได้ มันคือตัวคุณเอง ตัวคุณนั่นเอง ... และแท้ที่จริง พลังอยู่ในตัวคุณนี่แหละ" ดับเบิลยู มิเชล

ความเจ็บปวดทางอารมณ์นั้นเป็นจริงอย่างยิ่ง และสิ่งที่เราควรตระหนักคือ เราเองนั่นแหละที่หาเรื่องใส่ตัว เพราะอะไร? คุณหาเรื่องใส่ตัวด้วยการย้อนคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราต้องตระหนักว่ามันเป็นความจริงของชีวิตที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว เราต้องแยกตัวออกจากมัน การเผชิญกับมันอย่างดีที่สุดและปล่อยวางมันซะ ดีที่สุด มิฉะนั้น เราก็จะเก็บเรื่องนี้ติดตัวไปตลอด และต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าไม่สิ้นสุด " บ็อบ พร็อกเตอร์

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

The Meta magic

เราสร้างกรรมขึ้นได้สี่ทาง คือ ทางความคิด คำพูด การกระทำที่จงใจ และการกระทำที่ทำแทนผู้อื่น การกระทำโดยจงใจนั้นสร้างกรรมมากกว่าการกระทำโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่ตอนโยนไม้ขีดติดไฟทิ้ง ไฟก็ยังลุกไหม้ เช่นกัน จะจงใจหรือไม่จงใจ กรรมก็ตามทันเสมอ " สวามีมเหชวรนันท์

ไม่ว่าคุณกำลังมองหาสิ่งใดอยู่ จงเป็นสิ่งนั้นและแสดงมันออกไป ถ้าคุณกำลังมองหาความเมตตา ความรัก ความเอื้อเฟื้อ ความสามารถ คุณก็ต้องมีสิ่งเหล่านั้นมห้คนอื่นเช่นกัน คุณต้องการสิ่งใดก็ต้องเป็นสิ่งนั้น แสดงมันต่อจักรวาล แล้วมันจะย้อนกลับมาเป็นหลายเท่า ' แจ็ค แคนฟิลด์

กฏแห่งเหตุและผล ช่วยให้เราเข้าใจว่า 'ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ' ถึงเราไม่สามารถค้นพบถึงสาเหตุได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสาเหตุอยู่ แต่เราไม่รูว่ามีมัน หรือไม่รู้ว่ามันคืออะไรต่างหาก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง และสิ่งที่เราเชื่อว่าไม่ควรทำลงไปนั้น ก็มีบทเรียนอันทรงคุณค่าที่ช่วยให้เราเติบโตในทางใดทางหนึ่ง หรือไม่ก็อาจส่งผลที่ต่างออกไป

ผู้คนมากมายถูกชักจูงตามๆกันไป พวกเขาหลงเชื่อคนรอบข้างโดยง่าย เชื่ออิทธิพลภายนอก ความตั้งใจของคนอื่นที่เข้มแข็งกว่า พวกเขาแสดงบทบาทตัวเองเหมือนแค่เบี้ยบนกระดานหมากรุก ซึ่งถูกวางทิ้งอย่างไร้เยื่อใย... เมื่อเกมจบลง

คนส่วนใหญ่ ไม่แน่ใจว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร สุดยอดซีเคร็ต คือ ลงมือทำ ลงมือทำ ไม่ว่าคุณจะไม่แน่ใจเรื่องอะไร จงลงมือทำ เริ่มก้าวเดิน แล้วคุณจะเรียนรู้ยิ่งๆขึ้น คุณจะไปได้เร็วขึ้นและยาวไกลขึ้น เมื่อก้าวสู่สังเวียนและลงมือทำจริงๆ ไม่มัวแต่คิดอยู่อย่างนั้น การก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องหนึ่งก้าว ย่อมมีค่าม่กกว่าเอาแต่คิดถึงมันอยู่หลายร้อยปี " ที ฮาร์ฟ เอเคอร์

เราต้องการความรักและการยอมรับจากผู้อื่นอยู่เสมอ บางครั้งเมื่อไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร เราก็รู้สึกอ้างว้าง นานเข้าก็เริ่มเป็นปัญหา ... จำไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องได้ความรักหรือการยอมรับจากใคร ตราบเท่าที่เรายังรักและยอมรับตัวเอง เพราะเราเองก็ไม่ได้ชอบหรือบอมรับคนทุกคน แล้วทำไมเราถึงไปหวังมากมายจากคนอื่น เราทุกคนต่างมีอิสระในการที่จะเลือกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ได่ ฉะนั้น จึงไม่ยุติธรรมที่จะไปตัดสิทธิ์ในการเลือกของคนอื่น และคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้เราชอบหรือไม่ชอบเช่นกัน

การวิตกกังวลว่าสิ่งต่างๆจะเกิดผิดพลาด เป็นการเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ ชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีไม่กี่สิ่งที่แย่ลงไปเหมือนที่เราคิดจริงๆ ฉะนั้น ถ้าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด กังวลมากแค่ไหนก็หยุดมันไม่ได้ จริงๆแล้ว การไปกังวลถึงบางสิ่งล่วงหน้า ตามกฏแห่งแรงดึงดูด คุณกำลังพยายามด้วยตัวเองที่จะดึงเหตุการณ์ที่ไม่ต้องการเข้ามา

'ไม่พยายามเลย ง่ายกว่า' เราเรียกความคิดนี้ว่า ยอมแพ้ตั้งแต่ต้นมือ การเลี่ยงงานยากนั้นง่าย กว่าที่จะต้องมาเผชิญกับมัน เราอาจใช้ความเชื่อนี้เพราะขี้เกียจ หรือไม่อยากจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำเพื่อที่จะต้องบรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งต่างกับคนที่ประสบความสำเร็จที่คิดว่า ยังไงก็ต้องมานะพยายามต่อไป แม้อยู่ในช่วงที่แสนลำบาก

'ช่วยไม่ได้ที่ฉันเป็นแบบนี้' บางคนคิดว่าเราเป็นคนแบบนี้ เพราะความเป็นมาในอดีต ไม่มีทางทำตัวเป็นแบบอื่นไปได้ ชีวิตถูกกำหนดมาแล้ว ชีวิตเป็นอย่างที่มันเป็น แต่แท้ที่จริงแล้ว ทุกๆวันก็คือวันใหม่ จึงเป็นโอกาสใหม่ๆที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้เสมอ

บางครั้งเราไปเข้าใจผิดว่า การแก้ปัญหาของคนอื่น คือ ความรักและพยายามช่วยเหลือเขา โดยเราแสดงให้เขาเห็นว่า ปัญหาของเขาคือปัญหาของเรา จริงๆแล้วไม่ถูกต้อง ทุกคนต้องเรียนรู้จากปัญหาของตัวเอง เราอาจรับฟัง ให้ข้อแนะนำ หรือช่วยเหลือในบางครั้งบางคราว แต่มันขึ้นอยู่กับพวกเขาที่ต้องดูแลตนเอง เหมือนกับที่เราก็ต้องดูแลตัวเองเช่นกัน หากทำอะไรแทนคนอื่นทุกเรื่อง เท่ากับเราไปขัดขวางโอกาสของเขาที่จะได้เรียนรู้ เติบโต และบรรลุถึงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่

การเสริมพลังทางบวก
1. จินตนาการของฉันจะสร้างทุกสิ่งที่ฉันเชื่อและรับรู้
2. ฉันบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยง่ายและไม่เปลืองแรง
3. ฉันดีขึ้นและดีขึ้นทุกวัน
4. ฉันใช้ความสามารถทางจิตใจเต็มร้อยทุกวัน
5. ฉันเปิดรับความรู้และภูมิปัญญาที่อยู่รอบตัว
6. ฉันก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายได้อย่างน่าทึ่งทุกวัน
7. ฉันยึดมั่นแต่ความเชื่อที่ส่งเสริมเป้าหมาย
8. ฉันเห็นและรู้สึกได้ว่าบรรลุถึงเป้าหมายแล้ว
9. ฉันสร้างความโชคดีให้กับตัวเองทุกวัน
10. ฉันดึงเอาประสบการณ์ที่ดีมาสู่ชีวิต

The Meta Secret

มีคำสอนหนึ่งของศาสนาพุทธบทหนึ่งว่า 'ความไม่กังวล ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเป็นที่พึ่ง หาใช่อย่างอื่นไม่' เพราะความวิตกกังวลนั้น ถ้าเราไม่ฆ่ามัน มันจะฆ่าเรา โดยไม่รู้จักปล่อยวางนั้น สิ่งที่เรายึดมั่นไว้ จะกลับมาทำร้ายเราเช่นกัน

'สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต ก็คือ ต้องค้นหาจุดหมายของตัวเองให้พบ ผมเชื่อว่าทุกคนเกิดมามีจุดหมายพิเศษที่ไม่
เหมือนใคร หากคุณมีชีวิตด้วยจุดหมายของตนเอง แสดงออก และทำมันได้สำเร็จ เมื่อนั่นคุณจะมีความสุข" Jack Canfield


ผู้คนมากมายบอกว่า ความรื่นรมย์คือเครื่องนำทาง ถ้าคุณเขวไปจากจุดหมาย คุณก็จะรู้ได้เพราะตัวคุณ ไม่มีความสุข ไม่มีความรื่นรมย์ ดังนั้น การมีความสุข ความรื่นรมย์จึงเป็นวิธีที่จะบอกว่า " โอ้ ฉันมาถูกทางแล้ว ฉันกังทำสิ่งที่ควรทำอยู่" Jack Canfield 

วิธีเดียวที่จะก้าวออกจากสถานการณ์ไม่ดีไปสู่สถานการณ์ดีคือ ต้องเปลี่ยนจากจุดเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเราเปลี่ยนวิธีมองโลก และเปลี่ยนการกระทำของตัวเอง

ผู้คนเสพติดสิ่งต่างๆมากมาย เช่น ช็อปปิ้ง ดื่มเหล้า เล่นการพนัน เนื่องจากคนๆนั้นพยายามแก้ไขตัวเองจากภายนอก แท้จริงแล้วไม่ว่าจะช็อปปิ้งมากสักเท่าใดหรือดื่มเหล้ามากขนาดไหน ก็ไม่มีวันแก้ปัญหาใดๆได้ เพราะยังมีสิ่งที่แก้ไม่ตกอยู่ภายใน ผู้คนอาจไม่ได้ตระหนักเสียด้วยซ้ำว่า พฤติกรรมเสพติดนั้น เป็นการแสดงออกทางหนึ่ง เพื่อปกปิดความรู้สึกลึกๆที่ฝังอยู่ในใจว่ามีปมด้อยนั่นเอง

ชีวิตเป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นเอง ถ้าอยากให้ชีวิตวิเศษสุด คุณก็ต้องลงมือทำให้มันวิเศษสุด

วินสตัน เชอร์ชิล กล่าวไว้ว่า " ผู้มองโลกแง่ร้าย จะเห็นความยากลำบากในทุกๆโอกาส ส่วนผู้มองโลกแง่ดี จะเห็นแต่โอกาสในทุกๆความยากลำบาก

อย่าให้คำวิจารณ์ของคนอื่นหรือวิธีที่เขายื่นมือเข้ามาช่วยทำให้เราหวั่นไหว ถ้าเรามั่นคงและเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง เราก็จะรับมือกับมันได้ไม่มีปัญหา ถ้าคำวิจารณ์หริอความเห็นของคนอื่นนั้นทำให้คุณหวั่นไหวจริงๆ ก็ไม่ผิดอะไร แต่อยู่ที่คุณต่างหาก ถ้าคุณมั่นคงในคัวเอง คุณก็ไม่สะทกสะท้านกับมันเลย 'บ๊อบ พร็อกเตอร์

กุญแจสู่ความมั่งคั่งบริบูรณ์ คือ ลงมือทำแม้จะกลัว ทำแม้จะสงสัย ทำแม้จะกังวล ทำแม้จะไม่แน่ใจ ทำไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ". ที ฮาร์ฟ อีเกอร์

สิ่งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด ก็คือ คงความสมดุลในชีวิตท่านไว้ ตระหนักถึงพลังยิ่งใหญ่ที่อยู่รอบตัวและในตัว ถ้าท่านทำเช่นนั้นและใช้ชีวิตเช่นนั้นได้ ท่านคือผู้ชาญฉลาดอย่างแท้จริง " ภูมิปัญญาของยูริพิเดส

'ฉันต้องเก่งทุกอย่าง' แนวคิดที่ว่านี้ เพื่อให้มีคุณค่าและรู้สึกดีกับตัวเอง แต่บางครั้งเราต้องยอมให้ตัวเองทำพลาดได้บ้าง การไม่เก่งในทุกเรื่องทำให้เราเติบโตและเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ ซึ่งก็จะทำให้เราเป็นคนดีขึ้นด้วย การเฝ้าแต่กลัวที่จะล้มเหลวนั้นจะขวางกั้นเราไม่ให้ประสบความสำเร็จ

เราเรียนรู้จากอดีตและเตรียมพร้อมเพื่ออนาคตได้ แต่เรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ การคร่ำครวญถึงสถานการณ์ในอดีตของคุณ และชี้นิ้วโทษผู้อื่นหรือแม้แต่โชคชะตาที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรแตกต่างไปจากเดิมนัก

ไม่มีเหตุผลใดที่จะหงุดหงิดถ้าสิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราอยากให้เป็น เราไม่ได้ควบคุมโลกนี้ และก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปควบคุมมันด้วย สิ่งที่เราต้องทำมีแค่รับผิดชอบต่อตัวเอง จัดการกับชีวิต รวมทั้งการกระทำของเราเอง

ไม่มีใครทำให้เรารู้สึก ในสิ่งที่เราไม่อยากรู้สึกได้ อัตตาของเราอาจมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่คนอื่นพูดหรือทำ แต่ความพึงพอใจของเราก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมัน เราอยากรู้สึกอย่างไรก็ได้ แต่ต้องตระหนักว่า นั่นเป็นปฏิกิริยาที่เรามีต่อเหตุการณ์ภายนอก แต่ความจริงแล้วเราควรปล่อยให้ความรู้สึกไหลผ่านเราไป ลองถามใจตัวเองว่า ทำไมเราจึงรู้สึกเช่นนั้น แล้วทำไมเราจึงปล่อยให้มันเป็นไป หาทางทำให้สถานการณ์นั้นๆกลับคืนสู่ความสมดุลยิ่งขึ้น

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ทำไม ต้องพัฒนาตัวเอง โดย Weena Stylecoach

หาเหตุผล ในการดูแลตัวเองให้ตัวคุณ
หลายคนรู้สึกว่า ไม่รู้จะดูแลตัวเองไปทำไม เช่น ไม่รู้ว่าจะไปออกกำลังกายให้เหนื่อยไปทำไม ต้องเดินทาง มีค่าใช้จ่าย รู้สึกเหนื่อยไป, ไม่เห็นว่าจะต้องเลือกกินผัก ผลไม้ไปทำไม กินอะไรให้มันอิ่มก็พอ, ไม่รู้ว่าจะต้องพยายามพัฒนาตัวเองไปทำไม ในเมื่องานมันก็คงไม่ก้าวไปกว่านี้, ไม่เห็นจะต้องมาแต่งตัวดีอะไร ไม่รู้จะแต่งไปให้ใครมองฯลฯ แล้วชีวิตก็ดำเนินผ่านไป วันแล้ววันเล่า หลายคนจู่ๆก็รู้สึกเหมือนตื่นขึ้นมา แล้วลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น การทำตัวเองให้ดูดี มีเหตุผลมากมายถ้าหากเราเลือกและอยากที่จะทำ หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกดีกับตัวเอง ความรู้สึกนี้มันจะเปลี่ยนวันเดิมๆของคุณ ให้เป็นวันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา " Weena Stylecoach 


ทำไม คนไทยภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง? ง่ายมาก เพราะเราไม่ค่อยได้ใช้ไง 
วันนี้อยากแบ่งปันเทคนิคการพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง แบบประหยัดและได้ผล คือ 1. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายว่า ทำไมคุณถึงต้องมาฝึกภาษาอังกฤษ มันต้องมีแรงจูงใจที่อยู่ในเป้าหมายนั้นมากพอ คุณถึงจะแรงฮึดและไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน 2. ซื้อหน้งสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ แนะนำ Bangkok post เพราะกลางๆ 3. ใน หนึ่งอาทิตย์อ่านออกเสียง ไม่ใช่งึมงำๆ ถั่วงาๆ ไม่เอา อ่านไม่ต้องเร็ว ให้ได้ยินเสียงตัวเอง จัดเวลาสำหรับการอ่านนี้ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง( ถ้าบ้านเปิดโล่ง ก็แจ้งเพื่อนบ้านเสียหน่อยว่าเรากำลังฝึก เดี๋ยวเขาคิดว่าเราโดนของ) 4. ดูหนังฝรั่ง ไม่ต้องอ่านแปล ฟังอย่างเดียว รู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง อย่าได้ไปกังวล 5. ฟังวิทยุภาษาอังกฤษ ฝึกฟัง 6. หาสมุดโน๊ตเล่มเล็กๆจดคำศัพท์ ท่องวันละ 15-20คำ 7. เจอฝรั่ง ให้รีบเข้าไปทักทาย สตรอเบอรี่ทันที นี้คือโอกาสทองที่คุณฝึกอย่างดี ใช้ชีวิตทุกวัน แบบนี้ให้นานพอ จนกว่าคุณจะพอใจกับสำเนียง ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของคุณ ... บางคนบอกว่า ต้องดัดจริตถึงตะพูดภาษาอังกฤษได้ดี นั่นเป็นคำพูดที่ถูกต้อง เพราะภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาของเรา พูดแบบภาษาไทย มันก็ฟังได้ แต่มันไม่สมฐานะที่อุดส่าห์ฝึกมาขนาดหนัก 
ไม่เกี่ยวกับสถาบันไหน ไม่เกี่ยวกับคุณจะลงคอร์สเป็นหมื่นเป็นแสน ไม่มีใครมาการันตีว่าคุณจะพูดได้ดี คุณจะพูดได้ดีเมื่อคุณฝึกมันจนนานพอเท่านั้น ... ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ เพราะถ้าได้มาง่ายๆ คุณจะไม่ซาบซึ้งกับคุณค่าของมัน " Weena Stylecoach 

นี่เป็นหนังสือที่แค่เพิ่งเริ่มอ่าน ก็รู้สึกวางไม่ลงเลย ความรู้สึกตื่นเต้นที่ค่อยๆได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของ เมล กิล์ล เขาเป็นคนที่ผ่านการตายไป 19 นาที และเล่าเรื่องราวความรู้สึกของชีวิตหลังความตายนั้น เป็นประสบการณ์ของ 'การได้สัมผัสโลกใหม่' อีกเรืีองที่เขาพูดถึง the magic ที่ รอนดา เบิร์น เขียนถึงกฏของแรงดึงดูดไว้ว่า มันเป็นเหมือน appetizer หรืออาหารเรียกน้ำย่อย ที่พวกเราต่างดีใจที่ได้กินมัน จนบางทีเราลืมไปเลยว่า เราไม่อาจอิ่มจากการกิน appetizer ได้ จริงๆมันยังมีอาหารหลักที่รอเสริ์ฟอยู่อีก เป็นการเตือนเรา เวลาที่เราปักใจเชืีออะไรสักอย่าง อย่าโหมกระหน่ำจนไม่เปิดตามองโลก เพราะบางทีโลกที่เรายึดอาจเป็นการก้มมองกระดาษอยู่แผ่นเดียวก็เป็นได้ " Weena Stylecoach 


ตอนนี้เมืองไทยรณรงค์เรืี่องการอ่าน เพราะจากสถิติที่ค่าเฉลี่ยคนไทยเราอ่านเป็นบรรทัดต่อปี เขาก็ตั้งเป้าให้เป็นเล่ม 10-15 เล่มต่อปี หลายคนแพ้ทางกับการอ่านมาก เห็นหนังสือก็ตาปรือแล้ว บางทีเราอาจยังค้นไม่พบหนังสือที่ชอบก็ได้ คำแนะนำ อย่าหยุดอ่าน หาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ ... ในมุมมองของตัวเอง ก็ถือว่าเป็นการเริ่มที่ดี แต่คำถามคือไม่ว่ากี่เล่มที่อ่าน สำคัญคือ อ่านอะไร เหมือนบริษัทตั้ง kpi ในการอบรมว่า มีคนผ่านการอบรมจำนวนเท่าไหร่ ทำไมไม่ตั้งว่า อบรมมาแล้วเกิดผลลัพธ์ที่ดีอย่างไรต่อบริษัทจากเรืรองที่อบรม บางทีส่วนงานอาจรู้สึกถึงความเสี่ยงและกลัวตก kpi เราก็เลยได้แต่ตัวเลข แล้วก็หลอกตัวเองว่าทำได้้แล้ว 
you are what eat อ่านอะไรก็ได้อย่างนั้น อาจารย์ท่านหนึ่งเคยแนะว่า หนังสือที่อ่าน ควรมี 3 ประเภท คือ หนึ่ง อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับสิ่งที่ทำอยู่ เพื่อเพิ่มมุมมองในด้านนั้น สอง อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง เพืีอให้ตัวเองมีความเข้าใจตัวเองและผู้อื่นให้มากขึ้น สาม หนังสือธรรมะ เพื่อให้เข้าถึงหลักการใช้ชีวิตและดำรงอยู่ ... แท้ที่จริงความรู้จากการอ่าน ไม่ใช่สิ่งที่บอกผลลัพธ์ใดๆ มันเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น จนกว่าคนที่อ่านนั้นจะเข้าใจและนำความรู้ที่ได้ไปทำ จนกระทั่งขีวิตพบทางที่ดีขึ้น ... ความรู้ไม่ได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่การกระทำที่เกิดจากความรู้นั่นต่างหากที่ใช่ " Weena Stylecoach 

จาที่มีโอกาสได้ฟังการ Present งาน หลากหลายตั้งแต่ top executive ไปจนกระทั่งพนักงาน สิ่งหนึ่งที่เห็นที่ทำให้เกิดความแตกต่างมาก ไม่ใช่เกิดจากเนื้อหาที่นำเสนอ แต่มันคือความมั่นใจในตัวเอง และต่อสิ่งที่จะนำเสนอ, ความรู้สึกที่มีต่อตัวเองที่นำเสนอออกมา, ความภาคภูมิใจในตนเอง, ทัศนคติที่เขามีต่อตนเอง ซึ่งเป็นเรื่อง soft side เสียส่วนใหญ่ที่ทำให้เราแตกต่าง ถึงแม้พวกเขาจะไปศึกษาเทคนิคการนำเสนอที่สุดยอดอย่างไร แต่ถ้ายังไม่เข้าถึง soft side ของตัวเอง เทคนิคนั้นก็เป็นเรื่องที่รู้ แต่เข้าไม่ถึง. " Weena Stylecoach 
เวลาที่จะนำเสนอ พวกเรามักทุ่มเทความพยายามในการใส่เนื้อหา อัดแน่น ด้วยความหวังให้คนฟังเกิดความเข้าใจเรืีองที่เราอยากจะนำเสนอ สไลด์ก็จะเต็มไปด้วยตัวหนังสือ พิมพ์เต็มหน้า แล้วก็อ่านสไลด์นั้นเพื่อสื่อความตั้งใจเต็มที่ แท้ที่จริงสิ่งที่ควรทำให้เกิด คือ ขั้นตอนแรก ทำให้คนฟังสนใจคนที่จะพูดหรือสิ่งที่จะพูดก่อน ถ้าไม่เกิดความสนใจหนึ่งในสองส่วนนี้ อย่าหวังว่าเขาจะมาพยายามเข้าใจอะไร เทคนิค คือ ก่อนที่จะเตรียมสไลด์ ก่อนที่จะคิดใส่อะไรลงไป ลองมานั่งฝั่งคนที่ฟัง จินตนาการดูว่า ถ้าเราเป็นพวกเขา อยากเห็นอะไร อยากฟังอะไร อยากให้การนำเสนอเป็นอย่างไร ... ดีกว่า มาได้ยินนอกห้อง คนที่ฟังคุยกันว่า เมื่อกี้เขาพูดเรื่องอะไรน่ะ? !!!! " Weena Stylecoach