เหตุผลที่พวกเราหลายคนยังดำเนินชีวิตต่อไป โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อความขัดแย้งกันนี้ เนื่องมาจากไม่รู้ตัวว่าความขัดแย้งนั้นมีอยู่ในตัว ถ้าต้องการช่วยใครสักคน แทนการชี้ว่าเขาผิดหรือทำอะไรที่ขัดแย้งในตัว ให้ใช้วิธีตั้งคำถามที่ให้เขาตระหนักถึงคขามขัดแย้งนั้นเอง เพราะความกดดันจากภายนอก จะทำให้เขาอยากต้านกลับ แต่ที่มาจากภายในยากที่จะต้านได้
ความกดดันเป็นเครื่องมือที่มีค่ามากเหลือเกินที่เราสามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ 'ความสะดวกสบายก่อให้เกิดสนิม'หากคุณยังไม่ถึงจุดที่เบื่อหน่ายต่อรูปแบบพฤติกรรมเก่าๆแล้ว จะไม่เกิดแรงขับใดๆ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับว่ามนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองต่อความกดดัน
กุญแจสำคัญในการสร้างความคงเส้นคงวาในอารมณ์และพฤติกรรมของเรานั้น คือการฝึกทำจนอยู่ตัวแบบอัตโนมัติ
แรงจูงใจให้กับพนักงานที่บริษัทส่วนใหญ่ใช้มี 3 แบบคือ 1) การให้แรงเสริมเชิงลบ ได้แก่การใช้ความกลัวการลงโทษเป็นแรงขับ การทำเช่นนี้ได้ผลในระยะสั้นไม่ใช่ระยะยาว เพราะในที่สุดผู้คนจะเริ่มต่อต้านเพราะทนอยู่กับความกลัวมาเป็นเวลานาน (ต่อ)2) การใช้เงินเป็นแรงจูงใจ แม้ว่าสิ่งนี้จะได้ความซาบซึ้งใจทว่าประสิทธิผลก็มีระยะเวลาจำกัดเช่นกัน มันจะมีจุดหนึ่งที่ผลที่ได้รับกลับมาลดน้อยถอยลง และสิ่งนี้ไม่สามารถดึงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น จริงแล้วหากมีการส่งเสริมด้วยเงิน ผู้คนก็จะเริ่มคาดหวังว่าเขาจะต้องได้รับทันที เมื่อทำอะไรที่มีคุณค่ามากๆ พวกเขาจะทำงานเพื่อตอบแทนเพียงอย่างเดียวและจะไม่ทำหากไม่ได้มัน 3) วิธีที่ดีที่สุดในการจูงใจผู้คนคือ การพัฒนาบุคคล ด้วยการสนับสนุนให้พนักงานเพิ่มสิ่งดีให้กับตัวเอง พวกเขาจะรู้สึกหลงใหลใฝ่ฝันและเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างสิ่งต่างๆที่ดีขึ้นกับชีวิตของตน ผู้คน และการงาน สิ่งนี้ทำให้เขาอุทิศมากขึ้น พวกเขาทำออกมาจากความรู้สึกภูมิใจแทนที่จะมาจากความรู้สึกกดดันภายนอก
หากคุณให้การส่งเสริมแก่พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งทุกครั้งที่คุณทำได้ ในที่สุดรางวัลของคุณจะไม่มีประสิทธิผลและไม่ได้รับความซาบซึ้งใจอีกต่อไป สิ่งหนึ่งที่เคยเป็นสิ่งพิเศษและเป็นความประหลาดใจอันรื่นรมย์จะกลายเป็นความคุ้นเคยที่ถูกคาดหวังไว้แล้วล่วงหน้า