สิ่งที่มากับการบรรลุความสำเร็จ ก็คือ ความรู้สึกถึงคุณค่าในตัวที่ใหญ่และสูงขึ้น ความสงบสุขทางใจ คุณไม่สามารถยอมพลาดประสบการณ์นี้ได้ แต่คุณก็จะพลาดมันไป หากคุณโยนเวลาจำนวน 250 ชั่วโมงของเวลาหลักในการเรียนรู้นี้ในแต่ละปีทิ้งไป คุณสามารถกลายเป็นบุคคลที่มีพลังใจสูงที่สุด มีความรู้มากที่สุดในสาขาอาชีพของคุณ แค่เพียงการอ่านหนังสือ 1 ชั่วโมงต่อวันและฟังเทประหว่างการเดินทางของคุณ
'การอ่านคนอื่น' เป็นอีกวิธีที่จะเรียนรู้ได้ มีโอกาสมากมายทุกวันที่จะเรียนรู้จากผู้อื่น ค้นหาคนที่มีความรู้ คนที่สำเร็จ เขาเหล่านั้นจะดีใจมากที่มีโอกาสที่จะได้แบ่งปันความรู้กับคุณ ดังที่วิลเลี่ยม แชนนิ่งกล่าวไว้ว่า 'ทุกคนเป็นหนังสือเล่มหนาๆเล่มหนึ่ง หากคุณเรียนรู้ที่จะอ่านจากเขา'
ข้อเท็จจริงที่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จต้องการจริงๆที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ อาจเป็นแนวคิดที่ยากจะยอมรับ โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้น คุณต้องเข้าใจว่าการขอคำแนะนำจากคนอื่น เป็นการชมอย่างจริงใจที่สุดที่คุณสามารถให้พวกเขาได้ เมื่อคุณเสาะแสวงหาคำแนะนำจากคนอื่น ก็เท่ากับคุณให้การยกย่องว่าพวกเขามีความรู้และความชำนาญที่พิเศษไม่เหมือนใคร คนอื่นๆเหล่านั้นจะรู้สึกว่าได้รับการยกย่องชื่นชมที่คุณคิดว่าพวกเขามีบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่าจะอุทิศให้ ด้วยการให้คุณค่าสูงในสิ่งที่พวกเขารู้ย่อมเท่ากับคุณกำลังให้คุณค่าสูงในสิ่งที่พวกเขาเป็น การอ่านคนอื่นเป็นขั้นตอนที่เป็นกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ไม่จำเป็น และเอื้อมถึงศักยภาพอันเต็มเปี่ยมได้รวดเร็วขึ้นมากมายหลายเท่า จงจำไว้ว่า การสมหวังในตัวเอง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยปราศจากการปรับปรุงตนเอง
ไม่มีใครจะสั่งให้ใครพัฒนาตัวเองได้ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะก้าวหน้าในสายอาชีพอยู่แล้ว หรืออยู่ล้าหลังก็ตาม มันเป็นเรื่องการทำเพื่อตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ต้องแลก ไม่มีใครทำให้คุณได้
ความสุขไม่ใช่บางสิ่งที่มาหาคุณโดยบังเอิญ มันมาสู่คุณโดยการเลือก ความสุขจะต้องถูกเก็บเกี่ยวโดยแรงพยายามอย่างมีจุดมุ่งหมาย และทำให้กลายเป็นนิสัยทางจิตใจ มีแง่มุมที่น่ารื่นรมย์และไม่น่ารื่นรมย์เสมอในชีวิตประจำวันของคุณ ที่จะตัดสินว่าจะมองแง่ดีหรือแง่ร้าย แต่หากคุณรอคอยให้ความคิดที่ไม่น่ารื่นรมย์ทั้งหมดที่คุณสามารถคิดออกหายไปก่อน ที่จะยอมให้ตัวเองมีความสุขแล้วล่ะก็ คุณจะต้องรอคอยไปจนวันตาย ความสุขมาสู่บุคคลที่ให้การแปลความหมายที่ดีที่สุดแก่เหตุการณ์ มันมาสู่บุคคลที่เลือกที่จะมองแง่ดีเกือบตลอดเวลา ดังที่ แอล พี แจ็ค นักปรัชญาชาวอังกฤษกล่าวไว้ว่า 'คนมองแง่ร้าย มองเห็นความยากลำบากในทุกโอกาส ส่วนคนมองแง่ดีมองเห็นโอกาสในทุกๆความยากลำบาก'
เราได้เห็นว่าเด็กๆหลายคน ผู้ซึ่งเสาะหาความรักและความเอาใจใส่โดยธรรมชาติ ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นให้กลัวคำล้มเหลวและกลัวการปฏิเสธ พวกเขาถูกบังคับผ่านแนวทางทั้งที่ฉลาดและไม่ฉลาดนัก ให้ยอมทำตามมาตราฐานของผู้ใหญ่ ที่จะแสดงพฤติกรรมในลักษณะที่ไม่มีความสร้างสรรค์ พวกเขาถูกบอกว่าต้องทำอะไร และจะต้องทำมันเมื่อไหร่และอย่างไร บ่อยครั้งพวกเขาไม่ได้รับการสนับสนุนกำลังใจให้ตั้งคำถาม ให้สำรวจเส้นทางใหม่ๆ หรือทำให้สมใจกับความใคร่รู้ตามธรรมชาติ พวกเขาได้รางวัลจากการยอมทำตามด้วยบรรทัดฐานและการยินยอมตาทกฎต่างๆ ซึ่งมีลักษณะแบบยอมจำนนในแบบที่ลดความเป็นมนุษย์ในลักษณะหนึ่ง ในกระบวนการนั้น พวกเขาสูญเสียความเป็นธรรมชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบที่เป็นนักคิดที่ไม่ต้องพึ่งใคร
ผู้ใหญ่หลายคนทำให้การโปรแกรมตั้งแต่เยาว์วัยปรากฏจริงด้วยการคิดอย่างไม่ยืดหยุ่น และทัศนคติที่ตรึงแน่นกับความคิดเดิม ผู้คนที่ถูกตัดออกจากความสร้างสรรค์ของตนเองมีแนวโน้มที่จะรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ยืดหยุ่น และไร้จินตนาการ พวกเขามองสิ่งต่างๆในลักษณะสุดโต่ง กล่าวคือ ไม่ถูกก็ผิด ไม่ขาวก็ดำ เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว พวกเขาไม่สามารถกระทำการคิดแบบเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เลียนแบบใคร พวกเขาไม่เข้าสู่ปัญหาในลักษณะสร้างสรรค์ พวกเขาคิดอย่างนิสัยเดิมๆและยึดติดกับสถานภาพเดิมๆ
โชคดีที่ความสร้างสรรค์ไม่สูญหายไปไหน มันเพียงเข้าไปสู่ที่ซ่อนและกบดานอยู่ จากการขาดการนำไปใช้ มันสามารถเอากลับมาใหม่และทำให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งได้ตามประสงค์ คุณจำเป็นต้องทำเพียงแค่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า คุณยังครอบครองสิ่งที่คุณได้รับมาตั้งแต่กำเนิด ได้แก่ ปัญญา ความเฉลียวฉลาด ความสร้างสรรค์ ที่สามารถประกอบขึ้นเป็นความอัจฉริยะ ความเป็นอัจฉริยะเป็นความสามารถที่จะทำให้สิ่งธรรมดาปรากฎเป็นนวนิยาย สิิ่งที่ซับซ้อนให้เป็นสิ่งง่าย การรวมรูปแบบที่รู้จักแล้วให้กลายเป็นรูปแบบที่ไม่รู้จักมาก่อนหน้า เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของความเป็นอัจฉริยะ
อับราฮัม มาสโลว์ กล่าวไว้ว่า 'หากคุณปักหลัก ลงตรงที่ระยะที่น้อยกว่าที่คุณสามารถเป็นได้ คุณก็จะไม่มีความสุขไปชั่วชีวิต'