weenalovecookie

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

Think like a winner 11

นักคิดบางคนยึดมั่นสุดๆ แบบไม่ยืดหยุ่น ได้แก่ผู้คนที่ไม่สามารถปรับตัว หรือไม่ยอมรับคนอื่นที่สามารถทำได้ บ่อยครั้งพวกเขาได้การคิดแบบแคบๆมาจากการฝึกอบรมเชิงวิชาชีพ หรือประสบการณ์ในงานที่เคยทำ แล้วเหมารวมว่านี่คือที่สุดแล้ว ปิดใจในการเปิดรับความคิดใหม่แบบล็อคประตู พอแค่นี้ คนกลุ่มนี้ อาทิ นักกฎหมาย นักบัญชี นายทหาร ราชการ หรือผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจ พวกเขามีแนวโน้มที่จะเป็นกลุ่มที่ไม่มีจินตนาการมากที่สุด พวกเขาต่างมีรูปแบบที่ตนเองยอมรับ ขั้นตอนการทำทุกอย่าง ทางเลือกเดิมๆ จึงไม่น่าประหลาดใจที่คนกลุ่มนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเวลาผ่านไป การประดิษฐ์คิดค้นอะไรใหม่ๆ ไม่่ลักษณะเด่นของพวกเขา

การให้ออกไปในแนวทางการบริการที่มอบให้แก่ผู้อื่นนั้น คือ ปัจจัยส่งผลที่เป็นกุญแจว่า เราจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราตามหาอย่างไร รางวัลที่คุณได้เป็นสัดส่วนโดยตรงกับสิ่งที่คุณให้ออกไปเสมอ หากคุณต้องการเพิ่มมูลค่าของรางวัลแล้ว มันต้องมาจากการที่เราเพิ่มคุณค่าในการที่เราบริการให้คนอื่นไป จะมีแต่คนที่ไร้ปัญญาและแสวงโอกาสเสมอ ที่จะพยายามออกแรงให้น้อยที่สุด หรือหนักไปกว่านั้นคือ พยายามที่จะได้บางสิ่งโดยไม่แลกด้วยอะไรเลย พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า 'ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่คนหว่าน เขาก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น' หากมันง่ายที่จะได้รางวัลทั้งหมดที่คุณแสวงหา โดยไม่ต้องทำงานแล้ว เราเองก็จะไม่เห็นคุณค่าและอาจจะไม่ต้องการมันด้วยซ้ำ

การบริการ เป็นค่าเช่าที่คุณต้องจ่าย เพืีอพื้นที่ซึ่งคุณเป็นเจ้าของบนโลกนี้

ต่อเมื่อคุณได้รับความเป็นเลิศในสาขาอาชีพที่คุณเลือกแล้วเท่านั้น ที่คุณจะสามารถหวังว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในชีวิต สิ่งใดที่น้อยกว่าความเป็นเลิศ คุณก็จะไม่สามารถหวังที่จะไปถึงศักยภาพเต็มของคุณได้

มีเส้นที่แบ่งที่สุดระหว่างผู้บรรลุผลสำเร็จระดับสูงและบุคคลที่เหลือในกลุ่ม โอลิมปิกเกม ความแตกต่างระหว่างผู้ได้รับเหรียญทองและผู้ที่เข้าที่สี่ในการวิ่งลมกรด 100 เมตร มักจะน้อยกว่าสองส่วนสิบของวินาที ดังนั้น ระยะที่ชนะกัน มีแค่เพียงน้อยมากหรือเศษของวินาทีเท่านั้นในนาฬิกาจับเวลา ความแตกต่างขนาดเล็กสร้างความแตกต่างทั้งหมดในโลก โดยไม่เลือกว่าคุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่

ผู้แสดงผลงานการปฏิบัติระดับสูงสุดไม่ได้กลายเป็นบุคคลที่โดดเด่นด้วยความบังเอิญ ทว่าพวกเขามุ่งมั่นทุ่มเทที่จะเรียนรู้ทักษะต่างๆและหาความรู้ที่จำเป็นเข้าตัวเพื่อทำตัวให้เป็นเลิศ พวกเขาเป็นคนทุ่มเทกายใจซึ่งมีความสุขกับสิ่งที่ตนทำ พวกเขาไม่ได้'ทำงาน'ในอาชีพตนเองจริงๆอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำหรอก งานสามารถถูกกำหนดนิยามว่าเป็นการต้องทำบางสิ่ง เมื่อคุณอยาทำอย่างอื่นมากกว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณเรียกมัน ความเป็นเลิศสื่อถึงแรงงานแห่งความรัก เป็นความมุ่งมั่นทุ่มเทสุดตัวที่จะปฏิบัติในระดับสูงที่สุดของคุณ

เราต่างก็ต้องการที่จะเด่นเป็นพิเศษในบางด้าน เราต่างต้องการที่จะมองในกระจกตอนเช้าแต่ละวัน และสามารถพูดว่า 'ฉันเป็นเลิศในสิ่งที่ฉันทำ'นี่คือกุญแจสู่การชอบและนับถือตนเองในระดับสูง ความนับถือตนเองที่แท้จริงอยู่ที่การรู้ว่าคุณเก่งในสิ่งที่คุณทำ ผู้คนที่คิดว่าพวกเขาไม่เก่งในสิ่งใดเลยสามารถรู้สึกได้เพียงแค่ว่าตนด้อยและไม่มั่นคงเมื่ออยู่ในกลุ่มคนอื่นๆ ที่คิดในทางสูงเกี่ยวกับตนเอง หากคุณเชื่อว่าคุณไม่เก่งในบางสิ่งแล้ว คุณจะไม่สามารถมีวันที่จะชอบ เคารพ และยอมรับตัวเองว่ามีค่าและเป็นบุคคลที่สมควรได้รับสิ่งดีๆ คุณจะยอมรับข้อจำกัดๆของตัวเอง เล็งต่ำในชีวิต และพยายามที่จะให้มันผ่านๆไปกับความเขินอายที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 'คุณภาพของชีวิตของบุคคลหนึ่งเป็นสัดส่วนตรงกับความมุ่งมั่นทุ่มเทต่อความเป็นเลิศของเขา โดยไม่เลือกว่าจะเป็นสาขาชีพที่เขาเลือก'

คุณมีความรับผิดชอบสำหรับการค้นพบและพัฒนาความสามารถพิเศษและความสามารถทั่วไปที่ไม่เหมือนใคร ไม่มีใครพอเกิดมาก็มีคุณสมบัติและอุปนิสัยใจคอที่จำเป็นซึ่งได้รับการพัฒนาจนเต็มที่แล้ว เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ หากปล่อยไว้กับโชค คุณจะพัฒนาแนวทางที่ออกมาตามธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ คอยหน่อย เดี๋ยวก่อน และมันก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นเลย แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้ หากคุณเลือกที่จะกระทำ คุณควรจะไม่มีวันทิ้งการพัฒนาศักยภาพทั้งมวลของคุณไว้กับโชคหรือความบังเอิญ

จงอย่ายอมรับภาพที่ว่า มันน่าจะดีที่จะมี'สักวันหนึ่ง' หรือที่ว่าคุณจะพิจารณาพวกมัน เมื่อคุณเจอเวลา 'เพียงพอ' 'งานที่ถูกต้อง หรือโอกาสที่ใช่' คุณต้องใช้ชีวิตกับความเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันที่เปี่ยมค่า เพราะว่านี่คือที่แห่งเดียวที่จะพบความสุขได้ จงตัดสินใจที่จะทำให้ทักษะแต่ละอย่างเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพของคุณที่ทุ่มเทลงไปในผลการทำงานในปัจจุบันของคุณ