weenalovecookie

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

The 3rd Alternative by Stephen R Covey

ปัญหาอยู่คู่กับการใช้ชีวิตของทุกคน ทั้งในระดับส่วนบุคคล เช่น ปัญหาส่วนตัว ครอบครัว การงาน หรือระดับโลก ถึงแม้ทางออกของปัญหาจะมีหลายทาง แต่ไม่ใช่ทุกทางออกจะสร้างความพอใจให้ทุกฝ่ายได้ เพราะหลายครั้งที่มันนำมาซึ่งความสูญเสีย ความเจ็บปวด และความร้าวรานใจ อีกทั้งร้อนหนาวที่ผ่านมาถึงแม้จะมากมาย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เรา แก้ปัญหาอะไรได้ดีขึ้นกว่าที่เคยทำ มันเพียงแต่ช่วยให้เราทำใจยอมรับเรื่องต่างๆได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

ปัญหายิ่งใหญ่ของเรา จะไม่มีทางแก้ไขได้ หากใช้วิธีคิดเหมือนกับตอนที่เราก่อปัญหานั้นขึ้นมา " ไอน์สไตน์

ความจริงเพียงครึ่งเดียว ในที่สุดแล้วย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งในตัวเอง กับความจริงที่ตรงกันข้ามอีกครึ่งหนึ่ง". ดี เอช ลอว์เรนซ์

การร่วมมือแบบพลังทวี หรือ Synergy ต่างจากการประนีประนอม เพราะในการประนีประนอม 1+1 มีค่าเท่ากับ 1.5 ทุกฝ่ายต้องยอมสูญเสียบางอย่าง แต่พลังทวี synergy นั้น 1+1 มีค่าเป็น 10, 1,000 หรือมากกว่านั้น เพราะพลังทวีไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขข้อขัดแย้ง แต่อยู่เหนือข้อขัดแย้ง ก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สิ่งใหม่ๆ พลังทวีประเสริฐกว่าทางของคุณ หรือทางของฉัน เพราะมันเป็นวิถี 'ของเรา'. The 3rd Alternative by Stephen R. Covey

เมื่อมนุษย์ประดิษฐ์กระจกเงาขึ้น มนุษย์ก็เริ่มสูญเสียจิตวิญญาณของตนเองไป มนุษย์เริ่มกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์มากกว่าตัวของตัวเอง ดังนั้นมนุษย์จึงหลอกตัวเองให้เป็นไปตามภาพลักษณ์ทางสังคม

ในสังคมเรามีคนกลุ่มใหญ่ คนที่ไม่รู้สึกคาดหวังอะไรกับใครมากนัก พวกเขามักทุ่มเทอย่างมากในงานที่ทำอยู่ปีแล้วปีเล่า แต่กลับทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและใช้ศักยภาพของตนเพียงน้อยนิด งานของพวกเขาคือไปทำงานและปฏิบัติหน้าที่แบบหุ่นยนต์กลไกให้งานเสร็จไป ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงโลกหรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ พวกเขาเป็นผู้เล่นที่ดี แต่ไม่ใช่ผู้พลิกเกม

คนกลุ่มหนึ่ง ยึดความคิดของตน และมักจะมองไม่เห็นผู้อื่นในซานะว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง พวกเขาจะไม่ให้คุณค่ากับความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากของตน ทั้งยังไม่พยายามจะทำความเข้าใจอีกด้วย เขาอาจแสร้งทำเป็นรับฟังผู้อื่นตามมารยาททั้งที่ไม่ได้อยากฟังแต่อย่างใด เขากระหายที่จะรวบรัดตัดความ คนเหล่านี้ขุ่นเคือง เพราะรู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกว่าอาณาเขต ภาพลักษณ์ และอัตลักษณ์ของตนอยู่ในความเสี่ยง ท้ายที่สุด พวกเขาจะจัดการกับความคิดเห็นที่แตกต่างด้วยยุทธวิธี 'ค้นหาและทำลาย' สำหรับคนเหล่านี้ 1+1 มีค่าเท่ากับ 0 หรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ การร่วมมือแบบ synergy ไม่สามารถงอกงามได้ในคนกลุ่มนี้

เราไม่มีทางเห็นตัวเองได้ครบถ้วน เวลาส่องกระจก เราจะเห็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวเรา เราต่างมีจุดบอด แม้จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

คนที่เห็นตัวเองอย่างถ่องแท้ จะเข้าใจถึงความขัดแย้งอันสร้างสรรค์นี้ พวกเขามีข้อจำกัดแต่ว่าไม่ได้ถูกจำกัด คนเหล่านี้ไม่ได้หลงผิดว่าแผนที่ความคิดของพวกเขาคือเขตแดนจริง พวกเขารู้ดีว่าพวกเขามีจุดบอด แต่ขณะเดียวกันก็มีศักยภาพไร้ขีดจำกีด ดังนั้น พวกเขาจึงอ่อนน้อมถ่อมตนและมั่นใจในขณะเดียวกัน

ความขัดแย้งส่วนมากเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจเรืีองของตัวเองที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว เช่น คนที่มั่นใจตนเองเกินไปจะขาดความตระหนักในตนเอง ลืมไปว่ามุมมองของตนมีข้อจำกัดเสมอ แต่ยืนกรานจะใช้วิธีการของตัวเอง พวกเขาจึงได้รับผลเสียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และมักจะทำร้ายจิตใจคนอื่นๆไปด้วยในระหว่างนั้น ในอีกทางหนึ่ง คนที่ติดอยู่กับข้อจำกัดของตนเองจะกลายเป็นคนที่พึ่งตัวเองไม่ได้ พวกเขาจะมองเห็นตัวเองเป็นผู้เคราะห์ร้ายและพลาดโอกาสสร้างคุณประโยชน์ทั้งๆที่มีความสามารถจะทำได้

ในความขัดแย้งนี้มีความสร้างสรรค์ เพราะคนที่ตระหนักว่าตนเองไม่มีคำตอบเท่านั้นที่จะเดินหน้าหาคำตอบ และมีแต่คนที่ตระหนักในศักยภาพของตนเองเท่านั้นที่จะกล้าหาญและมั่นใจที่จะเดินหน้าหาคำตอบ

หากเรารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เราจะตระหนักได้ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวละครในเรื่องราวของเราเท่านั้น แต่เรายังเป็นผู้่เล่าเรื่องอีกด้วย เรามิได้เป็นแค่ตัวละครที่ถูกเขียนขึ้น แต่เราเป็นผู้ประพันธ์อีกด้วย

ท่ามกลางสิ่งต่างๆที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เรายังมีอำนาจจะควบคุมเรืีองราวในชีวิตของตนเองได้ เรายังมีสติสัมปชัญญะที่จะเลือกเรื่องเล่าที่เราจะใช้อธิบายความเข้าใจของเรา มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบในการตัดสินใจเลือกและปรับปรุงแก้ไขเรืีองราวหลักของตัวเองอยู่เป็นประจำ