weenalovecookie

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

The 3rd Alternative 2

ในทางกลับกัน เรืีองราวที่เราเลือกมานั้น จะช่วยให้เราตีความโลกที่เราอยู่ได้ เรืีองราวนี้จะชี้แนะให้เราเลือกที่จะใส่ใจบางสิ่งและเพิกเฉยกับบางสิ่ง ชี้แนะให้เราเห็นว่าบางสิ่งน่าเคารพบูชาและบางสิ่งน่ารังเกียจ เรื่องราวเหล่านี้เป็นกรอบกำหนดความปรารถนาและเป้าหมายของเรา ฉะนั้น แม้การเลือกเรื่องราวอาจฟังดูคลุมเครือและต้องใช้สติปัญญาไตร่ตรอง แต่มันมีอำนาจอย่างเหลือล้น อำจานที่ทรงพลังที่สุดที่เรามี คือ อำนาจที่ช่วยเลือกแว่นที่เราใช้ส่องดูความเป็นจริง

ความรู้สึกว่า 'อยู่ในห้วงรัก' เป็นความรู้สึกถูกกระทำโดยแท้ ในขณะที่ความรู้สึกว่า 'รัก'เป็นการกระทำ คำว่า 'รัก'เป็นคำกริยา 'ความรู้สึกรัก'เป็นผลอันหอมหวานของคำกริยา 'รัก' คนเรามีอำนาจที่จะกระทำสิ่งต่างๆที่แสดงถึงความรักให้แก่กันและกัน เช่นเดียวกับที่มีอำนาจในการกระทำสิ่งต่างๆที่แสดงถึงความเกลียดชังต่อกัน พวกเขานั่นแหละที่เขียนบทละครขึ้นมาเอง ไม่ใช่ใครอื่น

ชีวิตของเราคือบทละครที่ล้วนมีปฐมบท และบทละครยังมีมัชฉิมบทและปัจฉิมบทอีกด้วย พวกเราส่วนใหญ่จะอยู่ในระหว่างตอนกลางๆของเรื่อง และเราจะต้องตัดสินใจว่าจะให้ละครจบลงอย่างไร

การมองเห็นผู้อื่นในฐานะที่เป็นคน มิใช่สิ่งของเวลาเรามองดูผู้อื่น เราเห็นอะไรบ้าง เราเห็นปัจเจกบุคคลหนึ่ง เราเห็นเพศ บุคลิกภายนอกของเขา หรือเห็นรสนิยมของเขา เห็นสมาชิกที่อยู่พวกเดียว หรือ คนละพวกกับเรา บางทีเราอาจมองไม่เห็นพวกเขาจริงๆ สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นความคิด และอุปทานของเรา หรือแม้กระทั่งอคติที่เรามีเกี่ยวกับพวกเขา

การมองเห็นผู้อื่นในฐานะที่เป็นคน มิใช่สิ่งของเวลาเรามองดูผู้อื่น เราเห็นอะไรบ้าง เราเห็นปัจเจกบุคคลหนึ่ง เราเห็นเพศ บุคลิกภายนอกของเขา หรือเห็นรสนิยมของเขา เห็นสมาชิกที่อยู่พวกเดียว หรือ คนละพวกกับเรา บางทีเราอาจมองไม่เห็นพวกเขาจริงๆ สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นความคิด และอุปทานของเรา หรือแม้กระทั่งอคติที่เรามีเกี่ยวกับพวกเขา

การมองผู้อื่นในแง่ลบ ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราเหนือกว่า แต่เมื่อใดที่คนเราเริ่มมองตัวเองในทางที่ดีและตามที่เป็นจริง ความคิดในเชิงลบก็จะหายไป จึงเป็นเหตุผลว่า เราต้องมองให้เห็นตัวเองเสียก่อน จึงค่อยมองเห็นตัวตนของคนอื่น

การมองผู้อื่นในแง่ลบ ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราเหนือกว่า แต่เมื่อใดที่คนเราเริ่มมองตัวเองในทางที่ดีและตามที่เป็นจริง ความคิดในเชิงลบก็จะหายไป จึงเป็นเหตุผลว่า เราต้องมองให้เห็นตัวเองเสียก่อน จึงค่อยมองเห็นตัวตนของคนอื่น

เราคิดว่าเราจะสามารถควบคุมผู้อื่นได้ง่ายดายขึ้น โดยลดสถานะพวกเขาลงเป็นเพียงสิ่งของ ด้วยเหตุนี้ บริษัททั้งหลายจึงเรียกลูกจ้างของตนว่า 'ทรัพยากรบุคคล' ราวกับว่า พวกเขาเป็นเพียงหนี้สินรายการหนึ่งในบัญชีงบดุล เช่นเดียวกับภาษี หรือบัญชีเจ้าหนี้ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงประเมินลูกจ้างเฉพาะในด้านหน้าที่การงานเท่านั้น ทั้งที่พวกเขาอาจมีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถแก้ปัญหา ช่างคิดค้น เฉลียวฉลาด และมีพรสวรรค์มากเกินกว่าที่ตำแหน่งงานต้องการ การตีค่าบุคคลเป็นเพียงวัตถุสิ่งของนั้น นับว่ามีค่าเสียโอกาสสูงมาก ไม่มีบัญชีงบดุลใดเลยที่แสดงให้เห็นศักยภาพและความสามารถอันมหาศาลของพวกเขาถูกใส่กุญแจเก็บไว้

วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับคนที่มีความเห็นต่างไป คือการพูดว่า 'คุณไม่เห็นด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้น ขอฟังความเห็นของคุณหน่อย' และจงทำตามที่พูดด้วย

ผู้นำที่ดีที่สุดจะไม่ปฏิเสธหรือกลบเกลื่อนความขัดแย้ง พวกเขากลับมองว่านี่คือโอกาสก้าวไปข้างหน้า พวกเขารู้ดีว่าหากไม่เปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิดหาคำตอบและรับฟังอย่างจริงใจ ก็จะไม่มีการเติบโต ไม่มีการค้นพบ ไม่มีนวัตกรรม และที่แน่นอนคือไม่มีสันติภาพ

แทนที่จะเพิกเฉย ลดตำแหน่ง หรือให้คนที่ไม่เห็นด้วยออกจากงานไป ผู้นำที่ทรงประสิทธิผลจะพูดกับคนๆนั้นว่า 'หากคนที่ฉลาด มีความสามารถและมีความรับผิดชอบอย่างคุณไม่เห็นด้วยกับผมแล้ว มันจะต้องมีบางอย่างในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย ซึ่งผมไม่เข้าใจเลย ผมอยากจะเข้าใจสิ่งนั้น คุณคงมีมุมมองหรือข้อมูลอ้างอิงที่ผมควรจะได้ศึกษาดู

สิ่งที่เรามองเห็น กำหนดสิ่งที่เรากระทำ และสิ่งที่เรากระทำ กำหนดผลที่เราจะได้รับ

อัตลักษณ์ของฉันผูกติดอยู่กับความเห็นของฉัน ความคิดของฉัน สัญชาตญาณของฉัน และอคติของฉันด้วย ด้วยเหตุนี้ กรอบความคิดแบบฉันมองเห็นตัวของฉัน และฉันมองเห็นคุณ จึงต้องเกิดขึ้นก่อน จากการที่มีความรู้สึกมั่นคงลึกๆภายในจิตใจ อันเป็นผลมาจากการมองเห็นตนเอวตามความเป็นจริง การชื่นชมในของขวัญ และการเห็นคุณค่าของทัศนคติที่พิเศษซึ่งมีแต่ฉันเท่านั้น จะเป็นผู้มอบให้ได้ ตรงกันข้ามกับความคิดปกป้องตัวเอฝ ที่อาศัยความรู้สึกไม่มั่นคงและการหลอกตัวเองเป็นอาหารหล่อเลี้ยง และยังลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนที่คิดต่างจากเราลงอีกด้วย