รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
weenalovecookie
▼
วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556
www.weenalovecookie.blogspot.com: ความหมายของชีวิต
www.weenalovecookie.blogspot.com: ความหมายของชีวิต: ความหมายที่แท้จริงของความศรัทธา: ทั้งหมดนี้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การสามารถบรรลุผลสำเร็จในงานต่างๆที่คนอื่นพบว่ายากเย็นแสนเข็ญหรือเป็นไปไม่ได้ ...
ความหมายของชีวิต
ความหมายที่แท้จริงของความศรัทธา:
ทั้งหมดนี้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การสามารถบรรลุผลสำเร็จในงานต่างๆที่คนอื่นพบว่ายากเย็นแสนเข็ญหรือเป็นไปไม่ได้ มีเป้าหมายอยู่สักเท่าไหร่ที่คุณตั้งเอาไว้โดยมีพื้นฐานอยู่ในสิ่งที่เห็นเด่นชัด สิ่งที่คุณมองเห็นได้ สิ่งที่คุณมีอยู่ หรือสิ่งที่คุณคิดว่าสมเหตุสมผล อย่าตั้งเป้าโดยยึดจากสิ่งที่คุณมีอยู่หรือสิ่งที่คุณเคยทำมาก่อน แต่ให้อิงสิ่งที่คุณต้องการและจุดที่คุณอยากจะไปให้ถึงในบั้นปลายเป็นหลัก
ความศรัทธา ไม่ใช่อะไรในเชิงศาสนาหรือที่รู้กันในวงแคบๆ หากเป็นข้อเท็จจริงที่หนักแน่นในิงจิตวิทยาหรือสรีรวิทยา เมื่อคุณเข้าใจว่าสมองและจิตใจทำงานร่วมกันอย่างไร คุณก็จะรู้ว่าความศรัทธา หรือ การเชื่อก่อนที่ตาจะเห็น ก็คือกระบวนการสร้างตามธรรมชาติดีๆนี่เอง แค่เล็งไปยังสิ่งที่คุณต้องการ แล้วก็ยอมให้ข้อมูลที่จะช่วยคุณสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไม่เคร่งเครียด และไม่ต้องบุกบ่าฝ่าฟันได้ผ่านเข้ามา ความจริงนั้นมีอยู่ว่า อะไรก็ตามแต่ที่คุณมองหาอยู่ก็มองหาคุณด้วยในเวลาเดียวกัน ทุกอย่างเริ่มขึ้นด้วย การเชื่ิอก่อนที่ตาจะเห็นแท้ๆเลย
มนุษย์ทุกคนต่างก็มีความปรารถนาโดยกำเนิดที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองให้ถึงขีดสุด ปัญหาก็คิอ ความปรารถนาที่จะเติบโตและก้าวหน้านี้ ทำให้เราไม่เป็นสุขกับการที่สิ่งต่างๆเป็นไป มีความเชืีอหลักๆเกี่ยวกับชีวิตอยู่สามอย่าง ที่กีดกันเราไว้จากการเป็นสุขและความพอใจ
ความเชื่อแรกก็คือ สิ่งที่ฉันไม่มีดีกว่าสิ่งที่ฉันมีอยู่จริงๆ นี่เป็นความเชื่อที่แปรมาจากแนวคิดที่ว่าหญ้าที่อยู่อีกฝั่งของแนวรั้วเขียวชอุ่มกว่าเสมอ
ความเชื่อที่สองคือ การมีมากขึ้นย่อมดีกว่า ไม่ว่าฉันจะมีอยู่้วสักแค่ไหน การมีมากขึ้นย่อมดีกว่าแน่นอน
ความเชื่อที่สาม พอได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ฉันจะเป็นสุข นี่เป็นความจริงอันแท้จริงหรือ
บางทีคุณอาจคิดว่าคนรักใหม่ บ้านหลังใหม่ การมีลูด หรือการหาเงินได้มากขึ้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ ซึ่งในที่สุดคุณก็ได้สิ่งเหล่านั้นมา แต่คุณก็ยังไม่เป็นสุขอยู่ดี เหตุผลมันเรียบง่ายจะตายไป ไม่มีอะไรที่อยู่นอกตัวเราจะมีวันทำให้เราเป็นสุขไปได้ เพราะความสุขคือ ประสบการณ์จากข้างในไปข้างนอก
มีพวกเราอยู่มากเหลือเกินที่ไม่เป็นสุข ไม่ว่าเราจะมีสิ่งโน้นสิ่งนี้อยู่มากมายเพียงไร ดูเหมือนเราจะอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ครอบครองอยู่เรื่อย และเมื่อเราได้ในสิ่งที่ต้องการมาในที่สุด มันก็เหมือนกับเพลง 'is that all there is' แปลได้ว่า ทั้งหมดก็เนี่ยเหรอ!! เราคิดว่าพอจรวดพุ่งออกไป ชีวิตก็จะสมหวังเป็นที่สุด แต่แล้วความผิดหวังก็บังเกิด เพราะรู้สึกว่ายังมีอย่างอื่นขาดหายไปอีก
สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการยอมรับจุดที่คุณยืนอยู่ในตอนนี้ และรื่นรมย์กับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วก็คือ การที่คุณสามารถมีจิตใจที่สงบสุข มีสันติสุข และมีความเบิกบานยินดีได้ตอนนี้ แบบเดียวกับที่คุณคิดว่าตัวเองจะรู้สึกเมื่อไปถึงจุดที่อยากจะไปได้ในที่สุด นี่คือข้อความที่สำคัญที่สุด การอยู่กับปัจจุบันไม่ได้หมายความว่า คุณแค่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่และเลิกสร้างไปเสียเฉยๆ มันแค่หมายความว่า คุณมีสิ่งที่ตัวเองต้องการในระดับ 'การเป็น' อยู่แล้ว และที่ระดับของการเป็นในจุดที่คุณอยู่ ณ ขณะนี้ คุณได้ประสบความสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว
ชีวิตไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการ 'ได้':
ชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นมีแต่การ 'ได้' อะไรบางอย่างมา แต่ความจริงก็คือ มันไม่มีอะไรให้ได้หรอก ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือ 'การเป็น' การเป็นจะก่อให้เกิดผลลัพธ์บั้นปลายขึ้นมาเอง มันจำเป็นสุดๆที่คุณจะเข้าใจว่าส่วนที่เป็นการทำ และการมีในชีวิตของคุณไม่ใช่สิ่งที่กำหนดคุณภาพของชีวิต แง่มุม 'การเป็น' ต่างหากล่ะที่เป็นตัวกำหนด 'คุณเป็นใคร' การรับรู้อย่างมีสติถึงการเป็นของคุณ นี่เองที่จะควบคุมสิ่งที่เกิดกับคุณ
เวลาที่เรามุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหาและพยายามทำอะไรดีๆขึ้น จะมีสิ่งที่น่าสนใจมากๆเกิดขึ้น นั่นคือ คุณมองไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ฉะนั้นหนทางเดียว ที่จะได้พบกับความสุขและความพึงพอใจก็คือ การรื่นรมย์กับสิ่งที่คุณมีอยู่ในตอนนี้ ไม่ได้บอกว่า คุณไม่ควรตั้งเป้าหมายหรือวางแผน แต่คุณควรยินดีปรีดาไปกับชั่วขณะปัจจุบัน เพราะนี่คือทั้งหมดที่คุณมี 'จงสร้างสำหรับวันพรุ่งนี้ แต่ใช้ชีวิตอยู่ในวันนี้และเพื่อวันนี้'
เรามีทางเลือกอยู่แค่สองอย่างในชีวิต อย่างแรกคือ การรื่นรมย์ไปกับสิ่งที่เรามีอยู่ในวันนี้ อย่างที่สองก็คือ การร้อนรนกระวนกระวายเกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่มี และมุ่งสนใจอยู่กับวันพรุ่งนี้โดยหวังว่ามันจะดีขึ้น ไม่มีทางทางเลือกใดอื่นแล้ว
วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556
www.weenalovecookie.blogspot.com: ยอมให้คนอื่นเป็นครู
www.weenalovecookie.blogspot.com: ยอมให้คนอื่นเป็นครู: ยอมให้คนอื่นเป็นครู: บางครั้งข้อมูลที่เราต้องการก็เข้ามาทางคนอื่น มันอาจมาในรูปของคำแนะนำหรือแม้แต่คำวิจารณ์เสียๆหายๆอย่างไรก็ตาม ถ้าเรามี...
ยอมให้คนอื่นเป็นครู
ยอมให้คนอื่นเป็นครู:
บางครั้งข้อมูลที่เราต้องการก็เข้ามาทางคนอื่น มันอาจมาในรูปของคำแนะนำหรือแม้แต่คำวิจารณ์เสียๆหายๆอย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีความนับถือตัวเองหรือเห็นคุณค่าของตัวเองแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราก็จะไม่สามารถยอมรับคำแนะนำต่างๆ หรือรับมือกับคำวิจารณ์จากคนอื่นได้ การตอบสนองของเราจะเป็นกสนปกป้องตัวเอง
ความผิดพลาดที่เราทำเอาไว้ก็คือ เวลาที่เรายอมรับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง เราจะปิดกั้นอย่างอื่นไปหมด นั่นเป็นเพราะการนับถือตัวเองหรือ การเห็นคุณค่าตัวเองของเรามันไม่แข็งแกร่งพอ ที่จะยอมรับข้อมูลจากคนอื่นนั่นเอง
กี่ครั้งกี่หนกันที่คุณเคยพูดว่า 'อย่ามาบอกฉันว่าต้องทำยังไงเชียว ฉันอยากทำด้วยตัวเอง ' แต่สิ่งที่คุณบอกออกมาจริงๆก็คือ 'ฉันไม่อยากให้เธอทำให้ฉันดู เดี๋ยวเธอเป็นได้ดูฉลาดกว่าหลักแหลมกว่าฉันพอดี ความที่ฉันมีความนับถือตัวเองอยู่เพียงน้อยนิด มันจึงสำคัญที่ฉันจะดูเหมือนกับรู้ อยู่ตลอดเวลา'
เราต้องยอมให้คนอื่นเป็นครูให้กับเรา นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกอย่างที่พวกเขาบอก แต่มันเป็นประโยชน์ต่อเราที่อย่างน้อยก็ฟังพวกเขา เพื่อจะได้ดูว่าสิ่งที่พวกเขาพูดออกมามีค่าบ้างหรือเปล่า มันไม่สำคัญหรอกว่าใครช่วยคุณหรือชี้ช่องทางให้กับคุณ สิ่งเดียวที่สำคัญก็คือผลลัพธ์ในบั้นปลาย การตอบสนองที่ดีคือ 'ถ้าคุณบอกฉันได้ว่า จะไปถึงที่นั่นให้ง่ายขึ้น ดีขึ้น หรือเร็วขึ้นได้อย่างไร งั้นฉันก็อยากเรียนรู้จากคุณ'
เมื่อคุณคิดไม่ออกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการมาได้อย่างไง มันไม่ใช่เพราะคุณโง่เง่าเต่าตุนหรอก แต่เป็นเพราะคุณเคยชินกับการไม่มองให้ไกลกว่าระดับการรับรู้ในปัจจุบัน สำหรับโลกธุรกิจ มันจะมีความโน้มเอียงที่จะยึดติดอยู่กับวิธีการต่างๆที่ทำจนเป็นธรรมเนียม เวลาที่เราใช้การคิดแบบนี้และยึดติดกับวิถีที่เคยเป็นมา เราจะปิดหูปิดตาตัวเองจนมองไม่เห็นว่ามันอาจเป็นไปได้ในแบบไหนบ้าง
เรื่องท้าทายอีกเรื่อง คือ การชักนำให้คนอื่นเชื่อว่าพวกเขาทำได้มากกว่าที่ตัวเองประเมินไว้ บางทีคุณอาจจะเห็นว่าลูกของคุณมีศักยภาพ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย ถ้าพวกเขาเอง ไม่อาจมองเห็นมัน คุณอาจจะเห็นถึงความเก่งกาจของลูกจ้างหรือคนรัก อต่มันจะไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง นอกเสียจากว่าพวกเขาจะมองเห็นมันด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะพวกเขาต้องทำไปตามความเป็นจริง อย่างที่พวกเขารับรู้ไว้นั่นเอง
หาคน 'ทำได้'มาห้อมล้อมคุณไว้:
จงมองดูผู้คนในชีวิตที่บอกคุณว่า 'โอ๊ย ทำไม่ได้หรอก' 'ไม่มีทางเลย'หรือ'ฉันมองไม่เห็นเลยว่าจะทำได้อีท่าไหน' คุณจะยอมให้คนเหล่านี้มาตัดสินว่าคุณทำไม่ได้หรือเปล่าล่ะ หลักๆก็คือ คุณจะยกอำนาจของคุณให้กับคนเหล่านี้หรือเปล่า ถ้ายก งั้นก็ตัดสินใจได้แล้วล้ะ ว่าคุณจะทวงอำนาจคืน ผู้คนแบบไหนล่ะที่แวดล้อมคุณในธุรกิจการงาน พวกเขาเป็นคนแบบที่มองหาเหตุผลที่ว่า 'ทำไมถึงไม่ได้'อยู่ตลอดหรือเปล่า หรือว่าคุณสุงสิงอยู่กับคนที่หาทางออกได้เสมอ
จงระวังให้มากๆเวลาที่เลือกคนประเภทที่คุณสมาคมอยู่ด้วย เพราะพวกเขาจะมีอิทธิพลต่อการสร้างของคุณอย่างรุนแรง ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือเปล่าก็ตาม ตวามเป็นลบของพวกเขา ลามถึงกันได้ ในที่ทำงาน ในความสัมพันธ์ ในครอบครัว และในธุรกิจของคุณ คนที่เชืีอว่าอะไรๆไม่อาจลุล่วงได้ จะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองคิดถูก แต่คนที่รู้ว่าอะไรๆก็ลุล่วงได้จะลุยโลดเพื่อทำให้มันเกิดขึ้น
ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ จงอย่าจ่ายเงินใครให้มาบอกคุณว่าไอ้นั่นทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ คุณคิดหาเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ ได้เองอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องให้คนที่อยู่รอบตัวมาบอกว่าทำไม่ได้ แล้วก็จ่ายเงินพวกเขาสำหรับสิทธิพิเศษนี้หรอก
จงแวดล้อมตัวคุณด้วยผู้คนที่นับถือตัวเองเป็นอย่างมาก เป็นพวกที่บอกคุณได้ว่าจะทำให้งานนั้นๆลุล่วงไปได้อย่างไร จะทำให้มันเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีไหนบ้าง จงสอนให้พวกเขามองหาทางออกแทนที่จะเป็นปัญหา ผู้นำที่เข้มแข็งต่างก็กำหนดเป้าหมายขึ้นมา แล้วก็ทำอะไรก็ตามแต่ที่จำเป็นเพื่อให้มันสำเร็จลุล่วง ถ้าคุณสอนผู้คนที่อยู่รอบตัวให้หันมาตั้งเป้าหมาย โดยไม่ได้วางอยู่บนรากฐานของสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นเป้าหมายที่มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่คุณอยากจะบรรลุผล คุณก็จะเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และผู้คนที่อยู่รอบตัวคุณ ก็จะกลายเป็นคนที่เก่งกล้าสามารถ
การจะได้พบกับความก้าวหน้าหรือความเปลี่ยนแปลงนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนความคาดหวัง การจะเปลี่ยนระดับความคาดหวังนั้น เราต้องเชื่อตัวเองและเป้าหมายอย่างแรงกล้า เราต้องรู้ว่าเราสามารถยกไอเดียนั้นๆขึ้นมา แล้วทำให้มันเป็นจริงได้ คนอื่นอยากจะเห็นมันก่อน ถึงจะยอมเชื่อ แต่คุณต้องเชื่อก่อน ที่จะเห็นมันกับตาด้วยซ้ำ เมื่อคุณศรัทธาในอำนาจของตัวเองมากขึ้นแล้ว คุณก็จะแพร่มันไปให้คนอื่นด้วย เมื่อคุณรู้ถึงความสามารถของตัวเองเช่นนี้ รวมถึงความสามารถของคนที่อยู่รอบตัวคุณด้วย คุณก็จะทำอะไรๆที่ดูเหมือนเกินจริงหรือเป็นไปไม่ได้ในสายตาคนอื่นได้สบายมาก
ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ จงอย่าจ่ายเงินใครให้มาบอกคุณว่าไอ้นั่นทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ คุณคิดหาเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ ได้เองอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องให้คนที่อยู่รอบตัวมาบอกว่าทำไม่ได้ แล้วก็จ่ายเงินพวกเขาสำหรับสิทธิพิเศษนี้หรอก
จงแวดล้อมตัวคุณด้วยผู้คนที่นับถือตัวเองเป็นอย่างมาก เป็นพวกที่บอกคุณได้ว่าจะทำให้งานนั้นๆลุล่วงไปได้อย่างไร จะทำให้มันเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีไหนบ้าง จงสอนให้พวกเขามองหาทางออกแทนที่จะเป็นปัญหา ผู้นำที่เข้มแข็งต่างก็กำหนดเป้าหมายขึ้นมา แล้วก็ทำอะไรก็ตามแต่ที่จำเป็นเพื่อให้มันสำเร็จลุล่วง ถ้าคุณสอนผู้คนที่อยู่รอบตัวให้หันมาตั้งเป้าหมาย โดยไม่ได้วางอยู่บนรากฐานของสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นเป้าหมายที่มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่คุณอยากจะบรรลุผล คุณก็จะเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และผู้คนที่อยู่รอบตัวคุณ ก็จะกลายเป็นคนที่เก่งกล้าสามารถ
การจะได้พบกับความก้าวหน้าหรือความเปลี่ยนแปลงนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนความคาดหวัง การจะเปลี่ยนระดับความคาดหวังนั้น เราต้องเชื่อตัวเองและเป้าหมายอย่างแรงกล้า เราต้องรู้ว่าเราสามารถยกไอเดียนั้นๆขึ้นมา แล้วทำให้มันเป็นจริงได้ คนอื่นอยากจะเห็นมันก่อน ถึงจะยอมเชื่อ แต่คุณต้องเชื่อก่อน ที่จะเห็นมันกับตาด้วยซ้ำ เมื่อคุณศรัทธาในอำนาจของตัวเองมากขึ้นแล้ว คุณก็จะแพร่มันไปให้คนอื่นด้วย เมื่อคุณรู้ถึงความสามารถของตัวเองเช่นนี้ รวมถึงความสามารถของคนที่อยู่รอบตัวคุณด้วย คุณก็จะทำอะไรๆที่ดูเหมือนเกินจริงหรือเป็นไปไม่ได้ในสายตาคนอื่นได้สบายมาก
วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556
www.weenalovecookie.blogspot.com: คุณกำลังมองหาอะไรอยู่
www.weenalovecookie.blogspot.com: คุณกำลังมองหาอะไรอยู่: จงครุ่นคิดกับหลักคิดนี้เสมอ คุณต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วถึงจะคิดออกว่าจะได้มันมาด้วยวิธีใด การระบุให้ได้ก่อนว่าอะไรมีค่าสำหรับคุณนั้...
คุณกำลังมองหาอะไรอยู่
จงครุ่นคิดกับหลักคิดนี้เสมอ คุณต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วถึงจะคิดออกว่าจะได้มันมาด้วยวิธีใด การระบุให้ได้ก่อนว่าอะไรมีค่าสำหรับคุณนั้นเท่ากับอนุญาตให้ข้อมูลที่สำคัญสำหรับคุณผ่านการกรองเข้าไปโดยอัตโนมัติ คุณจะได้รับทราบได้มากขึ้นถึงโอกาสและข้อมูลอันมีค่าซึ่งจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย
มีข้อมูลพุ่งมาหาเราอย่างต่อเนื่องมากมายเหลือเกิน เป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกอย่างจะผ่านเข้าไปได้ เราจึงต้องกำหนดแบบชัดเปรี๊ยะว่าต้องการอะไรบ้าง นี่จะอนุญาตให้กลไกทางสมองและจิตใจได้เลือกเฟ้นเต็มที่ว่าข้อมูลไหนมีค่าสำหรับเราอย่างแท้จริง
คนส่วนใหญ่พยายามแก้ไขปัญหาโดยไม่กำหนดเสียก่อนว่าพวกเขาอยากบรรลุอะไร พวกเขาตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงหรือทรัพยากรที่มีอยู่ขณะนั้น ซึ่งการตอบสนองตามธรราติคือ 'เราทำไม่ได้หรอก เราไม่รู้ว่าเงินจะมาจากไหน ใครจะมาช่วยเราล่ะ เราไม่มีความสามารถพอ' แท้ที่จริงส่งที่คุณควรรู้คือ ผลลัพธ์ในบั้นปลายคืออะไร เราอยากจะไปลงเอยที่ตรงไหน เรายากจะสร้างอะไรขึ้นมา ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน แล้วข้อมูลที่จำเป็นจะไหลเข้ามาเอง การมีข้อมูลก่อน โดยไม่มีเป้าหมายรังแต่จะทำให้จิตใจสับสนงุนงง
คิดออกไปนอกขีดจำกัดของเรา:
อีกเหตุผลที่เรามองไม่เห็นโอกาส ก็คือ เราจำกัดตัวเองด้วยวิธีการคิดของเรา เราต้องเต็มใจที่จะคิดออกไปนอกขีดจำกัดของตัวเอง บ่อยครั้งที่เรารู้สึกอึดอัดอยู่ในใจเมื่อเจอกับความคิดเห็น ความเชื่อ ทัศนคติที่ขัดแย้งหรือไม่ลงรอยอยู่ในเวลาเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่คนเราโดนจับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ใหม่อันไม่คุ้นเคย จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการปรับแก้ทัศนคติเพื่อบรรเทาหรือกำจัดความวิตกกังวลอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงนั้น คนเรามักดิ้นรนที่จะคงไว้ซึ่งความสมดุลทางจิตใจ โดยพยายามทำให้อะไรๆเข้ากันได้ภายในตัวเรา
วิธีที่เกร่อที่สุดในการปลดปล่อยความขัดแย้ง ก็คือ การตัดสินใจแบบหาเหตุผลสนับสนุน การหาเหตุผลสนับสนุนคือสิ่งที่คนใช้ยามที่พวกเขาอธิบายตรรกะหรือเหตุผลสำหรับการกระทำใดๆ ความเห็นหรือพฤติกรรมของตัวเอง การที่คนคนหนึ่งจะดูไม่เห็นแก่ตัวหรือทำความผิดพลาดอันน่าขายหน้านั้น เขาจะต้องรวบรวมผู้คนและข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็นหรือพิสูจน์ความสมเหตุสมผลของพฤติกรรมตัวเอง
โขคไม่ดีที่เมื่อเราพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองถูกต้องที่ทำไปเช่นนั้น เรา จะเป็นสิ่งที่เราเลือกหรือ เลือก สิ่งที่เราเลือก เราจะปิดกั้นข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับเราในการตัดสินใจอย่างหาเหตุผลสนับสนุน โดยปิดหูปิดตาตัวเองจากความคิดเห็นอื่นๆเป็นหลัก เมื่อเรายึดอยู่กับไอเดียหรือเหตุผลที่ว่าทำไมอะไรบางอย่างถึงไม่ได้ผล ทางออกก็จะไม่ปรากฏให้เห็น
มุ่งสนใจทางออกแทนที่จะเป็นปัญหา:
แค่เรามองไม่เห็นทางออก ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีทางออก ถ้าคุณบอกตัวเองว่าไม่มีทางเลยที่จะขยายธุรกิจได้ ไม่มีทางเลยที่จะทำโครงการโน้นได้สำเร็จ ไม่มีทางที่จะทำอะไรได้สำเร็จสิ้นได้ในสิ่งที่คุณต้องการ นั่นเท่ากับคุณมุ่งสนใจไปที่ปัญหาแทนที่จะเป็นทางออก คุณจะใช้จิตใต้สำนึกมาช่วยให้คุณได้รับคำตอบและทางออกก็ได้ หรือจะใช้จิตใต้สำนึกตัวเดียวกันนี้แหละมาช่วยหาเหตุผลสนับสนุนหรือใช้เหตุผลตัดสินว่าทำไมถึงไม่มีวันทำสำเร็จก็ได้เหมือนกัน ทางเลือกมันอยู่ตรงนั้นเสมอ และการตัดสินใจก็เป็นของคุณเสมอ
เวลาที่ความหวาดกลัวเข้าครอบงำ เราจะใช้เหตุผลมาสนับสนุนได้อย่างง่ายดายว่าทำไมเราถึงควรจะถอย ถอดใจ ล้มเลิก หรือทำไมเราถึงทำอะไรบางอย่างไม่ได้ คุณใช้พลังงานไปกับการพยายามคิดว่าตัวเองขาดอะไรไปบ้าง หรือมีอะไรบ้างที่ไม่อาจเกิดขึ้นกับคุณได้ หรือคุณจะใช้พลังงานนั้นไปทุ่มให้กับการวิธีที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับชีวิตคุณก็ได้
เราจะดึงดูดสิ่งที่เรารู้สึกว่าตัวเองมีค่าคู่ควรเข้ามา:
อีกเหตุผลที่เรามองเห็นปัญหาและความล้มเหลว แทนที่จะเป็นทางออกหรือโอกาสคือ เราไม่รู้สึกว่าตัวเองมีค่าคู่ควรกับการเป็นทำ หรือมีสิ่งต่างๆที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ปัญหาก็คือ เราจะดึงดูดแต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าตัวเองคู่ควรเข้ามาได้เท่านั้น ยิ่งคุณรู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังเสี่ยงได้มากขึ้นอีกด้วย ยิ่งคุณมองตัวเองดีขึ้นเท่าไหร่ คนอื่นก็ยิ่งอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณมากขึ้นเท่านั้น