สิ่งที่พนักงานทั่วไปเขาคิดกันคือ ความสามารถในการประจบสอพลอและพูดคุยเล่นหัวในที่ทำงาน ช่วยให้เขาเป็นที่สะดุดตาของคนที่ควรสะดุด แต่สิ่งทีพนักงานดาวเด่นรู้ก็คือ กลยุทธ์การทำงานต่างหากที่ช่วยนำทางให้พ้น การชิงดีชิงเด่นในองค์กร ได้รับการส่งเสริมให้ก้าวหน้า จัดการกับความขัดแย้งและจัดการภารกิจให้เสร็จสิ้นลงได้
ความโดดเด่นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่กำเนิด
กลยุทธ์ในการทำงาน 9ประการ
1. ริเริ่ม: บุกห้วงอากาศที่ยังบริสุทธิ์ขององค์กร
2. สร้างเครือข่าย: รู้ว่าใครรู้อะไรบ้าง เชื่อมต่อกับเครือข่ายความรู้
3. การจัดการตัวเอง
4. ภาพรวม; มองภาพใหญ่
5. การสนับสนุน ทิ้งอัตตาตัวเองไว้ข้างหน้าแล้วมองหาการสนับสนุน
6. ทีมเวิร์ก:
7. ความเป็นผู้นำ
8. เข้าใจองค์กรอย่างท่องแท้
9. สาธิตและอธิบาย
ในบรรดาแรงงานที่มีผลงานระดับเฉลี่ยหรือปานกลาง เป็นผู้ที่ไม่มีความคิดริเริ่มโดยธรรมชาติและมักต่อต้านการทำงานพิเศษ เพราะมองว่าเป็นการทำงานของผู้อื่นอยู่ประมาณ 60-80%
อุปนิสัย 7 ประการ จาก The 7 Habits of highly Effective People
1. มีอิลระในการเลือก Proactive 2. เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ ( รู้ว่าสุดท้ายต้องการอะไร) 3. ทำสิ่งที่'สำคัญก่อน 4. Think Win-Win 5. เข้าใจผู้อื่นก่อน ก่อนจะให้ผู้อื่นเข้าใจเรา Seek first to understand, then to be understood 6. ประสานพลังผสานความต่าง 7. ปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ Sharpen the saw ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ
ผู้บริหารมีความสามารถในการไต่บันไดแห่งความสำเร็จ แต่ การเป็นผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดว่า บันไดนั้นพาดอยู่บนกำแพงที่ถูกต้องหรือไม่' The 7 Habits
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
weenalovecookie
▼
วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Peter F. Drucker
ปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ 'ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพในสายตาผม ไม่ได้เริ่มต้นทำงานของเขาก่อน พวกเขาเริ่มกับเวลาของเขาก่อน พวกเขาจะดูว่าจะใช้เวลาทำอะไรบ้าง จากนั้นก็พยายามจัดการเวลาของพวกเขา และตัดงานที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ออกไป'
สิ่งที่ควรพิจารณาในฐานะที่เป็นตัวดูดเวลาของเราหลักๆ 3ข้อคือ 1. ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ 2. ทำสิ่งที่คนอื่นสามารถทำได้ดีกว่า 3. ทำสิ่งที่คนอื่นต้องพลอยมาทำสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย ' The Effective Executive by Peter F. Drucker
จิตวิญญาณขององค์กรหนึ่งๆถูกสร้างจากเบื้องบน ถ้าองค์กรหนึ่งมีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ ก็เป็นเพราะจิตวิญญาณของคนในระดับสูงสุดขององค์กรนั้นมันยิ่งใหญ่ ถ้ามันเสื่อมสลายลง ก็เป็นเพราะมันเสื่อมสลายลงจากเบื้องบน ดังสุภาษิตที่ว่า 'ต้นใม้ตายจากยอด' the Daily Drucker
ใครก็ตามที่สามารถปลูกต้นไม้ได้ 2 ต้นในที่ๆแต่ก่อนเคยปลูกได้ต้นเดียว ก็ถือว่าทำประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติได้ดีกว่านักปรัชญาเจ้าความคิดคนไหนๆ
องค์กรทุกแห่งจำเป็นต้องรู้ว่า ไม่มีโปรแกรมหรือกิจกรรมใดเลย ที่จะดำเนินได้อย่างมีประสิทธิผลเป็นเวลานาน โดยปราศจากการปรับแก้และออกแบบใหม่
'ไม่มีอะไรที่ยากลำบากและสิ้นเปลือง และไม่มีอะไรที่สูญเปล่า เท่ากับการพยายามรักษาซากศพใม่ให้เน่าเปื่อยอีกแล้ว'
ในการจัดการ'ฝึกฝนการ "ละทิ้ง" 3 ประการ 1.ละทิ้งผลิตภัณฑ์ บริการ ตลาดหรือกระบวนการที่ 'มีชีวิตเหลือไม่กี่ปี'เพราะกลุ่มที่กำลังจะตายนี้แหละ ที่เรียกร้องการเอาใจใส่และความพยายามมากที่สุดเสมอ 2.มันถูกตัดหนี้สูญแล้ว: เพราะเป้าอระสงค์ของการจัดการคือ ไม่มี'สินทรัพยที่ปราศจากต้นทุน'3. ผลิตภัณฑ์เก่าที่กำลังตกตำ่ ไปทำให้ผลิตภัณฑ์ บริการหรือตลาดใหม่ ที่กำลังเติบโตหยุดชะงัก
'ดึงดูดและรักษา 'คนทำงานที่มีความรู้และมีผลิตภาพสูงสุด' เอาไว้ด้วยการปฏิบัติต่อพวกเขา และความรู้ของพวกเขาเสมือนสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งขององค์กร Management Challange for the 21st Century
การบริหารแบบ'เผด็จการ'มีนายใหญ่ผู้ทรงอำนาจคนเดียว ทำหน้าที่แทนทุกคน และแทนที่ความรับผิดชอบด้วยความหวาดกลัว ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงความรื่นรมย์ที่ได้จากการทำสิ่งที่เป็นของเราเองแต่อย่างใด เป็นการกดทุกคนเอาไว้เบื้องล่าง ถึงแม้จะมีผลิตผลใดๆออกมา แต่จะไม่มีความต่อเนื่อง เป็นความสูญเปล่า มีต้นทุนในแง่ของความทุกข์ทรมาน ความอัปยศอดสูและสิ้นหวัง ดังนั้นเผด็จการจึงเป็นทางเลือกที่ตรงกันข้ามกับสถาบันที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ
การบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลมากที่สุด คือการสร้าง'ทัศนคติ' ให้กับคนทำงาน หากคนทำงานแม้ระดับตำ่ที่สุด มีทัศนคติที่ดีในการทำงานได้ ถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง' The new society by Peter Drucker
สิ่งที่ควรพิจารณาในฐานะที่เป็นตัวดูดเวลาของเราหลักๆ 3ข้อคือ 1. ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ 2. ทำสิ่งที่คนอื่นสามารถทำได้ดีกว่า 3. ทำสิ่งที่คนอื่นต้องพลอยมาทำสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย ' The Effective Executive by Peter F. Drucker
จิตวิญญาณขององค์กรหนึ่งๆถูกสร้างจากเบื้องบน ถ้าองค์กรหนึ่งมีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ ก็เป็นเพราะจิตวิญญาณของคนในระดับสูงสุดขององค์กรนั้นมันยิ่งใหญ่ ถ้ามันเสื่อมสลายลง ก็เป็นเพราะมันเสื่อมสลายลงจากเบื้องบน ดังสุภาษิตที่ว่า 'ต้นใม้ตายจากยอด' the Daily Drucker
ใครก็ตามที่สามารถปลูกต้นไม้ได้ 2 ต้นในที่ๆแต่ก่อนเคยปลูกได้ต้นเดียว ก็ถือว่าทำประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติได้ดีกว่านักปรัชญาเจ้าความคิดคนไหนๆ
องค์กรทุกแห่งจำเป็นต้องรู้ว่า ไม่มีโปรแกรมหรือกิจกรรมใดเลย ที่จะดำเนินได้อย่างมีประสิทธิผลเป็นเวลานาน โดยปราศจากการปรับแก้และออกแบบใหม่
'ไม่มีอะไรที่ยากลำบากและสิ้นเปลือง และไม่มีอะไรที่สูญเปล่า เท่ากับการพยายามรักษาซากศพใม่ให้เน่าเปื่อยอีกแล้ว'
ในการจัดการ'ฝึกฝนการ "ละทิ้ง" 3 ประการ 1.ละทิ้งผลิตภัณฑ์ บริการ ตลาดหรือกระบวนการที่ 'มีชีวิตเหลือไม่กี่ปี'เพราะกลุ่มที่กำลังจะตายนี้แหละ ที่เรียกร้องการเอาใจใส่และความพยายามมากที่สุดเสมอ 2.มันถูกตัดหนี้สูญแล้ว: เพราะเป้าอระสงค์ของการจัดการคือ ไม่มี'สินทรัพยที่ปราศจากต้นทุน'3. ผลิตภัณฑ์เก่าที่กำลังตกตำ่ ไปทำให้ผลิตภัณฑ์ บริการหรือตลาดใหม่ ที่กำลังเติบโตหยุดชะงัก
'ดึงดูดและรักษา 'คนทำงานที่มีความรู้และมีผลิตภาพสูงสุด' เอาไว้ด้วยการปฏิบัติต่อพวกเขา และความรู้ของพวกเขาเสมือนสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งขององค์กร Management Challange for the 21st Century
การบริหารแบบ'เผด็จการ'มีนายใหญ่ผู้ทรงอำนาจคนเดียว ทำหน้าที่แทนทุกคน และแทนที่ความรับผิดชอบด้วยความหวาดกลัว ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงความรื่นรมย์ที่ได้จากการทำสิ่งที่เป็นของเราเองแต่อย่างใด เป็นการกดทุกคนเอาไว้เบื้องล่าง ถึงแม้จะมีผลิตผลใดๆออกมา แต่จะไม่มีความต่อเนื่อง เป็นความสูญเปล่า มีต้นทุนในแง่ของความทุกข์ทรมาน ความอัปยศอดสูและสิ้นหวัง ดังนั้นเผด็จการจึงเป็นทางเลือกที่ตรงกันข้ามกับสถาบันที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ
การบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลมากที่สุด คือการสร้าง'ทัศนคติ' ให้กับคนทำงาน หากคนทำงานแม้ระดับตำ่ที่สุด มีทัศนคติที่ดีในการทำงานได้ ถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง' The new society by Peter Drucker
วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553
The 100 best business books of all time
กำลังเริ่มหนังสือเล่มใหม่ 'The 100 Best Business Books of All Time' โดย Jack Covert & Todd Sattersten.
เล่มแรกที่พูดถึงคือ ' Flow' โดย มิฮาย ซิกเซนต์มิฮาลยี พูดไว้ว่า 'การไขว้คว้าหาความสุขเป็นสิ่งที่นักคิดหลายยุคสมัยคิดมาตลอดจนปัจจุบัน ถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากมาย ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจอยู่ดี เราอาจพูดถึงมันเขียนถึงมัน แต่ถึงกระนั้นเราก็แทบไม่รู้จักมันเลย'
จริงๆแล้วเราต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับความสุขกันทุกคน ความสุขมักเกิดขึ้นในยามที่มีสมาธิ โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เป็นช่วงโมงยามที่ดูเหมือนผ่านไปโดยไม่ต้องเหลือบดูนาฬิกาบ่อยๆ เป็นจุดที่การตั้งการ์ตหรือการป้องกันในการแข่งขันสำคัญตกไป 3 ขีดโดยไม่รู้ตัว คือการที่นักเขียนนั่งอยู่หน้าคีย์บอร์ดแล้วปล่อยให้เรื่องูราวไหลลื่น ถ่ายทอดด้วยตัวมันเอง ในช่วงที่เราสัมผัสกับประสบการณ์นี้แหละ คือสิ่งที่มิฮายเรียกมันว่า 'Flow'
ภาวะความไหลลื่นหรือ Flow นี้ เป๊นเวลาที่ใจเราจดจ่ออย่างเต็มร้อยโดยไม่รู้สึกตัว และการบรรลุหรืออยู่ในภาวะของความไหลลื่นนี้เอง ที่นำมาซึ่งความสุขที่ปรารถนามานาน มิฮายแนะนำว่า ถ้าทำงานให้มีลักษณะเหมือนกับเล่นเกม ก็จะสามารถบรรลุถึงความสุขหรือภาวะไหลลื่นบ่อยครั้งขึ้น
Flow หรือความไหลลื่นคือ'ภาวะที่คนมีใจจดจ่อกับกิจกรรมหนึ่งถึงขนาดที่ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญอีกแล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับจากมัน เป็นความสำราญใจยิ่ง จนยอมที่จะทำแม้จะต้องสูญเสียอย่างหนัก เพียงเพื่อขอให้ได้ทำมันเท่านั้น'
ผลิตภาพเกิดจากภาวะทางจิตที่สงบนิ่ง ส่วนจิตที่ว้าวุ่นทำให้ความคิดอย่างมีจิตสำนึกหยุดชะงัก ในขณะที่รายการสิ่งที่ต้องทำที่ไม่มีความชัดเจน รังแต่จะทำให้สมองของเราตกอยู่ในวังวนของทางเลือกที่ไม่มีสิ้นสุดซำ่แล้วซำ้เล่า การเปลี่ยนจุดสนใจจากปัญหาเรื่องเวลา ข้อมูล มาเป็นการจัดลำดับความสำคัญที่ต้องทำ และทำ ภารกิจที่ดูคลุมเครือก็จะหายไป เหลือที่ว่างสำหรับการคิดอย่างมีแก่นสารมากขึ้น
คนส่วนใหญ่มักบ่นว่าเวลาไม่พอ แต่จริงๆแล้ว เวลาไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่คนส่วนใหญ่ ไม่สามารถชี้ชัดลงไปว่าสิ่งที่จำเป็นต้องทำคืออะไรต่างหาก
5 ขั้นตอนในการจัดการ'เคลื่อนงาน'ของเรา 1. รวบรวมสิ่งที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจเข้ามาไว้ด้วยกัน 2. พิจารณาว่าเป็นเรื่องอะไร และต้องดำเนินการกับมันอย่างไร 3. จำแนกแยกแยะให้เป็นหมวดหมู่ 4. ทบทวนทางเลือก สำหรับสิ่งที่เราจะทำ 5. ลงมือทำ
จาก 'Getting Things Done
เล่มแรกที่พูดถึงคือ ' Flow' โดย มิฮาย ซิกเซนต์มิฮาลยี พูดไว้ว่า 'การไขว้คว้าหาความสุขเป็นสิ่งที่นักคิดหลายยุคสมัยคิดมาตลอดจนปัจจุบัน ถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากมาย ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจอยู่ดี เราอาจพูดถึงมันเขียนถึงมัน แต่ถึงกระนั้นเราก็แทบไม่รู้จักมันเลย'
จริงๆแล้วเราต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับความสุขกันทุกคน ความสุขมักเกิดขึ้นในยามที่มีสมาธิ โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เป็นช่วงโมงยามที่ดูเหมือนผ่านไปโดยไม่ต้องเหลือบดูนาฬิกาบ่อยๆ เป็นจุดที่การตั้งการ์ตหรือการป้องกันในการแข่งขันสำคัญตกไป 3 ขีดโดยไม่รู้ตัว คือการที่นักเขียนนั่งอยู่หน้าคีย์บอร์ดแล้วปล่อยให้เรื่องูราวไหลลื่น ถ่ายทอดด้วยตัวมันเอง ในช่วงที่เราสัมผัสกับประสบการณ์นี้แหละ คือสิ่งที่มิฮายเรียกมันว่า 'Flow'
ภาวะความไหลลื่นหรือ Flow นี้ เป๊นเวลาที่ใจเราจดจ่ออย่างเต็มร้อยโดยไม่รู้สึกตัว และการบรรลุหรืออยู่ในภาวะของความไหลลื่นนี้เอง ที่นำมาซึ่งความสุขที่ปรารถนามานาน มิฮายแนะนำว่า ถ้าทำงานให้มีลักษณะเหมือนกับเล่นเกม ก็จะสามารถบรรลุถึงความสุขหรือภาวะไหลลื่นบ่อยครั้งขึ้น
Flow หรือความไหลลื่นคือ'ภาวะที่คนมีใจจดจ่อกับกิจกรรมหนึ่งถึงขนาดที่ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญอีกแล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับจากมัน เป็นความสำราญใจยิ่ง จนยอมที่จะทำแม้จะต้องสูญเสียอย่างหนัก เพียงเพื่อขอให้ได้ทำมันเท่านั้น'
ผลิตภาพเกิดจากภาวะทางจิตที่สงบนิ่ง ส่วนจิตที่ว้าวุ่นทำให้ความคิดอย่างมีจิตสำนึกหยุดชะงัก ในขณะที่รายการสิ่งที่ต้องทำที่ไม่มีความชัดเจน รังแต่จะทำให้สมองของเราตกอยู่ในวังวนของทางเลือกที่ไม่มีสิ้นสุดซำ่แล้วซำ้เล่า การเปลี่ยนจุดสนใจจากปัญหาเรื่องเวลา ข้อมูล มาเป็นการจัดลำดับความสำคัญที่ต้องทำ และทำ ภารกิจที่ดูคลุมเครือก็จะหายไป เหลือที่ว่างสำหรับการคิดอย่างมีแก่นสารมากขึ้น
คนส่วนใหญ่มักบ่นว่าเวลาไม่พอ แต่จริงๆแล้ว เวลาไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่คนส่วนใหญ่ ไม่สามารถชี้ชัดลงไปว่าสิ่งที่จำเป็นต้องทำคืออะไรต่างหาก
5 ขั้นตอนในการจัดการ'เคลื่อนงาน'ของเรา 1. รวบรวมสิ่งที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจเข้ามาไว้ด้วยกัน 2. พิจารณาว่าเป็นเรื่องอะไร และต้องดำเนินการกับมันอย่างไร 3. จำแนกแยกแยะให้เป็นหมวดหมู่ 4. ทบทวนทางเลือก สำหรับสิ่งที่เราจะทำ 5. ลงมือทำ
จาก 'Getting Things Done
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553
The 20% Factor (2)
รายงานจากการวิจัยแนะนำว่า'55% ของความปวะทับใจแรกมาจากภาพลักษณ์ 38% มาจากสิ่งที่เราแสดงออกในรูปแบบความมั่นใจ นำ้เสียงและสำเนียง มีเพียงแค่ 7% เท่านั้นที่มาจากสิ่งที่เราตั้งใจจะบอก
ข้อแนะนำเรื่องการแต่งกาย: การแต่งกายจะสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของคุณ, ลองเลียนแบบคนเหนือกว่าที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาปรับให้เข้ากับคุณ, พยายามสร้างความประทับใจ เมื่อแรกพบให้ดีที่สุด, แต่กายอย่างใช้สมอง และคิดถึงภาพลักษณ์ที่จะออกมา
คำชมช่วยให้นักศึกษามีผลงานที่พัฒนาขึ้น 87.5% ในทางตรงกันข้าม การประจานต่อหน้าสาธารณชนจะทำให้นักศึกษาผลงานแย่ลง 65.1% ความจริงแล้วมีวิธีการตำหนิเพียงวิธีเดียวที่เป็นที่ยอมรับ นั่นคือ การตำหนิเป็นการส่วนตัว ซึ่งจะทำให้ผลงานดีขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะหรือไม่ 80% ของความคิดลร้างสรรค์ มาจากการฝึกฝน ระเบียบวินัย การทำงานหนัก และการสั่งสมประสบการณ์ ส่วนอีก 20% นั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นความสามารถพิเศษ
ความสุขและความสำเร็จมาจากการแบ่งปันคุณค่า เป้าหมายร่วมกันระหว่างบุคลากรและองค์กร
ลองจินตนาการว่าองค์กรเป็นคนแต่ละคน อย่าเหมารวมว่าเหมือนกันหมด
เรียนรู้ที่จะฟังและคิดไปพร้อมๆกัน อย่าฟังแค่เพียงผ่าน
80% ของงานเขียนที่ดี เกิดจากการเตรียมตัวและเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้อ่าน
จงทำให้การกล่าวสุนทรพจน์หรือรายงาน เป็นไปอย่างสั้นๆและมีสไตล์
จิตวิญญาณของการช่วยเหลือตัวเองคือรากแก้ว ของการเติบโตอย่างแท้จริงของคน มันแสดงออกมาให้เห็นในชีวิตของหลายๆคน และเป็นบ่อเกิดแห่งความแข็งแรงและชีวิตชีวาอย่างแท้จริง การไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครนั้นมักทำให้เราสิ้นหวัง แต่การช่วยเหลือที่มาจากภายในตัวเราเองนั้น จะลร้างความชุ่มชื่นให้กับเราตลอดไป
จริงๆแล้วคนซึ่งทุ่มเทแรงกายพากเพียร จนสามารถยกระดับตัวเองจากจุดที่อยู่ขึ้นไปสูงขึ้นหรือสูงสุดในตำแหน่งอันทรงเกียรติทางสังคมนั้นมีมากมาย จนไม่มีคนไหนที่ดูเด่นเป็นพิเศษ แต่เมื่อลองดูความเป็นมาของบุคคลตัวอย่าง การได้เผชิญกับความยากลำบากและสถานการณ์เลวร้ายในช่วงต้น นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ของความสำเร็จ
การเป็นคนที่สำเร็จ เป็นที่รู้จักในระดับชาติหรือในวงสังคม ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ พวกเราเห็นสิ่งนั้น เมื่อพวกเขาได้มันมาแล้ว แต่เรามองข้ามไปว่า พวกเขาใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะได้มันมา
ข้อแนะนำเรื่องการแต่งกาย: การแต่งกายจะสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของคุณ, ลองเลียนแบบคนเหนือกว่าที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาปรับให้เข้ากับคุณ, พยายามสร้างความประทับใจ เมื่อแรกพบให้ดีที่สุด, แต่กายอย่างใช้สมอง และคิดถึงภาพลักษณ์ที่จะออกมา
คำชมช่วยให้นักศึกษามีผลงานที่พัฒนาขึ้น 87.5% ในทางตรงกันข้าม การประจานต่อหน้าสาธารณชนจะทำให้นักศึกษาผลงานแย่ลง 65.1% ความจริงแล้วมีวิธีการตำหนิเพียงวิธีเดียวที่เป็นที่ยอมรับ นั่นคือ การตำหนิเป็นการส่วนตัว ซึ่งจะทำให้ผลงานดีขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะหรือไม่ 80% ของความคิดลร้างสรรค์ มาจากการฝึกฝน ระเบียบวินัย การทำงานหนัก และการสั่งสมประสบการณ์ ส่วนอีก 20% นั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นความสามารถพิเศษ
ความสุขและความสำเร็จมาจากการแบ่งปันคุณค่า เป้าหมายร่วมกันระหว่างบุคลากรและองค์กร
ลองจินตนาการว่าองค์กรเป็นคนแต่ละคน อย่าเหมารวมว่าเหมือนกันหมด
เรียนรู้ที่จะฟังและคิดไปพร้อมๆกัน อย่าฟังแค่เพียงผ่าน
80% ของงานเขียนที่ดี เกิดจากการเตรียมตัวและเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้อ่าน
จงทำให้การกล่าวสุนทรพจน์หรือรายงาน เป็นไปอย่างสั้นๆและมีสไตล์
จิตวิญญาณของการช่วยเหลือตัวเองคือรากแก้ว ของการเติบโตอย่างแท้จริงของคน มันแสดงออกมาให้เห็นในชีวิตของหลายๆคน และเป็นบ่อเกิดแห่งความแข็งแรงและชีวิตชีวาอย่างแท้จริง การไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครนั้นมักทำให้เราสิ้นหวัง แต่การช่วยเหลือที่มาจากภายในตัวเราเองนั้น จะลร้างความชุ่มชื่นให้กับเราตลอดไป
จริงๆแล้วคนซึ่งทุ่มเทแรงกายพากเพียร จนสามารถยกระดับตัวเองจากจุดที่อยู่ขึ้นไปสูงขึ้นหรือสูงสุดในตำแหน่งอันทรงเกียรติทางสังคมนั้นมีมากมาย จนไม่มีคนไหนที่ดูเด่นเป็นพิเศษ แต่เมื่อลองดูความเป็นมาของบุคคลตัวอย่าง การได้เผชิญกับความยากลำบากและสถานการณ์เลวร้ายในช่วงต้น นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ของความสำเร็จ
การเป็นคนที่สำเร็จ เป็นที่รู้จักในระดับชาติหรือในวงสังคม ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ พวกเราเห็นสิ่งนั้น เมื่อพวกเขาได้มันมาแล้ว แต่เรามองข้ามไปว่า พวกเขาใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะได้มันมา
วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553
The 20% Factor
First impression หรือความประทับใจเมื่อแรกเห็น: 4-5 วินาที คือเวลาที่ยาวนานที่สุดที่คนอื่นๆจะสร้างหรือมีความเห็นเกี่ยวกับตัวคุณ จากการพบกันครั้งแรก จริงๆแล้วมันอาจจะใช่หรือไม่ใช่ความประทับใจเมื่อแรกเห็นก็ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่เขา 'คิดดกี่ยวกับตัวคุณ'โดยรวม สิ่งที่เราพูดหรือทำลงไปในช่วง 2-3 วินาทีแรก อาจทำให้ความเชื่อนั้นแข็งแกร่งมากขึ้น หรืออาจจะเป็นการเริ่มต้นของงานที่ยากและยาวนานที่จะเปลี่ยนแปลงมัน เพราะว่าไม่มีใครชอบที่จะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของตัวเอง
รายงานการวิจัยระบุว่า ความสำคัญของปัจจัยด้านอารมณ์และการไม่ใช้เหตุผลนั้นมีส่วนในขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อนนี้ และมักจะมีค่าเหนือกว่าการคิดอย่างมีเหตุผล งานวิจัยของไมเคิล อาร์ไจล์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้สรุปไว้ว่า รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย และท่าทางมีอิทธิพลเหนือกว่าคำพูดถึง 4.3 เท่า
ธีโอเดอร์ เลวิตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการกล่าวว่า'สามัญสำนึกบอกเราและการวิจัยช่วยยืนยันว่า คนเราใช้รูปลักษณ์ภายนอกในการตัดสินเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา' ดังนั้น " การพัฒนารูปลักษณ์ต่างๆขึ้นเพียง 20% มีค่าเทียบเท่ากับคำพูดมากกว่า 80%"
คุณเป็นเหมือนสิ่งที่คุณดูเหมือนว่าจะเป็น คุณเองก็ไม่ต่างไปจากแฟ้มที่มีป้ายเขียนไว้ด้วยหมึกที่ไม่สามารถลบออกได้ แล้วถูกนำเข้าไปเก็บไว้ในตู้สันแฟ้มเล็กๆนี้เอง ที่อาจมีความสำคัญที่คนอื่นมองเห็นคุณ และคุณก็อยากให้เขามองเห็น มันอาจเป็นต้นเหตุของทุกข์หรือสุขก็ได้ เพราะว่าความประทับใจเมื่อแรกเห็นนั้นจะติดอยู่ในใจเขาไปอีกนาน
เทคนิคการแต่งตัวสำหรับผู้หญิงตัวเล็กจาก Good Housekeeping : อย่า ใส่เสื้อที่มีลายใหญ่ ปกใหญ่ เครื่องประดับใหญ่ เพราะจะดูเทอะทะ - พยายามใส่เสื้อตัวยาว แคบและกางเกงพอดีตัว เลือกลายผ้าที่มีแนวดิ่ง จะทำให้ดูเท่และแลดูสูงขึ้น เส้นใยไลคราที่สามารถยืดหดได้ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้กับทุกรูปร่าง แนวคิดคือ 'ให้อำพรางจุดที่คุณคิดว่าด้อย แล้วเบี่ยงเบนความสนใจไปที่จุดเด่น
พอล เคียร์ ผู้เขียน The Gentleman's Wardrobe พูดไว้ว่า ให้ใช้เวลาแต่ละวันมากขึ้น เพื่อคิดถึงภาพลักษณ์ที่ออกมา หนึ่งในกุญแจดอกสำคัญ คือ ชุดของผู้ชายควรเป็นแบบอนุรักษ์นิยม เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นคือ ความเป็นมืออาชีพ'
แต่ต้องไม่ลืมว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องเล็กๆน้อย หรือไม่มีความสำคัญซักนิด เช่น สะเก็ดรังแคบนไหล่ รองเท้าที่ไม่ได้ขัดตอนเช้าและกำลังต้องการเปลี่ยนส้นใหม่ กางเกงที่มีรอยย่นไม่ได้รีด จุดเล็กมบกของซอสมะเขือเทศบนเน็คไทที่คุณคิดว่าคงไม่มีใครมองเห็น การใส่นำ้หอมหรืออาฟเตอร์เชฟมากเกินไป เล็บมือที่ยาวเกินไป มีรอยกัดหรือสกปรก เรื่องเล็กน้อยนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเจ้านายหรือลูกค้า กำลังจะพิจารณาเลือกหรือไม่เลือกอะไรบางอย่างจากคุณ
รายงานการวิจัยระบุว่า ความสำคัญของปัจจัยด้านอารมณ์และการไม่ใช้เหตุผลนั้นมีส่วนในขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อนนี้ และมักจะมีค่าเหนือกว่าการคิดอย่างมีเหตุผล งานวิจัยของไมเคิล อาร์ไจล์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้สรุปไว้ว่า รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย และท่าทางมีอิทธิพลเหนือกว่าคำพูดถึง 4.3 เท่า
ธีโอเดอร์ เลวิตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการกล่าวว่า'สามัญสำนึกบอกเราและการวิจัยช่วยยืนยันว่า คนเราใช้รูปลักษณ์ภายนอกในการตัดสินเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา' ดังนั้น " การพัฒนารูปลักษณ์ต่างๆขึ้นเพียง 20% มีค่าเทียบเท่ากับคำพูดมากกว่า 80%"
คุณเป็นเหมือนสิ่งที่คุณดูเหมือนว่าจะเป็น คุณเองก็ไม่ต่างไปจากแฟ้มที่มีป้ายเขียนไว้ด้วยหมึกที่ไม่สามารถลบออกได้ แล้วถูกนำเข้าไปเก็บไว้ในตู้สันแฟ้มเล็กๆนี้เอง ที่อาจมีความสำคัญที่คนอื่นมองเห็นคุณ และคุณก็อยากให้เขามองเห็น มันอาจเป็นต้นเหตุของทุกข์หรือสุขก็ได้ เพราะว่าความประทับใจเมื่อแรกเห็นนั้นจะติดอยู่ในใจเขาไปอีกนาน
เทคนิคการแต่งตัวสำหรับผู้หญิงตัวเล็กจาก Good Housekeeping : อย่า ใส่เสื้อที่มีลายใหญ่ ปกใหญ่ เครื่องประดับใหญ่ เพราะจะดูเทอะทะ - พยายามใส่เสื้อตัวยาว แคบและกางเกงพอดีตัว เลือกลายผ้าที่มีแนวดิ่ง จะทำให้ดูเท่และแลดูสูงขึ้น เส้นใยไลคราที่สามารถยืดหดได้ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้กับทุกรูปร่าง แนวคิดคือ 'ให้อำพรางจุดที่คุณคิดว่าด้อย แล้วเบี่ยงเบนความสนใจไปที่จุดเด่น
พอล เคียร์ ผู้เขียน The Gentleman's Wardrobe พูดไว้ว่า ให้ใช้เวลาแต่ละวันมากขึ้น เพื่อคิดถึงภาพลักษณ์ที่ออกมา หนึ่งในกุญแจดอกสำคัญ คือ ชุดของผู้ชายควรเป็นแบบอนุรักษ์นิยม เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นคือ ความเป็นมืออาชีพ'
แต่ต้องไม่ลืมว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องเล็กๆน้อย หรือไม่มีความสำคัญซักนิด เช่น สะเก็ดรังแคบนไหล่ รองเท้าที่ไม่ได้ขัดตอนเช้าและกำลังต้องการเปลี่ยนส้นใหม่ กางเกงที่มีรอยย่นไม่ได้รีด จุดเล็กมบกของซอสมะเขือเทศบนเน็คไทที่คุณคิดว่าคงไม่มีใครมองเห็น การใส่นำ้หอมหรืออาฟเตอร์เชฟมากเกินไป เล็บมือที่ยาวเกินไป มีรอยกัดหรือสกปรก เรื่องเล็กน้อยนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเจ้านายหรือลูกค้า กำลังจะพิจารณาเลือกหรือไม่เลือกอะไรบางอย่างจากคุณ
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Detox เพื่อสุขภาพ
เส้ยใยที่ไม่ละลายนำ้ ได้แก่ เส้นใยจากพืช ผักและผลไม้ต่างๆ เส้นใยชนิดนี้ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ระบบการขับถ่ายเป็นไปได้ด้วยดี