weenalovecookie

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

www.weenalovecookie.blogspot.com: การไม่ตัดสินใจ ปล่อยไปเรื่อยเปื่อย ทำตัวเป็นเด็กๆแ...

www.weenalovecookie.blogspot.com: การไม่ตัดสินใจ ปล่อยไปเรื่อยเปื่อย ทำตัวเป็นเด็กๆแ...: การไม่ตัดสินใจ ปล่อยไปเรื่อยเปื่อย ทำตัวเป็นเด็กๆและให้คนอื่นคอยบอกบทนั้นปลอดภัยกว่า การตัดสินใจเผยให้เห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณเสมอ ก...

การไม่ตัดสินใจ ปล่อยไปเรื่อยเปื่อย ทำตัวเป็นเด็กๆและให้คนอื่นคอยบอกบทนั้นปลอดภัยกว่า การตัดสินใจเผยให้เห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณเสมอ การตัดสินใจจะบอกคนอื่นว่าคุณเป็นใคร โดยหลักๆแล้ว การตัดสินใจจึงเป็นการเปิดเผยความลับอันยิ่งใหญ่ ถ้าจุดมุ่งหมายในชีวิตคุณไม่ใช่การเปิดเผยว่า คุณเป็นใคร งั้นคุณก็จะทำตัวแบบตัดสินใจไม่ได้อยู่ร่ำไป

อีกเหตุผลสำหรับการไม่ยอมตัดสินใจก็คือ ความกลัวที่ว่าเราต้องสละอะไรบางอย่าง เพราะการเลือกเป้าหมายหนึ่งหมายความว่าคุณอาจต้องตัดเป้าหมายอื่นทิ้งไป ถ้าคุณตัดสินใจในทางใดทางหนึ่ง มันหมายความว่าคุณอาจต้องทิ้งเส้นทางอื่นไป มันหมายความว่าคุณไม่อาจเป็นได้ทุกอย่าง ทำทุกอย่าง และมีทุกอย่างในเวลาเดียวกัน มันหมายความว่าคุณไม่สามารถทำให้ใครๆพอใจได้ทุกคน เมื่อคุณตัดสินใจเลือกแล้ว คุณก็จะเสี่ยงต่อการปฏิเสธค่านิยมของคนบางคน พวกเขาอาจเห็นคุณอย่างที่คุณเป็นจริงๆ ไม่ใช่ในแบบที่พวกเขาอยากให้คุณเป็น พูดอีกอย่างคือ ไม่เหมือนพวกเขา ฉะนั้น ด้วยการไม่ทำอะไรเลย คุณก็จะสามารถคงไว้ซึ่งการยอมรับจากคนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีค่านิยมที่ขัดแย้งกัน อีกทั้งการตัดสินใจไม่ได้ของคุณยังจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการพยายามประนีประนอมสถานการณ์ต่างๆที่ไม่มีทีท่าว่าจะประนีประนอมกันได้ด้วย


ทุกอย่างในชีวิตเป็นการเลือก:
ทุกอย่างในชีวิตเป็นเรื่องของการเลือกทั้งสิ้น มีเพียงสองสิ่งที่เราไม่อาจเลือกได้ เราไม่อาจหลีกเลี่ยงสองสิ่งนี้ได้ไม่ว่าเราจะพยายามหนักหน่วงแค่ไหน อย่างแรกคือ เราต้องตาย ความตายคือสิ่งที่แน่นอนที่สุด และอย่างที่สองที่เราไม่มีทางเลือกได้ก็คือ เราต้องใช้ชีวิตไปจรกว่าเราจะตาย ที่นี้ก็เข้าใจด้วยว่า ทุกอย่างในชีวิตที่คุณคิดว่าต้องทำ หรือว่าจำเป็นต้องทำ ล้วนเป็นทางเลือกทั้งสิ้น

เราทำทุกอย่างเพราะเรา เลือก ที่จะทำทั้งนั้น เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเราจะตาย  หรือเราจะต้องใช้ชีวิตไปจนกว่าจะตายได้ก็จริง แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นได้ทั้งหมด เพราะเรื่องอื่นนั้นเป็นการตัดสินใจเลือกทั้งสิ้น ดูด้านต่างๆในชีวิตคุณสิ แล้วก็ตระหนักว่าคุณทำทุกอย่างในชีวิตเพราะว่าคุณเลือก ที่จะทำ ไม่่ใช่เพราะคุณ จำเป็นต้องทำ จำไว้ว่ามีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้นที่ คุณเลือกไม่ได้ นั่นคือ คุณจะต้องตาย และต้องอยู่ไปจนกว่าจะตายด้วย แค่นั้น จบ!

มองสิว่าตอนนี้คุณอยู่จุดไหนในชีวิตแล้ว จุดที่คุณอยู่ในตอนนี้ก็คือจุดที่คุณอยากที่จะอยู่นั่นเอง คุณได้เลือกเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะโดยที่รู้ตัวหรือเปล่าก็ตาม ถ้าคุณอยากไปที่ไหนสักแห่ง คุณก็ต้องเข้าใจจุดที่ตัวเองยืนอยู่ในตอนนี้เสียก่อน มีคนอยู่มากมายที่โกหกตัวเองเกี่ยวกับจุดที่พวกเขายืนอยู่ แล้วก็ปฎิเสธสถานการณ์ในชีวิต แต่มันสำคัญสุดๆของสุดๆ ที่คุณจะยอมรับจุดที่คุณยืนอยู่เสียก่อน แล้วถึงจะเดินหน้าต่อไปได้

ชีวิตของคุณดำเนินไปในแบบที่คุณอยากให้เป็นหรือเปล่า คุณอยู่ตรงจุดที่อยากจะอยู่มั๊ย คุณมีสิ่งต่างๆที่อยากจะมีหรือเปล่า ถ้ามีที่ตอบว่า 'ไม่' งั้นก็จงมองไปยังผลตอบแทนของการอยู่ ณ จุดที่คุณอยู่ในตอนนี้ คุณน่ารื่นรมย์ตรงไหนที่ได้ปฏิเสธตัวเอง คุณสนุกตรงไหนที่ได้ทำตัวไร้สุข คุณได้อะไรที่ชวนปลื้มจากการทำตัวอึดอัดและรู้สึกว่าอยู่ผิดที่ผิดทางบ้าง คุณยินดีตรงไหนเมื่อเอาแต่คิดแบบขาดแคลนและจำกัดจำเขี่ย

คุณต้องเตือนตัวเองว่าทุกอย่างที่คุณทำในชีวิตไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ ต่างก็มีรางวัลหรือผลตอบแทนพ่วงมาด้วยทั้งสิ้น ฉะนั้น จงมองไปที่ผลตอบแทน การสังเกตคือขั้นแรกในการเปลี่ยรแปลวอะไรๆ เมื่อคุณสังเกต นั่นเท่ากับคุณได้เหยียบย่างก้าวแรกที่นำไปสู่อิสรภาพ แล้วที่นี้ ขณะที่สังเกต คุณก็จะเริ่มมองเห็นรูปแบบความคิดของตัวเอง

อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ:
จงระลึกไว้ว่าที่ระดับของ'การเป็น' คุณจะกุมอำนาจไว้ทั้งหมด และสามารถสร้างอะไรก็ได้ที่ต้องการ นึกถึงสิ่งที่ทำให้คุณตื่นเต้น ครั้งสุดท้ายที่คุณรู้สึกเนื้อเต้นจริงๆนี่ เมื่อไหร่กันล่ะ ครั้งสุดท้ายที่คุณรู้สึกกระตือรือร้นหรือปั่นป่วนเพราะอะไรบางอย่างคือเมื่อไหร่ ถ้าคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้ นั่นแสดงว่าคุณรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ซึ่งนับว่าทรงพลังอยู่มาก แต่ถ้าคำตอบคือ คุณแทบไม่เคยรู้สึกเนื้อเต้นเลย งั้นก็แสดงว่าคุณใช้ชีวิตอยู่กับการปฏิเสธความจริง

เมื่อมีอิสระที่จะเลือก คุณจะใช้เวลาของตัวเองยังไงบ้าง คุณจะเอามันไปทำกิจกรรที่ดึงความสนใจคุณได้ตลอดบ้างหรือเปล่า ในางตรงกันข้าม ถ้าคุณพบว่าเวลาที่ว่างนั้น คุณไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากนอน ฝันกลางวัน หรือดูทีวี นั่นก็เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างแจ่มแจ้งแล้วล่ะว่า คุณไม่ยอมให้ตัวเองได้ประสบพบเจอกับสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงเลย

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

www.weenalovecookie.blogspot.com: การเป็นที่แท้ของเรา

www.weenalovecookie.blogspot.com: การเป็นที่แท้ของเรา: เรามีทางเลือกอยู่แค่สองอย่างในชีวิต อย่างแรกคือ การรื่นรมย์ไปกับสิ่งที่เรามีอยู่ในวันนี้ อย่างที่สองก็คือ การร้อนรนกระวนกระวายเกี่ยวกับสิ่...

การเป็นที่แท้ของเรา



เรามีทางเลือกอยู่แค่สองอย่างในชีวิต อย่างแรกคือ การรื่นรมย์ไปกับสิ่งที่เรามีอยู่ในวันนี้ อย่างที่สองก็คือ การร้อนรนกระวนกระวายเกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่มี และมุ่งสนใจอยู่กับวันพรุ่งนี้โดยหวังว่ามันจะดีขึ้น ไม่มีทางทางเลือกใดอื่นแล้ว

อย่าลืมว่าการได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการนั้น ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณในระดับของ 'การเป็นที่แท้ของตัวเรา' เลย ฉะนั้น อย่ายอมให้สิ่งที่คุณมีอยู่มาตัดสินว่า คุณเป็นใคร เป็นอันขาด ไม่งั้นคุณก็จะรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างอยู่ร่ำไป ถ้าคุณยึดติดอยู่กับการไปให้ถึงที่ไหนสักแห่ง หรือการได้อะไรบางอย่างมาเพื่อทำให้คุณเป็นสุข คุณก็จะอยู่บนลู่วิ่งไปตลอดชีวิต คุณจะทำอะไรๆโดยมีความเชื่อ เหมือนถูกสะกดจิตว่า 'ยิ่งมาก ยิ่งดี' และตรงโน้น ดีกว่าตรงนี้ตั้งเยอะ

'จงติดตามสิ่งที่คุณต้องการ แต่ขอให้สนุกกับการเดินทางนั้น' ชีวิตคือการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายเดิน จงรู้ว่าเมื่อคุณได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการแล้ว มันจะไม่เปลี่ยนแปลงคนที่คุณเป็นในระดับของ 'การเป็น' ฉะนั้น จงรื่นรมย์กับตัวเอง รักตัวเองอย่างไร้เงื่อนไข และเข้าร่วมในการเดินทางนั้น รางวัลในชีวิตไม่ได้มาจากการบรรลุความสำเร็จ แต่มาจากการเข้าไปเกี่ยวพันด้วยตลอดทางต่างหาก การเขียนสคริปต์ของคุณขึ้นมาเอง หมายความว่าคุณเป็นคนที่ตัดสินใจว่าการเดินทางนั้นจะเกี่ยวกับอะไร และจุดมุ่งหมายจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เจตนารมณ์ของคุณจะผลักดัน ให้จักรวาลเคลื่อนไปไม่มีหยุด:
จักรวาลจะไหลไปในทิศทางของเจตนารมณ์ ฉะนั้น มันจึงสำคัญมากที่คุณจะชัดเจนกับเจตนารมณ์ของตัวเองในสถานการณ์นั้นๆ ถ้าคุณชัดเจนสุดๆว่าตัวเองมุ่งหมายไว้ยังไง กลไกความสำเร็จในจิตใต้สำนึกของคุณจะเกื้อหนุนให้คุณไปถึงจุดนั้น คนส่วนใหญ่จะเผชิญกับปัญหาต่างๆในการสร้างชีวิตในแบบที่พวกเขาต้องการ เพราะพวกเขาไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าอยากไปที่ไหน หรือวาดภาพไว้ชัดๆว่ามันจะมีหน้าตายังไงเมื่อพวกเขาไปถึงที่นั่น คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมายและประสบความสำเร็จสามารถไปถึงจุดนั้นได้ ก็เพราะว่าพวกเขามีภาพที่แจ่มชัดของสิ่งที่อยากจะสร้างขึ้นมาในชีวิตนั่นเอง

คุณเคยสงสัยมั๊ยว่า ทำไมปณิธานของปีใหม่ถึงไม่ได้ผล ทั้งๆที่เรามีเจตนาที่ดีซ่ะขนาดนั้น หากสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเรามักพูดอะไรอย่าง 'ฉันจะไม่กินของหวานอีกแล้ว' 'ฉันจะเลิกตะโกนด่าลูกๆแล้วล่ะ' หรือ 'ฉันจะเลิกกินมากเกินไปแล้ว' จงสังเกตว่าปณิธานปีใหม่ ไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่คุณ'ต้องการ'เลย กลับเป็นสิ่งที่คุณไม่ต้องการต่างหากล่ะ มันไม่ใช่มโนภาพของผลลัพธ์ในบั้นปลาย แต่เป็นปฏิกิริยาในแง่ลบ เป็นรูปแบบของการคุยกับตัวเองแบบลบๆ เกี่ยวกับสิ่งที่คุณไม่ต้องการ และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมปัญหาระดับโลก ปัญหาธุรกิจ และปัญหาส่วนตัวตั้งมากมายถึงได้อยู่กันทนเหลือเกิน ก็แต่ละคนเอาแต่มุ่งเน้นไปที่ปัญหาและสิ่งที่พวกเขาไม่อยากให้เกิดขึ้น แทนที่จะเป็นผลลัพธ์ในบั้นปลายหรือสิ่งที่พวกเขาต้องการ


มองการตั้งเป้าหมายเสียใหม่:
การตั้งเป้าหมายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของคุณในส่วนที่เป็นการ 'ทำ' หรือ 'มี' ของชีวิต แปลกมั๊ยที่เรามีเป้าหมายสำหรับการเที่ยว การช็อปปิ้ง เล่นกีฬา แต่เราแทบไม่ได้สร้างเป้าหมายให้กับการเดินทางที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด นั่นคือ การเดินทางของชีวิตเรา

บางครั้งเราก็คิดแบบผิดๆว่า อิสรภาพนั้น หมายถึงการหลีกเลี่ยงที่จะทุ่มเท เรากลัวว่าถ้าเราทุ่มเทให้กับอะไรบางอย่าง มันก็จะเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและควบคุมเรา เราจึงหลีกเลี่ยงการเป็นสาเหตุของชีวิตตัวเอง และหลีกเลี่ยงการทุ่มเทให้กับอะไรๆ จงสังเกตว่าการที่เราหลีกเลี่ยงที่จะทุ่มเทและไม่ยอมเป็นคนที่รับผิดชอบนั้น ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบตัวเหมือนติดคุกขนาดไหน เพราะเราทำให้พวกเขาสับสน ไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไรได้บ้าง จนกว่าเราจะตัดสินใจได้แน่นอน โน้นแหละ

พอถึงจุดหนึ่ง คุณก็ต้องตัดสินใจ จงระลึกไว้ว่า ถ้าคุณ ไม่ตัดสินใจ คนอื่น ก็จะตัดสินใจให้คุณและการตัดสินใจของพวกเขาก็อาจไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการจริงๆก็ได้


เริ่มด้วยการตัดสินใจ:
'การไม่ตัดสินใจ ก็คือ การตัดสินใจ' สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้การตัดสินใจไม่ได้ก็คือ เป้าหมายในการเป็นฝ่ายถูกตลอดศก ตราบใดที่เราไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เราก็จะไม่มีวันคิดผิด ไม่มีวันทำพลาด และด้วยเหตุฉะนี้เราจึงไม่มีวันผิดหวัง เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า ห้ามทำพลาด การทำตัวแบบตัดสินใจไม่ได้จะทำให้เราคงความเป็นเด็กอยู่ได้ นาทีที่เราตัดสินใจว่าจะควบคุมชีวิตตัวเอง ก็คือนาทีที่เราปีกกล้าขาแข็งอย่างแท้จริง เมื่อเราเริ่มตัดสินใจด้วนตัวเอง นั่นเท่ากับเราผงาดได้เอง

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

www.weenalovecookie.blogspot.com: ความหมายของชีวิต

www.weenalovecookie.blogspot.com: ความหมายของชีวิต: ความหมายที่แท้จริงของความศรัทธา: ทั้งหมดนี้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การสามารถบรรลุผลสำเร็จในงานต่างๆที่คนอื่นพบว่ายากเย็นแสนเข็ญหรือเป็นไปไม่ได้ ...

ความหมายของชีวิต


ความหมายที่แท้จริงของความศรัทธา:
ทั้งหมดนี้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การสามารถบรรลุผลสำเร็จในงานต่างๆที่คนอื่นพบว่ายากเย็นแสนเข็ญหรือเป็นไปไม่ได้ มีเป้าหมายอยู่สักเท่าไหร่ที่คุณตั้งเอาไว้โดยมีพื้นฐานอยู่ในสิ่งที่เห็นเด่นชัด สิ่งที่คุณมองเห็นได้ สิ่งที่คุณมีอยู่ หรือสิ่งที่คุณคิดว่าสมเหตุสมผล อย่าตั้งเป้าโดยยึดจากสิ่งที่คุณมีอยู่หรือสิ่งที่คุณเคยทำมาก่อน แต่ให้อิงสิ่งที่คุณต้องการและจุดที่คุณอยากจะไปให้ถึงในบั้นปลายเป็นหลัก

ความศรัทธา ไม่ใช่อะไรในเชิงศาสนาหรือที่รู้กันในวงแคบๆ หากเป็นข้อเท็จจริงที่หนักแน่นในิงจิตวิทยาหรือสรีรวิทยา เมื่อคุณเข้าใจว่าสมองและจิตใจทำงานร่วมกันอย่างไร คุณก็จะรู้ว่าความศรัทธา หรือ การเชื่อก่อนที่ตาจะเห็น ก็คือกระบวนการสร้างตามธรรมชาติดีๆนี่เอง แค่เล็งไปยังสิ่งที่คุณต้องการ แล้วก็ยอมให้ข้อมูลที่จะช่วยคุณสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไม่เคร่งเครียด และไม่ต้องบุกบ่าฝ่าฟันได้ผ่านเข้ามา ความจริงนั้นมีอยู่ว่า อะไรก็ตามแต่ที่คุณมองหาอยู่ก็มองหาคุณด้วยในเวลาเดียวกัน ทุกอย่างเริ่มขึ้นด้วย การเชื่ิอก่อนที่ตาจะเห็นแท้ๆเลย


มนุษย์ทุกคนต่างก็มีความปรารถนาโดยกำเนิดที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองให้ถึงขีดสุด ปัญหาก็คิอ ความปรารถนาที่จะเติบโตและก้าวหน้านี้ ทำให้เราไม่เป็นสุขกับการที่สิ่งต่างๆเป็นไป มีความเชืีอหลักๆเกี่ยวกับชีวิตอยู่สามอย่าง ที่กีดกันเราไว้จากการเป็นสุขและความพอใจ
ความเชื่อแรกก็คือ สิ่งที่ฉันไม่มีดีกว่าสิ่งที่ฉันมีอยู่จริงๆ นี่เป็นความเชื่อที่แปรมาจากแนวคิดที่ว่าหญ้าที่อยู่อีกฝั่งของแนวรั้วเขียวชอุ่มกว่าเสมอ
ความเชื่อที่สองคือ การมีมากขึ้นย่อมดีกว่า ไม่ว่าฉันจะมีอยู่้วสักแค่ไหน การมีมากขึ้นย่อมดีกว่าแน่นอน
ความเชื่อที่สาม พอได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ฉันจะเป็นสุข นี่เป็นความจริงอันแท้จริงหรือ

บางทีคุณอาจคิดว่าคนรักใหม่ บ้านหลังใหม่ การมีลูด หรือการหาเงินได้มากขึ้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ ซึ่งในที่สุดคุณก็ได้สิ่งเหล่านั้นมา แต่คุณก็ยังไม่เป็นสุขอยู่ดี เหตุผลมันเรียบง่ายจะตายไป ไม่มีอะไรที่อยู่นอกตัวเราจะมีวันทำให้เราเป็นสุขไปได้ เพราะความสุขคือ ประสบการณ์จากข้างในไปข้างนอก

มีพวกเราอยู่มากเหลือเกินที่ไม่เป็นสุข ไม่ว่าเราจะมีสิ่งโน้นสิ่งนี้อยู่มากมายเพียงไร ดูเหมือนเราจะอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ครอบครองอยู่เรื่อย และเมื่อเราได้ในสิ่งที่ต้องการมาในที่สุด มันก็เหมือนกับเพลง 'is that all there is' แปลได้ว่า ทั้งหมดก็เนี่ยเหรอ!! เราคิดว่าพอจรวดพุ่งออกไป ชีวิตก็จะสมหวังเป็นที่สุด แต่แล้วความผิดหวังก็บังเกิด เพราะรู้สึกว่ายังมีอย่างอื่นขาดหายไปอีก

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการยอมรับจุดที่คุณยืนอยู่ในตอนนี้ และรื่นรมย์กับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วก็คือ การที่คุณสามารถมีจิตใจที่สงบสุข มีสันติสุข และมีความเบิกบานยินดีได้ตอนนี้ แบบเดียวกับที่คุณคิดว่าตัวเองจะรู้สึกเมื่อไปถึงจุดที่อยากจะไปได้ในที่สุด นี่คือข้อความที่สำคัญที่สุด การอยู่กับปัจจุบันไม่ได้หมายความว่า คุณแค่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่และเลิกสร้างไปเสียเฉยๆ มันแค่หมายความว่า คุณมีสิ่งที่ตัวเองต้องการในระดับ 'การเป็น' อยู่แล้ว และที่ระดับของการเป็นในจุดที่คุณอยู่ ณ ขณะนี้ คุณได้ประสบความสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว

ชีวิตไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการ 'ได้': 
ชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นมีแต่การ 'ได้' อะไรบางอย่างมา แต่ความจริงก็คือ มันไม่มีอะไรให้ได้หรอก ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือ 'การเป็น' การเป็นจะก่อให้เกิดผลลัพธ์บั้นปลายขึ้นมาเอง มันจำเป็นสุดๆที่คุณจะเข้าใจว่าส่วนที่เป็นการทำ และการมีในชีวิตของคุณไม่ใช่สิ่งที่กำหนดคุณภาพของชีวิต แง่มุม 'การเป็น' ต่างหากล่ะที่เป็นตัวกำหนด 'คุณเป็นใคร' การรับรู้อย่างมีสติถึงการเป็นของคุณ นี่เองที่จะควบคุมสิ่งที่เกิดกับคุณ

เวลาที่เรามุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหาและพยายามทำอะไรดีๆขึ้น จะมีสิ่งที่น่าสนใจมากๆเกิดขึ้น นั่นคือ คุณมองไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ฉะนั้นหนทางเดียว ที่จะได้พบกับความสุขและความพึงพอใจก็คือ การรื่นรมย์กับสิ่งที่คุณมีอยู่ในตอนนี้ ไม่ได้บอกว่า คุณไม่ควรตั้งเป้าหมายหรือวางแผน แต่คุณควรยินดีปรีดาไปกับชั่วขณะปัจจุบัน เพราะนี่คือทั้งหมดที่คุณมี 'จงสร้างสำหรับวันพรุ่งนี้ แต่ใช้ชีวิตอยู่ในวันนี้และเพื่อวันนี้'

เรามีทางเลือกอยู่แค่สองอย่างในชีวิต อย่างแรกคือ การรื่นรมย์ไปกับสิ่งที่เรามีอยู่ในวันนี้ อย่างที่สองก็คือ การร้อนรนกระวนกระวายเกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่มี และมุ่งสนใจอยู่กับวันพรุ่งนี้โดยหวังว่ามันจะดีขึ้น ไม่มีทางทางเลือกใดอื่นแล้ว

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

www.weenalovecookie.blogspot.com: ยอมให้คนอื่นเป็นครู

www.weenalovecookie.blogspot.com: ยอมให้คนอื่นเป็นครู: ยอมให้คนอื่นเป็นครู: บางครั้งข้อมูลที่เราต้องการก็เข้ามาทางคนอื่น มันอาจมาในรูปของคำแนะนำหรือแม้แต่คำวิจารณ์เสียๆหายๆอย่างไรก็ตาม ถ้าเรามี...

ยอมให้คนอื่นเป็นครู

ยอมให้คนอื่นเป็นครู:
บางครั้งข้อมูลที่เราต้องการก็เข้ามาทางคนอื่น มันอาจมาในรูปของคำแนะนำหรือแม้แต่คำวิจารณ์เสียๆหายๆอย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีความนับถือตัวเองหรือเห็นคุณค่าของตัวเองแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราก็จะไม่สามารถยอมรับคำแนะนำต่างๆ หรือรับมือกับคำวิจารณ์จากคนอื่นได้ การตอบสนองของเราจะเป็นกสนปกป้องตัวเอง

ความผิดพลาดที่เราทำเอาไว้ก็คือ เวลาที่เรายอมรับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง เราจะปิดกั้นอย่างอื่นไปหมด นั่นเป็นเพราะการนับถือตัวเองหรือ การเห็นคุณค่าตัวเองของเรามันไม่แข็งแกร่งพอ ที่จะยอมรับข้อมูลจากคนอื่นนั่นเอง

กี่ครั้งกี่หนกันที่คุณเคยพูดว่า 'อย่ามาบอกฉันว่าต้องทำยังไงเชียว ฉันอยากทำด้วยตัวเอง ' แต่สิ่งที่คุณบอกออกมาจริงๆก็คือ 'ฉันไม่อยากให้เธอทำให้ฉันดู เดี๋ยวเธอเป็นได้ดูฉลาดกว่าหลักแหลมกว่าฉันพอดี ความที่ฉันมีความนับถือตัวเองอยู่เพียงน้อยนิด มันจึงสำคัญที่ฉันจะดูเหมือนกับรู้ อยู่ตลอดเวลา'

เราต้องยอมให้คนอื่นเป็นครูให้กับเรา นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกอย่างที่พวกเขาบอก แต่มันเป็นประโยชน์ต่อเราที่อย่างน้อยก็ฟังพวกเขา เพื่อจะได้ดูว่าสิ่งที่พวกเขาพูดออกมามีค่าบ้างหรือเปล่า มันไม่สำคัญหรอกว่าใครช่วยคุณหรือชี้ช่องทางให้กับคุณ สิ่งเดียวที่สำคัญก็คือผลลัพธ์ในบั้นปลาย การตอบสนองที่ดีคือ 'ถ้าคุณบอกฉันได้ว่า จะไปถึงที่นั่นให้ง่ายขึ้น ดีขึ้น หรือเร็วขึ้นได้อย่างไร งั้นฉันก็อยากเรียนรู้จากคุณ'

เมื่อคุณคิดไม่ออกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการมาได้อย่างไง มันไม่ใช่เพราะคุณโง่เง่าเต่าตุนหรอก แต่เป็นเพราะคุณเคยชินกับการไม่มองให้ไกลกว่าระดับการรับรู้ในปัจจุบัน สำหรับโลกธุรกิจ มันจะมีความโน้มเอียงที่จะยึดติดอยู่กับวิธีการต่างๆที่ทำจนเป็นธรรมเนียม เวลาที่เราใช้การคิดแบบนี้และยึดติดกับวิถีที่เคยเป็นมา เราจะปิดหูปิดตาตัวเองจนมองไม่เห็นว่ามันอาจเป็นไปได้ในแบบไหนบ้าง

เรื่องท้าทายอีกเรื่อง คือ การชักนำให้คนอื่นเชื่อว่าพวกเขาทำได้มากกว่าที่ตัวเองประเมินไว้ บางทีคุณอาจจะเห็นว่าลูกของคุณมีศักยภาพ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย ถ้าพวกเขาเอง ไม่อาจมองเห็นมัน คุณอาจจะเห็นถึงความเก่งกาจของลูกจ้างหรือคนรัก อต่มันจะไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง นอกเสียจากว่าพวกเขาจะมองเห็นมันด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะพวกเขาต้องทำไปตามความเป็นจริง อย่างที่พวกเขารับรู้ไว้นั่นเอง

หาคน 'ทำได้'มาห้อมล้อมคุณไว้:
จงมองดูผู้คนในชีวิตที่บอกคุณว่า 'โอ๊ย ทำไม่ได้หรอก' 'ไม่มีทางเลย'หรือ'ฉันมองไม่เห็นเลยว่าจะทำได้อีท่าไหน' คุณจะยอมให้คนเหล่านี้มาตัดสินว่าคุณทำไม่ได้หรือเปล่าล่ะ หลักๆก็คือ คุณจะยกอำนาจของคุณให้กับคนเหล่านี้หรือเปล่า ถ้ายก งั้นก็ตัดสินใจได้แล้วล้ะ ว่าคุณจะทวงอำนาจคืน ผู้คนแบบไหนล่ะที่แวดล้อมคุณในธุรกิจการงาน พวกเขาเป็นคนแบบที่มองหาเหตุผลที่ว่า 'ทำไมถึงไม่ได้'อยู่ตลอดหรือเปล่า หรือว่าคุณสุงสิงอยู่กับคนที่หาทางออกได้เสมอ

จงระวังให้มากๆเวลาที่เลือกคนประเภทที่คุณสมาคมอยู่ด้วย เพราะพวกเขาจะมีอิทธิพลต่อการสร้างของคุณอย่างรุนแรง ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือเปล่าก็ตาม ตวามเป็นลบของพวกเขา ลามถึงกันได้ ในที่ทำงาน ในความสัมพันธ์ ในครอบครัว และในธุรกิจของคุณ คนที่เชืีอว่าอะไรๆไม่อาจลุล่วงได้ จะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองคิดถูก แต่คนที่รู้ว่าอะไรๆก็ลุล่วงได้จะลุยโลดเพื่อทำให้มันเกิดขึ้น

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ จงอย่าจ่ายเงินใครให้มาบอกคุณว่าไอ้นั่นทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ คุณคิดหาเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ ได้เองอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องให้คนที่อยู่รอบตัวมาบอกว่าทำไม่ได้ แล้วก็จ่ายเงินพวกเขาสำหรับสิทธิพิเศษนี้หรอก
จงแวดล้อมตัวคุณด้วยผู้คนที่นับถือตัวเองเป็นอย่างมาก เป็นพวกที่บอกคุณได้ว่าจะทำให้งานนั้นๆลุล่วงไปได้อย่างไร จะทำให้มันเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีไหนบ้าง จงสอนให้พวกเขามองหาทางออกแทนที่จะเป็นปัญหา ผู้นำที่เข้มแข็งต่างก็กำหนดเป้าหมายขึ้นมา แล้วก็ทำอะไรก็ตามแต่ที่จำเป็นเพื่อให้มันสำเร็จลุล่วง ถ้าคุณสอนผู้คนที่อยู่รอบตัวให้หันมาตั้งเป้าหมาย โดยไม่ได้วางอยู่บนรากฐานของสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นเป้าหมายที่มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่คุณอยากจะบรรลุผล คุณก็จะเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และผู้คนที่อยู่รอบตัวคุณ ก็จะกลายเป็นคนที่เก่งกล้าสามารถ

การจะได้พบกับความก้าวหน้าหรือความเปลี่ยนแปลงนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนความคาดหวัง การจะเปลี่ยนระดับความคาดหวังนั้น เราต้องเชื่อตัวเองและเป้าหมายอย่างแรงกล้า เราต้องรู้ว่าเราสามารถยกไอเดียนั้นๆขึ้นมา แล้วทำให้มันเป็นจริงได้ คนอื่นอยากจะเห็นมันก่อน ถึงจะยอมเชื่อ แต่คุณต้องเชื่อก่อน ที่จะเห็นมันกับตาด้วยซ้ำ เมื่อคุณศรัทธาในอำนาจของตัวเองมากขึ้นแล้ว คุณก็จะแพร่มันไปให้คนอื่นด้วย เมื่อคุณรู้ถึงความสามารถของตัวเองเช่นนี้ รวมถึงความสามารถของคนที่อยู่รอบตัวคุณด้วย คุณก็จะทำอะไรๆที่ดูเหมือนเกินจริงหรือเป็นไปไม่ได้ในสายตาคนอื่นได้สบายมาก

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

www.weenalovecookie.blogspot.com: คุณกำลังมองหาอะไรอยู่

www.weenalovecookie.blogspot.com: คุณกำลังมองหาอะไรอยู่: จงครุ่นคิดกับหลักคิดนี้เสมอ คุณต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วถึงจะคิดออกว่าจะได้มันมาด้วยวิธีใด การระบุให้ได้ก่อนว่าอะไรมีค่าสำหรับคุณนั้...

คุณกำลังมองหาอะไรอยู่


จงครุ่นคิดกับหลักคิดนี้เสมอ คุณต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วถึงจะคิดออกว่าจะได้มันมาด้วยวิธีใด การระบุให้ได้ก่อนว่าอะไรมีค่าสำหรับคุณนั้นเท่ากับอนุญาตให้ข้อมูลที่สำคัญสำหรับคุณผ่านการกรองเข้าไปโดยอัตโนมัติ คุณจะได้รับทราบได้มากขึ้นถึงโอกาสและข้อมูลอันมีค่าซึ่งจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย

มีข้อมูลพุ่งมาหาเราอย่างต่อเนื่องมากมายเหลือเกิน เป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกอย่างจะผ่านเข้าไปได้ เราจึงต้องกำหนดแบบชัดเปรี๊ยะว่าต้องการอะไรบ้าง นี่จะอนุญาตให้กลไกทางสมองและจิตใจได้เลือกเฟ้นเต็มที่ว่าข้อมูลไหนมีค่าสำหรับเราอย่างแท้จริง

คนส่วนใหญ่พยายามแก้ไขปัญหาโดยไม่กำหนดเสียก่อนว่าพวกเขาอยากบรรลุอะไร พวกเขาตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงหรือทรัพยากรที่มีอยู่ขณะนั้น ซึ่งการตอบสนองตามธรราติคือ 'เราทำไม่ได้หรอก เราไม่รู้ว่าเงินจะมาจากไหน ใครจะมาช่วยเราล่ะ เราไม่มีความสามารถพอ' แท้ที่จริงส่งที่คุณควรรู้คือ ผลลัพธ์ในบั้นปลายคืออะไร เราอยากจะไปลงเอยที่ตรงไหน เรายากจะสร้างอะไรขึ้นมา ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน แล้วข้อมูลที่จำเป็นจะไหลเข้ามาเอง การมีข้อมูลก่อน โดยไม่มีเป้าหมายรังแต่จะทำให้จิตใจสับสนงุนงง


คิดออกไปนอกขีดจำกัดของเรา:
อีกเหตุผลที่เรามองไม่เห็นโอกาส ก็คือ เราจำกัดตัวเองด้วยวิธีการคิดของเรา เราต้องเต็มใจที่จะคิดออกไปนอกขีดจำกัดของตัวเอง บ่อยครั้งที่เรารู้สึกอึดอัดอยู่ในใจเมื่อเจอกับความคิดเห็น ความเชื่อ ทัศนคติที่ขัดแย้งหรือไม่ลงรอยอยู่ในเวลาเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่คนเราโดนจับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ใหม่อันไม่คุ้นเคย จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการปรับแก้ทัศนคติเพื่อบรรเทาหรือกำจัดความวิตกกังวลอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงนั้น คนเรามักดิ้นรนที่จะคงไว้ซึ่งความสมดุลทางจิตใจ โดยพยายามทำให้อะไรๆเข้ากันได้ภายในตัวเรา

วิธีที่เกร่อที่สุดในการปลดปล่อยความขัดแย้ง ก็คือ การตัดสินใจแบบหาเหตุผลสนับสนุน การหาเหตุผลสนับสนุนคือสิ่งที่คนใช้ยามที่พวกเขาอธิบายตรรกะหรือเหตุผลสำหรับการกระทำใดๆ ความเห็นหรือพฤติกรรมของตัวเอง การที่คนคนหนึ่งจะดูไม่เห็นแก่ตัวหรือทำความผิดพลาดอันน่าขายหน้านั้น เขาจะต้องรวบรวมผู้คนและข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็นหรือพิสูจน์ความสมเหตุสมผลของพฤติกรรมตัวเอง

โขคไม่ดีที่เมื่อเราพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองถูกต้องที่ทำไปเช่นนั้น เรา จะเป็นสิ่งที่เราเลือกหรือ เลือก สิ่งที่เราเลือก เราจะปิดกั้นข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับเราในการตัดสินใจอย่างหาเหตุผลสนับสนุน โดยปิดหูปิดตาตัวเองจากความคิดเห็นอื่นๆเป็นหลัก เมื่อเรายึดอยู่กับไอเดียหรือเหตุผลที่ว่าทำไมอะไรบางอย่างถึงไม่ได้ผล ทางออกก็จะไม่ปรากฏให้เห็น


มุ่งสนใจทางออกแทนที่จะเป็นปัญหา:
แค่เรามองไม่เห็นทางออก ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีทางออก ถ้าคุณบอกตัวเองว่าไม่มีทางเลยที่จะขยายธุรกิจได้ ไม่มีทางเลยที่จะทำโครงการโน้นได้สำเร็จ ไม่มีทางที่จะทำอะไรได้สำเร็จสิ้นได้ในสิ่งที่คุณต้องการ นั่นเท่ากับคุณมุ่งสนใจไปที่ปัญหาแทนที่จะเป็นทางออก คุณจะใช้จิตใต้สำนึกมาช่วยให้คุณได้รับคำตอบและทางออกก็ได้ หรือจะใช้จิตใต้สำนึกตัวเดียวกันนี้แหละมาช่วยหาเหตุผลสนับสนุนหรือใช้เหตุผลตัดสินว่าทำไมถึงไม่มีวันทำสำเร็จก็ได้เหมือนกัน ทางเลือกมันอยู่ตรงนั้นเสมอ และการตัดสินใจก็เป็นของคุณเสมอ

เวลาที่ความหวาดกลัวเข้าครอบงำ เราจะใช้เหตุผลมาสนับสนุนได้อย่างง่ายดายว่าทำไมเราถึงควรจะถอย ถอดใจ ล้มเลิก หรือทำไมเราถึงทำอะไรบางอย่างไม่ได้ คุณใช้พลังงานไปกับการพยายามคิดว่าตัวเองขาดอะไรไปบ้าง หรือมีอะไรบ้างที่ไม่อาจเกิดขึ้นกับคุณได้ หรือคุณจะใช้พลังงานนั้นไปทุ่มให้กับการวิธีที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับชีวิตคุณก็ได้


เราจะดึงดูดสิ่งที่เรารู้สึกว่าตัวเองมีค่าคู่ควรเข้ามา:
อีกเหตุผลที่เรามองเห็นปัญหาและความล้มเหลว แทนที่จะเป็นทางออกหรือโอกาสคือ เราไม่รู้สึกว่าตัวเองมีค่าคู่ควรกับการเป็นทำ หรือมีสิ่งต่างๆที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ปัญหาก็คือ เราจะดึงดูดแต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าตัวเองคู่ควรเข้ามาได้เท่านั้น ยิ่งคุณรู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังเสี่ยงได้มากขึ้นอีกด้วย ยิ่งคุณมองตัวเองดีขึ้นเท่าไหร่ คนอื่นก็ยิ่งอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณมากขึ้นเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จริงๆแล้ว คุณต้องการอะไรกันแน่

สิ่งที่ทุกคนต้องการในชีวิตก็คือ การรู้สึกดี มันเรียบๆง่ายๆแค่นี้เอง ความรู้สึกนี้เองที่เราพากันไขว้คว้า เรามีแนวโน้มที่จะแสวงหาสิ่งต่างๆเพืีอให้ได้มาซึ่งความรู้สึกนี้ สิ่งของภายนอกหรือเหตุการณ์ต่างๆเป็นแค่ข้ออ้างในการเล่นเกมเท่านั้น แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่หรรษาสุดๆ อะไรคือสิ่งที่ฉันสำเริงสำราญเมื่อได้ทำ นี่แหละคือคำถามที่เป็นกุญแจเบิกทาง เมื่อรู้คำตอบแล้ว การไต่ไปให้ถึงเป้าหมายก็เป็นเรื่องง่ายดาย

เวลาที่เรามีจุดมุ่งหมาย คือ ทำในสิ่งที่เรารักที่จะทำ เราจะดึงดูดผู้คนและสถานการณ์ที่เราต้องการเพื่อบรรลุเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายเข้ามาเอง

เมื่อคุณใช้เครื่องมือต่างๆอย่างมีสติรู้ตัว โดยเครื่องมือเหล่านั้นได้แก่ การคุยกับตัวเองและการวาดภาพในใจ นั่นเท่ากับคุณได้จงใจรวนระบบเก่าของตัวเอง จงเข้าใจว่าคุณจะถูกผลักดันอย่างรุนแรง แทบจะอย่างหมกหมุ่นให้เข้าหาอะไรก็ตามที่คุณยืนกรานและวาดภาพไว้ ถ้าคุณใช้แนวคิดนี้กับด้านเพียงด้านเดียวในชีวิต คุณก็จะหมกหมุ่นกับมันไปเลย การตั้งเป้าหมายไว้อย่างสมดุล โดยให้มันมีสัดส่วนเท่ากันในทุกๆด้าน คือกุญแจสำคัญ เพืีอที่คุณจะได้ไม่ขโมยส่วนหนึ่งของชีวิต ไปเติมเต็มีกส่วนหนึ่ง

จงเริ่มด้วยการรู้ว่าคุณอยากไปที่ไหน แล้วหันมาคุยกับตัวเองใรเรื่องนั้น การคุยกับตัวเองบวกกับการวาดภาพในเชิงก่อ สองอย่างนี้คือเครืีองมือที่ทรงพลังที่สุดที่คุณจะ้กระโจนจากจุดที่ยืนอยู่ในตอนนี้ ไปสู่จุดที่อยากจะไปได้สำเร็จ

" เชื่อ คือ เห็นล่วงหน้า"
การรับรู้ว่า ต้องเห็นก่อน จะจำกัดความสำเร็จ คนที่ต้องเห็นเสียก่อน จึงจะเชื่อได้ หรือมีการตอบรับกลับมาเป็นชิ้นเป็นอันเสียก่อน ถึงจะยอมเสี่ยง คนเหล่านี้จะพบว่าการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอะไรที่ยากเหลือแสน ชีวิตส่วนใหญ่ของพวกเขาจะหมดไปกับการรอคอยให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้น แทนที่จะลงมือทำให้มันเกิดขึ้น

เราจะกระตุ้นพลังงานและแรงผลักดันในเชิงสร้าง ที่เป็นสัดส่วนที่ผันตรงต่อความสามารถของเราในการใช้จินตนาการ อย่างไรก็ตาม การใข้จินตนาการขงเราก็ถูกจำกัดด้วยการรับรู้ของเราเกี่ยวกับความเป็นจริงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เราทุกคนล้วนมีขีดจำกัดในการรับรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงทั้งสิ้น แต่่เราสามารถขยายการตระหนักรู้ของเราถึงความจริงนี้ให้มากขึ้นได้ เราไม่ได้ถูกจำกัดโดยสภาพความเป็นจริง นอกจากเราเลือกที่จะโดนจำกัดเสียเอง การจะเปลี่ยรแปลงเรื่องนี้ได้ เราต้องเต็มใจที่จะดูให้ดีว่าการรับรู้ถึงความเป็นจริงของเรานั้น ถูกจำกัดหรือบิดเบือนไปบ้างหรือเปล่า

ไม่มีคนสองคนไหนที่จะรับทราบหรือรับรู้สภาพความเป็นจริงเหมือนกันเปี๊ยบหรอก นี่ก่อให้เกิดลักษณะพิเศษขึ้นในคนแต่ละคน ถึงแม้เราจะมองโลกใบเดียวกัน แต่เราก็ตีความสิ่งที่เห็นแตกต่างกัน การรับรู้ของเราถูกจำกัดแค่ไหน นิสัย ความคิด และการกระทำของเราก็จะถูกจำกัดแค่นั้นด้วย การรับรู้ของเรานั้นเป็นแค่การผสมกันของประสบการณ์ทั้งหมด ภาพฝังใจ และทัศนคติที่เราสั่งสมมาตั้งแต่เกิด การรับทราบของเราจะรวมกันได้เป็นประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดของเรา การรับทราบของเรา คือสิ่งที่กำหนดความชัดเจนของเราในการรับรู้ และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตตัวเอง

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนถูกกลั่นกรองผ่านการรับรู้ของเรา จากนั้นเราก็จะทำไปตามระดับของการรับทราบ ณ ขณะนั้น ถ้าการรับรู้มันผิด การกระทำของเราก็จะพลอยผิดไปด้วย ฉะนั้นสิ่งที่เรารู้จริงๆ จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราตกที่นั่งลำบาก แต่เป็นสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองรู้ ทั้งที่รู้ไม่จริงต่างหากที่ทำให้เราแย่

หนึ่งในความเข้าใจผิดๆของคนส่วนใหญ่ในเรื่องของการรับทราบก็คือ 'ต้องเห็นก่อน ถึงจะเชื่อได้'. แต่ความจริงก็คือ เพียงเพราะว่าเรามองไม่เห็นมัน ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่อยู่ตรงนั้นสักหน่อย เหตุผลที่เรามองไม่เห็นโอกาสหรือทางออกไม่ได้เป็นเพราะว่ามันไม่มีอยู่หรอก แต่เป็นเพราะเราไม่ได้กำหนดว่าตัวเองกำลังมองหาอะไรจริงๆมากกว่า แทนที่จะรอให้เห็นก่อนถึงจะเชื่อได้  เราต้องตั้งเป้าหมายก่อน สมองและจิตใจของเราซึ่งทำงานร่วมกันก็จะทำตัวเป็นเครื่องมือกลั่นกรองตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด


คุณกำลังมองหาอะไรอยู่
สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือถามว่า 'อะไรคือสิ่งที่ มีค่าสำหรับฉัน อะไรที่สำคัญหรือมีค่าสำหรับฉัน ฉันมองหาอะไรอยู่ อะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการ อะไรคือผลลัพธ์ในบั้นปลายที่ฉันต้องการ คำถามเหล่านี้รวมทั้งคำตอบของมัน นับว่ามีบทบาทที่สำคัญมากต่อความสำเร็จของคุณ ผลกระทบระหว่างกันของสมองหรือฮาร์ดแวร์ และจิตใจหรือซอฟแวร์ จะไม่เกื้อหนุนให้คุณบรรลุเป้าหมายจนกว่ามันจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ ข้อมูลต่างๆจะไม่ผ่านเข้าไปนอกจากคุณจะตอบคำถามนี้ๆได้เสียก่อน 'ฉันต้องการอะไร'

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ภาพในใจของตัวเอง


เราเคลื่อนเข้าหาสิ่งที่เราวาดภาพไว้ในใจ:
เราเดินหน้าเข้าหาสิ่งที่เราวาดภาพเอาไว้ เราได้สร้างสิ่งที่เรายึดถือไว้ในฐานะภาพวาดในใจทั้งทางกาย อารมณ์ และจิตใจ ผ่านทางกิจกรรมและความเคลื่อนไหวกับสิ่งที่เราเชื่อและวาดภาพไว้ ไม่ว่าภาพนั้นจะดีสำหรับเราหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่เรายึดเหนี่ยวภาพนั้นเอาไว้ เราก็จะถูกดูดไปหามัน เราควบคุมภาพในใจผ่านทางการคุยกับตัวเองแบบที่มีการกำกับนั่นเอง

เราสามารถวาดภาพว่าตัวเองมีพฤติกรรมใหม่ได้ ถึงแม้ในตอนนี้มันอาจจะตรงข้ามกับพฤติกรรมหรือการกระทำของเราก็ตาม จำไว้ว่าความคิดจะต้องมาก่อนการกระทำ อย่ากังวลเรื่องการกระทำของตัวเอง ห่วงแต่การคุยกับตัวเองและวาดภาพในใจก็พอ ดูให้แน่ใจว่ามันถูกควบคุมให้นำมาซึ่งผลลัพธ์ในบั้นปลายที่คุณปรารถนา เมื่อภาพนั้นในใจเปลี่ยนไป ผลงานการปฏิบัติของคุณก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

กลไกการสร้างของจิตใต้สำนึกนั้นรู้ดีว่าเราอยู่ตรงไหนในกาลและอวกาศ ในแง่ของความสัมพันธ์กับเป้าหมาย ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ของจุดที่เราอยู่ในตอนนี้กับผลลัพธ์ในบั้นปลายที่เราพยายามบรรลุ ถ้าเราออกนอกลู่นอกทาง ผลสะท้อนที่เป็นลบก็จะกระตุ้นให้เราอยู่ในลู่ทาง นี่จะปลุกเร้าพลังงานสร้างสรรค์และผลักดันให้มีการดึงดูดผู้คน สิ่งของ หนังสือใหม่ๆ การสัมมนา หรืออะไรอื่นที่เราต้องการเพื่อสร้างภาพในใจให้เป็นจริง แต่ยังไงๆภาพก็ต้องมาก่อนเสมอ เราจะเริ่มโดยไม่มีภาพในใจไม่ได้

กลไกการสร้างของจิตใต้สำนึกจะมอบเทคนิคอันทรงพลังให้แก่เรา เพื่อใช้ความสามารถในการสร้างให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากเราเคลื่อนเข้าหาสิ่งที่เราวาดไว้ในใจ มันจึงสำคัญที่เราจะควบคุมสิ่งที่เราวาดภาพไว้ เป้าหมายจะต้องชัดเจนและกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง เราไล่ตามอะไรอยู่ มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าคุณบรรยายมันไม่ได้ คุณก็ไม่มีทางจะได้มันมา

การบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะก่อให้เกิดความล้มเหลว:
หนึ่งในกับดักใหญ่ยักษ์ที่สุดที่เราหล่นโคร่มลงไปก็คือ การบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างการพยายามดัดนิสัยตัวเอง โดยบอกว่า 'ฉันต้องทำอย่างนี้''ฉันต้องลดน้ำหนัก' 'ฉันต้องทำงานให้หนักขึ้น การผลักดันแบบสุดๆเช่นนี้ ก็คือการที่จิตใต้สำนึกทำงานต่อต้านผลลัพธ์บั้นปลายดีๆนี่เอง

เมื่อไหร่ที่คุณบอกตัวเองว่าคุณ 'ต้อง'ทำอะไรบางอย่าง จิตใต้สำนึกของคุณจะมีหน้าที่ในการบอกว่า ''ไม่ อย่านะ' 'เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย' 'ฉันจะพาเธอไปให้พ้นเรื่องนี้เอง' แล้วคุณก็จะค้นพบวิธีที่จะไม่ทำสิ่งนั้น โดยหลีกเลี่ยงที่จะสร้าง การผัดวันประกันพรุ่ง หรือหนทางใดๆที่เป็นไปได้ เวลาที่คุณบอกว่าจะต้อง นั่นเท่ากับคุณบอกว่า 'ฉันต้องทำ แต่ถ้าทำตามใจฉันได้ ฉันก็อยากจะทำอย่างอื่นมากกว่า' ยิ่งคุณพยายามทำอะไรอย่างหนักหน่วงเท่าไร คุณก็ยิ่งต่อต้านกลไกการสร้างตามธรรมชาติของจิตใต้สำนึกมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเราตระหนักได้ว่าเราทำได้ เราจะเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง หรืออยากเปลี่ยนแปลง เพราะมันเป็นไอเดียของเราที่อยากให้ตัวเองเป็นแบบนั้น ที่นี้เราก็จะมีอำนาจอยู่ถ้วนทั่ว ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะถอดใจ เมื่อคิดได้ว่าเราเป็นคนที่สร้างอะไรๆขึ้นมาด้วยตัวเอง ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว และคิดได้ว่าความสำเร็จและล้มเหลวอยู่ในกำมือ เราก็จะเลิกพูดว่า 'ฉันต้อง' แต่หันมาพูดว่า 'ฉันเลือกที่จะ" แทน เราสามารถเป็นเหมือนกับมโนภาพบอกว่าเราเป็นได้ จากนั้นก็เดินหน้าในเชิงสร้างไปสู่ผลลัพธ์บั้นปลายด้วยพลังงานและแรงผลักดันที่ทั้งตื่นเต้นและดึงดูด


จงระลึกไว้ว่าคำพูดของคุณคือกฎ: 
เมื่อคุณเชื่อใจในสัญญาที่ให้กับตัวเองและคนอื่นได้แล้ว คุณก็จะกลายเป็นคนที่ทรงอำนาจ เราจะแข็งแรงได้เท่ากับถ้อยคำของเราที่แข็งแรงเท่านั้นแหละ ถ้าคุณสัญญาอะไรไว้ คุณก็ต้องทำตามนั้นให้ได้ เพราะทุกครั้งที่คุณไม่รักษาคำพูด คุณจะสูญเสียอำนาจไป

นี่ไม่ใช่แค่คำพูดที่คุณให้กับคนอื่นเท่านั้น เพราะคุณสามารถแก้ตัวได้ แต่มันยังรวมถึงคำพูดที่คุณให้กับตัวเอง เวลาคุณบอกว่าคุณตั้งใจจะทำอะไรอีกด้วย เมื่อคุณสัญญากับตัวเอง คุณจะรู้ตัวว่สคุณเชื่อถือตัวเองได้ ด้วยอำนาจนั้น ความรู้สึกนั้น ความเชื่อนั้น ก็แทบไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้เลย เพราะคุณรู้ว่าคุณทำให้อะไรๆเกิดขึ้นได้นั่นเอง

มันเป็นแค่เรื่องของการเก็บจิตใจให้ห่างจากสิ่งที่เราไม่ต้องการ โดยมุ่งสนใจอยู่กับสิ่งที่เราต้องการแทน อย่าใช้เวลาไปกับการจินตนาการและฝังใจกับสิ่งที่คุณพยายามหลีกเลี่ยง แทนที่จะเอาแต่หลีกลี้จากสิ่งที่คุณไม่ต้องการ จงพุ่งเข้าใส่สิ่งที่คุณต้องการ เพราะบ่อยครั้งที่เราหลงติดอยู่กับการเน้นเหตุผลที่สมจริง 'ฉันก็เป็นแบบนี้นี่แหละ' อย่าเตร่ไปในรอยทางของอดีต ทุกๆชั่วขณะล้วนเป็นการเริ่มต้นใหม่ทั้งสิ้น

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เชื่อมั่นในตนเอง 2


ตอนที่เราโตขึ้นมา เรามีแนวโน้มที่จะรับรู้โลกในแบบที่มันเป็น แล้วก็แค่ใช้ชีวิตภายใต้โลกนั้น โดยไม่พยายามกระทบกระมั่งอะไรมากนัก พยายามมีครอบครัวที่ดี สนุกกับมัน สะสมเงินนิดหน่อย นั่นเป็นชีวิตที่ถูกจำกัดมากๆ

ชีวิตคุณสามารถขยายให้กว้างขึ้นได่ เพียงแค่ค้นพบความเป็นจริงที่เรียบง่ายข้อนี้ ทุกอย่างรอบตัวคุณที่คุณเรียกมันว่าชีวิตนั้น ถูกสร้างโดยคนที่ไม่ฉลาดไปกว่าคุณ และคุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ มีอิทธิพลเหนือมันได้ เมื่อคุณเรียนรู้ความจริงข้อนี้ ชีวิตคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นาทีที่คุณเข้าใจว่าตัวเองสามารถแหย่ชีวิตเล่นได้ บางอย่างที่คุณดันๆมันสักหน่อย จะไปโผล่อีกด้าน แล้วคุณก็เปลี่ยนมัน ปรับมันได้ นั่นอาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด " สตีฟ จ็อป

คุณจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำงาน และหนทางเดียวที่จะมีความสุขได้ก็คือ ทำสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นงานที่ยอดเยี่ยม และหนทางเดียวที่จะยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณต้องรักในสิ่งที่ทำ ถ้าคุณยังหาไม่เจอ จงมองหาไปเรื่อยๆอย่ายอมทน เพราะในทุกเรืีองของหัวใจ คุณจะรู้ก็เมื่อเจอ " สตีฟ จ็อป


อัจฉริยะของโลก พูดเรื่องความเรียบง่าย 
ความเรียบง่าย คือ ความประณีตขั้นสูงสุด " ลีโอนาร์โด ดา วิน ชี
" เจ้าทึ่มที่ไหนก็ทำของให้ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น รุนแรงขึ้นได้ แต่ต้องมีอัจฉริยะภาพ ที่จะทำในสิ่งที่ตรงข้าม " อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์
" เราตรวจดูระบบปฏิบัติการ และดูทุกซอกทุกมุม และถามว่าทำอย่างไรให้มันเรียบง่าย แต่ทรงพลังขึ้นในเวลาเดียวกัน " สตีฟ จ็อป

การทำสิ่งเรียบง่าย ให้ซับซ้อนเป็นเรื่องธรรมดา แต่การทำสิ่งซับซ้อนให้เรียบง่าย นั่นคือ การสร้างสรรค์ 'ชาร์ลส์ มิงกัส ตำนานแจ๊ส

ไอน์สไตล์บอกไว้ว่า 'if you can't explain it simply, you don't understand it well enough'
'ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายมันอย่างเรียบง่าย คุณยังไม่เข้าใจมันดีพอ' 


ไอน์สไตล์ อธิบายทฤษฎีสัมพันธภาพให้คนทั่วไปเข้าใจด้วยประโยคเด็ดนี้
 " นั่งกับสาวสวย 1 ชั่วโมง รู้สึกเหมือน 1 วินาที
   นั่งบนเตาร้อน 1 วินาที รู้สึกเหมือน 1 ชั่วโมง
   นั่นแหละ สัมพันธภาพ"

ออคแคม กล่าวไว้ว่า " ถ้าคุณมีสองทางแก้ ที่เป็นไปได้ กับหนึ่งปัญหา เลือกทางที่เรียบง่ายที่สุด"

มุ่งไปที่ความเป็นเลิศ
" จงเป็นมาตราฐานของคุณภาพ คนส่วนใหญ่ไม่เคยชิน กับการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาดหวังความเป็นเลิศ"
" เราไม่มีโอกาสมากนักที่จะทำหลายสิ่ง และทุกสิ่งก็ควรจะดีเลิศ เพราะนั่นคือชีวิตเรา ชีวิตนั้นสั้นนัก และสักวันหนึ่งเราก็ตาย เมื่อเราได้เลือกที่จะทำสิ่งนี้แล้วในชีวิต มันต้องดีที่สุด และมันต้องคุ้มที่สุด" สตีฟ จ็อป


ปีนี้เป็นปีที่ 5 ที่ดิฉันเขียน post ข้อความจากหนังสือ และจากที่ตัวเองเขียนลงใน Facebook และมีอีกกว่า 200 ข้อความใน blog ที่แชร์ให้ได้อ่านกัน มีหลายคนสงสัยในพฤติกรรมของดิฉัน อีกนัยที่เขาไม่ได้พูดออกมา คือ ทำไปทำไม? สู้เราเอาเวลาไปทำ.... ดีกว่า 
สิ่งที่ตัวดิฉันได้ ยิ่งใหญ่เกินที่ตั้งใจไว้มากมาย ดิฉันได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่อ่าน จากกูรูระดับโลกที่ดิฉันโชคดีที่เขาแบ่งปันเรื่องราว ได้เติบโตขึ้น พัฒนาทัศนคติจากจุดตั้งต้นของการอ่านหน้าแรก จนปัจจุบันที่ย้อนกลับไปเป็นเรื่องทีเกินจินตนาการ  กำลังใจและคำขอบคุณจากเพื่อนๆที่เห็นประโยชน์ ... ในระหว่างการพัฒนาตัวเอง ค้นหาตัวเอง เพื่อจดจำความรู้ การแบ่งปันออกไป ทำให้ยิ่งได้รับ ชีวิตเป็นเรื่องมหัศจรรย์และไม่ได้เป็นไปตามตรรกะที่มนุษย์ธรรมดาๆอย่างเราคิดไว้ อยากเติบโตขึ้น มีสองอย่างที่ต้องเข้าใจ คือ เข้าใจตัวเอง เข้าใจเพื่อนมนุษย์ และ'ให้ออกไป' ไม่ใช่คว้าเข้ามา

จุดพลังตัวเอง โดย Weena StyleCoach

เวลาเราไปทำงานในที่ใหม่ ตอนแรก เราเหมือนไม้ดอกที่ออกจากร้านต้นไม้ ใบเขียว ดอกสวย ดูดีมาก พอทำงานไปเรื่อยๆ จากหลายสิ่งแวดล้อม ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นไม้ดอก อาจกลายเป็นต้นสน ถ้าขาดความใส่ใจตัวเอง พัฒนาตัวเอง เฉกเช่นเดียวกัน ผู้หญิงและผู้ชายที่เพิ่งคบกัน รักกันและลงเอยด้วยการแต่งงาน ก็ไม่ต่างอะไร เพราะความเคยชิน และการคิดเอาเองว่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องอะไรเยอะหรอก,ฯ ทำให้คนเราก่อนและหลังดูต่างไป ทำยังไง ให้ยิ่งนานยิ่งดูดี ... ผู้หญิงอย่าเชื่อถ้าสามีบอกว่า อย่าแต่งตัว ไม่ต้องอะไรเยอะ เพราะอะไร? ลองถามตัวเองดูว่า พอเราเห็นคนที่ดูดี กับดูเยิ่น เราเองชอบดูแบบไหน ไม่ได้หมายความให้ดื้อดึง แต่ให้เข้าใจหลักการ (อาจไม่ต้องตอบ แต่อย่าปล่อยทำตามนั้น 555)... อย่าปล่อยตัว ไปตามยถา จำไว้เสมอ มือเราถือหางเสือเรือของเราเองอยู่ตลอดเวลา " Weena StyleCoach

หลายคนพยายามหาคู่ทาง Facebook หลายคนรู้สึกเดือดร้อนเพราะเพื่อนๆมีคู่กันแล้ว แต่เรายังเดี่ยวอยู่ ก็เลยพยายามๆๆ แท้ที่จริง เราอยากมีคู่จริงๆ หรือเราเดือดร้อนจากการเปรียบเทียบการมีหรือไม่มีนั้นกับคนอื่นกันแน่ การมีคู่นั้น มันมากกว่าการเจอกัน ไปเที่ยวกัน ดูหนังฟังเพลง ลองถามตัวเองว่าถ้ามีใครสักคนที่ต้องอยู่กับเราตลอดเวลา 24 ชม ทั้งสุขและเศร้า เราอาจมีปัญหาจากเขา เขาก็อาจมีปัญหากับเรา ต้องฝ่าฟัน อดทน ควงคู่กันไปในทุกสถานการณ์ ... มันไม่ใช่เรื่องหวือหวา ที่เอาไว้ประกาศกับคนอื่น ว่าฉันมีคู่แล้ว บางสถานการณ์คิดแบบเลวร้ายที่สุด อาจทำให้เราตาสว่างได้ " Weena StyleCoach

ไปก่อนล่ะ... เป็นชั่วโมงที่ยอดเยี่ยมที่ได้จากสิ่งที่อ่าน แต่ความยิ่งใหญ่ ความสำเร็จ ไม่ได้มาจากการแค่อ่านและรับรู้เท่านั้น ปลายทางของมันคือการลงมือทำ ถ้าไม่มีปลายทางนี้ เราก็แค่อ่านหนังสือจบไปอีกเล่มเท่านั้น " Weena Stylecoach 


มีโอกาสไปใช้บริการที่กรมสรรพกร ได้มุมมองบางอย่าง
ไปที่เคาน์เตอร์หนึ่ง เจอพนักงานหญิงที่แต่งตัว แต่งหน้าก็ ok พอถามว่า จะมาพบพนักงานอีกคนหนึ่ง ขอถามว่าเขาอยู่ที่ไหน คำตอบ คือ ชักสีหน้า แสดงความหงุดหงิด รำคาญ พูดแบบไม่มองหน้า 
ในฐานะโค้ช รู้สึกเสียดายแทนพนักงานหญิงคนนี้ ที่เสียเวลาแต่งหน้าแต่งตา เพื่อให้ตัวเองดูดี แต่ปล่อยให้ความคิดที่ไม่ดี แสดงออกมาทางการกระทำ นั่นทำให้ ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนดีนั้น สลายไปในพริบตา เราไม่สามารถบุคลิกที่ดีได้แต่ภายนอก เหมือนอาหารที่น่าตาดี แต่พอกินแล้ว คนส่ายหน้า ... ความพยายามปรับตัวเองข้างนอกอย่างเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนตัวตนที่แท้ของคุณได้ " Weena Stylecoach 


The Power ของ รอห์นดา เบิร์น เป็นเหมือนภาคต่อของเล่ม the magic โดยหลักๆของ the power พูดเรื่องเดียว คือ ความรัก โดยใช้หลักการของกฏแห่งแรงดึงดูดเหมิอนกัน ส่วน the magic พูดเรื่องของกฏแห่งการดึงดูด โดยการคิด จินตนาการ และการขอ .... น่าทึ่งกับเรื่องราวของเธอ ที่เปลี่ยนชีวิตโดยการใช้หลักการที่เธอบอก จากคนที่มีชีวิตติดลบ จนมาเป็นคนที่เขียนหนังสือเผยความลับจักรวาลและทำหนังที่โด่งดังไปทั่วโลก ...
 หลายคนอ่านเรื่องราวของคนสำเร็จ แล้วมักพูดว่า พวกเขาโชคดีที่... แต่ตัวเราเองได้แค่นี้ แท้ที่จริงกูรูระดับโลกส่วนใหญ่ ก็ผ่านความท้าทายในชีวิตกันมาทั้งนั้น คนที่ชีวิตไม่ไปไหนซ่ะที ก็เพราะมัวคิดลบ ใส่ความเชื่อที่ตัวเองบอกตัวเองอยู่นั่น ว่าความสำเร็จสำหรับตัวเอง เป็นไปไม่ได้... แท้ที่จริง เราจะบรรลุความสำเร็จแค้ไหนก็ได้ ที่เราอนุญาตให้ตัวเราเองสำเร็จ ดังที่เฮนรี่ ฟอร์ด บอกไว้ว่า 'ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณทำได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็ถูกอีกเช่นกัน'


คุณผูกความสุขตัวเอง ไว้กับเรื่องอะไร?
หลายคน บอกว่าความสุขอยู่ที่ วันที่ 1 และ 16 เมื่อเงินออก หวยออก แล้วความสุขที่ว่าจะเกิดขึ้นมันก็ผ่านไป บางคนผู้ความสุขไว้กับการกิน การเที่ยว ต้องได้ไป ต้องได้กินก่อน ถึงจะมีความสุข แล้วความสุขที่ว่านั้นก็ผ่านไป บางคนต้องได้เล่นเกมส์ก่อน ถึงจะรู้สึกสนุก ชีวิตมีอะไร แล้วความสุขที่ว่าก็ผ่านไป บางคนต้องได้ดูละคร ให้ตัวเองได้จินตนาการว่าเป็นคุณชายหรือคุณหญิงก่อน แล้วความสุขที่ว่านั้นก็ผ่านไป บางคนต้องมีเงินก่อน มีบ้านก่อน มีแฟนก่อน ได้ทำงานที่บริษัทนั้น มีเงินเดือนเท่านี้ แล้วความสุขที่ได้หรือทุกข์ที่ไม่ได้นั้นก็ผ่านไป
ความสุขภายนอกทุกอย่าง ไม่มีอะไรจีรัง มีแต่ความสุขที่เกิดขึ้นภายในใจ โดยไม่ต้องมีอะไรเกิดขึ้นก่อนแล้วถึงจะมีได้เท่านั้น ถึงจะเป็นความสุขที่แท้ บางทีการยืนเงียบๆได้รับลมเย็นๆมาปะทะหน้า ก็มีความสุขแล้ว เรากำหนดใจเราให้มีความสุข อยู่ในสภาวะที่อิ่ม เต็ม ไม่มีเงื่ิอนไขใดๆมากำหนด สิ่งนี้คือสุขแท้" Weena StyleCoach


คุณแค่ทำงาน ให้ผ่านไปแต่ละวันรึป่าว?
หลายคนตั้งเป้าทำงานแต่ละวันให้ดี ให้มัน 'ผ่าน'ไปถือว่า ok แล้ว ในบางครั้งก็รู้สึกว่าวงจรชีวิตนี้ สิ่งที่มันจะผ่านเข้ามานั้น รู้หมดว่ามันจะเป็นยังไง ในอีกนัยคือ ชีวิตไม่มีอะไรมาทำให้ประหลาดใจได้ แล้ววงจรที่เลือกก็หมุนไปวันแล้ววันเล่า บางวันดี บางวันแย่ เบื่อๆอยากๆ แต่ก็ไม่ยอมเปลี่ยน
แท้ที่จริง วิวบนยอดเขา มีมากมายหลายวิว ขึ้นอยู่กับจุดที่เรายืน ชีวิตคนเราสั้นนัก การขอบคุณตัวเองที่ดีที่สุด คือการมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่า หลากหลาย เติบโตขึ้นในทุกมุมมองให้กับชีวิตตัวเอง เหมือนกับคนที่ตั้งเป้าตัวเองว่า 'อยากเป็นที่หนึ่ง' กับคนที่ตั้งเป้าตัวเอง 'ให้เป็นตำนาน ' ประสบการณ์ที่สองคนนี้ จะมอบให้ตัวเองจะมีความต่างอย่างมาก เพราะเป้าหมายที่ต้องยืดขยายตัวเองนั้นต่างกัน 

ขอบเขตความสบายใจของตัวเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเคลื่อนห่างจากภาพแห่งตนของเรา ความกังวละความตึงเครียดก็จะบุกเข้ามา เพราะปกติเราจะทำตัวเหมือนคนที่เรามองว่าเราเป็นอยู่ร่ำไป ภาพแห่งตนของเราก็คือสิ่งที่เราเชื่อว่าสามารถทำอะไรได้ในตอนนี้

ในตอนแรก มันจะมีความขัดแย้งระหว่างจุดที่คุณยืนอยู่ หรือสิ่งที่คุณมีอยู่ กับสิ่งที่คุณยอมรับอยู่ในจิตใต้สำนึก อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของจิตใต้สำนึกก็คือ การขจัดปัดเป่าความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เราคิดคำนึงและสิ่งที่เราพบเจอในความเป็นจริงของเรา และเนื่องจากจิตใต้สำนึกของเราคือตัวสร้าง มันจึงเริ่มสร้างสิ่งที่เราคิดถึงและสิ่งที่เราวาดไว้ในใจขึ้นมา

กุญแจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำตัวให้แตกต่างจากภาพเดิมของคุณ จงปรับเปลี่ยนภาพนั้นก่อน ความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเริ่มจากข้างในไปข้างนอก เราต้องเปลี่ยนแปลงภาพในใจเราก่อน เมื่อทำเช่นนี้ ดินแดนสบายใจของเราก็จะขยายออกโดยอัตโนมัติ แล้วนี่ก็จะกลายเป็นความจริงอย่างใหม่ของเรา จากนั้นเราก็จะทำตัวไปตามความจริงหรือความเชื่ออย่างใหม่นั่นเอง


เราดำเนินชีวิตอยู่ในคำพยากรณ์ที่สนองตัวเอง:
ถ้าคุณเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ยากไร้คนหนึ่ง คุณก็จะทำอะไรๆให้ตัวเองพ่ายแพ้โดยไม่รู้ตัว เมื่อคุณพ่ายแพ้ คุณคิดว่าคุณจะพูดยังไงกับตัวเองล่ะ 'ฉันก็เป็นอย่างนี้แหละ' 'ฉันมักจะเสียเปรียบอยู่เรื่อยเลย' 'ฉันไม่มีวันมีเงินทองได้หรอก' คำเหล่านี้จะไปเสริมแรงให้กับความหมายหรือภาพเหล่านั้น ซึ่งทำให้คุณล้มเหลวอีก แล้วก็จะทำให้คุณคุยกับตัวเองแบบแย่ๆ จากนั้นมันก็จะไปเสริมแรงให้กับภาพแย่ๆ แล้วก็สร้างวงจรแบบนี้ขึ้นมา คนที่ไม่มีเงินจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจก็คือ พวกเขาดำเนินชีวิตตามคำพยากรณ์ของตัวเอง ที่สนองตนเอง นี่คือเหตุผลที่คนรวยได้แต่รวยเอาๆ และคนจนก็ได้แต่จนเอาๆ มันคือจิตใจที่แต่ละคนเป็นอยู่ มันไม่ได้เกี่ยวกับเงินเลยสักนิด !

คนที่มองตัวเองด้วยภาพแห่งตนแบบผู้ชนะจะทำให้พวกเขาทำอะไรๆที่ชนะ ถ้าพวกเขาพ่ายแพ้เป็นครั้งคราว พวกเขาก็จะไม่ยอมรับว่ามันเป็นชะตากรรมของพวกเขา พวกเขารู้ว่าการพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับพวกเขา พวกเขาจะปัดมันทิ้งไปด้วยการพูดว่า 'แบบนี้มันไม่ยักเหมือนฉันเลย ฉันจะเปลี่ยนมันใหม่'


ทัศนคติจะช่วยดัน หรือก็ช่วยดับความสำเร็จ:
ทัศนคติมีความสำคัญสุดๆในการกำหนดความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว แล้วทัศนคติคืออะไร?  ทัศนคติก็คือความเชื่อที่โดดเด่น ทัศนคตินั้น ทั้งในตัวมันและโดยตัวมันแล้ว ไม่ใช่บวกหรือลบ การประเมินทัศนคติใดๆจะเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเราเสมอ เมื่อเราตั้งเป้าไว้แล้ว ทัศนคติก็จะสนับสนุนเรา หรือไม่ก็กีดกันเราจากการบรรลุถึงเป้าหมาย เช่น การชอบเก็บปากเก็บคำนั้น โดยตัวมันเองถือว่าเป็นกลาง แต่ถ้าเป้าหมายของคุณ คือการเป็นนักพูดในที่ชุมชน ทัศนคติแบบนั้นจะไม่สนับสนุนคุณในการบรรลุเป้าหมายเลย

ทัศนคติที่เราพัฒนาขึ้นจะทำให้เราแสวงหาหรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ เรามักได้ทัศนคติมาโดยไม่เจตนาเป็นส่วนใหญ่ แล้วส่วนใหญ่ของมันก็ก่อตัวขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยเสียด้วย

ในทางตรงข้าม ถ้าเรามีทัศนคติที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ เราก็ตัดสินอย่างมีสติได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติเหล่านั้น ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือสร้างคำยืนกรานขึ้นมาใหม่ จินตนาการถึงผลลัพธ์ในบั้นปลาย ซึ่งก็คือการตอบสนองที่เราเลือกว่าจะมี แล้วก็วาดภาพตัวเองใหม่ว่าเป็นคนที่มีการตอบสนองทางอารมณ์ในแบบนั้น คุณสามารถจินตนาการให้ตัวเองแสวงหาการกระทำบางอย่างในชีวิตประจำวันของคุณได้ หรือในบางกรณีก็หลีกเลี่ยง ถ้าคุณเลือกนะ ทัศนคติจะอนุญาตให้เราเติบโตก็ได้ หรือกีดกันเราจากการเติบโตก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันยังไง

หน้าที่หลักของจิตใต้สำนึก
จิตใต้สำนึกคือระบบตรวจสอบและถ่วงดุล มันจะคอยดูแลให้ภาพในใจเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงของเรากลายเป็นความจริงอยู่เสมอ มันจะลุยโลดเพื่อไม่ให้เราผิดแผกออกไป เนืีองจากจิตใต้สำนึกจะบันทึกนิสัยการคิดของเราเอาไว้ ไม่ว่ามันจะดีหรือแย่สำหรับเรา เราจึงต้องหันมาประเมินว่าเราดำเนินการไปด้วยข้อมูลที่เข้าท่าหรือเปล่า มันเหมาะสมสำหรับจุดที่เราเลือกยืนตอนนี้มั๊ย  ในการรับมือกับโลกรอบตัว การกระทำของเราจะอิงกับนิสัยการคิดเหล่านั้น ซึ่งได้รับการยอมรับจากจิตใต้สำนึก เราต้องพินิจพิเคราะห์นิสัยการคิดของตัวเอง เพื่อดูว่ามันสัมพันธ์กับความสำเร็จของเราหรือเปล่า และนิสัยแบบไหนที่จะผลักดันให้เรารุดหน้าไปสู่เป้าหมาย นิสัยไหนที่ไม่ผลักเลย

เราจะอยู่ในจุดเดิมก็ได้ หรือจะอาศัยเจตนารมณ์อันจงใจมากล่อมให้เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเอื้อประโยชน์กับเรามากที่สุดก็ได้ ถ้าเราเลือกที่จะเปลี่ยน เราก็ต้องจินตนาการว่าตัวเรามุ่งมั่นกับความเชื่อใหม่นั้น การคุยกับตัวเองในเชิงก่อ และการวาดภาพในใจจะดึงเพดานที่กด การใช้ความสามารถซึ่งประเมินไว้ล่วงหน้าออก แล้วยอมให้เราก้าวหน้าแบบไม่สติแตก ปราศจากความเครียด ความกังวล และการโต้ตอบในแง่ลบ

อย่ารอ 'พรุ่งนี้'



การรอคอยคือกับดักอย่างหนึ่ง: ทำไมเราถึงต้องรอให้ตัวเองแข็งแรง มีความสุข มีชีวิตชีวา มั่งคั่ง เริ่มธุรกิจได้ ตกหลุมรัก การรอคอยเป็นกับดักดีๆนี่เอง เราต่างรอให้อัตราดอกเบี้ยต้ำลง รอให้เศรษฐกิจดีขึ้น รอให้บางคนเปลี่ยนแปลงไป รอให้เทศกาลเฉลิมฉลองผ่านไปก่อนค่อยลดน้ำหนัก แต่มันจะมีเหตุผลให้รอคอยต่อไปอยู่เสมอ

ความปรารถนาที่จะให้คนอื่นหยิบยื่นความสุขแก่เรา หรือเชื่อว่าเราสามารถมอบความสุขให้คนอื่น เป็นเหตุให้มีกระบวนการอันไม่จบสิ้น ของการวางแผนทางสังคมและการผลักดันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้มีโลกที่ดีกว่า
ระบบของสังคมในการเปลี่ยนแปลงจึงรังแต่จะโปะภาระใหม่ลงไปบนภาระเก่า จิตใจอันท่วมท้นล้นปรี่ของเราไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับแผนการโน่นนี่ที่สังคมยัดเยียดมาให้ แต่การดิ้นรนสุดชีวิตที่จะทำให้อะไรๆดีขึ้นได้บีบให้เรา พยายามทำ 'สิ่งที่ไม่ได้เรื่อง'ให้มันได้เรื่อง ปัญหาคือเราพยายามจะทำให้ สิ่งผิดๆ ของโลกกลายเป็นสิ่งถูก โดยลงมือจากข้างนอกเข้ามาข้างใน เราตะเกียกตะกายที่จะปฏิรูปโลกภายนอก ด้วยการบีบบังคับสภาวะภายนอกให้เปลี่ยนแปลง โชคร้ายตรงที่วิธีแบบข้างนอกเข้ามาข้างในเช่นนี้จะต้องล้มเหลวท่าเดียว เพราะเราไปจัดการกับผล แทนที่จะจัดการกับเหตุนั่นเอง

เราต้องเตือนตัวเองและทุกคนบนโลกนี้ ว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกจากในออกนอกได้ และต้องทำเช่นนั้นด้วย เรามีข้อพิสูจน์อยู่ล้นโลกที่บอกว่าวิธีแบบนอกเข้าในมันไม่ได้ผล ทางออกในระยะยาวสำหรับความยากจน ความขาดแคลน และขีดจำกัดอยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนศักยภาพภายในของเรา ให้กลายเป็นความจริง

วิธีเดียวที่จะเยียวยาโลกนี้ได้อย่างแท้จริง ก็คือ เยียวยาตัวเราเองก่อน ถึงนี่จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราก็ต้องเตือนตัวเองว่า เราเป็นใคร และทำอะไรได้บ้าง เราต้องเป็นคนก่อกำเนิดทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา จากกฏแห่งการดึงดูด เราเป็นคนดึงดูดทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเข้ามา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ว่าคนอื่นจะทำอะไรกับเรา เราต่างมีส่วนร่วมในการกระทำเหล่านั้นทั้งสิ้น และเป็นต้นเหตุของมันในระดับหนึ่งทั้งสิ้น หลักๆก็คือ โลกนี้ไม่มีเหยื่อ มีแต่คนที่ทำโดยสมัครใจ นี่อาจจะเหมือนยาที่กลืนลงยากสักหน่อย แต่เราไม่มีทางเปลี่ยนอะไรๆให้ดีขึ้นได้เลย นอกจากจะยอมรับอย่างนี้เสียก่อน

เรากลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการกล่าวโทษไปแล้ว เช่น ถ้านาฬิกาข้อมือของคุณบอกเวลาผิด คุณจะทำยังไงกับมันล่ะ คุณจะไปขอให้เพื่อนบ้านช่วยตั้งนาฬิกาให้คุณใหม่หรือเปล่า หรือว่าจะทำเอง โชคไม่ดีที่เราไม่แก้ไขด้วยวิธีเดียวกันเมื่อชีวิตมันไม่ยอมเดินดีๆ แทนที่จะทำเช่นนั้น เรากลับยืนกรานว่าสภาพความเป็นจริงควรจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ ความคิดผิดๆของตัวเรา

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
อำนาจอันไร้ขีดจำกัดของคุณอยู่ที่ความสามารถในการควบคุมความคิด จิตใจอันสับสนจะทำงานในทิศทางของความเจ็บไข้ได้ป่วย ความยากจน ความขาดแคลน และข้อจำกัดมากกว่าจะทำงานในทิศทางของความมั่งคั่ง ความแข็งแรง และความสำเร็จ ถ้าเราไม่สร้างชีวิตในแบบที่อยากให้เป็น นั่นแสดงว่าเราสร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่เนื่องจากชีวิตคือ ความสำนึกรู้ งานที่สำคัญที่สุดของเรา จึงเป็นการพัฒนาความสำนึกรู้ที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขึ้นมา เราทำแบบนี้ได้ด้วยการมองไปยังสภาวะต่างๆของชีวิตเรา แล้วก็ท้าทายความเชื่อที่มีอยู่ ถึงแม้มันจะเป็นการคุกคามอีโก้ของเราก็ตาม เมื่อไหร่ที่เราต้องการอะไรสักอย่างในชีวิต เราจะต้องทิ้งอะไรก็ตามแต่ที่มาขวางระหว่างสิ่งที่เราเชื่อ กับสิ่งที่เราต้องการ

ในใจนั้น คุณรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร และถ้าคุณจะยอมฟังการหยั่งรู้ของคุณ มันก็จะบอกคุณเอง จิตใจ(ความคิด) ของคุณ อาจทำให้คุณเสียท่าได้ แต่การหยั่งรู้จะไม่มีวันทำอย่างนั้น การหยั่งรู้ของคุณ ก็คือ ความเชื่อมโยงที่คุณมีต่ออำนาจอันเป็นที่สุด จงหัดเชื่อใจมัน คนอื่นสามารถควบคุมคุณผ่านทางจิตใจ( ความคิด)ของคุณได้ แต่พวกเขาไม่มีวันควบคุมคุณผ่านทางการหยั่งรู้ของคุณได้เลย

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คุณบอกอะไร กับตัวเองอยู่

ข้อเท็จจริงของชีวิตแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าเราไม่ได้ทำตัวสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่เรา สามารถทำได้ แต่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่เรา เชื่อ ว่าตัวเองสามารถทำได้ ฉะนั้น ถ้าเราเปลี่ยนแปลงความเชื่อของตัวเองได้ เราก็เปลี่ยนแปลงการกระทำได้

ทุกๆความคิดที่มีอารมณ์จะทิ้งบันทึกไว้ในโครงสร้างเซลล์ประสาทของสมอง เราไม่ได้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นหรอก แต่เราบันทึกสิ่งที่ เราคิดว่าเกิดขึ้น มากกว่า นี่คือบันทึกแห่งการตีความ ซึ่งจะเริ่มก่อร่างสร้างบุคลิกของเราขึ้นมา เช่น เด็กๆที่มีภูมิหลังทางครอบครัวเหมือนกัน แต่กลับพัฒนาบุคลิกลักษณะและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันขึ้นมา สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาตอนเด็กๆหรอก แต่เป็นสิ่งที่พวกเขามองว่าเกิดขึ้นนั่นเอง การตีความ ของพวกเขานี่แหละ คือ สิ่งที่ก่อรูปก่อร่างบุคลิกลักษณะและทัศนคติที่แตกต่างกัน ถึงแม้พวกเขาจะมีภูมิหลังทางครอบครัวที่เหมือนกันก็ตาม

แค่ความคิดเดียวโดดๆ ไม่อาจก่อให้เกิดภาพแห่งตนของเราขึ้นมาได้ มันต้องใช้ประสบการณ์หรือความคิดที่สั่งสมมาถึงจะสร้างภาพแห่งตนขึ้นมาได้ กุญแจที่นำไปสู่อิสรภาพก็คือ การควบคุมสิ่งที่เราคิด และรับรู้ความเป็นจริงอย่างที่เห็น คนอื่นอาจหยิบยื่นความคิดเกี่ยวกับตัวเราเองมาให้ พวกเขาจะบอกว่าเรายอดเยี่ยมแค่ไหนก็ได้ หรือจะเหยียบย่ำเราก็ได้ ข้อมูลนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในระบบความเชื่อของเราเลย จนกว่าเราจะยอมรับมันด้วยความคิดของเราเอง ถ้าเรามองตัวเองหรือเชื่อว่าตัวเองเป็นแบบใดแบบหนึ่ง เราก็จะกระทำในแบบที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม

การปล่อยวางไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเชื่ออะไรอย่างรุนแรง เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าสิ่งที่เรารู้คือความจริง นั่นเท่ากับเราได้ขังตัวเองอยู่ในความเชื่อนั้น ให้มันเป็นปราการที่ขวางกั้นความเชื่อต่างๆที่ขัดแย้งกับของเรา เราไม่อาจยึดถือความเชื่อที่สร้างความขัดแย้งไว้ในใจได้โดยที่ไม่วิตกกังวลหรือทุกข์ตรม ฉะนั้น สิ่งที่เราทำก็คือรวบรวมข้อมูลและข่าวสารที่สนับสนุนเพื่อพิสูจน์ว่าเราถูก และไม่ได้บ้าบอ ที่เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ นี่อาจสกัดเราในการแสวงหาความจริงได้ เพราะเราทำอะไรๆไปตามความเป็นจริงที่เรามองเห็น ไม่ใช่ความเป็นจริงอย่างที่มันเป็นอยู่

บางครั้งเราก็ยึดถือความคิดเห็น ทัศนคติ และความเชื่อที่ไม่มีประโยชน์กับเราอีกต่อไป เอาไว้ นี่คือ เหตุผลที่เราต้องพินิจพิเคราะห์ความเชื่อของตัวเองอยู่เป็นนิจ จะได้เห็นว่าเราอาจโกหกตัวเองหรือกีดกันข้อมูลบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องมากกว่า ทำไมเราถึงไม่ยอมสำรวจอย่างนี้กันล่ะ ที่เรากันความเป็นจริงนั้นออกไป ก็เพราะว่าเราไม่อยากผิดพลาด ทำพลาดหรือรู้สึกแย่นั่นเอง

ความเปลี่ยนแปลงท่่มีความหมายและอยู่ยั้งยืนยงต่างก็เริ่มขึ้นจากความนึกคิดหรือจินตนาการของเราทั้งสิ้น จากนั้นก็ค่อยๆไต่ออกมาสู่สภาพความเป็นจริง ทุกคำพูดล้วนมีผลกระทบต่อจิตใต้สำนึกของคุณ ฉะนั้น มันจึงสำคัญมากที่คุณจะระมัดระวังสิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับตัวเอง จงระลึกไว้ว่าคนอื่นสามารถให้ความเห็นที่มีต่อตัวคุณได้ แต่สิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับตัวเองมากกว่า ที่กำหนดภาพแห่งตนของคุณ

ฉลากแบบไหนที่คุณตีตราตัวเองไว้ ในชั่วชีวิตนี้ พวกเราแต่ละคนต่างก็ตีตราตัวเองไว้เป็น สิบๆอย่าง อาจจะนับร้อยเลยด้วย 'ฉันเป็นผู้จัดการที่เก่งกาจ ฉันขี้อาย อบอุ่น เป็นมิตร โง่เง่า ขี้โมโห เข้าด้วยยาก ขี้เกียจ หรือยากจน' เพราะเราทำตัวเหมือนกับที่เรามองตัวเอง การตีตราหรือความเห็นเหล่านี้จึงครอบงำพฤติกรรมของเรา การตีตราบางอย่างก็มีประโยชน์ แต่การจะก้าวหน้าและเติบโตขึ้นนั้น จะต้องเปลี่ยนแปลงฉลากบางอย่าง ที่เราปิดให้กับตัวเอง

เราต้องระมัดระวังเวลาพูดจากับตัวเอง ปัญหาก็คือภาพแห่งตนแบบไหนก็ตามแต่ที่เรายอมรับนั้นจะสร้างเพดานให้กับการใช้ศักยภาพของเรา เพดานไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสามารถของเราในการใช้ศักยภาพหรอก แต่เราจะลงมือหรือดำเนินการได้เหมือนกับคนที่เรามองว่าตัวเองเป็นเท่านั้น เราจึงต้องควบคุมการคุยกับตัวเองอย่างจงใจ ไม่งั้นมันจะควบคุมเราแน่

ความเห็นหรือการตีตราที่เรามอบให้กับตัวเองไม่อาจลบล้างไปได้โดยสิ้นเชิง เพราะมันโดนเก็บไว้ในความทรงจำของจิตใต้สำนึก แต่มันจะโดน 'เขี่ยออกไป' ได้ด้วยการคุยกับตัวเอง ข้อความใหม่ในแง่บวกจะกลายเป็นความเห็นเด่นๆของเราซึ่งก็ทำไปตามความคิดเห็นอันโดดเด่นหรือความเชื่อของเราด้วยสิ

เหตุผลสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนภาพแห่งตนของเรา เมื่อเราไม่พอใจกับการดำเนินการของตัวเองในด้านใดๆ นั้นเป็นเพราะว่าภาพแห่งตนของเราคือ สิ่งที่ควบคุมผลงานการปฏิบัติของเรานั่นเอง การกระทำของเราจะทำไปโดยอัตโนมัติ เราจะทำไปในแบบเดิมๆอย่างนี้เรื่อยๆโดยอัตโนมัติ จนกว่าเราจะเปลี่ยนแปลงภาพที่มีต่อตนเองนั่นแหละ ภาพแห่งตนของเราคือสิ่งที่ควบคุมการใช้ศักยภาพของเรา

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตัวคุณ

อย่ากลัวที่จะเปิดเผยข้อด้อยในตัวเอง การเปิดเผยจุดอ่อนก็คือจุดเริ่มต้นของจุดแข็ง จงระลึกไว้ว่า ทุกอย่างที่คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองคือ ข่าวดีทั้งสิ้น ไม่ว่ามันอาจจะทำใจลำบากหรือน่าประหลาดใจขนาดไหน มันก็เป็นข่าวดีเสมอ จงจำไว้อย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ความเป็นจริงอย่างใหม่ปะทะกับความเชื่อที่คุณ รู้ว่าต้องสลัดทิ้งไปให้ได้ แต่ก็ยังอิดๆเอื้อนๆที่จะทำ คนฉลาดจะเต็มใจสละถ่านหินเพื่อแลกกับเพชร เมืีอไหร่ที่กล้าทำเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงตัวเองก็จะเริ่มขึ้น
คุณไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากคนอื่น จึงจะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้หรอก อย่าถามว่า 'มันถูกหรือเปล่าที่ฉันจะต่อต้านทุกอย่างที่ถูกพร่ำสอนให้เชื่อน่ะ' แต่จงพูดออกมาว่า 'ไหนดูสิว่า ฉันจะใส่ความจริงจังลงไปในการค้นหาได้สักแค่ไหน' ความปรารถนาอิสรภาพของคุณนั่นแหละ ที่เป็นหมายค้นเพียงอย่างเดียวที่คุณต้องมี

ขณะที่เราเคลื่อนไปตามเส้นทางของการค้นพบตัวเอง เราย่อมต้องทำผิดพลาดบ้างอยู่แล้ว สิ่งที่เรียกกันว่าความผิดพลาด บกพร่อง บาป หรือความพลาดพลั้งน่ะ ไม่ใช่คุณสักหน่อย จงแน่ใจได้ว่าคุณแยก 'ใครที่คุณเป็น' ออกจาก 'สิ่งที่คุณทำหรือสิ่งที่คุณมี' คุณจะอยู่เหนือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเอง เมื่อคุณตระหนักได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่เรื่องชั่วคราว และจะเปลี่ยนแปลงไปเสมอ
สิ่งสำคัญก็คือ คุณต้องเข้าใจว่า 'ตัวตนที่สูงกว่า' ของคุณจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เมื่อคุณไปแสดงตัวเป็นเจ้าของกับธรรมชาติชั่วคราวของคุณ นั่นเท่ากับว่าคุณหันมายอมรับความเชืีอที่ว่า สิ่งที่คุณมีและทำ คือตัวจริงของคุณ นั่นแหละคือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะทำได้ในชีวิตนี้

การจะพบกับความยิ่งใหญ่ของตัวเอง คุณต้องแยกสิ่งที่คุณมีและสิ่งที่คุณทำ ออกจาก ใครที่คุณเป็น ให้ได้ จงหัดแยกผลงานการแสดงออกจากผู้แสดง แล้วหันมาเกี่ยวพันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ แต่ไม่แสดงตัวเป็นเจ้าของธรราติชั่วคราวของคุณ


ผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียวอยู่ภายในตัวคุณนี่เอง:
เมื่อคุณเริ่มตั้งคำถามและมองชีวิตตัวเองอย่างจริงใจ คุณก็จะมาถึงจุดที่เริ่มตระหนักได้ว่า ผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียวนั้นอยู่ภายในตัวคุณ เราคาดหวังให้ผู้มีอำนาจคนอื่นๆ บอกว่าเราต้องทำอะไรบ้างก็จริง แต่คนเดียวที่รู้ว่าต้องทำอะไรคือตัวเราเอง

มันง่ายที่จะหันไปโทษคนอื่น แต่การคิดแบบนี้จะยิ่งทำให้เราเป็นทาสหนักขึ้นไปอีก เพราะเราไปสร้างขอบเขตให้กับอิสรภาพของตัวเอง จงสะสางวิธีคิดของเรา ถึงการแยกสิ่งที่เรามีและทำออกจาก ใครที่เรา 'เป็น'อยู่ข้างใน หรือ แยก'ผู้ทำ'ออกจาก 'การกระทำ' ความลับก็คือการใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ แต่อย่ายอมให้โลกเข้ามาอยู่ในตัวเรา

เราอยากให้เรือของเราลอยอยู่บนท้องน้ำ แต่เราไม่อยากให้น้ำเข้ามาอยู่ในเรือ เวลาที่น้ำเข้ามาในเรือ เราจะเริ่มจม แล้วเราก็ต้องวิดน้ำกันเป็นบ้าเป็นหลังเพืีอให้ตัวเองลอยอยู่ได้ ปัญหาก็คือ เรามักจะพบว่าตัวเองกำลังจมลงไปในท้องน้ำแห่งผลกระทบทางรูปธรรมที่เราสร้างขึ้นมาในชีวิต เมื่อจมไปแล้ว เราจะไม่รู้วิธีอื่นในการจัดการกับมันเลย ยกเว้นการต่อสู้สุดใจขาดดิ้นและพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของตัวเอง

ผู้คนและเหตุการณ์ไม่เคยทำอะไรกับเราเลย พวกเขาแค่จุดชนวนความรู้สึก ที่อยู่ในตัวเราอยู่แล้ว ถ้าเราย้อนกลับไปยังหลักการพื้นฐานของชีวิต เราก็จะเข้าใจว่าไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่จะเกิดขึ้นโดยที่ลึกลงไปในสำนึกของเรานั้น เราไม่ได้อนุญาตให้มันเกิด 'มันจะเกิดขึ้นกับคุณ เหมือนกับที่คุณเชื่อ' บางครั้งความเชื่อเหล่านั้นก็หยั่งรากลึกเอามากๆ หลักๆแล้วมันจะเข้ากันกับประสบการณ์ภายนอกของเรา ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีอะไรตั้งหลายอย่างในชีวิตที่ในยามที่รู้ตัวนั้น คุณไม่ได้ต้องการมันเลย ความจริงในเรื่องนี้ก็คือ คุณกำลังสนองความต้องการที่อยู่ลึกลงไปข้างในต่างหาก

นึกภาพคนหมดความสุขนั่งอยู่บ้าน พร้อมกับพูดว่า ''ฉันอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง' คนๆนี้ตกแต่งบ้านใหม่ แต่ก็พบว่าตัวเองก็ไร้สุขพอๆกับเมื่อก่อน เขาเลยตกแต่งมันใหม่อีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ถ้าคุณจริงใจกับตัวเอง แล้วดูสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ดี คุณก็จะค้นพบสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ฉะนั้น จึงเห็นๆกันอยู่ว่าถ้าเราพยายามและประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบภายนอก แต่ไม่ยอมเปลี่ยน สาเหตุภายใน เราก็จะได้แต่สร้างประสบการณ์เดิมๆขึ้นมาอีกเท่านั้น

ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะทำยังไงอีกต่อไป กระบวนการประเมินตัวเองเช่นนี้ นับว่าเป็นเส้นทางที่ดีมากในการค้นหาตัวเอง มันจะช่วยให้คุณเข้าใจว่า กระบวนการคิดแบบเครื่องจักรไม่อาจอยู่เหนือระดับอันมีขีดจำกัดของมันได้ ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงดี หรือถ้าคุณกระวนกระวาย ก็อย่าพยายามค้นหาวิธีที่จะหลุดพ้นจากความกระวนกระวายนั้น แค่อยู่ในที่ที่คุณอยู่ แล้วปล่อยให้มันบอกอะไรที่ล้ำเลิศแก่คุณก็พอ ซึ่งมันจะบอกคุณแน่!
 ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณก็คือ คุณไม่ใช่สิ่งที่คุณมี ไม่ใช่สิ่งที่คุณทำ คุณมีความพร้อมมูล สมบูรณ์แบบ และไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ ความสำเร็จและความสุขในชีวิตคุณนั้น มีสัดส่วนโดยตรงกับความสามารถในการยอมรับความจริงข้อนี้ ที่เกี่ยวกับตัวคุณเอง

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อภัยให้คนอื่น เท่ากับอภัยให้ตัวเอง


ปลดปล่อยทุกคน รวมทั้งตัวคุณเองด้วย:
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณไม่เสียใจกับอดีตเลย พยายามวาดภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณยกโทษให้ทุกคนในชีวิตโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าพวกเขาทำอะไรไว้กับคุณ หวังว่าคุณจะเริ่มเห็นแล้วน่ะว่า หากคุณไม่อาจยกโทษได้ ไม่ว่าจะยกโทษให้ตัวเองหรือคนอื่น คุณก็จะไร้สุข ยากจน เจ็บไข้ ขาดแคลน และมีขีดจำกัดไปตลอดชีวิต

คนจำนวนมากไม่อยากยกโทษให้คนอื่น พวกเขาจะบอกทำนองว่า 'ทำไมฉันถึงควรจะปล่อยพวกนั้นลอยนวลไป ทั้งๆที่เขาทำกับฉันเจ็บแสบขนาดนี้' ศัตรูคือใครบางคนที่เราคิดว่าสามารถทำร้ายเรา หรือ พรากอะไรบางอย่างไปจากเราได้ แต่ความจริงก็คือ ไม่มีใครจะทำร้ายเราได้แม้เพียงคนเดียว ผู้คนทำร้ายเรา ผ่านทางตัวเราเองทั้งนั้น อันที่จริง พวกเขาไม่ได้ทำร้ายเราเลย เราแนะพวกเขาเองต่างหากล่ะว่าจะปฏิบัติกับเราอย่างไร พวกเขาแค่ทำตามเท่านั้นเอง

คุณไม่อาจมั่งคั่งได้ ถ้าเอาแต่โกรธเคืองคนมั่งคั่ง คุณไม่อาจประสบความสำเร็จได้ถ้าเอาแต่ขุ่นเคืองคนที่ประสบความสำเร็จ คุณไม่อาจเป็นสุขได้ถ้าเอาแต่ขุ่นเคืองคนที่มีความสุข อะไรก็ตามที่คุณขุ่นเคือง ก็คือการประกาศถึงสิ่งที่คุณขาดแคลนดีๆนี่เอง กับการเยียวยาก็เช่นเดียวกัน คุณไม่อาจหายได้ถ้าเคืองคนอื่นอยู่ เพราะความขุ่นเคืองจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของคุณ แล้วก็ทำให้คุณเจ็บป่วย

จงระลึกไว้ว่า ใครก็ตามที่คุณขุ่นเคือง ก็คือ ตัวคุณนั่นแหละ  เพราะเราทุกคนล้วนเป็นหนึ่งเดียว แทนที่จะไปเคืองคนอื่นที่มีในสิ่งคุณไม่มี หรือทำในสิ่งที่คุณไม่อาจทำได้ จงสละเวลามาเรียนรู้จากคนเหล่านั้น ให้พวกเขาเป็นครูให้กับคุณ จงอยู่กับอาจารย์ อยู่กับคนที่รู้ว่าชีวิตดำเนินไปอย่างไร ชื่นชมพวกเขา ยอมรับ และสนับสนุนพวกเขาที่มีสิ่งที่พวกเขามี และเมื่อคุณทำเช่นนั้น นั้่นเท่ากับคุณได้สนับสนุนให้ตัวเองมีในสิ่งที่ต้องการด้วย

เวลาที่คุณเข้ากุมชะตาชีวิตตัวเอง คุณอาจจะคิดว่าคุณต้องทำให้ใครบางคนโกรธอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย คู่ครอง พ่อแม่ หรือลูกๆ ตอนแรก การกุมชะตาชีวิตของตัวเองอาจเป็นกระบวนการที่หงอยเหงาอยู่ แถมยังอาจดูเหมือนว่าทุกคนต่อต้านคุณอีกต่างหาก แต่ภาพเดียวที่คุณจะต้องต่อให้ติดก็คือ มโนภาพของคุณเอง ความเห็นของคนอื่นที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับนั้น จึงไม่ได้เกี่ยวด้วยเลย

การตััดสินใจที่จะใช้ชีวิตเป็นความรับผิดชอบของคุณ ผลลัพธ์ของชีวิตคุณก็เป็นความรับผิดชอบของคุณ การทำหรือไม่ทำของคุณจึงกลายเป็นความรับผิดชอบของคุณ เมื่อใครสักคนมาปะทะกับความืีอของคุณ คนที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร จะไม่สั่นคลอนโดยความเชื่อของคนอื่นเลย คนที่ไม่มั่นคงและไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครต่างหากที่จะหวั่นเกรง โดยใครก็ตามที่มาคุกคามระบบความเชื่อของพวกเขา ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

คุณปฏิบัติกับตัวเองอย่างไร:
คุณชอบตัวเองหรือเปล่า คุณเชื่อใจตัวเองบ้างหรือเปล่า คุณรักษาสัญญาที่ให้กับตัวเองได้หรือเปล่า คุณเป็นคนดีหรือเปล่า คุณเป็นคัวของตัวเองเป็นส่วนใหญ่หรือเปล่า หรือว่าคุณสร้างฉากมาปกปิดคนที่คุณเป็น 
การมองไปยังวิธีที่คุณปฏิบัติต่อตัวคุณเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ส่วนใหญ่แล้ว เรานั่นแหละ คือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตัวเอง เรากลัวที่จะพบกับตัวตนภายในของเรา เพราะเราคิดว่าเราอาจไม่ชอบในสิ่งที่เราเห็นนั่นเอง


ออกเดินทางเพื่อค้นพบตัวเอง
จงออกเดินทางเพื่อคนพบตัวเองเดี๋ยวนี้ สิ่งที่จะได้มาไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเรื่องดีๆ การเข้าใจความกลัวนี่แหละที่จะเยียวยาความกลัว อย่าหลงติดอยู่กับคนแบบที่คุณคิดว่าตัวเองเป็นอยู่ อย่ากังวลว่าตัวคุณจะดีหรือแย่กว่าคนอื่น แทนที่จะเป็นเช่นนั้น จงพยายามรู้จักตนเองในฐานะคนแบบที่คุณเป็นอยู่จริงๆ และคนแบบที่คุณอยากจะเป็น

ถ้าคุณมองบ้านที่ยังค้างๆคาๆ ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ คุณจะไม่ประณามสภาวะที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ของมัน คุณจะไม่บอกว่ามันต่ำต้อยกว่าบ้านหลังอื่น แล้วก็ไม่กังวลกับรูปร่างหน้าตาของมันด้วย ทั้งหมดที่คุณทำก็คือตระหนักว่ามันต้องการให้จัดการอะไรๆเพิ่มเติม จงนำวิธีคิดนี้ไปใช้กับตัวเองสิ ไม่ว่าสภาวะปัจจุบันของคุณจะเป็นยังไง แค่ตระหนักว่ามันต้องการให้ต่อเติมอีกก็พอ ให้ใจเย็นกับตัวเอง แต่หนักแน่นกับงานที่จำเป็นต้องทำกับมัน

ค่าแห่งตนคือ ความมีค่าที่มาจากตัวเอง เหตุนี้แหละมันจึงไม่ถูกเรียกว่า'ค่าของคนอื่น' ถ้าความมีค่าของคุณมาจากคนอื่น คุ็ก็จะไม่มีวันรักตัวเองได้เลย เมืีอคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องตัวเองแล้ว คุณก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องคนอื่นด้วย คนที่มีสำนึกจะรู้จักตัวเอง เขารู้ถึงธรรมชาติของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับคนอื่นที่มีธรรมชาติอย่างเดียวกับเขา จงรู้จักตัวเองในแบบที่คุณเป็น แล้วคุณจะรู้จักคนอื่นในแบบที่พวกเขาเป็น

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อย่าปฏิเสธตัวเอง


อย่าปฏิเสธตัวเองในทางใดๆเป็นอันขาด: 
มันสำคัญที่จะมองไปยังบุคลิกลักษณะที่คุณสร้างมันขึ้นมา บางทีเหตุผลหนึ่งที่คุณไม่ยอมทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะคุณเป็นลอกเลียนแบบก็ได้ มันไม่ได้ผิดปกติเลยที่โดนถ่วงอยู่กับสิ่งนี้ มันอาจช่วยได้มากกว่าที่จะเข้าใจว่าไม่มีโครงสร้าง ตัวตน ขึ้นมาจากศูนย์หรอก ใครๆก็ต้องทำอย่างเดียวกันทั้งนั้น ถึงแม้คุณอาจสร้างบุคลิกมาจากการลอกเลียนแบบ แต่คุณก็ไม่ใช่ของปลอม ไม่มีใครจับโน่นผสมนี้มาเหมือนคุณเป๊ะได้ อย่าลืมว่าตัวโน๊ตอยู่บนเส้นดนตรีแค่ 12 ตัวเท่านั้น แต่คนจับมาเรียงผสมกันสร้างเพลงเป็นล้านๆเพลง มันอยู่ที่ว่าเขาเอามันมาเรียบเรียงอย่างไร

การเปลี่ยนประสบการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดและความไม่กลมกลืนให้กับคุณนั้น คุณจำเป็นต้องเริ่มจากการเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งว่า คุณจะไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย หากเอาแต่ปฏิเสธส่วนไหนๆของตัวเอง เราหันมาเกลียดตัวเอง เพราะเราวาดภาพที่คิดว่าตัวเองควรจะเป็นเอาไว้ เราจะไม่มีทางดีได้เท่ากับภาพในใจ มโนภาพ แบบอย่าง หรือแนวทางของลักษณะที่เราคิดว่าตัวเองควรจะเป็นได้เลย 


อิสรภาพเริ่มต้นด้วยการยอมรับตัวเอง: 
เรายอมให้อัตตาล่อหลอกให้เราเชื่อว่าตัวเองไม่เอาไหน ไม่ดีพอ ไม่มีค่า ทั้งหมดนี้รวมกัน เป็นการนับถือตัวเองอย่างต่ำเตี้ยและภาพแห่งตนอันย่ำแย่ จนกว่าเราจะตัดสินใจอย่างรู้ตัวว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิด ไม่งั้นเราก็จะนับถือตัวเองแบบต่ำๆ และมองภาพแห่งตนอย่างอเนจอนาถต่อไปเรื่อยๆ สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ ก็คือการยอมรับตัวเอง ซึ่งหมายถึงการรัก ใครที่คุณเป็น และเป็นตัวคุณ เมื่อคุณรักตัวเองแล้ว นั่นแหละ คุณถึงจะเริ่มรักคนอื่นได้

คนจำนวนมากบอกว่าคุณควรจะลืมตัวเอง โดยหันไปรักผู้อื่นก่อน ... ความจริงก็คือ คุณต้องยอมรับตัวเองและความผิดพลาดทั้งหมดของตัวเองเสียก่อน ยอมรับทุกสิ่งที่คุณเรียกว่าบาป ทุกครั้งที่คุณทำตัวงี่เง่า ทุกครั้งที่ทำตัวไม่เหมาะสม ทั้งหมดนั่นเลย คุณต้องยืนต่อหน้าคนทั้งโลกได้โดยไม่หาข้อแก้ตัวใดๆให้กับตัวเอง เมื่อคุณทำอย่างนั้นได้ คุณถึงจะอยู่ในสถานะที่จะรักได้โดยไม่มีเงื่อนไข

คุณมองตัวเองอย่างไร นั่นแหละที่สร้างการกระทำขึ้นมา แล้วการกระทำนี้ก็จะสร้างสภาพแวดล้อมหรือผลลัพธ์ขึ้นมาต่อ เมื่อคุณเอาความมีค่าของตัวเองไปแปะติดกับการบรรลุความสำเร็จหรือการกระทำ นั่นเท่ากับคุณตระเตรียมให้ตัวเองพบกับความผิดหวัง ไม่ว่าคุณจะพยายามหนักหน่วงสักแค่ไหน ใครบางคนก็ต้องคิดว่าคุณใช้ไม่ได้อยู่ดี จงระลึกว่า คุณจะล้มเหลวในสายตาของใครบางคนอยู่เสมอ คุณไม่มีวันชนะใจทุกคนได้หรอก บางครั้งแค่ชนะใจส่วนใหญ่ ก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ดูเอาว่าชีวิตคุณวนเวียนอยู่กับการทำให้คนอื่นยอมรับมากแค่ไหน จากนั้นก็หันมาตระหนักถึงความเป็นจริงที่สำคัญ นั่นคือ คุณจะไม่มีวันได้รับการยอมรับที่คุณแสวงหา คุณทำให้คนทุกคนพอใจกันหมดไม่ได้หรอก ฉะนั้น จงเรียนรู้ที่จะทำให้ตัวเองพอใจและยินดีกับ 'ใครที่คุณเป็น'

เวลาที่คุณเอาแต่เกลียดตัวเองสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำ หรือไม่ได้ทำ หรือเอาแต่เกลียดคนอื่นสำหรับสิ่งที่พวกเขามอบให้คุณ นั่นเท่ากับคุณมุ่งแต่จะตรอมตรม การตรอมตรมเป็นวิธีในการกดตัวเองให้ต่ำกว่าความเป็นจริง มันเป็นหนทางในการโกรธตัวเอง ถ้าคุณเป็นอย่างนี้เข้าจริงๆ ความโกรธ ความตรอมตรม และการขาดความสุขในชีวิตจะมาจากความผิดหวังในตัวเอง ที่ไม่ดีเท่ากับความคาดหวังที่เรามีต่อตนเอง หรือที่คนอื่นมีต่อเรา

เมื่อเราทำได้ไม่ดีเท่ากับที่ตัวเองหรือคนอื่นคาดหวังไว้ หลายคนรู้สึกเกลียดตัวเอง พวกเราส่วนใหญ่จะตำหนิตัวเองบนพื้นฐานของสิ่งที่เรามีหรือไม่มี สิ่งที่เราบรรลุหรือสิ่งที่ไม่บรรลุ เรารู้สึกว่าเมื่อเราเป็นคนล้มเหลว นั่นเท่ากับเราทำให้คนอื่นและตัวเองผิดหวัง เมื่อเราทำไม่ได้ตามความคาดหวังของพ่อแม่ นายจ้าง ศาสนา ธุรกิจ เพื่อนหรือคู่ครอง เราก็จะสรุปว่ามันไม่ดีพอ อาการนี้เรียกอีกอย่างว่า 'การพิพากษาตัวเอง'

เมื่อคุณพิพากษาตัวเอง คุณจะตัดสินตัวเองว่าแย่ และทันทีที่คุณพิพากษาตัวเองสำหรับอะไรที่คุณทำหรือไม่ได้ทำ หรืออะไรที่ไม่ได้ผล หรือสถานการณ์ที่คุณทำให้คนอื่นผิดหวัง คุณก็จะรู้สึกแย่ การตำหนิเช่นนี้ก็รังแต่จะทำลายความนับถือตัวเองที่คุณมีอยู่เพียงน้อยนิดอยู่้วให้หมดไป มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย มีแต่จะทำลายอย่างเดียว

มันจริงที่พวกเราแต่ละคนต่างก็มีอะไรๆ ในชีวิตที่เราเสียใจ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องเลิกหมกหมุ่นอยู่กับความเสียใจ แล้วเดินหน้าต่อไป เราต้อง 'เรียนรู้บทเรียนที่ได้รับ' แล้วก็โยนประสบการณ์แห่งความเสียใจนั้นทิ้งไป
เราไม่มีวันจะช่วยใครได้หรอก ตราบใดที่เราต่อต้านตัวเองอยู่ การต่อต้านคนอื่นก็คือการต่อต้านตัวเอง นี่คือความจริงแท้เชิงจิตวิญญาณและจิตวิทยา เรืีองที่เลวร้ายที่สุดที่เราจะทำได้คือ การว่าคนอื่น การกดคนอื่นไว้และพรากความมีชีวิตชีวาของพวกเขาไปคือ หนึ่งในพฤติกรรมที่เป็นลบและทำลายตัวเองที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะทำได้

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

www.weenalovecookie.blogspot.com: ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ

www.weenalovecookie.blogspot.com: ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ: ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ:  ถ้าอยากควบคุมชีวิตตัวเอง สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจโดยพื้นฐานเสียก่อนว่า คุณเป็นใคร ภาพแห่งตน(self- image) ซึ่งเป็นภ...

ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ

ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ: 
ถ้าอยากควบคุมชีวิตตัวเอง สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจโดยพื้นฐานเสียก่อนว่า คุณเป็นใคร ภาพแห่งตน(self- image) ซึ่งเป็นภาพของตัวเองที่เรามีอยู่ในใจ จะกลายเป็นกุญแจที่นำไปสู่ชีวิตของเรา การกระทำ ความรู้สึก และพฤติกรรมทั้งหมด แม้แต่ความสามารถของเรานั้น ล้วนสอดคล้องกับภาพนี้ที่ก่อขึ้นมาทั้งสิ้น จริงๆแล้ว เราทำตัวตามแบบ 'คนที่เราคิดว่าเราเป็น'เลยทีเดียว สิ่งที่เราต้องรู้คือ ตราบใดที่เรามีภาพนั้นอยู่ในใจ ไม่ว่าพลังใจ ความพยายาม ความมุ่งมั่น หรือความทุ่มเทสักเท่าไหร่ ก็ไม่อาจทำให้เรา 'เป็นแบบอื่น'ไปได้ เพราะเราจะทำตัวในแบบที่ 'เรามองตัวเอง'อยู่เสมอ การจะเป็นแบบอื่นให้ได้นั้น เราต้องดูเสียก่อนว่าเราสร้างภาพแห่งตัวตนขึ้นมาได้อย่างไร

พิมพ์เขียวในใจเรา
นับตั้งแต่เกิดมา เราจะสั่งสมไอเดียนับร้อยเกี่ยวกับตัวเองเอาไว้ ว่าเรานั้นดี หรือไม่ดี ฉลาดหรือโง่ มั่นใจหรือหวาดกลัว
ด้วยการย้ำไปย้ำมาอยู่บ่อยๆ ลักษณะเฉพาะที่บ่อยครั้งก็เป็นของปลอม ก็จะแข็งแกร่งขึ้นจนกลายเป็นภาพแห่งตน ภาพแห่งตนนี้จะยอมให้เราสุขสันต์และประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็กดขี่ขีวิตเราไปเลย ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ หากภายในตัวเรานั้นมีพิมพ์เขียวทางใจอยู่ มันเป็นภาพของการที่เราคิดว่าตัวเองเป็นยังไงบ้าง พิมพ์เขียวนี้จะตรงเป๊ะและสมบูรณ์สุดๆ ไปจนถึงรายละเอียดอย่างสุดท้ายนั่นเลย ภาพรวบยอดหรือพิมพ์เขียวนี้ก็คือ ภาพแห่งตัวตนของเรา อย่างไรก็ตาม พิมพ์เขียวนี้ก็ไม่ใช่ 'ใครที่เราเป็น' แต่เป็นคนที่เรา 'คิดว่า เราเป็น'ต่างหากล่ะ

สถานการณ์หรือสภาวะ ที่ก่อภาพแห่งตนขึ้นมานั้นอาจจะผิดไปสุดๆหรือถูกหาว่าย่ำแย่เกินจริง อต่สำหรับเรา มันกลับเป็นความจริง ส่วนใหญ่แล้ว เราจะหวนคิดอย่างรู้ตัวไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราไปเอาข้อมูลนี้มาได้ยังไงหรือไปเอามาจากไหน เราแค่ใช้ชีวิตไปราวกับว่ามันเป็นความจริง และแม้ว่ามันจะไม่เป็นความจริง เราก็ยังอุตส่าห์เชื่ออยู่ดีว่า 'มันจริง'

'ใครที่คุณเป็น และ อะไรที่คุณทำ นั้นไม่เหมือนกัน'
เราต้องเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง 'ใครที่เราเป็น' กับ 'อะไรที่เราทำ' ใครที่เราเป็น จะไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ แต่อะไรที่เราทำ นั้นไม่ได้ไร้ที่ติเสมอไป ช่องว่างระหว่าง 'ใครที่เราเป็น' กับ 'อะไรที่เราทำ' สร้างขึ้นมาจากความไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้ว่าตัวเองไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ สิ่งที่ตามมาก็คือ การกระทำย่อมต้องน้อยกว่าความสมบูรณ์แบบ


อีโก้ของคุณกำลังพยายามล่อหลอกคุณอยู่:
รู้มั๊ยว่าอีโก้ มันไม่ได้อยากให้คุณ 'ดูตัวเองให้ดี' มันอยากให้คุณดูตัวเอง 'ให้แย่'ต่างหาก มันอยากให้คุณหาว่าตัวเองเป็นทุกอย่าง ที่คุณไม่ได้เป็น มันอยากให้คุณหาว่าตัวเองเป็นเหมือนการกระทำ แล้วก็รู้สึกผิด มันอยากให้คุณตำหนิ ประณาม และโทษตัวเอง ที่ไม่ดีเท่ากับภาพที่วาดไว้และความคาดหวังของคุณเอง รวมทั้งของคนอื่นๆ คุณต้องตระหนักว่าอีโก้ของคุณกำลังพยายามหลอกคุณอยู่ นี่ไม่ใช่ความจริงแท้ของตัวคุณเลย

วิธีที่จะหลุดจากสภาพนี้ได้ก็คือ การยืนกรานถึงความดีเลิศไร้ที่ติของตัวเอง อีโก้ไม่ชอบยืนกรานความไร้ที่ติของคุณ มันชอบที่จะ ไม่ยืนกรานความไร้ที่ติต่างหาก ขั้นตอนแรกและขั้นที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ ไม่ว่าคุณอยากจะเป็น อยากจะทำ หรืออยากจะมีอะไร คือ การตระหนักถึงความสมบูรณ์แบบของตัวเอง บนพื้นฐานของความจริงแท้เกี่ยวกับตัวคุณ ที่ส่าคุณนั้นพร้อมมูล สมบูรณ์ และไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ


การปรับอีโก้ให้เป็นกลาง:
วิธีการปรับอีโก้ให้เป็นกลาง ก็คือ การรักตัวเองอย่างไร้เงื่อนไข การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องการทำให้อีโก้ของคุณเหลิงหรอก อันที่จริง การรักตัวเองจะปรับอีโก้ของคุณให้เป็นกลาง เพราะงานของอีโก้ไม่ใช่การรักตัวเองนั่นเอง

เราต้องเข้าใจว่าชีวิตคือความสำนึกรู้ นี่หมายความว่าสิ่งที่เราทึกทักว่า 'จริง'จะกลายเป็นจริงสำหรับเรา อะไรก็ตามที่เราสำนึกรู้ เราจะ'ประสบ'กับมันจริงๆ หลักคิดก็คือ เราจะได้เจอกับสิ่งที่เราเชื่ออย่างล้ำลึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆในชีวิต คำกล่าวนี้สำคัญมาก 'เราจะได้เจอ กับสิ่งที่เราเชื่ออย่างล้ำลึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆในชีวิต' ถ้ารูปแบบความคิดของเราบอกว่า 'ฉันไม่มีปัญญามีสิ่งนั้นได้หรอก ฉันไม่คู่ควรกับสิ่งนั้นหรอก ฉันเป็นคนไม่ดีหรอก' และอื่นๆอีกมากมาย นั่นเท่ากับเราสร้างสภาวะที่สอดคล้องกับแนวคิดที่เลวร้าย ขาดแคลน และมีขีดจำกัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าเราไม่อาจยอมรับตัวเองได้ ไม่อาจยอมรับได้ว่าเราคู่ควรกับสิ่งดีๆ งั้นเราก็ไม่สามารถยอมรับได้ว่า คนอื่นมีค่าและคู่ควร ด้วยเหตุนี้ เราจึงเอาแต่ตำหนิคนอื่น
ทางออกก็คือ การพัฒนาความรักอันไร้เงื่อนที่มีต่อตัวเองและคนอื่นๆขึ้นมา นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เรามีวันเป็นอิสระได้ เราต้องยอมรับตัวเองอย่างเต็มหัวใจ แล้วก็ตามด้วยการยอมรับคนอื่น โดยที่รู้ว่าในเมื่อตัวเราไร้ที่ติทางจิตวิญญาณ คนอื่นก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

จุดประสงค์ของบรรดาครูผู้ยิ่งใหญ่ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นแห่งกาลเวลาคือ การทำให้เราตาสว่างกับความจริงที่ว่า เราเป็นคนสร้างสภาพความเป็นจริงของตัวเอง ที่สำคัญยิ่งไปกว่าคือ พวกเขาสอนว่า เราเป็นต้นเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี เรื่องแย่ หรือเรื่องแย่สุดๆ

ถ้าเราเชื่อว่าใครบางคน หรืออะไรบางอย่างที่อยู่นอกตัวเรา คือ ต้นเหตุของปัญหา เราก็จะมองออกไปนอกตัวเพืีอหาทางออกอยู่เสมอ การจะค้นพบคำตอบที่แท้จริงสำหรับปัญหาที่เผชิญอยู่นั้น เราจะต้องเริ่มด้วยการมองตัวเองในแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้เราเห็นผู้คนและเหตุการณ์ในแบบใหม่ โลกภายนอกคือโลกจำลองโลกภายในของเราในหลายๆแง่ คุณต้องตระหนักเช่นนี้ให้ได้ ถ้าเราไม่ใส่ใจกับสิ่งนี้ มันจะไม่มีความมุ่งมั่น ความกล้า ไม่มีปณิธานใดๆ ไม่มีแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้นใดๆที่จะแก้ปัญหาของเราได้ ถ้าเรามัวแต่มองหาคำตอบจากข้างนอก

ความคิดกำหนดอำนาจ: ความคิดของเราก่อให้เกิดผลลัพธ์ในชีวิต หรือพูดอีกอย่างว่า มันจะเกิดขึ้นกับคุณอย่างที่คุณเชื่อ ไม่ใช่อย่างที่คุณต้องการ แต่เป็นอย่างที่คุณเชื่อ 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างลิบลับ เวลาที่คุณคิดจักรวาลจะขยับเขยื้อน นั่นหมายความว่าเมื่อคุณส่งไอเดียบางอย่างออกไปสู่จักรวาล ผู้คน สถานที่ และสิ่งต่างๆนั้นก็จะมาสู่ชีวิตคุณ เพื่อเติมเต็มไอเดียนั้น เวลาที่เราคิด นั่นเท่ากับเราได้ทำให้สิ่งต่างๆบังเกิดขึ้น

ตัวตนที่มีสติปัญญาของคุณจะรู้อยู่เสมอว่า อะไรดีที่สุดสำหรับคุณ ทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือ การยืนยันสิทธิว่าคุณต้องการอะไรที่ดีกว่าสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้ จงตระหนักว่า ความก้าวหน้าไม่เกิดขึ้นหรอก หากปราศจากความไม่พอใจ ถึงแม้การอยู่กับปัจจุบันและยอมรับ สิ่งที่เป็นอยู่ จะมีความสำคัญ แต่มันก็สำคัญไม่แพ้กันที่เราจะเจริญก้าวหน้าจากจุดที่เราอยู่

จงศึกษาความไม่พอใจของคุณให้ถี่ถ้วนมากๆ เพราะมันจะบอกถึงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณ ชีวิตของคุณคือผืนผ้าใบที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คุณจะวาดอะไรลงไปบนนั้นบ้าง คุณจะแต่งแต้มความขาดแคลนและข้อจำกัดลงไปหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ผืนผ้าใบของคุณก็จะสะท้อนภาพของความขาดแคลนและข้อจำกัดออกมา

เข้าใจกฏของชีวิต: จงเข้าใจว่าถ้าชีวิตของคุณไม่เป็นไปในแบบที่คุณต้องการ มันก็เป็นเพราะว่าคุณยอมรับความเชื่อผิดๆ ที่กีดกันคุณจากการเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเป็นได้ โชคร้ายตรงที่คนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้รู้สึกว่าตัวเองติดขัด เมื่อเรามองโลกแล้วเห็นความทรมาน ความทุกข์ระทม และความลำบากยากแค้น เมื่อเราเห็นคนที่มีเจตนาดีตั้งมากมายอยู่อย่างลำเค็ญ เราเห็นผู้คนพากันท้อถอย โดยเชื่อว่าพวกเขาต้องฉกชิงจากคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งอะไรก็ตามแต่ เราแทบไม่มองเข้ามาภายในตัวเองเพื่อค้นหาคำตอบสำหรับความสับสนนี้ แทบไม่มีใครพยายามหาอย่างแท้จริงว่าอะไรคือกฏของชีวิตบ้าง ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเราไม่รู้เรืีองราวเกี่ยวกับตัวเองและชีวิต เราจึงทะเลาะ ต่อสู้ และดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แล้วมันก็ลงเอยด้วยการไม่ได้ผลอยู่ดี

มองออกมั๊ย ชีวิตเป็นเกมอย่างหนึ่ง คนบางคนเล่นเกมแห่งความกระเสือกกระสนทุรนทุราย บางคนก็เล่นเกมแห่งความป่วยไข้ บางคนก็เล่นเกมแห่งความยากจนเข็ญใจ บางคนก็เล่นเกมการเป็นฝ่ายถูกตลอดศก บางคนก็เล่นเกมที่เอาแต่มาสาย แต่บางคนก็่นเกมแห่งความสุขสันต์ มั่งคั่งล้นหลาม สมบูรณ์แข็งแรง มันช่วยได้มากที่จะเข้าใจว่าคนแต่ละคนก็เล่นเกมที่เขาหรือเธอสร้างขึ้นมา และไม่มีเกมไหนที่ดีกว่าเกมไหนเสมอไป ถ้าเกมนั้นไม่ทำให้เราได้อะไรดีขึ้นมา เราก็ิกเล่นเสียซิ

มองชีวิตคุณซิ พยายามมองหาความพอใจแบบลับๆ ที่คุณได้จากการที่ไม่ได้กุมบังเหียนชีวิตตัวเองอย่างเต็มร้อย คำตอบอยู่ที่สิ่งที่ตอบแทนกลับมาหรือมูลค่าที่ได้รับกลับมา เช่น ถ้าคุณเล่นเกมคนอ่อนแอ คนอื่นก็จำเป็นต้องรักคุณ ดูปกป้องคุณ มันเป็นสุดยอดวิธีในการได้รับความสนใจ ถ้าคุณเล่นเกมที่คุณตัดสินใจไม่ถูกอยู่ตลอดเวลา โดย่อยให้คนอื่นตัดสินใจให้ร่ำไป นั่นเท่ากับคุณกันตัวเองจากการโดนกล่าวโทษ ถ้าเกิดมันพลาดขึ้นมาอีกอย่างก็คือ ถ้าคุณเต็มใจที่จะถูกมัดมือไพล่หลัง แล้วก็คาดหวังให้คนอื่นดูแลคุณ จริงๆแล้ว การเล่นบททำอะไรไม่ถูกก็คือการที่คุณควบคุมคนอื่นนั่นแหละ อำนาจของคนที่ไร้อำนาจนั้นมหาศาลบานตะไท พวกเขาเก่งในการทำให้คนอื่นเล่นบทที่พวกเขาเขียนให้

ถ้าคุณพบกับความเจ็บไข้ ก็แค่มองไปที่มัน อย่าไปว่าตัวเอง แค่บอกปล่อยให้มันบอกอะไรบางอย่างกับคุณ จงรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายคุณ มันมีจุดเริ่มต้นที่จิตใจทั้งสิ้น ความเจ็บป่วยก็คือปฏิกิริยาที่มีต่อจิตใจนั่นเอง เนื่องจากร่างกายของคุณเป็นกลไกสะท้อนกลับของจิตใจ มันจึงบอกให้คุณรู้อยู่เสมอว่าเกิดอะไรขึ้น ในสำนึกของคุณและในระดับอารมณ์ ปล่อยให้ร่างกายเป็นอาจารย์ให้คุณแล้วกัน

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Beyond positive thinking

จักรวาลก็เหมือนแม่น้ำ แม่น้ำจะไหลไปเรื่อยๆไม่มีหยุด มันไม่สนว่าคุณสุขเศร้าหรือเซ็ง เป็นคนดีหรือเป็นคนเลว มันแค่ไหลไปเรื่อยๆ บางคนก็เดินลงไปที่แม่น้ำ แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ บางคนก็ไปที่นั่นอย่างสุขใจ แต่แม่น้ำสนที่ไหนล่ะ มันเอาแต่ไหลไปเรื่อยๆของมันต่อไป เราจะใช้ประโยชน์จากมันและรื่นรมย์กับมันก็ได้ หรือจะกระโดดลงไปให้จมน้ำตายก็ได้ แม่น้ำจะไหลไปเรื่อยๆ เพราะว่ามันไม่ยินดียินร้าย จักรวาลก็เหมือนกัน จักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้สามารถโอบอุ้มเรา หรือจะทำลายเราก็ได้ การตีความและการที่เราใช้กฏนี้ต่างหากล่ะ ที่จะกำหนดผลกระทบหรือผลลัพธ์ของเรา

เราจะได้รับก็แต่สิ่งที่จิตใจหรือความคิด เราสามารถยอมรับได้เท่านั้น เราจะก้าวไปสู่สายธารแห่งชีวิตพร้อมกับช้อนชาก็ได้ ส่วนคนอื่นอาจจะไปพร้อมกับถ้วยทั้งใบ บางคนอาจจะถึงกับเอาถังไปด้วย หรือแม้กระทั่งขนถังไม้ยักษ์ใบใหญ่ไปเลย กระนั้น ความมั่งคั่งล้นของสายธารหรือจักรวาลก็ยังมีอยู่เสมอ และรอท่าอยู่ตลอดเวลา สำนึกของเรา แนวคิดของเรา กรอบความคิดของเรา และระบบความเชื่อของเรา คือ สิ่งที่กำหนดว่าเราจะเดินไปสู่สายธารแห่งชีวิตพร้อมกับช้อนชา ถ้วยชา หรือว่าถังใบใหญ่

ถ้าเรายากจนทางความคิด และก้าวไปสู่สายน้ำแห่งชีวิตโดยพกช้อนไปแค่คันเดียว เราก็อาจสาปแช่งสิ่งที่เรามีอยู่น้อยนิดในช้อนชานั้น เราอาจถึงกับสาปแช่งคนอื่นที่มีมากกว่าด้วย แต่ขอให้ระลึกว่า อะไรก็ตามที่เราแช่ง จะแช่งเรา สายธารมันก็อยู่ตรงนั้นเอง ทะลักทะล้นด้วยความมั่งคั่งดาษดื่น เราจะเดินไปสู่สายธารแห่งชีวิตพร้อมกับช้อนชา ถังเล็ก หรือถังใหญ่ได้ทุกเมื่อ   ตามแต่ใจเราเลย เราจะตักตวงอะไรจากมันบ้างขึ้นอยู่กับเรา ขีดจำกัดเพียงอย่างเดียวอยู่ที่ความนึกคิดของเรา ความจริงก็คือ เราสามารถมีทุกอย่างที่ปรารถนาได้ ถ้าเราจะสลัดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจครอบครองมันได้ออกไปซ่ะ ง่ายๆและธรรมดาแค่นี้เอง

ความเชื่อกลายเป็นข้อจำกัด: ประสบการณ์ทุกอย่างจะชักนำเราไปสู่การเชื่ออะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราเอง ความเชื่อจะเป็นจริงหรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับ ถ้าเรายอมรับว่ามันเป็นความจริง งั้นมันก็เป็นจริงสำหรับเรา ถ้าเราพูดตอกย้ำเป็นเวลานานพอ มันจะกลายเป็นกฏของเรา ถ้าเราพูดมันออกมาอย่างแรงกล้าพอ มันจะกลายเป็นข้อจำกัดของคุณจริงๆ ไม่ว่าความเชื่อของคุณจะเป็นความจริงหรือว่าบ้าบอสุดๆ ถ้าคุณยอมรับมัน ชีวิตคุณก็จะเป็นแบบนั้น

จงมองไปยังความเชื่อที่ก่อรากฐานขึ้นมาในชีวิตของคุณ เราเต็มไปด้วยความเชื่อที่สั่งสมมาเป็นแรมปี ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ แนวคิด ความเห็น ประกอบการฝึกมันจนชิน แถวเรายังเต็มไปด้วยสิ่งที่รู้สึกว่า เมืีอถูกท้าทายเราจะยืนกระต่ายขาเดียวเพื่อยืนยันความเชื่อที่เป็นของเรา เราใช้ชีวิตอยู่กับความเชื่อขุดหนึ่งที่เรียกว่าศาสนา ความเชื่ออีกชุดหนึ่งที่เรียกว่าการเมือง ความเชื่ออีกชุดที่เกี่ยวกับตัวเราเอง และความเชื่ออีกชุดเกี่ยวกับคนที่เราชอบหรืแไม่ชอบ

ความจริงของเรื่องนี้ก็คือ เราประสบความสำเร็จได้ก็แต่ในระดับที่เราเต็มใจจะสลัดความเชื่อผิดๆออกไปเท่านั้น เมื่อเราเจอกับความเจ็บไข้ได้ป่วย ความล้มเหลว หรือความขาดแคลน บ่อยครั้งที่มันเป็นเพราะข้อจำกัดในจิตใจของเราเอง

เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ถึงแม้เราจะรู้ว่าชีวิตเรามันไม่เจิดจรัสในบางด้าน แต่เราก็ยังกลัวการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี เราขังตัวเองอยู่ในดินแดนที่เราสบายใจกับมัน ไม่ว่ามันจะทำลายตัวเองสักแค่ไหนก็ตาม วิธีเดียวที่จะหลุดจากดินแดนนั้นมาได้ และเป็นอิสระจากปัญหาและข้อจำกัดทั้งหลายแหล่ก็คือ การทำตัวให้ไม่สบายซ่ะ เราจะได้รับอิสรภาพในสัดส่วนที่ผันตรงต่อความมากน้อยของความเป็นจริงที่เราเต็มใจจะยอมรับโดยไม่หนีเท่านั้น

เราจะต้องเลิกหลอกตัวเอง เลิกโทษตัวเอง และเลิกหลีกเลี่ยงการตัดสินใจอันไม่น่าอภิรมย์ หันมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า เราอาจจะยอมรับความเชื่อที่เราเคยรู้สึกว่า ใช้การไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนจากการคิดแง่ลบไปสู่แง่บวก แต่เป็นเรืีองของการย้ายไปสู่ " ความคิดที่ถูกต้อง" ซึ่งหมายถึง การหันมารู้ถึงความเป็นจริงอันแท้จริงเกี่ยวกับคนที่เราเป็น และความสัมพันธ์ของเรากับชีวิต

การคิดที่ถูกต้องนั้น ต้องวางรากฐานอยู่บนพื้นฐานของ 'ความจริงแท้ (truth)' ไม่ใช่ความเชื่อผิดๆ มันเป็นรากฐานที่กำหนดความน่าเชื่อถือของการคิดทั้งหมด การคิดบวกะการคิดลบ ต่างก็กรองผ่านระบบความเชื่อของเราทั้งสิ้น แต่การคิดที่ถูกต้องจะมาจากการรับทราบถึงความจริงแท้หรือความเป็นจริงของสถานการณ์ใดๆ

การรับรู้ความจริงแท้ทำให้คุณเป็นอิสระ: จงขวนขวายที่จะรู้ถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ใดๆที่คุณเกี่ยวข้องด้วยเสมอ  มองไปหลังฉากของระบบความเชื่อในตอนนี้ แล้วถาม 'ตัวตนที่มีสติปัญญา higher self  ของคุณว่า ความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้คืออะไร? ตัวตนที่สูงกว่านี้จะเผยความจริงกับคุณเสมอ ถ้าคุณพร้อมจะฟัง เมื่อคุณทำไปตามความเป็นจริง นั่นเท่ากับคุณได้ใช้การคิดที่ถูกต้องแล้ว มันไม่ใช่เรื่องของการเป็นบวกหรือเป็นลบ แค่เป็นตัวคุณเอง และเมื่อคุณเป็นตัวของคุณเอง ซึ่งหมายความว่าคุณยอมให้ตัวตนที่มีสติปัญญาได้เผยความเป็นจริงออกมา ทุกสถานการณ์ที่คุณเผชิญอยู่ก็จะคลี่คลายมันเองอย่างสวยงาม ฟังแล้วอาจจะเหมือนมหัศจรรย์พันลึก แต่มันเป็นแค่การที่กฏแห่งเหตุและผลสำแดงเดชเท่านั้น