บริษัททุกที่ต่าง อยากได้คนดีคนเก่งมาทำงานด้วย และก็คิดว่ามันก็ไม่น่าจะยากอะไร แต่ทว่า " ทำอย่างไร" และจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือ " คนดีมีฝีมือแท้จริง" และจะทำอย่างไร จึงจะให้คนเหล่านี้ช่วนเหลือด้วยความพร้อมใจ และทำอย่างไร จึงจะสามารถรักษาคนดีๆ ให้อยู่กับองค์กรโดยตลอด
บริษัทที่เป็นของครอบครัว ส่วนใหญ่มองพนักงานทั้งหลายของตนว่า "คนใช้ที่มีดีกรี เท่านั้น" เมื่อไม่มีใครให้กียรติ ให้คุณค่าในสติปัญญาความสามารถ ลูกจ้างทั้งหลายจึงพยายามหาลู่ทาง มุ่งมั่นจะออก ไม่มีความผูกพัน ทำงานเพื่อเงิน เห็นบริษัทเป็นเพียงแหล่งรายได้เท่านั้น และจะพยายามหาที่ใหม่ ที่จะจ่ายมากกว่าเสมอ
การบริหารคือการใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือสิ่งที่ทำให้ "จอมทัพ" แตกต่างจาก "แม่ทัพ"ธรรมดาทั่วไป ในขณะที่แม่ทัพจะดูแลสนามรบ มุ่งมั่นที่เพเอาชนะศึกสมรภูมินั้น แต่คนเป็นจอมทัพ อ่านทะลุจุดแข็งจุดอ่อน ของสองฝ่ายด้วยควาทเป็นกลาง เยือกเย็น สุขุม รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิดความต่าง
"ชนะโดยไม่คิดเอาชนะ" การคิดจะเอาชนะคนอื่น มีต้นทุนสูง มีผลเสียมากกว่าผลดี แท้จริงคือการแข่งกันทนความยั่วจากสถานการณ์ที่มาชักจูงให้เกิดความโลภ อยากทำลายคู่ต่อสู้ ผู้ชนะคือ ผู้ที่ทนยั่วได้นานกว่า ผู้ที่ไม่คิดชนะก็จะกลายเป็นชนะไปเอง " การชนะจึงมาจากการที่สังคมมอบให้ ห้ามไปเอามา"
ในชีวิตประจำวัน เราก็ไม่ควรไปเอาชนะใคร เพราะใครๆก็ไม่อยากเสียหน้า องค์กรควรใช้ทรัพยากรที่มีน้อยไปในการพัฒนาตัวเองหนีคู่แข่ง ไม่ควรใช้ทรัพยากรไปในการทำลายคู่แข่ง เพราะนอกจากสร้างความบาดหมางแล้ว ยังมิได้ใช่ทรัพยากรไปในทางลร้างลรรค์
ชัยชนะที่แท้จริง คือการบรรลุเป้าหมายของงาน ไม่ใช้การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง และนี่คือเหตุผลเบื้องหลังปรัชญา " ชนะได้ เพราะไม่คิดเอาชนะ"
มนุษย์เราต้องรู้จักละวาง ทำตัวให้ว่าง เพื่อจะทำคุณประโยชน์ได้อย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นการ "กล้าทิ้ง" กล้าตัดสินใจละวาง จะช่วยเพิ่มความว่าง ลดภาระ ซึ่งก็คือ การเพิ่มพลังให้แก่ตัวเอง
กลยุทธ์ในการใช้พลังคือ ใช้พลังให้น้อยที่สุด โดยให้ผลที่มากที่สุด" โดยคำนึงผลปรโยชน์ให้น้อยที่สุดหรือไม่คิดเลย ตรงข้ามกับแผนกาวที่หวังจะเอาประโยชน์ใส่ตัว ต้องคอยกลบเกลื่อน หลบซ่อน ใช้พลังงานมากเกินจำเป็น เล่าจื้อและขงจื้อต่างเน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม แม้งานสำเร็จก็ไม่เรียกร้องผลตอบแทนใด และสูงสุดคือค่อย fade out สลายตัวจากไปจนไร้ร่องรอย