สายตาของเราที่มองชีวิต การประเมินของเราที่มีต่อตัวเอง การประเมินของเราที่มีต่อคุณค่าของเราส่วนใหญ่จะถูกแต่งแต้มด้วยสภาพแวดล้อม การงานของเราจะถูกปั้นแต่ง แก้ไข และหล่อขึ้นเป็นแบบโดยสภาพแวดล้อมของเรา โดยอุปนิสัยของคนที่เราติดต่อด้วยทุกๆวัน 'โอริสัน สเวทท์มาร์กอส
ทุกอย่างในชีวิตและธุรกิจคือความสัมพันธ์ ทุกสิ่งที่เราทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะต้องขึ้นอยู่กับผู้อื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความสามารถของเราในการสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ให้ถูกคนในทุกๆขั้นตอนของชีวิตและอาชีพการงาน จะเป็นเครื่องตัดสินที่สำคัญในความสำเร็จและสัมฤทธิผลของเรา และจะมีผลกระทบมากเหลือเกินต่อความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายของเรา
เรายิ่งรู้จักผู้คนที่รู้จักเราในแง่ดีมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจะประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เราพยายามทำมากขึ้นเท่านั้น คนหนึ่งคนที่ถูกที่ ถูกเวลา จะสามารถเปิดประตูที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา และจะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานหนักให้เราได้หลายปี
ขยันผิดงานหรือเปล่า: นี่คือข้อเตือนใจ หลายคนขนันทำงานของพวกเขาอย่างหนัก แต่พวกเขาไม่ได้ทำงานที่หัวหน้าหรือบริษัท เห็นว่าเป็นงานที่สำคัญ ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ ถ้าเราทำงานที่'ไม่สำคัญ' 'ได้ดี' มันอาจให้ตรงกันข้ามกับที่เราหวังไว้ จนถึงอาจเป็นอันตรายต่อหน้าที่การงานที่ทำอยู่
เราควรมองหาโอกาสทุกๆโอกาสในงานของเรา ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นและทำสิ่งดีๆให้เขา ทุกความพยายามที่บริสุทธิ์ใจของเราในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น จะย้อนกลับมาหาเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง และบ่อยครั้งในยามที่เราไม่ได้คาดหวัง จงมองหาวิธี ที่จะเป็นทรัพย์สินอันมีค่าต่อผู้คนรอบๆตัวเอง แล้วพวกเขาจะมองหาวิธีช่วยเหลือเรา สนับสนุนและตอบแทนในยามที่เราต้องการมันมากที่สุด
จงเป็นผู้มีอิทธิพลของทีม: คุณต้องพร้อมเสมอสำหรับการประชุมสำหรับการประชุมทุกนัด จงนั่งตรงข้ามและสบตาตรงๆกับคนที่ดำเนินการประชุม จงพูดเสียแต่เนิ่นๆ และตั้งคำถาม อาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย เมื่อคุณอาสาอะไรบางอย่าง คุณต้องทำให้เร็วและทำให้ดี เพื่อให้มันชัดเจนว่า ใครคืิอคนที่ทุกคนต้องไปหาในบริษัท
คุณสามารถที่สำคัญที่สุด คือ ความสามารถในการพึ่งพาได้: สร้างแรงดึงดูดในด้านดีรอบตัวคุณด้วยการสร้างชื่อเสียงว่าเป็นคนที่ทุกคนสามารถพึ่งพาได้ในการทำงานให้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้คุณจะได้รับงานมากขึ้น และงานที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งอำนาจและรางวัลที่มากับงานเหล่านั้น
สละเวลาทำความรู้จักกับลูกน้อง และคนที่อยู่ตำ่กว่าคุณบนบันไดไต่เต้าของบริษัท คุยกับพวกเขาและถามข้อสงสัยกับพวกเขา อาสาช่วยเหลือพวกเขาถ้าสามารถทำได้ ชมเชยพวกเขา และรับรู้ผลงานของพวกเขาเป็นพิเศษ แล้วคุณจะทึ่งกับความแตกต่างที่มันทำให้เกิดในอาชีพการงานของคุณ
ลงทุนในการสร้างความสัมพันธ์: ในทุกๆองค์กรคนที่รู้จักผู้อื่นมากที่สุดนั้น ตามปกติแล้วคือคนที่จะไปอยู่ข้างบนเช่นเดียวกับครีม การสร้างความสัมพันธ์อาจดูเหมือนต้องใช้เวลามากในทีแรก แต่มันจะให้ผลตอบแทนซำ้แล้วซำ้เล่าในอีกหลายเดือน หลายปีข้างหน้า
อุทิศตัวเอง: กฏข้อหนึ่งบอกว่า 'ยิ่งเราอุทิศตนโดยไม่หวังผลตอบแทนมากเท่าไหร่ สิ่งที่เราทำก็จะยิ่งย้อนกลับมาหาเราจากแหล่งต่างๆที่ไม่คาดฝันมากขึ้นเท่านั้น'
ไม่มีความพยายามใดที่เราทำเพื่อขยายการติดต่อจะสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง การติดต่อทั้งหลายต้องใช้เวลาในการเพาะให้งอกงามแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับเมล็ดพันธ์ บางอย่างจะให้ผลลัพท์ในทันที แต่บางอย่างกว่าจะให้ผลดีต้องอีกหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี เราต้องเตรียมพร้อมที่จะอดทน
ดร เดวิด แม็คเคลอแลนแห่งฮาร์วาร์ดได้ค้นคว้าวิจัยถึงคุณสมบัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงในวงสังคม สิ่งที่เขาพบคือ กลุ่มคนรอบๆตัวที่เราเลือกคบหาสมาคมด้วยเป็นประจำ จะมีความสำคัญในการตัดสินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเรามากกว่าองค์ประกอบอื่น ดังที่ซิก ซิกล่าร์กล่าวไว้ว่า 'ถ้าคุณอยากบินไปกับอินทรีย์ คุณก็ไม่สามารถคุ้ยเขี่ยอยู่กับไก่งวงได้อีกต่อไป'
ถ้าคุณจริงจังมากๆกับการเป็นมือหนึ่ง และต้องการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการของคุณ คุณไม่อาจใช้เวลาของคุณกับคนที่ไม่ก้าวหน้าไปไหนเลยในชีวิต ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนดีแค่ไหนก็ตาม นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตคุณเกือบทั้งหมด จึงเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่คุณอยู่หรือทำงานด้วย
เบนจามิน ดิสราเอลี กล่าวไว้ว่า 'ไม่มีความสำเร็จใดในชีวิตนอกบ้าน จะสามารถชดเชยให้กับความล้มเหลวภายในบ้านได้'
มันสำคัญมากที่จะลงทุนเวลาทั้งหมด และความรู้สึกที่จำเป็นในการสร้างและคงไว้ซึ่งชีวิตในบ้านที่มีคุณภาพสูง เมื่อชีวิตครอบครัวมั่นคงแข็งแรงและเปี่ยมไปด้วยความรัก คุณจะทำทุกอย่างได้ดีขึ้นในโลกภายนอก
แต่ถ้ามีอะไรบางอย่างผิดปกติกับชีวิตในบ้านคุณ เพราะการขาดความเอาใจใส่หรือความละเลย เพียงไม่นานมันจะมีผลกระทบต่อผลลัพท์จากการทำงานของคุณในด้านลบ ปัญหาที่บ้านสามารถทำให้คุณวอกแวกและหมดเรี่ยวแรง
ทุกๆวันและทุกๆทาง จงมองหาวิธีแบ่งเบาภาระ และช่วยเหลือผู้อื่นให้ทำงานของพวกเขาให้ดีขึ้นและดำรงชีวิตได้ง่ายขึ้น มันจะก่อให้เกิดบ่อเก็บกักความรู้สึกที่ดีที่มีต่อคุณ ซึ่งจะย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อคุณปีแล้วปีเล่า
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ
โบกคฑาวิเศษของเรา: ให้นึกวาดภาพว่าเราสามารถโบกคฑาวิเศษและสามารถเป็นเลิศในทักษะใดทักษะหนึ่ง มันคือทักษะอะไร? คำตอบคือเป้าหมายที่เราต้องตั้งและมุ่งที่จะพัฒนามัน จงยึดมั่นไปตลอดกาลว่า 'ทำให้ทักษะนั้น เป็นทักษะของเรา' จงพร้อมที่จะลงทุนเวลา 1,2 หรือ 3 ปีเพื่อให้เป็นเลิศในด้านที่สำคัญๆ จงเต็มใจที่จะจ่ายทุกราคา ยอมสละทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราทำ
สูตร 3+1:
1) อ่านทักษะด้านที่เราต้องการพัฒนาทุกวันอย่างน้อย 15 นาที
2) เปลี่ยนการขับรถ ให้เป็นมหาวิยาลัยแห่งการเรียนรู้
3) เข้าสัมนาเพื่อเพิ่มความรู้ในทักษะด้านนั้น
+1 คือ การฝึกสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกครั้งที่เราได้ยินความคิดดีๆ ให้ลงมือทำทันที คนที่ได้ยินแนวความคิดแค่อย่างเดียวแล้วลงมือทำ ย่อมมีค่ามากกว่าคนที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นร้อยแต่ไม่ลงมือทำอะไรเลย
ทุกอย่างที่คนอื่นทำได้ ในขอบเขตของเหตุและผล เราเองก็ย่อมสามารถทำได้เช่นกัน ไม่มีใครเก่งกว่าและฉลาดกว่าใคร ความจริงที่ว่าคนที่อยู่ในระดับสุดยอดของวงการของเรานั้น ครั้งหนึ่งพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนั้นมาก่อนด้วยซำ้ นั้นคือหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอะไรก็ตามที่พวกเขาทำได้สำเร็จ เราก็ย่อมทำสำเร็จได้เช่นกันถ้าเพียงแต่เราจะตั้งเป้าหมายและทำตามเป้าหมายนั้นให้นานและหนักพอ มันไม่มีข้อจำกัดใดๆ
เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการ
1) จงตั้งปณิธานตั้งแต่วันนี้ว่าจะเข้าไปร่วมกับคน 10% แรกของวงการ สร้างข้อผูกมัดตลอดชีวิตว่าจะต้องดีเลิศ
2) แยกแยะด้านที่ให้ผลลัพท์สำคัญในงานของเรา สิ่งที่ 'แน่นอนที่สุด' ที่เราต้องทำให้ดี เพื่อให้ประสบความสำเร็จในวงการ
3) แยกแยะจุดอ่อนที่สุดในทักษะของเรา และเริ่มต้นโครงการ 'ทำให้เกิด เป็นของตัวเอง' เพื่อให้เราเป็นเลิศในด้านนั้น
4) กำหนดความรู้เพิ่มเติมที่เราจำเป็นต้องมี เพื่อก้าวขึ้นไปสู่จุดสุดยอดในวงการ แล้ววางแผนให้ได้ความรู้นั้นๆ
5) อุทิศตนให้กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต อ่านหนังสือ ฟังcd ความรู้ ไปเข้าคอร์สสัมนาต่างๆแล้วลงมือทำในสิ่งที่เราเรียนรู้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
สูตร 3+1:
1) อ่านทักษะด้านที่เราต้องการพัฒนาทุกวันอย่างน้อย 15 นาที
2) เปลี่ยนการขับรถ ให้เป็นมหาวิยาลัยแห่งการเรียนรู้
3) เข้าสัมนาเพื่อเพิ่มความรู้ในทักษะด้านนั้น
+1 คือ การฝึกสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกครั้งที่เราได้ยินความคิดดีๆ ให้ลงมือทำทันที คนที่ได้ยินแนวความคิดแค่อย่างเดียวแล้วลงมือทำ ย่อมมีค่ามากกว่าคนที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นร้อยแต่ไม่ลงมือทำอะไรเลย
ทุกอย่างที่คนอื่นทำได้ ในขอบเขตของเหตุและผล เราเองก็ย่อมสามารถทำได้เช่นกัน ไม่มีใครเก่งกว่าและฉลาดกว่าใคร ความจริงที่ว่าคนที่อยู่ในระดับสุดยอดของวงการของเรานั้น ครั้งหนึ่งพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนั้นมาก่อนด้วยซำ้ นั้นคือหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอะไรก็ตามที่พวกเขาทำได้สำเร็จ เราก็ย่อมทำสำเร็จได้เช่นกันถ้าเพียงแต่เราจะตั้งเป้าหมายและทำตามเป้าหมายนั้นให้นานและหนักพอ มันไม่มีข้อจำกัดใดๆ
เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการ
1) จงตั้งปณิธานตั้งแต่วันนี้ว่าจะเข้าไปร่วมกับคน 10% แรกของวงการ สร้างข้อผูกมัดตลอดชีวิตว่าจะต้องดีเลิศ
2) แยกแยะด้านที่ให้ผลลัพท์สำคัญในงานของเรา สิ่งที่ 'แน่นอนที่สุด' ที่เราต้องทำให้ดี เพื่อให้ประสบความสำเร็จในวงการ
3) แยกแยะจุดอ่อนที่สุดในทักษะของเรา และเริ่มต้นโครงการ 'ทำให้เกิด เป็นของตัวเอง' เพื่อให้เราเป็นเลิศในด้านนั้น
4) กำหนดความรู้เพิ่มเติมที่เราจำเป็นต้องมี เพื่อก้าวขึ้นไปสู่จุดสุดยอดในวงการ แล้ววางแผนให้ได้ความรู้นั้นๆ
5) อุทิศตนให้กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต อ่านหนังสือ ฟังcd ความรู้ ไปเข้าคอร์สสัมนาต่างๆแล้วลงมือทำในสิ่งที่เราเรียนรู้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
หาพรสวรรค์พิเศษให้เจอ
เราเคยถามตัวเองมั๊ย เวลาเห็นหลายคนที่ประสบความสำเร็จมากมาย ว่า'ทำไม ไม่เป็นฉัน?' เทคนิคข้างล่างนี้จะช่วยให้เราเข้าไปใกล้สิ่งที่อาจทำให้เราเดินทางไปสู่ความฝันของตัวเอง ถ้าเราเห็น ยอมรับและมุ่งมั่นทำอย่างไม่ลดละ
1) เราทำได้ดีที่สุดและมีความสุขมากที่สุดกับอะไร บางอย่างที่เรารักจะทำ ถ้าเรามีเงินทองพอแล้ว เราจะยอมทำโดยไม่เอาค่าแรง มันจะดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของเราออกมา เราจะได้รับความพึงพอใจและความลุขอย่างใหญ่หลวงเมื่อได้ทำสิ่งนั้น
2) เราทำได้ดี ดูเหมือนมันมาจากความสามารถตามธรรมชาติจริงๆ
3) พรสวรรค์นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จและความสุขส่วนใหญ่จนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่เป็นเด็ก มันเป็นอะไรบางอย่างที่เรามีความสุขกับการทำมันมาตลอดและนำมาซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่กับคำชมเชยจากผู้อื่น
4) มันเป็นอะไรบางอย่างที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเรียนรู้และง่ายที่จะทำจริงๆแล้ว มันง่ายที่จะเรียนรู้มากเสียจนเราลืมไปเลยว่า เคยเรียนรู้มันตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร จู่ๆวันหนึ่งเราก็พบว่าเราทำมันได้ง่ายและได้ดีมาก
5) มันดึงดูดความสนใจของเรา มันดูดซับเราและทำให้เวาหลงใหล เราชอบมัน อ่านมัน พูดถึงมันและอยากค้นหาเกี่ยวกับมันให้มากขึ้น มันจะดึงดูดเราเหมือนเป็นแมงเม่าที่อยากบินเข้าหากองไฟ
6) เรารักที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับมัน และเก่งไปเรื่อยๆตลอดชีวิต เรามีความปรารถนาลึกๆที่จะเป็นเลิศทางด้านนี้
7) เวลาที่เราอยู่กับมันหรือทำมัน ดูเหมือนเวลาจะหยุดนิ่ง เรามักทำสิ่งที่เป็นพรสวรรค์นี้ได้เป็นเวลานานๆ อยู่ได้แบบไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอนได้ เพราะเราไม่สามารถบอกให้ตัวเองหยุดได้
8) เราจะชื่นชมและเคารพคนอื่นที่เก่งในเรื่องที่เป็นพรสวรรค์พิเศษเดียวกับเรา เราอยากเป็นเหมือนพวกเขา ได้อยู่กับเขาและอยากเลียนแบบเขาในทุกๆทาง
ถ้าทั้งหมดนี้ข้างบนนี้ ตรงกับอะไรบางอย่างที่เรากำลังทำในตอนนี้หรือเคยทำในอดีต มันอาจนำเราไปสู่สิ่งที่เราถูกส่งมาให้ทำในโลกใบนี้โดยเฉพาะ สิ่งที่ตรงกับ 'ปรารถนาแห่งหัวใจ'ของเรา
1) เราทำได้ดีที่สุดและมีความสุขมากที่สุดกับอะไร บางอย่างที่เรารักจะทำ ถ้าเรามีเงินทองพอแล้ว เราจะยอมทำโดยไม่เอาค่าแรง มันจะดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของเราออกมา เราจะได้รับความพึงพอใจและความลุขอย่างใหญ่หลวงเมื่อได้ทำสิ่งนั้น
2) เราทำได้ดี ดูเหมือนมันมาจากความสามารถตามธรรมชาติจริงๆ
3) พรสวรรค์นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จและความสุขส่วนใหญ่จนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่เป็นเด็ก มันเป็นอะไรบางอย่างที่เรามีความสุขกับการทำมันมาตลอดและนำมาซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่กับคำชมเชยจากผู้อื่น
4) มันเป็นอะไรบางอย่างที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเรียนรู้และง่ายที่จะทำจริงๆแล้ว มันง่ายที่จะเรียนรู้มากเสียจนเราลืมไปเลยว่า เคยเรียนรู้มันตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร จู่ๆวันหนึ่งเราก็พบว่าเราทำมันได้ง่ายและได้ดีมาก
5) มันดึงดูดความสนใจของเรา มันดูดซับเราและทำให้เวาหลงใหล เราชอบมัน อ่านมัน พูดถึงมันและอยากค้นหาเกี่ยวกับมันให้มากขึ้น มันจะดึงดูดเราเหมือนเป็นแมงเม่าที่อยากบินเข้าหากองไฟ
6) เรารักที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับมัน และเก่งไปเรื่อยๆตลอดชีวิต เรามีความปรารถนาลึกๆที่จะเป็นเลิศทางด้านนี้
7) เวลาที่เราอยู่กับมันหรือทำมัน ดูเหมือนเวลาจะหยุดนิ่ง เรามักทำสิ่งที่เป็นพรสวรรค์นี้ได้เป็นเวลานานๆ อยู่ได้แบบไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอนได้ เพราะเราไม่สามารถบอกให้ตัวเองหยุดได้
8) เราจะชื่นชมและเคารพคนอื่นที่เก่งในเรื่องที่เป็นพรสวรรค์พิเศษเดียวกับเรา เราอยากเป็นเหมือนพวกเขา ได้อยู่กับเขาและอยากเลียนแบบเขาในทุกๆทาง
ถ้าทั้งหมดนี้ข้างบนนี้ ตรงกับอะไรบางอย่างที่เรากำลังทำในตอนนี้หรือเคยทำในอดีต มันอาจนำเราไปสู่สิ่งที่เราถูกส่งมาให้ทำในโลกใบนี้โดยเฉพาะ สิ่งที่ตรงกับ 'ปรารถนาแห่งหัวใจ'ของเรา
วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554
มีพลัง กับ ไร้พลัง
ดร มาร์ติน เซลิกแมน แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ใช้เวลาศึกษากว่า 25 ปี ในพฤติกรรมหนึ่งที่เรียกว่า 'ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย' หลังจากสัมภาษณ์คนหลายพันคน เขาสรุปว่าคนกว่า 80% ต้องทนทุกข์ทรมานจากสิ่งนี้ พวกเขาจะรู้สึกว่าไม่สามารถบรรลุและพัฒนาชีวิตของตัวเองได้ คำพูดยอดฮิตของพวกเขาคือ 'ฉันทำไม่ได้หรอก' และร่ายยาวถึงเหตุผลของความเป็นไปไม่ได้นั้น
คำประจำของคนที่หัดท้อแท้จนเป็นนิสัยคือ 'ฉันไม่สามารถหางานใหม่ที่ดีกว่านี้ได้หรอก, ฉันไม่มีเวลาไปออกกำลังกายหรอก, ฉันไม่สามารถลดนำ้หนักได้หรอก ฉันลองมาหลายวิธีแล้ว, ฉันไม่ดีพอ สู้คนอื่นไม่ได้หรอก, อย่าฝืนเลย สำหรับฉัน มันไม่มีทางหรอก, ฯฯ' ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เหตุผลที่พวกเขาพยายามหามาจำกัดตัวเอง จะปิดกั้นความสามารถของพวกเขาในทันที มันตัดวงจรความปรารถนากรือเป้าหมายที่เป็นความฝันของเขาทั้งหมดออกไป ดังเช่นที่เฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวไว้ว่า 'ถ้าคุณเชื่อว่าคุณสามารถทำอะไรได้สักอย่าง หรือเชื่อว่าคุณทำไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดในสองกรณี คุณคิดถูกแล้ว'
ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย มักเกิดจากการถูกติเตียนในเชิงทำลายตอนวัยเด็ก ประสบการณ์ในด้านลบช่วงกำลังโต และความล้มเหลวเมื่อเป็นผู้ใหญ่ วิธีที่จะเอาชนะเรื่องนี้คือ สร้างเป้าหมายเล็กๆให้ตัวเอง และพยายามมุ่งมั่นตามแผนนั้นทุกๆวัน จะช่วยพัฒนาความกล้าหาญและมั่นใจ เหมือนสร้างมัดกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายทุกๆวัน ความกล้าหาญและมั่นใจเพิ่มขึ้น กลายเป็นพลังสำคัญในการคิดของเรา ในที่สุดเมื่อมีความสำเร็จหนุนหลัง ไม่นานนักเราจะเป็นคนที่ไม่อาจหยุดยั้งได้
อุปสรรคทางใจอีกอย่าง คือ comfort zone หรือเขตความสบาย หลายคนรู้สึกสบายใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของตน สบายใจกับงาน รายได้ ความสัมพันธ์ หรือระดับความรับผิดชอบ มากเสียจนไม่นึกอยากเปลี่ยนแปลงใดๆเลย แม้จะเพื่อสิ่งที่ดีกว่าก็ตาม
Comfort zone หรือเขตความสบาย คืออุปสรรคสำคัญของความทะเยอทะยาน ความปรารถนา ความตั้งใจแน่วแน่และความสำเร็จ คนที่ติดแง่กอยู่กับเขตความสบาย และถ้าหากผนวกเข้ากับความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัยด้วยแล้ว แทบจะหมดหนทางเยียวยาใดๆ
วิธีออกจากเขตความสบาย และดิ้นให้หลุดจากความท้อแท้ที่หัดเป็นนิสัย คือ การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และท้าทาย แล้วก็ย่อยเป้าหมายลง'ให้พอดีคำ'หรือให้สามารถบรรลุได้ไปเรื่อยๆ กำหนดวันเสร็จ ทำมันทุกวัน เพียงไม่นานนักความเกียจคร้านและความเฉื่อยชาของนิสัยของความสบายและความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย ก็จะปริแตกประดุจทำนบพัง เราจะเริ่มเดินหน้าเร็วขึ้นๆ ไปสู่การได้สิ่งที่เป็นไปได้สำหรับตัวเองมากขึ้น
'คนที่ไม่ธรรมดา' เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่ติดและฝันถึงความสำเร็จในด้านที่เกิดดอกออกผลมากกว่า " เมลวิน พาวเวอร์ส
หนึ่งในเป้าหมายของเรา ควรเป็นเหมือนกับป้ายเกณฑ์ทหารของกองทัพที่ว่า 'จงเป็นทั้งหมดที่คุณเป็น' ตลาดจะจ่ายรางวัลชั้นเลิศให้กับการกระทำชั้นเยี่ยมเท่านั้น ตลาดจะจ่ายรางวัลโดยเฉลี่ยให้กับการกระทำโดยเฉลี่ย และจ่ายรางวัลตำ่กว่าโดยเฉลี่ย ความไม่สำเร็จ ล้มเหลวและความโกรธ สำหรับผลลัพท์ที่ตำ่กว่าโดยเฉลี่ย
ทุกอย่างที่มีต่าต้องใช้เวลานานและต้องทำงานมากเพื่อให้พบกับความสำเร็จ แต่มันเป็นไปได้ถ้าคุณต้องการมันมากพอและเต็มใจทำงานเป็นเวลานานพอ มันคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมดของคุณเมื่ิคุณไปถึงจุดนั้น
เลส บราว์น นักพูดสร้างแรงบันดาลใจกล่าวไว้ว่า 'การจะบรรลุอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยบรรลุมาก่อน เราต้องเป็นใครบางคนที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน'
แมรี่ ปาร์คเกอร์ ฟอลเล็ต ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารเคยเขียนไว้ว่า 'ทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับการขี่ม้า อยู่ในทิศทางที่มันกำลังไป' วิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาตัวเอง คือการพัฒนาไปในทิศทางของพรสวรรค์และความสนใจของเรา
คุณสามารถดิ้นรนอยู่กับงานที่ไม่เหมาะกับตัวเองเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะพบตัวเองในวงการที่ 'ใช่เลย'. และสามารถก้าวหน้าในเวลาแค่ 2 ปี ได้มากกว่าที่คุณทำได้ใน 20 ปีที่ผ่านมา
นโปเลียน ฮิลล์ เคยเขียนไว้ว่า 'ต้องค้นหาสิ่งที่คุณรักที่จะทำจริงๆ แล้วหาวิธีทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดี จากการทำมัน'
เราเกิดมาเพื่อเป็นเลิศ; พรสวรรค์ตามธรรมชาติของเราเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและง่ายที่จะทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มันถูกปลูกฝังลงไปที่จิตใต้สำนึกของเรา มันคือสิ่งที่เราถูกส่งมาให้ทำในโลกใบนี้ หน้าที่ของเราคือค้นให้พบพรสวรรค์ ความสามารถนี้ ตามธรรมชาติ แล้วพัฒนามันไปตลอดชีวิตของเรา
ทักษะหลายอย่างเป็นสิ่งที่ต้องประกอบกัน มันต้องพึ่งพากันและกัน ซึ่งหมายความว่าเราต้องมีทักษะอย่างหนึ่งในระดับหนึ่ง เพื่อใช้ทักษะอื่นๆในระดับที่สูงขึ้น บางครั้งเราต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ แต่มันเป็นราคาที่เราต้องจ่าย เพื่อให้บรรลุความเป็นเลิศในวงการที่เราเลือก
ห่างไปแค่หนึ่งทักษะ; เราอาจจะอยู่ห่างจากเพิ่มรายได้ของเราให้เป็นสองเท่าแค่ทักษะเดียว เราอาจจำเป็นแค่พัฒนาทักษะของเราในด้านใดด้านหนึ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถใช้ทักษะอื่นๆทั้งหมดของเราขึ้นในระดับสูงได้
เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เราอาจทำได้ไม่ดี เราอาจรู้สึกเก้งก้างเงอะงะในทีแรก เราจะรู้สึกไม่เหมาะสมและตำ่ต้อย บ่อยครั้งที่เรารู้สึกงี่เง่าและขัดเขิน แต่มันคือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อบรรลุความเป็นเลิศในวงการของเรา เราจะต้องจ่ายค่าความสำเร็จเสมอ และบ่อยครั้งที่ราคาค่างวดนั้นมักเกี่ยวข้องกับการหมั่นฝึกฝนให้ปราดเปรื่องในทักษะยากๆอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ เพื่อก้าวไปสู่สุดยอดในวงการ
คำประจำของคนที่หัดท้อแท้จนเป็นนิสัยคือ 'ฉันไม่สามารถหางานใหม่ที่ดีกว่านี้ได้หรอก, ฉันไม่มีเวลาไปออกกำลังกายหรอก, ฉันไม่สามารถลดนำ้หนักได้หรอก ฉันลองมาหลายวิธีแล้ว, ฉันไม่ดีพอ สู้คนอื่นไม่ได้หรอก, อย่าฝืนเลย สำหรับฉัน มันไม่มีทางหรอก, ฯฯ' ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เหตุผลที่พวกเขาพยายามหามาจำกัดตัวเอง จะปิดกั้นความสามารถของพวกเขาในทันที มันตัดวงจรความปรารถนากรือเป้าหมายที่เป็นความฝันของเขาทั้งหมดออกไป ดังเช่นที่เฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวไว้ว่า 'ถ้าคุณเชื่อว่าคุณสามารถทำอะไรได้สักอย่าง หรือเชื่อว่าคุณทำไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดในสองกรณี คุณคิดถูกแล้ว'
ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย มักเกิดจากการถูกติเตียนในเชิงทำลายตอนวัยเด็ก ประสบการณ์ในด้านลบช่วงกำลังโต และความล้มเหลวเมื่อเป็นผู้ใหญ่ วิธีที่จะเอาชนะเรื่องนี้คือ สร้างเป้าหมายเล็กๆให้ตัวเอง และพยายามมุ่งมั่นตามแผนนั้นทุกๆวัน จะช่วยพัฒนาความกล้าหาญและมั่นใจ เหมือนสร้างมัดกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายทุกๆวัน ความกล้าหาญและมั่นใจเพิ่มขึ้น กลายเป็นพลังสำคัญในการคิดของเรา ในที่สุดเมื่อมีความสำเร็จหนุนหลัง ไม่นานนักเราจะเป็นคนที่ไม่อาจหยุดยั้งได้
อุปสรรคทางใจอีกอย่าง คือ comfort zone หรือเขตความสบาย หลายคนรู้สึกสบายใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของตน สบายใจกับงาน รายได้ ความสัมพันธ์ หรือระดับความรับผิดชอบ มากเสียจนไม่นึกอยากเปลี่ยนแปลงใดๆเลย แม้จะเพื่อสิ่งที่ดีกว่าก็ตาม
Comfort zone หรือเขตความสบาย คืออุปสรรคสำคัญของความทะเยอทะยาน ความปรารถนา ความตั้งใจแน่วแน่และความสำเร็จ คนที่ติดแง่กอยู่กับเขตความสบาย และถ้าหากผนวกเข้ากับความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัยด้วยแล้ว แทบจะหมดหนทางเยียวยาใดๆ
วิธีออกจากเขตความสบาย และดิ้นให้หลุดจากความท้อแท้ที่หัดเป็นนิสัย คือ การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และท้าทาย แล้วก็ย่อยเป้าหมายลง'ให้พอดีคำ'หรือให้สามารถบรรลุได้ไปเรื่อยๆ กำหนดวันเสร็จ ทำมันทุกวัน เพียงไม่นานนักความเกียจคร้านและความเฉื่อยชาของนิสัยของความสบายและความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย ก็จะปริแตกประดุจทำนบพัง เราจะเริ่มเดินหน้าเร็วขึ้นๆ ไปสู่การได้สิ่งที่เป็นไปได้สำหรับตัวเองมากขึ้น
'คนที่ไม่ธรรมดา' เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่ติดและฝันถึงความสำเร็จในด้านที่เกิดดอกออกผลมากกว่า " เมลวิน พาวเวอร์ส
หนึ่งในเป้าหมายของเรา ควรเป็นเหมือนกับป้ายเกณฑ์ทหารของกองทัพที่ว่า 'จงเป็นทั้งหมดที่คุณเป็น' ตลาดจะจ่ายรางวัลชั้นเลิศให้กับการกระทำชั้นเยี่ยมเท่านั้น ตลาดจะจ่ายรางวัลโดยเฉลี่ยให้กับการกระทำโดยเฉลี่ย และจ่ายรางวัลตำ่กว่าโดยเฉลี่ย ความไม่สำเร็จ ล้มเหลวและความโกรธ สำหรับผลลัพท์ที่ตำ่กว่าโดยเฉลี่ย
ทุกอย่างที่มีต่าต้องใช้เวลานานและต้องทำงานมากเพื่อให้พบกับความสำเร็จ แต่มันเป็นไปได้ถ้าคุณต้องการมันมากพอและเต็มใจทำงานเป็นเวลานานพอ มันคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมดของคุณเมื่ิคุณไปถึงจุดนั้น
เลส บราว์น นักพูดสร้างแรงบันดาลใจกล่าวไว้ว่า 'การจะบรรลุอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยบรรลุมาก่อน เราต้องเป็นใครบางคนที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน'
แมรี่ ปาร์คเกอร์ ฟอลเล็ต ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารเคยเขียนไว้ว่า 'ทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับการขี่ม้า อยู่ในทิศทางที่มันกำลังไป' วิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาตัวเอง คือการพัฒนาไปในทิศทางของพรสวรรค์และความสนใจของเรา
คุณสามารถดิ้นรนอยู่กับงานที่ไม่เหมาะกับตัวเองเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะพบตัวเองในวงการที่ 'ใช่เลย'. และสามารถก้าวหน้าในเวลาแค่ 2 ปี ได้มากกว่าที่คุณทำได้ใน 20 ปีที่ผ่านมา
นโปเลียน ฮิลล์ เคยเขียนไว้ว่า 'ต้องค้นหาสิ่งที่คุณรักที่จะทำจริงๆ แล้วหาวิธีทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดี จากการทำมัน'
เราเกิดมาเพื่อเป็นเลิศ; พรสวรรค์ตามธรรมชาติของเราเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและง่ายที่จะทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มันถูกปลูกฝังลงไปที่จิตใต้สำนึกของเรา มันคือสิ่งที่เราถูกส่งมาให้ทำในโลกใบนี้ หน้าที่ของเราคือค้นให้พบพรสวรรค์ ความสามารถนี้ ตามธรรมชาติ แล้วพัฒนามันไปตลอดชีวิตของเรา
ทักษะหลายอย่างเป็นสิ่งที่ต้องประกอบกัน มันต้องพึ่งพากันและกัน ซึ่งหมายความว่าเราต้องมีทักษะอย่างหนึ่งในระดับหนึ่ง เพื่อใช้ทักษะอื่นๆในระดับที่สูงขึ้น บางครั้งเราต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ แต่มันเป็นราคาที่เราต้องจ่าย เพื่อให้บรรลุความเป็นเลิศในวงการที่เราเลือก
ห่างไปแค่หนึ่งทักษะ; เราอาจจะอยู่ห่างจากเพิ่มรายได้ของเราให้เป็นสองเท่าแค่ทักษะเดียว เราอาจจำเป็นแค่พัฒนาทักษะของเราในด้านใดด้านหนึ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถใช้ทักษะอื่นๆทั้งหมดของเราขึ้นในระดับสูงได้
เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เราอาจทำได้ไม่ดี เราอาจรู้สึกเก้งก้างเงอะงะในทีแรก เราจะรู้สึกไม่เหมาะสมและตำ่ต้อย บ่อยครั้งที่เรารู้สึกงี่เง่าและขัดเขิน แต่มันคือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อบรรลุความเป็นเลิศในวงการของเรา เราจะต้องจ่ายค่าความสำเร็จเสมอ และบ่อยครั้งที่ราคาค่างวดนั้นมักเกี่ยวข้องกับการหมั่นฝึกฝนให้ปราดเปรื่องในทักษะยากๆอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ เพื่อก้าวไปสู่สุดยอดในวงการ
วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554
สร้างความรู้สึกแห่งชัยชนะ
สร้างความรู้สึกแห่งชัยชนะ: ทุกคนอยากรู้สึกเป็นผู้ชนะ เราจะรู้สึกเป็นผู้ชนะได้จากการทำงานชิ้นหนึ่งให้เสร็จสมบูรณ์ 100% เมื่อเราทำแบบนี้ซำ้แล้วซำ้เล่า ในที่สุดเราก็จะเพาะนิสัยการทำงานที่เริ่มต้นไว้ต้องเสร็จสมบูรณ์ เมื่อนิสัยนี้ฝังลึกลงไปในตัวเรา ชีวิตเราก็จะเริ่มพัฒนาในด้านต่างๆที่เราไม่อาจนึกฝันได้ในวันนี้
สิ่งที่กลับกันที่เป็นจริงเช่นกันคือ การกระทำที่ไม่สมบูรณ์คือ บ่อเกิดของความเครียดและความหงุดหงิด ความทุกข์ของคนส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการที่พวกเขาไม่สามารถฝึกวินัยให้ตัวเองทำงานสำคัญหรือความรับผิดชอบที่สำคัญให้เสร็จสมบูรณ์ได้
ถ้าเราได้รับมอบหมายงานที่สำคัญแล้วเราผัดผ่อนออกไป ยิ่งเรารอนานเท่าไหร่กว่าจะเริ่มต้นทำงานได้ กำหนดเส้นตายก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเครียดตามเวลาที่ผ่านไป นอนไม่หลับ มีผลต่อบุคลิกภาพครุ่นคิดถึงสิ่งที่ค้างคา แต่เมื่อเราตัดสินใจลงมือทำจนเสร็จ เราจะรู้สึกโล่งสบายทันที แล้วทำไมถึงจะทำร้ายตัวเองอยู่
มันแทบจะเหมือนกับว่าธรรมชาติได้ให้รางวัลเรา สำหรับทุกอย่างที่เราทำซึ่งเป็นเรื่องดีและช่วยส่งเสริมชีวิต ในขณะเดียวกันธรรมชาติก็จะลงโทษเราด้วยความเครียดและความไม่พึงพอใจเมื่อเราล้มเหลวที่จะทำงานและผลักดันตัวเองไปสู่เป้าหมายและผลลัพท์ที่สำคัญของตัวเอง
เป้าหมายหรือการตัดสินใจที่ปราศจากกำหนดเส้นตาย เป็นเพียงแค่การพูดเพ้อเจ้อที่ไม่มีพลังอยู่เบื้องหลังมัน จำไว้ว่าเราไม่สามารถยิงเข้าเป้า ที่เรามองไม่เห็นได้
กินช้าง: เราจะกินช้างได้อย่างไร คำตอบ: กัดทีละคำ อุปมาอุปมัยนี้ สามารถนำมาใช้ในการที่จะบรรลุเป้าหมายใหญ่ๆทุกอย่างได้ วิธีที่จะบรรลุเป้าหมายใหญ่คือ ย่อยลงให้เป็นขั้นเป็นตอน เหมือนกัดทีละคำ
คนที่สนใจในความสำเร็จ ต้องเรียนรู้ที่จะมองความล้มเหลวว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ดี ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของกระบวนการก้าวขึ้นสู่สุดยอด ' จอยซ์ บราเธอร์ส
เราคิดว่าผู้คนพยายามบรรลุเป้าหมายใหม่ของพวกเขากี่ครั้งก่อนจะยอมแพ้ ถ้าเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ครั้ง แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยอมแพ้ก่อนจะพยายามครั้งแรกด้วยซำ้ และเหตุผลที่พวกเขายอมแพ้เพราะอุปสรรค ความยากลำบาก ปัญหาที่กีดขวางที่จู่ๆก็ปรากฏทันที ที่พวกเขาตัดสินใจ จะทำอะไรบางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
คนที่ประสบความสำเร็จมักจะล้มเหลวบ่อยกว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จจะพยายามทำอะไรๆมากกว่า แล้วก็ล้มเหลว แต่ก็ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วพยายามซำ้แล้วซำ้อีก ก่อนที่พวกเขาจะชนะในที่สุด คนที่ไม่ประสบความสำเร็จจะพยายามทำแค่ 2-3 อย่างถ้าพวกเขาคิดจะทำ แล้วไม่นานก็เลิก และกลับไปหาสิ่งเดิมๆที่พวกเขากำลังทำอยู่เมื่อก่อนหน้านี้
ความล้มเหลวชั่วคราว มักจะมาก่อนความสำเร็จเสมอ; เราควรคาดหวังว่าจะต้องล้มเหลวและไปไม่ถึงดวงดาวหลายต่อหลายครั้งก่อนืี่จะบรรลุเป้าหมาย เราควรมองความล้มเหลวและปราชัยชั่วคราว ว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่เราต้องจ่ายบนถนนสู่ความสำเร็จที่เราจะต้องบรรลุอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เฮนรี่ ฟอร์ด เคยพูดไว้ว่า 'ความล้มเหลวเป็นเพียง โอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างชาญฉลาดมากขึ้น'
คนที่ประสบความสำเร็จคิดถึงวิธีแก้ไขเกือบตลอดเวลบ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จคิดถึงปัญหาและความยากลำบากเกือบตลอดเวลา คนที่ชอบคิดถึงแนวทางแก้ไขมักจะมองหาวิธีเอาชนะ วิธีเลี่ยง และผ่านอุปสรรคที่ขวางทาง คนที่ชอบคิดถึงแต่ปัญหาจะพูดถึงแต่ปัญหา พูดถึงใครหรืออะไรที่ก่อให้เกิดปัญหา พูดว่าพวกเขาโกรธหรือไม่มีความสุขขนาดไหนและมันโชคร้ายอย่างไรที่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่คนที่ชอบแก้ปัญหาจะตั้งคำถามว่า เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรแล้วลงมือจัดการกับปัญหานั้น
อุปสรรคสำคัญระหว่างคุณกับเป้าหมายของคุณ มักจะเป็นอุปสรรคทางใจ เป็นเรื่องของจิตใจ ความรู้สึก มันอยู่ในตัวเรามากกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อม และอุปสรรคทางใจนี้เอง ที่เราต้องจัดการถ้าเราอยากบรรลุทุกอย่างที่เป็นไปได้สำหรับตัวเอง
อุปสรรคสำคัญ 2 อย่างต่อความสำเร็จและการบรรลุเป้าหมายคือ 1) ความกลัว กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวความยากจน กลัวการสูญเสีย กลัวการอับอาย หรือถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้จำนวนครั้งเฉลี่ยที่ผู้คนพยายามจะบรรลุเป้าหมายจึงน้อยกว่า 1 ครั้ง ทันทีพวกเขาคิดถึงเป้าหมาย ความกลัวเหล่านี้จะอยู่เหนือพวกเขา และดับความปรารถนาของพวกเขาลงสิ้นเชิง ประดุจนำ้หนึ่งถัง ที่ใช้ราดดับไฟกองเล็กๆ
อุปสรรคทางใจอย่างที่ 2 คือ ความสงสัยในตัวเอง เราสงสัยในความสามารถของตัวเอง เราเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น และคิดว่าผู้อื่นฉลาดกว่า ดีกว่า มีความสามารถมากกว่า เราคิดว่า 'ฉันเก่งไม่พอ' และตำ่ต้อยเกินไปสำหรับการรบรรลุเป้าหมายยิ่งใหญ่ ที่เราได้แต่ 'อยาก' ให้สำเร็จเหลือเกิน
ยาแก้ขนานเอกสำหรับความกลัวและความสงสัยคือความกล้าหาญและความมั่นใจ หากมี 2 อย่างนี้ในระดับสูง ก็จะทำให้ความหวาดกลัวและความสงสัยอยู่ในระดับตำ่ เหมือนเล่นไม้กระดก ผลที่ตามมาเราจะเปลี่ยนมุมมองลบๆของตัวเอง เป็นมุมใหม่ที่เป็นบวกมากขึ้นเรื่อยๆ
ความหวาดกลัวและความสงสัยส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้และความรู้สึกว่าไม่เก่ง ดังนั้นหากเราเรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายมากเท่าไหร่ ความกลัวและความสงสัยก็จะลดลงและแทนที่ด้วยความกล้าหาญและมั่นใจ
สิ่งที่กลับกันที่เป็นจริงเช่นกันคือ การกระทำที่ไม่สมบูรณ์คือ บ่อเกิดของความเครียดและความหงุดหงิด ความทุกข์ของคนส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการที่พวกเขาไม่สามารถฝึกวินัยให้ตัวเองทำงานสำคัญหรือความรับผิดชอบที่สำคัญให้เสร็จสมบูรณ์ได้
ถ้าเราได้รับมอบหมายงานที่สำคัญแล้วเราผัดผ่อนออกไป ยิ่งเรารอนานเท่าไหร่กว่าจะเริ่มต้นทำงานได้ กำหนดเส้นตายก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเครียดตามเวลาที่ผ่านไป นอนไม่หลับ มีผลต่อบุคลิกภาพครุ่นคิดถึงสิ่งที่ค้างคา แต่เมื่อเราตัดสินใจลงมือทำจนเสร็จ เราจะรู้สึกโล่งสบายทันที แล้วทำไมถึงจะทำร้ายตัวเองอยู่
มันแทบจะเหมือนกับว่าธรรมชาติได้ให้รางวัลเรา สำหรับทุกอย่างที่เราทำซึ่งเป็นเรื่องดีและช่วยส่งเสริมชีวิต ในขณะเดียวกันธรรมชาติก็จะลงโทษเราด้วยความเครียดและความไม่พึงพอใจเมื่อเราล้มเหลวที่จะทำงานและผลักดันตัวเองไปสู่เป้าหมายและผลลัพท์ที่สำคัญของตัวเอง
เป้าหมายหรือการตัดสินใจที่ปราศจากกำหนดเส้นตาย เป็นเพียงแค่การพูดเพ้อเจ้อที่ไม่มีพลังอยู่เบื้องหลังมัน จำไว้ว่าเราไม่สามารถยิงเข้าเป้า ที่เรามองไม่เห็นได้
กินช้าง: เราจะกินช้างได้อย่างไร คำตอบ: กัดทีละคำ อุปมาอุปมัยนี้ สามารถนำมาใช้ในการที่จะบรรลุเป้าหมายใหญ่ๆทุกอย่างได้ วิธีที่จะบรรลุเป้าหมายใหญ่คือ ย่อยลงให้เป็นขั้นเป็นตอน เหมือนกัดทีละคำ
คนที่สนใจในความสำเร็จ ต้องเรียนรู้ที่จะมองความล้มเหลวว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ดี ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของกระบวนการก้าวขึ้นสู่สุดยอด ' จอยซ์ บราเธอร์ส
เราคิดว่าผู้คนพยายามบรรลุเป้าหมายใหม่ของพวกเขากี่ครั้งก่อนจะยอมแพ้ ถ้าเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ครั้ง แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยอมแพ้ก่อนจะพยายามครั้งแรกด้วยซำ้ และเหตุผลที่พวกเขายอมแพ้เพราะอุปสรรค ความยากลำบาก ปัญหาที่กีดขวางที่จู่ๆก็ปรากฏทันที ที่พวกเขาตัดสินใจ จะทำอะไรบางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
คนที่ประสบความสำเร็จมักจะล้มเหลวบ่อยกว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จจะพยายามทำอะไรๆมากกว่า แล้วก็ล้มเหลว แต่ก็ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วพยายามซำ้แล้วซำ้อีก ก่อนที่พวกเขาจะชนะในที่สุด คนที่ไม่ประสบความสำเร็จจะพยายามทำแค่ 2-3 อย่างถ้าพวกเขาคิดจะทำ แล้วไม่นานก็เลิก และกลับไปหาสิ่งเดิมๆที่พวกเขากำลังทำอยู่เมื่อก่อนหน้านี้
ความล้มเหลวชั่วคราว มักจะมาก่อนความสำเร็จเสมอ; เราควรคาดหวังว่าจะต้องล้มเหลวและไปไม่ถึงดวงดาวหลายต่อหลายครั้งก่อนืี่จะบรรลุเป้าหมาย เราควรมองความล้มเหลวและปราชัยชั่วคราว ว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่เราต้องจ่ายบนถนนสู่ความสำเร็จที่เราจะต้องบรรลุอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เฮนรี่ ฟอร์ด เคยพูดไว้ว่า 'ความล้มเหลวเป็นเพียง โอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างชาญฉลาดมากขึ้น'
คนที่ประสบความสำเร็จคิดถึงวิธีแก้ไขเกือบตลอดเวลบ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จคิดถึงปัญหาและความยากลำบากเกือบตลอดเวลา คนที่ชอบคิดถึงแนวทางแก้ไขมักจะมองหาวิธีเอาชนะ วิธีเลี่ยง และผ่านอุปสรรคที่ขวางทาง คนที่ชอบคิดถึงแต่ปัญหาจะพูดถึงแต่ปัญหา พูดถึงใครหรืออะไรที่ก่อให้เกิดปัญหา พูดว่าพวกเขาโกรธหรือไม่มีความสุขขนาดไหนและมันโชคร้ายอย่างไรที่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่คนที่ชอบแก้ปัญหาจะตั้งคำถามว่า เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรแล้วลงมือจัดการกับปัญหานั้น
อุปสรรคสำคัญระหว่างคุณกับเป้าหมายของคุณ มักจะเป็นอุปสรรคทางใจ เป็นเรื่องของจิตใจ ความรู้สึก มันอยู่ในตัวเรามากกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อม และอุปสรรคทางใจนี้เอง ที่เราต้องจัดการถ้าเราอยากบรรลุทุกอย่างที่เป็นไปได้สำหรับตัวเอง
อุปสรรคสำคัญ 2 อย่างต่อความสำเร็จและการบรรลุเป้าหมายคือ 1) ความกลัว กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวความยากจน กลัวการสูญเสีย กลัวการอับอาย หรือถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้จำนวนครั้งเฉลี่ยที่ผู้คนพยายามจะบรรลุเป้าหมายจึงน้อยกว่า 1 ครั้ง ทันทีพวกเขาคิดถึงเป้าหมาย ความกลัวเหล่านี้จะอยู่เหนือพวกเขา และดับความปรารถนาของพวกเขาลงสิ้นเชิง ประดุจนำ้หนึ่งถัง ที่ใช้ราดดับไฟกองเล็กๆ
อุปสรรคทางใจอย่างที่ 2 คือ ความสงสัยในตัวเอง เราสงสัยในความสามารถของตัวเอง เราเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น และคิดว่าผู้อื่นฉลาดกว่า ดีกว่า มีความสามารถมากกว่า เราคิดว่า 'ฉันเก่งไม่พอ' และตำ่ต้อยเกินไปสำหรับการรบรรลุเป้าหมายยิ่งใหญ่ ที่เราได้แต่ 'อยาก' ให้สำเร็จเหลือเกิน
ยาแก้ขนานเอกสำหรับความกลัวและความสงสัยคือความกล้าหาญและความมั่นใจ หากมี 2 อย่างนี้ในระดับสูง ก็จะทำให้ความหวาดกลัวและความสงสัยอยู่ในระดับตำ่ เหมือนเล่นไม้กระดก ผลที่ตามมาเราจะเปลี่ยนมุมมองลบๆของตัวเอง เป็นมุมใหม่ที่เป็นบวกมากขึ้นเรื่อยๆ
ความหวาดกลัวและความสงสัยส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้และความรู้สึกว่าไม่เก่ง ดังนั้นหากเราเรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายมากเท่าไหร่ ความกลัวและความสงสัยก็จะลดลงและแทนที่ด้วยความกล้าหาญและมั่นใจ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)