รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
The power พลังความรัก
คุณต้องพูดถึงเรื่องดีๆในแต่ละวัน พูดถึงการนัดหมายที่ราบรื่น ความชอบการตรงต่อเวลาของคุณ สุขภาพดีที่คุณพอใจ การทำงานประสบความสำเร็จ ผลประกอบการที่ดีตามเป้าหมาย ความสัมพันธ์ที่ดี คุณพูดถึงสิ่งที่คุณรัก เพื่อนำพาสิ่งที่คุณรักมาสู่ตัวคุณ
ถ้าคุณมัวพร่ำบ่นก่นด่าในเรื่องที่คุณไม่ชอบ ก็เท่ากับคุณขังตัวเองไว้ เหมือนนกแก้วในกรง แต่ละครั้งที่คุณพูดถึงสิ่งที่คุณไม่รัก ไม่ชอบ คุณได้เพิ่มซี่กรงอีกหนึ่งซี่ให้กับกรงที่คุณขังตัวเอง คุณปิดกั้นสิ่งดีๆด้วยคำพูดของคุณเอง
คนที่มีชีวิตที่ดีจะพูดถึงแต่สิ่งที่ตนรักชอบ พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้พวกเขาเปิดรับสิ่งดีๆในชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และมีอิสรเสรีดุจนกที่โบยบินอยู่ในเวิ้งฟ้า คุณจะมีชีวิตที่ดีได้ก็ต่อเมื่อคถณทำลายซี่กรงที่ปิดล้อมคุณไว้ จงให้ความรัก พูดถึงแต่สิ่งที่คุณรัก แล้วความรักจะปลดปล่อยคุณเป็นอิสระ
คุณสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ เพราะคุณมีความสามารถอันไร้ขีดจำกัดที่จะคิดและพูดถึงสิ่งที่คุณรัก ดังนั้นคุณจึงมีความสามารถอันไร้ขีดจำกัดที่จะชักนำสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตคุณ แล้วอำนาจที่คุณมีก็มากมายมหาศาลกว่าการคิดบวกและพูดถึงสิ่งที่คุณรัก เพราะว่ากฏแห่งการดึงดูดจะสนองตอบความคิดและความรู้สึกของคุณ คุณต้องรู้สึกรักเพื่อจะได้ใช้พลังของมัน
คุณยิ่งรู้สึกดี ชีวิตคุณก็ยิ่งดี คุณยิ่งรู้สึกแย่ ชีวิตคุณก็มีแต่แย่ลง จนกว่าคุณจะปรับเปลี่ยนความรู้สึกของตนเองได้
เมื่อคุณรู้สึกดี ความคิดของคุณจะดีโดยอัตโนมัติไปด้วย คุณไม่อาจรู้สึกดีและคิดอะไรในแง่ลบได้พร้อมๆกัน ในทางกลับกัน คุณไม่อาจรู้สึกแย่ในขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องดีๆได้
คนส่วนใหญ่เข้าใจซาบซึ้งดีว่า ความรู้สึกดีกับความรู้สึกแย่นั้นเป็นอย่างไร แต่ไม่ตระหนักว่าตนเองกำลังเสียเวลามากมายไปติดกับความรู้สึกแย่ เพราะมักคิดว่าความรู้สึกแย่ๆคือความรู้สึกที่ติดลบขั้นรุนแรง ถูกส่วนหนึ่ง แต่ความรู้สึกติดลบนั้นมีหลายระดับ
ถ้าคุณรู้สึก 'พอใช้ได้' หมายถึง เมื่อคุณผ่านเหตุการณ์แย่ๆมาแล้วตอนนี้รู้สึกพอใช้ได้ ก็ต้องถือว่ามันดีขึ้นมากแล้ว แต่การรู้สึกว่า พอใช้ได้ก็ต้องถือว่ามันดีขึ้นมากแล้ว แต่แท้ที่จริง มันเป็นความรู้สึกลบ ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดี รู้สึกดีคือรู้สึกดีจริงๆ หากคุณรู้สึกพอใช้ได้เป็นประจำ ชีวิตก็จะพอใช้ได้ไปเรื่อยๆอยู่ในระดับกลางๆไปเรื่อยๆ ไม่มีมากกับเขา แบบนี้ไม่ใช่ชีวิตที่ดี ความรู้สึกดีหมายความว่าคุณรู้สึกดีจริงๆ และความรู้สึกที่ดีจริงๆ ก็คือสิ่งที่จะนำพาชีวิตที่ดีจริงๆมาให้คุณ
จงระมัดระวังเรื่องอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง เพราะเหตุว่า ความรู้สึกภายในกับโลกภายนอกที่เห็นนั้น มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันแน่นเหนียว 'เนวิลล์ ก็อดดาร์ด
ชีวิตไม่ใชเรื่องบังเอิญ แต่เป็นการสนองตอบต่อตัวคุณ คุณลิขิตชีวิตได้ แต่ละด้านของชีวิตคุณขึ้นต่อตัวคุณเอง คุณคือผู้สร้างชีวิตของคุณเอง คุณคือผู้เขียนนิยายชีวิตของคุณเอง คุณคือผู้กำกับภาพยนตร์ชีวิตของคุณเอง คุณกำหนดชีวิตเองได้ด้วย สิ่งที่คุณให้ออกไป
คุณต้องมีความสุขก่อน แล้วให้ความสุขนั้น เพื่อจะรับสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข ไม่มีทางอื่นเป็นไปได้ เพราะสิ่งใดก็ตามที่คุณต้องการจะได้รับในชีวิตนี้ คุณต้องเป็นฝ่ายให้ก่อน คุณควบคุมความรู้สึกของตัวเอง บัญชาความรักของคุณเอง แลัวพลังแห่งความรักจะตอบสนองคุณด้วยสิ่งที่คุณให้ออกไป
อย่าดิ้นรนหาทางเปลี่ยนสภาพชีวิตตัวเอง จงให้ความรักผ่านทางความรู้สึกดีๆของคุณ แล้วสิ่งที่คุณปรารถนาจะปรากฏเป็นจริง
คุณจะต้องให้ความรู้สึกที่ดีก่อน คุณต้องมีความสุขก่อน แล้วให้ความสุข เพืีอที่จะได้รับสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข อะไรก็ตามที่คุณปรารถนาจะได้รับในชีวิต คุณต้องเป็นฝ่ายให้ก่อน
The power by Rhonda Byrne
คุณไม่ได้เกิดมาเพืี่อต่อสู้ดิ้นรน คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อจะมีชีวิตที่ได้พบกับความสดชื่นสมหวังแค่นานทีปีหน คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อตรากตรำทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน แล้วมีความสุขนิดหน่อยเฉพาะวันหนุดสุดสัปดาห์ คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อจะมีชีวิตที่ตกค่ำก็หมดสภาพสิ้นเรี่ยวแรงทุกๆวัน คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อจะวิตกกังวลหรือหวาดกลัว คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อทนทุกข์ หากเป็นเช่นนั้นแล้วชีวิตคุณจะมีความหมายอันใดเล่า คุณควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีทุกอย่างที่คุณต้องการ ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมด้วยความสุขสดชื่น สุขภาพแข็งแรง ความมีชีวิตชีวา ความตื่นเต้นและความรัก เพราะว่านี่คือชีวิตที่น่าอัศจรรย์
ความคิดของคุณเป็นตัวชี้ขาด ว่าคำพูดและการกระทำของคุณจะออกมาเป็นบวกหรือลบ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าความคิดของคุณเป็นบวกหรือว่าเป็นลบ ความคิดของคุณเป็นบวก เมื่อคุณคิดถึงสิ่งที่คุณรักและต้องการ และความคิดติดลบก็คือ ความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณไม่รักและไม่ต้องการ เป็นเรื่องง่ายๆเช่นนี้เอง
คนส่วนใหญ่ใช้เวลาคิดและพูดถึงสิ่งที่ตนเองไม่ได้รัก มากกว่าสิ่งที่ตนเองรักและต้องการ พวกเขาให้ความคิดที่ติดลบมากกว่าให้ความรัก เช่นนี้แล้ว พวกเขาก็ได้แต่ตัดตัวเองออกจ่กสิ่งดีๆในชีวิตทั้งปวง
เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์โดยปราศจากความรัก คนที่ชีวิตอยู่ดีมีสุข จะคิดถึงและพูดถึงสิ่งที่ตนรัก มากกว่าสิ่งที่ไม่รัก ส่วนคนที่ชีวิตดิ้นรนทนทุกข์ก็คิดและพูดถึงสิ่งที่ตนไม่รัก มากกว่าสิ่งที่รัก
เวลาที่คุณคุยเรื่องความยากลำบากทางการเงิน ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ ธุรกิจที่ผลกำไรลดลง คุณไม่ได้พูดถึงสิ่งที่คุณรัก เวลาที่คุณพูดถึงข่าวร้ายในหน้าหนังสือพิมพ์ การบ่นว่าวันร้ายๆของคุณ การไปไม่ทัน รถติด ก็เป็นการพูดถึงสิ่งที่คุณไม่รัก ไม่ชอบ ในแต่ละวันมีเรื่องเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ถ้าคุณมัวพูดถึงสิ่งที่คุณไม่รักไม่ชอบ เรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนั้นจะนำความหงุดหงิดรำคาญมาสู่ชีวิตคุณมากขึ้นไปอีก
ชีวิตในฝันของคุณ ทุกอย่างที่คุณต้องการจะเป็น ทำ หรือมีนั้น อยู่ใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คุณรู้ เพราะว่าอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการ อยู่ในตัวคุณนี่เอง
มีอำนาจสูงสุดและพลังมหาศาลที่คอยกำหนดควบคุมจักรวาลอันไร้ขอบเขต และคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนี้ " เพรสทิซ มัลฟอร์ด
คุณควรจะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่รักและต้องการ งานของคุณควรสนุกเร้าใจ และควรจะประสบความสำเร็จในทุกด้านที่ต้องการ คุณควรจะมีเงินทองมากพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอดชาติ คุณควรจะมีชีวิตดุจฝันในทุกๆด้าน ถ้าอยากเดินทางท่องเที่ยว ก็ควรได้ไป ถ้าอยากเริ่มธุรกิจก็ควรได้ทำ อยากเป็นนักร้อง ดารา นักธุรกิจ หรือไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณอยากเป็น คุณ'ควรเป็นได้หมด!'
คนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่รู้หรอกว่าตัวเองทำอย่างไรจึงได้สิ่งเหล่านั้นมา แต่พวกเขาได้ทำอะไรบางอย่างลงไป พวกเขาใช้พลังอำนาจซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกๆสิ่งที่ดีในชีวิต ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่รายเดียว บุคคลผู้มีชีวิตที่ดีทุกคน ใช้'ความรัก'เพื่อให้ได้มา อำนาจที่จะดลบันดาลให้เกิดสิ่งที่ดีงาม และด้านบวกทั้งปวงในชีวิต ก็คือ ความรัก
ความรักที่นักบุญและนักคิดที่ยิ่งใหญ่ของโลกต่างพูดถึงนั้น แตกต่างจากความรักที่คนส่วนใหญ่เข้าใจมากนัก เป็นมากกว่าความรักที่มีต่อครอบครัว มิตรสหาย หรือสิ่งต้องใจ ทั้งนี้เพราะความรักไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก แต่ความรักคือพลังบวกอย่างหนึ่ง ความรักไม่ใช่ความอ่อนแอหรืออ่อนด้อย หากเป็นพลังบวกสำหรับชีวิต ความรักคือต้นตอบ่อเกิดของทุกๆอย่าง ที่เป็นด้านบวกและดีงาม ชีวิตไม่ได้มีพลังบสกมากมายหลายอย่าง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ถ้าคุณมีอำนาจที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง และอำนาจนั้นก็มีพร้อมอยู่ในตัวคุณ แล้วทำไมชีวิตคุณถึงไม่น่าอัศจรรย์เสียที ทำไมด้านต่างๆของชีวิตคุณถึงไม่ดีเลิศเสียที ทำไมคุณไม่ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ทำไมคุณทำทุกอย่างที่คิดอยากจะทำไม่ได้ ทำไมคุณไม่รู้สึกปลาบปลื้มเปรมกับทุกๆวันในชีวิต
คำตอบคือ เพราะคุณเลือกได้นั่นเอง คุณเลือกได้ว่าจะรักและใช้พลังบวกนี้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณต้องเลือกตลอดเวลาโดยไม่มีข้อยกเว้น ทุกครั้งที่คุณได้ประสบกับความดีงามในชีวิต คุณได้รักและใช้พลังบวกของความรักนี้ และทุกครั้งที่คุณเจอกับสิ่งที่ไม่ดีงาม คุณไม่ได้รักและผลก็จะออกมาเป็นลบ ความรักคือต้นตอบ่อเกิดของสิ่งดีงามทั้งปวงในชีวิตคุณ การขาดความรักคือต้นตอบ่อเกิดของสิ่งต่างๆในด้านลบและความทุกข์ทรมานทั้งปวง ช่างน่าเสียดายที่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ในโลก รวมทั้งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของมนุษย์ชาติ ไม่ยอมรับรู้และไม่เข้าใจพลัวอำนาจของความรักเลยสักนิด
ความคิดของคุณเป็นตัวชี้ขาด ว่าคำพูดและการกระทำของคุณจะออกมาเป็นบวกหรือลบ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าความคิดของคุณเป็นบวกหรือว่าเป็นลบ ความคิดของคุณเป็นบวก เมื่อคุณคิดถึงสิ่งที่คุณรักและต้องการ และความคิดติดลบก็คือ ความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณไม่รักและไม่ต้องการ เป็นเรื่องง่ายๆเช่นนี้เอง
คนส่วนใหญ่ใช้เวลาคิดและพูดถึงสิ่งที่ตนเองไม่ได้รัก มากกว่าสิ่งที่ตนเองรักและต้องการ พวกเขาให้ความคิดที่ติดลบมากกว่าให้ความรัก เช่นนี้แล้ว พวกเขาก็ได้แต่ตัดตัวเองออกจ่กสิ่งดีๆในชีวิตทั้งปวง
เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์โดยปราศจากความรัก คนที่ชีวิตอยู่ดีมีสุข จะคิดถึงและพูดถึงสิ่งที่ตนรัก มากกว่าสิ่งที่ไม่รัก ส่วนคนที่ชีวิตดิ้นรนทนทุกข์ก็คิดและพูดถึงสิ่งที่ตนไม่รัก มากกว่าสิ่งที่รัก
เวลาที่คุณคุยเรื่องความยากลำบากทางการเงิน ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ ธุรกิจที่ผลกำไรลดลง คุณไม่ได้พูดถึงสิ่งที่คุณรัก เวลาที่คุณพูดถึงข่าวร้ายในหน้าหนังสือพิมพ์ การบ่นว่าวันร้ายๆของคุณ การไปไม่ทัน รถติด ก็เป็นการพูดถึงสิ่งที่คุณไม่รัก ไม่ชอบ ในแต่ละวันมีเรื่องเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ถ้าคุณมัวพูดถึงสิ่งที่คุณไม่รักไม่ชอบ เรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนั้นจะนำความหงุดหงิดรำคาญมาสู่ชีวิตคุณมากขึ้นไปอีก
วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
The top secret โดยทันตแพทย์สม สุจีรา
ความรู้สึก 'อยากชนะ' ไม่ใช่สิ่งเดียวกับความรู้สึก 'เชื่อว่าชนะ' สิ่งที่ทำให้อนาคตเปลี่ยนได้ คือ ความรู้สึก 'เชื่อว่าชนะ'
เราเป็นผู้เขียนบทชีวิตของเราเอง และสามารถสร้างความมหัศจรรย์ได้เหมือนกับคนเขียนบทภาพยนตร์ ด้วยการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน และเชื่อว่าเราจะทำได้จริงๆ หลังจากนั้นเค้าโครงเรื่องมันจะมาเองเหมือนกับบทภาพยนตร์ คนที่เฝ้าดูชีวิตเราอยู่ก็จะตะลึงในการประสบความสำเร็จ เพราะเราเอาภาพจากอนาคตมาเป็นตัวตั้วในการเขียนบท
ตอนจบของละครชีวิตของเราเอง เราสามารถออกแบบได้ตามที่ต้องการให้เป็น จงทำให้เหมือนผู้เขียนบทละครชั้นนำ ที่เขียนจากตอนจบแล้วย้อนกลับมาที่ต้นเรื่อง วางพล็อตเรื่องชีวิตให้เป็นการจบอย่างมีความสุข แล้วค่อยๆเขียนบทตอนต้นเรื่องให้ทีแนวทางเป็นไปตามบทสรุปนั้น
เหตุที่คนส่วนใหญ่ต้องการเงิน ก็เพราะรู้ว่าภาพในฝันทั้งหมดสามารถเป็นจริงได้ถ้ามีเงิน ทุกคนรู้วิธีที่จะแปลงเงินเป็นสิ่งต่างๆ แต่มีส่วนน้อยที่จะรู้ว่า ความคิดและแรงบันดาลใจสามารถแปลงเป็นสิ่งต่างๆได้มากกว่าเงินเสียอีก ไม่ใช่โชคบันดาลหรือความบังเอิญ แต่ความร่ำรวยนั้นเป็นผลตามมาจากความคิด
เด็กๆถูกสอนให้รู้อำนาจของเงินตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ แต่อำนาจของพลังความคิดซึ่งมีพลังมากกว่าร้อยเท่าพันเท่า กลับถูกละเลย บางคนอายุจะเจ็ดสิบยังเข้าไม่ถึงความลับนี้เลย
ถ้าใจคนเราคิดไว้ก่อนแล้วว่าสิ่งนั้นอาจไม่สำเร็จ แรงกายแรงใจที่จะทุ่มเทก็ลดน้อยลงไป ทำให้ไม่สำเร็จจริงๆ กฏข้อหนึ่งของเดอะซีเคร็ต คือ ถ้าคุณเฝ้าคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณกำลังเรียกร้องให้สิ่งนั้นปรากฏเป็นจริงขึ้นมา ดังนั้นเมื่อทหารเลิกคิดถึงความพ่ายแพ้ ชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อม
การเอาชนะใจตนเอง ยากที่สุด ถ้าสามารถทำได้ ก็ไม่มีอะไรในชีวิตที่เป็นไปไม่ได้ เครื่องมือสำคัญคือ การสร้างภาพในใจ ยิ่งกำหนดเป้าหมายเป็นภาพแห่งความรู้สึกที่ชัดเจนมากเท่าใด ก็จะสามารถเอาชนะใจตนเองได้มากเท่านั้น
เมื่อเป้าหมายในใจชัด อุปสรรคใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าภาพแห่งความสำเร็จในใจไม่ชัด อุปสรรคดล็หๆก็กลายเป็นเรื่องใหญ่
มีงานวิจัยด้านการตลาดพบว่า เพศชายจะสร้างภาพในใจไว้ก่อนที่จะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า ดังนั้นเมื่อไปถึง เขาจะตรงดิ่งไปที่แผนกที่ต้องการทันทีเพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในขณะที่เพศหญิงจะสะดุดกับภาพจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ได้จินตนาการไว้ก่อนล่วงหน้า การซื้อของของผู้หญิงจึงคาดหมายไม่ได้ ทั้งๆที่ไม่ตั้งใจจะซืเอ วันนั้นเธออาจได้ของกลับมาเต็มบ้านเลยก็ได้
ต้นกำเนิดของน้ำตกขนาดใหญ่ อยู่ที่ตาน้ำเล็กๆจำนวนมากบนยอดเขาที่รวมกันเป็นแอ่ง ลำธาร แม่น้ำ เมื่อไหลผ่านแก่งหินในจังหวะที่เหมาะสมก็จะคลายพลังงานศักย์ออกมา กลายเป็นน้ำตก เช่นเดียวกัน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมาจากความคิดเล็กๆจำนวนมากรวมกันเป็นความรู้สึก ฝังล่องลึกไหลไปตามกาลเวลา เมื่อสถานที่และเหตุปัจจัยเหมาะสม ก็จะคลายศักยภาพออกมา กลายเป็นความสำเร็จที่มองเห็น สัมผัสได้
สิ่งหนึ่งที่แตกต่างระหว่างคนคิดบวกกับคนคิดลบ คือ คนคิดบวกจะแสวงหาโอกาสอยู่ตลอดเวลา และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะมั่นใจว่าสักวันต้องมีโอกาส แต่คนคิดลบจะรอให้โอกาสมาวิ่งเข้ามาชน และแม้ว่ามีโอกาสขึ้นมาจริงๆ เขาก็จะพลาดเพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน อันมาจากความคิดลบจนมองไม่ถึง
ความคิดบวกเทียม: ความคิดบางอย่างดูเหมือนจะเป็นความคิดบวก แต่แท้จริงเป็นลบ เช่น ความคิดว่าตัวเองฉลาด คนที่คิดเช่นนั้นแสดงว่าเริ่มไม่ฉลาดแล้ว คิดว่าตัวเองเก่ง ก็คือเริ่มไม่เก่งแล้ว ส่วนคนที่คิดลบจริงๆ เช่น ฉันไม่เก่ง ไม่ดี ไม่ฉลาด ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ และถ้าความคิดนั้นฝังลึกจนเป็นความรู้สึกด้วยแล้ว ความเจริญก้าวหน้าแทบไม่มี
มุ่งไปที่เป้าหมาย: จงเหมือนสิงโตเฝ้าเหยื่อ และอย่าละทิ้งเป้าหมาย จงมองหาช่อง เหมือนสิงโตที่กำลังมองเหยื่อของมัน
การหลงในความสุข ก็ไม่ต่างจากการติดยาเสพติด ที่ต้องเพิ่มขนาด ความถี่ และปริมาณของยาเข้าไปเรืีอยๆ
เราเป็นผู้เขียนบทชีวิตของเราเอง และสามารถสร้างความมหัศจรรย์ได้เหมือนกับคนเขียนบทภาพยนตร์ ด้วยการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน และเชื่อว่าเราจะทำได้จริงๆ หลังจากนั้นเค้าโครงเรื่องมันจะมาเองเหมือนกับบทภาพยนตร์ คนที่เฝ้าดูชีวิตเราอยู่ก็จะตะลึงในการประสบความสำเร็จ เพราะเราเอาภาพจากอนาคตมาเป็นตัวตั้วในการเขียนบท
ตอนจบของละครชีวิตของเราเอง เราสามารถออกแบบได้ตามที่ต้องการให้เป็น จงทำให้เหมือนผู้เขียนบทละครชั้นนำ ที่เขียนจากตอนจบแล้วย้อนกลับมาที่ต้นเรื่อง วางพล็อตเรื่องชีวิตให้เป็นการจบอย่างมีความสุข แล้วค่อยๆเขียนบทตอนต้นเรื่องให้ทีแนวทางเป็นไปตามบทสรุปนั้น
เหตุที่คนส่วนใหญ่ต้องการเงิน ก็เพราะรู้ว่าภาพในฝันทั้งหมดสามารถเป็นจริงได้ถ้ามีเงิน ทุกคนรู้วิธีที่จะแปลงเงินเป็นสิ่งต่างๆ แต่มีส่วนน้อยที่จะรู้ว่า ความคิดและแรงบันดาลใจสามารถแปลงเป็นสิ่งต่างๆได้มากกว่าเงินเสียอีก ไม่ใช่โชคบันดาลหรือความบังเอิญ แต่ความร่ำรวยนั้นเป็นผลตามมาจากความคิด
เด็กๆถูกสอนให้รู้อำนาจของเงินตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ แต่อำนาจของพลังความคิดซึ่งมีพลังมากกว่าร้อยเท่าพันเท่า กลับถูกละเลย บางคนอายุจะเจ็ดสิบยังเข้าไม่ถึงความลับนี้เลย
ถ้าใจคนเราคิดไว้ก่อนแล้วว่าสิ่งนั้นอาจไม่สำเร็จ แรงกายแรงใจที่จะทุ่มเทก็ลดน้อยลงไป ทำให้ไม่สำเร็จจริงๆ กฏข้อหนึ่งของเดอะซีเคร็ต คือ ถ้าคุณเฝ้าคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณกำลังเรียกร้องให้สิ่งนั้นปรากฏเป็นจริงขึ้นมา ดังนั้นเมื่อทหารเลิกคิดถึงความพ่ายแพ้ ชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อม
การเอาชนะใจตนเอง ยากที่สุด ถ้าสามารถทำได้ ก็ไม่มีอะไรในชีวิตที่เป็นไปไม่ได้ เครื่องมือสำคัญคือ การสร้างภาพในใจ ยิ่งกำหนดเป้าหมายเป็นภาพแห่งความรู้สึกที่ชัดเจนมากเท่าใด ก็จะสามารถเอาชนะใจตนเองได้มากเท่านั้น
เมื่อเป้าหมายในใจชัด อุปสรรคใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าภาพแห่งความสำเร็จในใจไม่ชัด อุปสรรคดล็หๆก็กลายเป็นเรื่องใหญ่
มีงานวิจัยด้านการตลาดพบว่า เพศชายจะสร้างภาพในใจไว้ก่อนที่จะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า ดังนั้นเมื่อไปถึง เขาจะตรงดิ่งไปที่แผนกที่ต้องการทันทีเพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในขณะที่เพศหญิงจะสะดุดกับภาพจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ได้จินตนาการไว้ก่อนล่วงหน้า การซื้อของของผู้หญิงจึงคาดหมายไม่ได้ ทั้งๆที่ไม่ตั้งใจจะซืเอ วันนั้นเธออาจได้ของกลับมาเต็มบ้านเลยก็ได้
ต้นกำเนิดของน้ำตกขนาดใหญ่ อยู่ที่ตาน้ำเล็กๆจำนวนมากบนยอดเขาที่รวมกันเป็นแอ่ง ลำธาร แม่น้ำ เมื่อไหลผ่านแก่งหินในจังหวะที่เหมาะสมก็จะคลายพลังงานศักย์ออกมา กลายเป็นน้ำตก เช่นเดียวกัน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมาจากความคิดเล็กๆจำนวนมากรวมกันเป็นความรู้สึก ฝังล่องลึกไหลไปตามกาลเวลา เมื่อสถานที่และเหตุปัจจัยเหมาะสม ก็จะคลายศักยภาพออกมา กลายเป็นความสำเร็จที่มองเห็น สัมผัสได้
สิ่งหนึ่งที่แตกต่างระหว่างคนคิดบวกกับคนคิดลบ คือ คนคิดบวกจะแสวงหาโอกาสอยู่ตลอดเวลา และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะมั่นใจว่าสักวันต้องมีโอกาส แต่คนคิดลบจะรอให้โอกาสมาวิ่งเข้ามาชน และแม้ว่ามีโอกาสขึ้นมาจริงๆ เขาก็จะพลาดเพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน อันมาจากความคิดลบจนมองไม่ถึง
ความคิดบวกเทียม: ความคิดบางอย่างดูเหมือนจะเป็นความคิดบวก แต่แท้จริงเป็นลบ เช่น ความคิดว่าตัวเองฉลาด คนที่คิดเช่นนั้นแสดงว่าเริ่มไม่ฉลาดแล้ว คิดว่าตัวเองเก่ง ก็คือเริ่มไม่เก่งแล้ว ส่วนคนที่คิดลบจริงๆ เช่น ฉันไม่เก่ง ไม่ดี ไม่ฉลาด ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ และถ้าความคิดนั้นฝังลึกจนเป็นความรู้สึกด้วยแล้ว ความเจริญก้าวหน้าแทบไม่มี
มุ่งไปที่เป้าหมาย: จงเหมือนสิงโตเฝ้าเหยื่อ และอย่าละทิ้งเป้าหมาย จงมองหาช่อง เหมือนสิงโตที่กำลังมองเหยื่อของมัน
การหลงในความสุข ก็ไม่ต่างจากการติดยาเสพติด ที่ต้องเพิ่มขนาด ความถี่ และปริมาณของยาเข้าไปเรืีอยๆ
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
The meta secret. พลังความสุข
ทุกคนต้องตระหนักว่า พลังของชีวิตนั้นอยู่ในปัจจุบัน พอเราไปคิดถึงอนาคต แล้วก็ขว้างพลังทิ้งไปที่อนาคต อนาคตไม่มีหรอก เมื่อมันมาอยู่ตรงนี้ก็เรียกว่าเดี๋ยวนี้ ชั่วขณะนี้ พอเราคิดถึงอดีต เราก็ขว้างพลังทิ้งไปที่อดีต แต่อดีตนั้นไม่มี มันผ่านไปแล้ว เมื่อคุณคิดถึงอดีต คุณก็คิดอยู่ชั่วขณะนี้ มีก็แต่ชั่วขณะนี้เท่านั้น และคุณก็มีความสุขได้ในชั่วขณะนี้ เมื่อคุณอยู่ในปัจจุบันขณะ ทุกสิ่งก็เรียบร้อย ทุกอย่างก็เป็นตามทางด้วยดี
เอิร์ล ไนติงเกล พูดไว้ว่า 'ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ก็คงไม่ทำให้อะไรต่างออกไป ถ้าพูดกันในประเด็นว่าคุณจะมีความสุขหรือไม่มี คุณอาจมีสมบัติม่กมายแต่ก็ยังเป็นทุกข์ แต่นั่นก็ยังดีเพราะคุณยังได้อยู่กินสบาย'
เราต้องเข้าใจว่า เงินทองทั้งหลายในโลกนี้เป็นของเราได้ แต่เราก็ต้องรู้จักหามา ไม่ได้แปลว่าเราควรต้องทำงาน สุดยอดซีเคร็ตคือ บางทีการทำงานกลับเป็นวิธีที่แย่ที่สุดที่จะได้เงินมาด้วยซ้ำ เราควรทำงานด้วยความพึงพอใจ คนเราควรทำงานที่อยากทำ เมื่อคิดถึงเรืีองงาน เราก็พูดกันแค่ว่า ใช้เวลาไปกับมันอย่างไร งานอาจส่งผลหลายอย่างกลับมาที่ชีวิตเรา เราจึงควรเอาเวลาไปทำสิ่งที่เรารักให้คุ้มค่า " บ็อบ พร็อกเตอร์
การกลัวความล้มเหลวคือ การมองชีวิตตัวเองแล้วถามว่า 'ถ้าฉันทำตามความฝัน ความปรารถนา ความรัก แล้วไม่ได้ผล ฉันจะยังรับไหวไหม ฉันยังรักตัวเองไหม ชีวิตยังดำเนินต่อไปไหม' หากคำตอบของคุณคือ ได้ คุณก็จะสลัดความกลัวการล้มเหลวออกไปได้ เมื่อสลัดมันได้ คุณก็จะมีพลังเพื่อก้าวไปข้างหน้าและทำให้มันสำเร็จ แล้วจะกลัวความสำเร็จไปทำไม หากคุณประสบความสำเร็จ คุณย่อมทำให้โลกนี้ต่างออกไป ถ้าคุณอยากให้โลกนี้มีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ก็จงมอบความสุขและคนที่เจริญรุ่งเรืองคนนั้นแก่โลกด้วย... ตัวคุณไง' โจ วิเทล
เมื่อแสวงหาความสุข พวกเราส่วนใหญ่ก็จะมองหาบุคคลภายนอกที่สามารถทำให้เรามีความสุข หรือต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นก่อนแล้วถึงจะมีความสุข เช่น ต้องมีเงินมากกว่านี้ ต้องไปอยู่บริษัทนั้น ต้องไปเที่ยวที่นั่น ต้องกินที่นี่... แท้ที่จริง ความสุขกลับเป็นเรื่องข้างใน เมื่อคาดหวังจากภายนอก เราหมดเปลืองพลังไปกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เราสร้างความสุขจากภายในได้หลายวิธี เช่น มองหาส่วนดีของตัวเอง ทำส่วนที่เรารัก สร้างคุณค่าให้ตัวเอง เมื่อเราตระหนักว่าความสุขนั้นเป็นเรื่องข้างใน เราก็แสวงหาความสุขให้ตัวเองได้จนเปี่ยมล้น โดยไม่ต้องฝากความหวังไว้กับใคร หรืออะไรที่อยู่ภายนอก " แจ็ค แคนฟีล
คุณมีภารกิจที่ต้องทำ คุณต้องค้นหาความหมายในชีวิตให้เจอและแบ่งปันให้คนอื่นรับรู้ โลกทั้งโลกกำลังทุกข์ทน เราสามารถเปลี่ยนมันได้ จงหาสิ่งดีๆในตัวคุณ หาแง่บวก นั้นจะทำให้เราเจริญเติบโต แบ่งปันสิ่งดีๆแก่ผู้คน แก่โลก คุณจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น นั่นคือวิธีที่ทำให้โลกเปลี่ยน คุณคือแรงบันดาลใจแห่งความสำเร็จ คุณคือแบบอย่างแห่งการเปลี่ยนแปลง คุณคือคนที่มีความหมายในชีวิต ทั้งทำให้ตัวเองและคนอื่น ทุกอย่างเริ่ม ที่ตัวคุณ
คนที่มีภาพในใจของเป้าหมายที่แน่นอนของตัวเองว่าต้องการอะไรอย่างแท้จริงคอยควบคุม ชีวิตก็จะไม่มีทิศทาง หาความแน่นอนให้ชีวิตไม่ได้ เพราะพวกเขาตกเป็นเครื่องเล่นของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว พวกเขามีชีวิตเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นและล่องลอยไปตามยถากรรม แต่ถ้าคนที่ชีวิตมีทิศทางแล้ว พลังของเป้าหมายจะดึงดูดเหมือนแม่เหล็ก อันจะทำให้ภาพของความฝันที่ตั้งไว้เป็นจริงขึ้นมา " บ็อบ พร็อกเตอร์
รับมือกับความกังวล
เราทุกคนต่างวิตกกังวลกันเป็นครั้งคราว ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ แต่ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไร้ประโยชน์ ทำลายความสุขของเราได้ในชั่วพริบตา ความกังวลไม่มีวันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ ซ้ำร้าย มันจะหยุดยั้งทุกสิ่ง รวมทั้งไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นมาเลย
แล้วคุณจะหยุดความกังวลได้อย่างไร? ขั้นแรก จดความกังวลอันดับต้นๆของคุณออกมา แล้วระบุว่าสิ่งไหนที่คุณกังวลมากที่สุด มีบางสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้คุณกังวลเป็นพิเศษรึป่าว เมื่อพบรูปแบบความเชื่อมโยงหรือสิ่งกระตุ้น คุณก็จะสร้างกลยุทธ์เพื่อเอาชนะความกังวลได้
ถามตัวเองว่าความกังวลนั้น น่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าให้คะแนน 1-10 โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน? สำคัญพอจะวางแผนรับมือหรือไม่ ถ้าใช่ คุณจะต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร หลังจากที่คุณรู้ถึงความกังวลนั้น ถ้าไม่ ก็ทำความเข้าใจและลืมมันไปซ่ะ
การเสริมพลังจิตด้วยความสุข( บอกตัวเองทุกวัน)
1. ฉันสร้างความศรัทธา ความมั่นคง และเชื่อมั่นในตัวเองเสมอ 2. ฉันมีความสุข เพราะฉันสร้างความสุขตนเองให้เป็นจริง 3. ฉันซาบซึ้งในคถณค่าของโลกรอบตัว และมองทุกสิ่งที่เกิดกับฉันว่าเป็นของขวัญที่ฉันเรียนรู้จากมันได้ 4. ฉันพบสิ่งดีๆในทุกคนและทุกสิ่ง 5. ฉันซาบซึ้งและเห็นคุณค่าในทุกสิ่งที่ฉันมีอยู่ 6. ฉันเข้าใจถึงความเป็นไปของทุกอย่าง ความเป็นไปของของขวัญล้ำค่าทั้งหลาย และกล้าไขว่คว้ามันมา 7. ฉันรับผิดชอบต่อความสุขของตนเอง เพราะฉันเชื่อมั่นว่าฉันเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆในชีวิตที่ฉันเลือกจะเปลี่ยนได้ 8. ชีวิตที่ดีของฉันแผ่ขยายออกไป ทุกขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ 9. สิ่งใดที่ฉันจินตนาการ ย่อมเป็นไปได้เสมอ 10. เมื่อฉันสลัดตัวตนและเปิดรับจิตใต้สำนึก ฉันก็จะได้รับความรู้และปัญญาเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด ฉันมั่นใจว่าทุกสิ่งที่ต้องการนั้นอยู่ภายในตัว
เอิร์ล ไนติงเกล พูดไว้ว่า 'ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ก็คงไม่ทำให้อะไรต่างออกไป ถ้าพูดกันในประเด็นว่าคุณจะมีความสุขหรือไม่มี คุณอาจมีสมบัติม่กมายแต่ก็ยังเป็นทุกข์ แต่นั่นก็ยังดีเพราะคุณยังได้อยู่กินสบาย'
เราต้องเข้าใจว่า เงินทองทั้งหลายในโลกนี้เป็นของเราได้ แต่เราก็ต้องรู้จักหามา ไม่ได้แปลว่าเราควรต้องทำงาน สุดยอดซีเคร็ตคือ บางทีการทำงานกลับเป็นวิธีที่แย่ที่สุดที่จะได้เงินมาด้วยซ้ำ เราควรทำงานด้วยความพึงพอใจ คนเราควรทำงานที่อยากทำ เมื่อคิดถึงเรืีองงาน เราก็พูดกันแค่ว่า ใช้เวลาไปกับมันอย่างไร งานอาจส่งผลหลายอย่างกลับมาที่ชีวิตเรา เราจึงควรเอาเวลาไปทำสิ่งที่เรารักให้คุ้มค่า " บ็อบ พร็อกเตอร์
การกลัวความล้มเหลวคือ การมองชีวิตตัวเองแล้วถามว่า 'ถ้าฉันทำตามความฝัน ความปรารถนา ความรัก แล้วไม่ได้ผล ฉันจะยังรับไหวไหม ฉันยังรักตัวเองไหม ชีวิตยังดำเนินต่อไปไหม' หากคำตอบของคุณคือ ได้ คุณก็จะสลัดความกลัวการล้มเหลวออกไปได้ เมื่อสลัดมันได้ คุณก็จะมีพลังเพื่อก้าวไปข้างหน้าและทำให้มันสำเร็จ แล้วจะกลัวความสำเร็จไปทำไม หากคุณประสบความสำเร็จ คุณย่อมทำให้โลกนี้ต่างออกไป ถ้าคุณอยากให้โลกนี้มีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ก็จงมอบความสุขและคนที่เจริญรุ่งเรืองคนนั้นแก่โลกด้วย... ตัวคุณไง' โจ วิเทล
เมื่อแสวงหาความสุข พวกเราส่วนใหญ่ก็จะมองหาบุคคลภายนอกที่สามารถทำให้เรามีความสุข หรือต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นก่อนแล้วถึงจะมีความสุข เช่น ต้องมีเงินมากกว่านี้ ต้องไปอยู่บริษัทนั้น ต้องไปเที่ยวที่นั่น ต้องกินที่นี่... แท้ที่จริง ความสุขกลับเป็นเรื่องข้างใน เมื่อคาดหวังจากภายนอก เราหมดเปลืองพลังไปกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เราสร้างความสุขจากภายในได้หลายวิธี เช่น มองหาส่วนดีของตัวเอง ทำส่วนที่เรารัก สร้างคุณค่าให้ตัวเอง เมื่อเราตระหนักว่าความสุขนั้นเป็นเรื่องข้างใน เราก็แสวงหาความสุขให้ตัวเองได้จนเปี่ยมล้น โดยไม่ต้องฝากความหวังไว้กับใคร หรืออะไรที่อยู่ภายนอก " แจ็ค แคนฟีล
คุณมีภารกิจที่ต้องทำ คุณต้องค้นหาความหมายในชีวิตให้เจอและแบ่งปันให้คนอื่นรับรู้ โลกทั้งโลกกำลังทุกข์ทน เราสามารถเปลี่ยนมันได้ จงหาสิ่งดีๆในตัวคุณ หาแง่บวก นั้นจะทำให้เราเจริญเติบโต แบ่งปันสิ่งดีๆแก่ผู้คน แก่โลก คุณจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น นั่นคือวิธีที่ทำให้โลกเปลี่ยน คุณคือแรงบันดาลใจแห่งความสำเร็จ คุณคือแบบอย่างแห่งการเปลี่ยนแปลง คุณคือคนที่มีความหมายในชีวิต ทั้งทำให้ตัวเองและคนอื่น ทุกอย่างเริ่ม ที่ตัวคุณ
คนที่มีภาพในใจของเป้าหมายที่แน่นอนของตัวเองว่าต้องการอะไรอย่างแท้จริงคอยควบคุม ชีวิตก็จะไม่มีทิศทาง หาความแน่นอนให้ชีวิตไม่ได้ เพราะพวกเขาตกเป็นเครื่องเล่นของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว พวกเขามีชีวิตเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นและล่องลอยไปตามยถากรรม แต่ถ้าคนที่ชีวิตมีทิศทางแล้ว พลังของเป้าหมายจะดึงดูดเหมือนแม่เหล็ก อันจะทำให้ภาพของความฝันที่ตั้งไว้เป็นจริงขึ้นมา " บ็อบ พร็อกเตอร์
รับมือกับความกังวล
เราทุกคนต่างวิตกกังวลกันเป็นครั้งคราว ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ แต่ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไร้ประโยชน์ ทำลายความสุขของเราได้ในชั่วพริบตา ความกังวลไม่มีวันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ ซ้ำร้าย มันจะหยุดยั้งทุกสิ่ง รวมทั้งไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นมาเลย
แล้วคุณจะหยุดความกังวลได้อย่างไร? ขั้นแรก จดความกังวลอันดับต้นๆของคุณออกมา แล้วระบุว่าสิ่งไหนที่คุณกังวลมากที่สุด มีบางสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้คุณกังวลเป็นพิเศษรึป่าว เมื่อพบรูปแบบความเชื่อมโยงหรือสิ่งกระตุ้น คุณก็จะสร้างกลยุทธ์เพื่อเอาชนะความกังวลได้
ถามตัวเองว่าความกังวลนั้น น่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าให้คะแนน 1-10 โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน? สำคัญพอจะวางแผนรับมือหรือไม่ ถ้าใช่ คุณจะต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร หลังจากที่คุณรู้ถึงความกังวลนั้น ถ้าไม่ ก็ทำความเข้าใจและลืมมันไปซ่ะ
การเสริมพลังจิตด้วยความสุข( บอกตัวเองทุกวัน)
1. ฉันสร้างความศรัทธา ความมั่นคง และเชื่อมั่นในตัวเองเสมอ 2. ฉันมีความสุข เพราะฉันสร้างความสุขตนเองให้เป็นจริง 3. ฉันซาบซึ้งในคถณค่าของโลกรอบตัว และมองทุกสิ่งที่เกิดกับฉันว่าเป็นของขวัญที่ฉันเรียนรู้จากมันได้ 4. ฉันพบสิ่งดีๆในทุกคนและทุกสิ่ง 5. ฉันซาบซึ้งและเห็นคุณค่าในทุกสิ่งที่ฉันมีอยู่ 6. ฉันเข้าใจถึงความเป็นไปของทุกอย่าง ความเป็นไปของของขวัญล้ำค่าทั้งหลาย และกล้าไขว่คว้ามันมา 7. ฉันรับผิดชอบต่อความสุขของตนเอง เพราะฉันเชื่อมั่นว่าฉันเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆในชีวิตที่ฉันเลือกจะเปลี่ยนได้ 8. ชีวิตที่ดีของฉันแผ่ขยายออกไป ทุกขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ 9. สิ่งใดที่ฉันจินตนาการ ย่อมเป็นไปได้เสมอ 10. เมื่อฉันสลัดตัวตนและเปิดรับจิตใต้สำนึก ฉันก็จะได้รับความรู้และปัญญาเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด ฉันมั่นใจว่าทุกสิ่งที่ต้องการนั้นอยู่ภายในตัว
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
The meta secret ความสุขที่แท้
ความสุขไม่ได้เกิดจากการเป็นฝ่ายถูกเสมอ แต่เกิดจากการเรียนรู้ว่าจะทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นได้อย่างไร จะทำให้คนอื่นพึงพอใจได้อย่างไร และจะทำให้คุณเองพึงพอใจได้อย่างไร
สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในชั่วขณะหนึ่ง อาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุขไปตลอดชีวิตก็ได้ การปล่อยใจไปบ้างนั้นไม่เป็นไร แต่อย่าปักใจเชื่อว่าสิ่งนั้นยอดเยี่ยมที่สุด เราควรยืดหยุ่นกับแนวคิดเรื่องความสุข ให้รู้ว่ามันเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไป และพร้อมจะปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงไปด้วย
เมื่อคนเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ต้องเสียแขนขา หรือคนที่เรารักไป เราจะรู้โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆว่ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และค้นหาทางแห่งความสุขสายใหม่ แต่ ถ้าเราเชื่อว่าสถานการณ์นั้นๆสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ เราก็มีแนวโน้มตะจดจ่ออยู่กับสถานการณ์นั้น บ่อยครั้งเราก็ต้องผิดหวังท้อแท้ เพราะพยายามกลับไปมี'ความสุข'ที่เราเชื่อว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมี
คุณลักษณะที่ทรงพลังมากประการหนึ่งที่ผู้ที่มีความสุขส่วนใหญ่มีเหมือนกันคือ มีความยืดหยุ่น ทรหด ผู้ที่ทรหดอดทนมักได้ความเข้มแข็งมาจากความเชื่อทางจิตวิญญาณหรือศาสนามาอย่างดี มองโลกในแง่ดี หรือมีแบบอย่างที่ดีให้ทำตาม พวกเขาเข้าใจดีว่า แม้สถานการณ์เลสร้ายที่สุดก็ยังใช้เป็นบทเรียนได้ และหากรู้จักมองดีๆก็อาจนำไปสู่ความสุขในอนาคตได้
คนที่มีความสุขมากที่สุดเหล่านี้ ต่างตั้งใจจะปล่อยวางความโกรธและให้อภัย การให้อภัยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงคนอื่นเป็นที่ตั้ง และไม่ได้แปลว่าคุณเป็นฝ่ายผิด กฏอย่างเดียวของการให้อภัย คือ คุณต้องทำอย่างจริงใจและต้องออกมาจากหัวใจ การให้อภัยช่วยให้เรายึดติดกับมุมมองเชิงลบน้อยลง ช่วยให้เราก้าวหน้าไปได้ดีจากเดิมที่ต้องชะงักไป
อะไรคือความสุข และอะไรที่ไม่ใช่ การมีความสุข หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นคือ การมีความสงบสุขกับโลกรอบตัวนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เรามองว่าเป็นความสุขในระดับที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การหัวเราะไม่หยุด, ล่องลอยไปกับความสุขตลอดเวลา หรือได้บางอย่างที่ต้องการ การพบความสงบและความสุขที่แท้จริง น่าจะเป็นเรื่องภาวะการดำรงสภาวะที่รู้ซึ้งในคุณค่าของจุดที่ยืนอยู่และโลกรอบตัว เป็นความรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์และมองเห็นความงามของทุกคนและทุกสิ่ง สามารถมองดูโลกปัจจุบันขณะนั้น แล้วพูดได้ว่า 'ทุกสิ่งดีแล้ว'
วิธีที่เรามองและให้ความหมายอดีตและอนาคต เป็นตัวที่ทำให้เรารู้สึกได้ทั้งทั้งดีหรือแย่ เมื่อผนวกกับการรับรู้ของอัตตาเข้าด้วยแล้ว เราก็เริ่มร้อนรนไม่เป็นสุข
ทุกคนต่างมีระดับความสุขของตนเอง บางคนมีนิสัยชอบเข้าสังคมและรักสนุกกว่าคนอื่น ความสุขก็เหมือนความมั่งคั่ง เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ว่าคุณจะชอบแสดงออกถึงความสุขความร่าเริง หรือไม่ชอบแสดงออกแต่แอบความสุขไว้ตรงนั้นตรงนี้บ้าง ไม่ว่าสิ่งต่างๆจะเลวร้ายอย่างไร เราก็มักจะกลับไปที่ระดับความสุขที่ตั้งไว้ก่อนเสมอ
สุดยอดซีเคร็ตที่แท้สำหรับความสุขคือ ความสุขเป็นเพียงสิ่งที่เราเลือก ฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำเพื่อตัวเองได้ คือเรียนรู้ถึงสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขที่สุดนั่นเอง จดมันไว้และพยายามเรียนรู้ว่า จะสร้างมันขึ้นในชีวิตให้มากได้อย่างไร
ความสุขที่แท้จริงนั้น มีได้แต่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น ความหมกหมุ่นอยู่กับอดีต เป็นทุกข์กับอนาคต หรือมองหาสิ่งที่ดีงามที่อยากให้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จะต่างกันมากกับความพึงพอใจในปัจจุบันขณะ
ถ้าคุณรู้สึกเป็นทุกข์ จิตของคุณก็ไปจดจ่ออยู่กับอดีต แนวคิดอย่างหนึ่งของสุดยอดซีเคร็ต ซึ่งจะช่วยให้คุณเอาชนะความทุกข์ใดๆได้ในพริบตา นั่นคือ จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน คุณรู้สึกเป็นทุกข์ ก็เพราะมีบางสิ่งที่คุณไม่อยากให้เกิด หรือคิดถึงบางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว หรือคิดถึงคำพูดของใครคนอื่นที่เคยพูดอะไรเอาไว้ ลืมมันซะ มันผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว ทั้งสุขและทุกข์นั่นแหละ แล้วก็เลิกวิตกถึงอนาคตด้วย ความสุขเกิดในนาทีนี้นี่แหละ
เวลามีคนขอให้คุณช่วยให้เขาคลายกังวล สิ่งที่ช่วยได้จริงๆไม่ใช่ตัวคุณ มันคือความเข้าใจตัวเองของคนๆนั้นต่างหาก กังวลไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มันเป็นผลจากความเขลา ความกังวลกับความสงสัยนั้นเกี่ยวข้องกันมาก เพราะมันเป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่งที่ทำใหเกิดความเขลา
สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในชั่วขณะหนึ่ง อาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุขไปตลอดชีวิตก็ได้ การปล่อยใจไปบ้างนั้นไม่เป็นไร แต่อย่าปักใจเชื่อว่าสิ่งนั้นยอดเยี่ยมที่สุด เราควรยืดหยุ่นกับแนวคิดเรื่องความสุข ให้รู้ว่ามันเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไป และพร้อมจะปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงไปด้วย
เมื่อคนเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ต้องเสียแขนขา หรือคนที่เรารักไป เราจะรู้โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆว่ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และค้นหาทางแห่งความสุขสายใหม่ แต่ ถ้าเราเชื่อว่าสถานการณ์นั้นๆสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ เราก็มีแนวโน้มตะจดจ่ออยู่กับสถานการณ์นั้น บ่อยครั้งเราก็ต้องผิดหวังท้อแท้ เพราะพยายามกลับไปมี'ความสุข'ที่เราเชื่อว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมี
คุณลักษณะที่ทรงพลังมากประการหนึ่งที่ผู้ที่มีความสุขส่วนใหญ่มีเหมือนกันคือ มีความยืดหยุ่น ทรหด ผู้ที่ทรหดอดทนมักได้ความเข้มแข็งมาจากความเชื่อทางจิตวิญญาณหรือศาสนามาอย่างดี มองโลกในแง่ดี หรือมีแบบอย่างที่ดีให้ทำตาม พวกเขาเข้าใจดีว่า แม้สถานการณ์เลสร้ายที่สุดก็ยังใช้เป็นบทเรียนได้ และหากรู้จักมองดีๆก็อาจนำไปสู่ความสุขในอนาคตได้
คนที่มีความสุขมากที่สุดเหล่านี้ ต่างตั้งใจจะปล่อยวางความโกรธและให้อภัย การให้อภัยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงคนอื่นเป็นที่ตั้ง และไม่ได้แปลว่าคุณเป็นฝ่ายผิด กฏอย่างเดียวของการให้อภัย คือ คุณต้องทำอย่างจริงใจและต้องออกมาจากหัวใจ การให้อภัยช่วยให้เรายึดติดกับมุมมองเชิงลบน้อยลง ช่วยให้เราก้าวหน้าไปได้ดีจากเดิมที่ต้องชะงักไป
อะไรคือความสุข และอะไรที่ไม่ใช่ การมีความสุข หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นคือ การมีความสงบสุขกับโลกรอบตัวนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เรามองว่าเป็นความสุขในระดับที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การหัวเราะไม่หยุด, ล่องลอยไปกับความสุขตลอดเวลา หรือได้บางอย่างที่ต้องการ การพบความสงบและความสุขที่แท้จริง น่าจะเป็นเรื่องภาวะการดำรงสภาวะที่รู้ซึ้งในคุณค่าของจุดที่ยืนอยู่และโลกรอบตัว เป็นความรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์และมองเห็นความงามของทุกคนและทุกสิ่ง สามารถมองดูโลกปัจจุบันขณะนั้น แล้วพูดได้ว่า 'ทุกสิ่งดีแล้ว'
วิธีที่เรามองและให้ความหมายอดีตและอนาคต เป็นตัวที่ทำให้เรารู้สึกได้ทั้งทั้งดีหรือแย่ เมื่อผนวกกับการรับรู้ของอัตตาเข้าด้วยแล้ว เราก็เริ่มร้อนรนไม่เป็นสุข
ทุกคนต่างมีระดับความสุขของตนเอง บางคนมีนิสัยชอบเข้าสังคมและรักสนุกกว่าคนอื่น ความสุขก็เหมือนความมั่งคั่ง เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ว่าคุณจะชอบแสดงออกถึงความสุขความร่าเริง หรือไม่ชอบแสดงออกแต่แอบความสุขไว้ตรงนั้นตรงนี้บ้าง ไม่ว่าสิ่งต่างๆจะเลวร้ายอย่างไร เราก็มักจะกลับไปที่ระดับความสุขที่ตั้งไว้ก่อนเสมอ
สุดยอดซีเคร็ตที่แท้สำหรับความสุขคือ ความสุขเป็นเพียงสิ่งที่เราเลือก ฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำเพื่อตัวเองได้ คือเรียนรู้ถึงสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขที่สุดนั่นเอง จดมันไว้และพยายามเรียนรู้ว่า จะสร้างมันขึ้นในชีวิตให้มากได้อย่างไร
ความสุขที่แท้จริงนั้น มีได้แต่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น ความหมกหมุ่นอยู่กับอดีต เป็นทุกข์กับอนาคต หรือมองหาสิ่งที่ดีงามที่อยากให้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จะต่างกันมากกับความพึงพอใจในปัจจุบันขณะ
ถ้าคุณรู้สึกเป็นทุกข์ จิตของคุณก็ไปจดจ่ออยู่กับอดีต แนวคิดอย่างหนึ่งของสุดยอดซีเคร็ต ซึ่งจะช่วยให้คุณเอาชนะความทุกข์ใดๆได้ในพริบตา นั่นคือ จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน คุณรู้สึกเป็นทุกข์ ก็เพราะมีบางสิ่งที่คุณไม่อยากให้เกิด หรือคิดถึงบางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว หรือคิดถึงคำพูดของใครคนอื่นที่เคยพูดอะไรเอาไว้ ลืมมันซะ มันผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว ทั้งสุขและทุกข์นั่นแหละ แล้วก็เลิกวิตกถึงอนาคตด้วย ความสุขเกิดในนาทีนี้นี่แหละ
เวลามีคนขอให้คุณช่วยให้เขาคลายกังวล สิ่งที่ช่วยได้จริงๆไม่ใช่ตัวคุณ มันคือความเข้าใจตัวเองของคนๆนั้นต่างหาก กังวลไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มันเป็นผลจากความเขลา ความกังวลกับความสงสัยนั้นเกี่ยวข้องกันมาก เพราะมันเป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่งที่ทำใหเกิดความเขลา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)