คนจำนวนมากมักจะทำเป็นคนที่รู้ดีไปหมด ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา และมักจะสรุปเอาเองว่าเราทำอะไรได้ หรือไม่ได้ น่าแปลกที่ความคิดส่วนใหญ่ของเขาที่คิดนั้น มักจะเป็นการฉุดรั้งไม่ให้เราเจริญก้าวหน้าไปกว่าตัวเขาเอง ถ้าไม่ระวังให้ดี เราเองก็จะตกหลุมพรางความเชื่อที่จะดึงเราให้ห่างไกลออกจากความฝันของตัวเองง่ายๆ
สิ่งสำคัญคือการที่เราบอกตัวเองให้กล้าหันหลังให้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์เหล่านั้น ข้อเท็จจริงที่เราต้องรู้ก็คือ ยังมีคนเก่งอีกมากที่ไม่เคยคิดจะออกเดินทางให้ตัวเอง แต่มักจะทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คอยตำหนิติเตียนการเดินทางของคนอื่นๆไปทั่ว คนประเภทนี้ไม่ใช่คนที่เราควรไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรแถมยังมีแต่บั่นทอนความมั่นใจของเราเปล่าๆ
เราต่างมีพลังในตัวเองมากกว่าที่คิดไว้มากมาย แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การที่ต้องเริ่มจากการที่คุณต้องเชื่อเสียก่อน มิฉะนั้นเมื้อพบกับความกดดัน เราก็มักจะพร้อมที่จะถอยกลับมาอยู่ในกรอบความคิดที่คนส่วนใหญ่คิดและเชื่อกันอีกครั้ง ลองตั้งคำถามสำคัญกับตัวเองว่า คุณใช้ชีวิตในแบบที่เหมาะสมสำหรับการประสบความสำเร็จตามที่ใฝ่ฝันหรือยัง? Tom Rusk ผู้เขียน I want to change, but I don't know how. กล่าวว่า คนจำนวนมากพอใจที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบอดภัยไว้ก่อน เพราะนั่นสามารถทำให้คนเหล่านั้นอยู่ได้กับความเชื่อที่ว่า 'ถึงฉันจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายอะไร แต่ก็ไม่ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆจากการเสี่ยงเหมือนกัน... กองความฝันเอาไว้ แล้วก็หลอกตัวเองว่า ปลอดภัยแล้ว'
สิ่งที่ผ่านไปแล้วและสิ่งที่ยังมาไม่ถึง มีผลน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ในใจของเราเอง in order to turn a dream into reality, you must begin with the decision. เพืี่อทำความฝันให้เป็นจริง คุณต้องเริ่มจากสิ่งแรกคือ การตัดสินใจ
เช่นเดียวกับพลังแห่งชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ในทุกๆเมล็ดพันธ์พืชเล็กๆ เราเองมีพลังมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว การตัดสินใจและความคิดเป็นเหมือนสลัก ที่จะปลดปล่อยพลังมหาศาลนี้ออกมา เพื่อเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็น โดยเริ่มต้นจากการตัดสินใจก่อน ก่อนที่จะมีการลงมือหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิต ย่อมต้องเริ่มจากการตัดสินใจของคนๆนั้นเสียก่อน ราล์ฟ วัลโด เอเมอร์สัน กล่าวว่า 'อย่าเดินไปตามเส้นทางที่มีคนแผ้วถางไว้แล้ว จงไปในเส้นทางใหม่แล้วบุกเบิกเส้นทางนั้นด้วยตัวท่านเอง'
คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใส่ใจ กับความสำคัญจากการตัดสินใจในเรื่องต่างๆของตัวเอง เพราะส่วนใหญ่มันจะไม่มีผลกระทบในทันที แต่อาจจะส่งผลเมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง อาจจะนานเป็นเดือน เป็นปี เป็นสิบปี การตัดสินใจในชีวิตล้วนมีผลกระทบกับชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่การตระหนักรู้มักเกิดขึ้น เมื่อสายไป
ทุกๆการตัดสินใจที่เราทำจะนำเราเข้าใกล้ความสำเร็จที่เราตามหา หรือทำให้เราขยับห่างออกมาจากมันเสมอ โดยปกติแล้วคนเราจะไม่สูญเสียความสัมพันธ์ภายในชั่วข้ามคืน แต่มักจะเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราไม่มีทางตื่นขึ้นมาพร้อมกับหุ่นผอมเพรียวอย่างที่ต้องการได้ในชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับที่ไม่มีทางอ้วนฉุได้จากการกินเพียงวันเดียว ไม่มีทางเป็นสิงห์อมควันได้จากการสูบบุหรี่เพียงม้วนเดียว ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากนี้ เราไม่อาจประสบความสำเร็จได้ทุกอย่างหรือมีชีวิตในแบบที่ฝันได้ในชั่วข้ามคืน
เมื่อตัดสินใจที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ยอมแพ้ เมื่อตัดสินใจที่จะลงมือทำโดยไม่เอาแต่กังวลและกลัวทำไม่ได้ เมื่อตัดสินใจที่จะทุ่มเทอย่างสุดตัว และแม้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ การได้ตัดสินใจก้าวไปตามที่ฝันแทนที่จะเอาแต่หยุดอยู่กับที่ การตัดสินใจเหล่านี้คือการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อชีวิตของคุณอย่างยิ่ง
การตัดสินใจที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จของคุณ คือ การตัดสินใจที่แท้จริง เมื่อมีการตัดสินใจที่แท้จริง คุณจะกันตัวเองออกจากตัวเลือกอื่นๆที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ และลงมือทำอย่างมหาศาลเพื่อให้ได้ตามต้องการ ในชีวิตจริงคุณต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบกับผลของการตัดสินใจของตัวเอง คนจำนวนไม่น้อย เมื่อพบปัญหาต่างๆที่เกิดจากการตัดสินใจ ก็จะเริ่มกลัวและโทษสิ่งต่างๆ แทนที่จะยืดอกรับผลจากการตัดสินใจของตัวเอง คนกลุ่มนี้ลืมไปว่าแม้เรามีอำนาจในการเลือก แต่ไม่มีอำนาจในการกำหนดผลลัพท์จากการเลือกที่จะตามมา ข้อเท็จจริงก็คือ ถ้าต้องการผลลัพท์ที่แตกต่าง ก็ต้องการการตัดสินใจที่แตกต่าง
หนึ่งในเรื่องเลวร้ายที่สุด คือการลังเลไม่ยอมตัดสินใจ อะไรทำให้คนไม่ยอมตัดสินใจ คำตอบคือความกลัว กลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด กลัวคำวิพากย์ของคนอื่น กลัวล้มเหลว กลัวความไม่แน่นอน กลัวความไม่รู้ ความหวาดกลัวคือศัตรูตัวร้าย และการไม่ยอมตัดสินใจมักจะเสียหายมากกว่าการตัดสินใจไม่ถูกต้องด้วยซ้ำ เมื่อคุณผิดพลาด คุณก็ได้เรียนรู้ว่าอย่างน้อยก็มีวิธีหนึ่งล่ะที่ไม่ใช่ คุณไม่ล้มเลิก หาวิธีใหม่ต่อไป แต่ถ้าคุณไม่ตัดสินใจ ที่ๆคุณอยู่คือที่เดิม คุณไม่ได้รับรู้อะไรใหม่ นอกจากเรื่องที่คุณอาจแต่งขึ้นมา เพื่อหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555
If you think you can by TJ Hoisington
ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ โดยจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด คือ ความคิด เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดการกระทำ ก่อนที่การกระทำจะนำไปสู่ผลลัพท์ที่คิดไว้ เรื่องที่เกิดขึ้นจริงคือ เรามักกำหนดขอบเขตความเป็นไปได้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมัวไปเชื่อในขอบเขต กรอบความคิด ความเชื่อของใครคนอื่นที่มากำหนดให้ อยาาหลงเชื่อความคิดเชิงลบที่จะถูกป้อนเข้ามาในความคิดคุณ หันหลังให้กับความหวาดกลัว กล้าคิด กล้าฝัน กล้าตั้งเป้าหมาย และกำหนดความเป็นไปได้ด้วยตัวคุณเอง ศักยภาพที่แท้จริงของคุณ รอการปลดปล่อยออกมา เพื่อนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการ ถ้าคุณคิดว่า ทำได้ คุณก็ทำได้
คนส่วนใหญ่ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จได้ ในความเป็นจริงการที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายได้นั้นมีกฏพื้นฐานหลักๆสำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จสามารถใช้เป็นแนวทางได้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตัวเองให้อยู่ในสภาวะที่พร้อมหรือเหมาะสมในการบรรลุเป้าหมายได้ จึงไม่แปลกที่คนจำนวนมากต่างรู้สึกว่าตัวเองทำได้แค่วิ่งตามเป้าหมายอย่างสิ้นหวัง และมักจะจบลงด้วยมือเปล่า
Impossible is nothing
ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเราเคยมีฝัน ฝันที่ยิ่งใหญ่ เคยมีช่วงเวลาที่เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นใครสักคน เป็นอะไรสักอย่างหรือเดินทางรอบโลก หรือประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่บางเรื่อง แต่เมืีอชีวิตดำเนินไปๆ ผู้คนหลายล้านคนต่างพากันหลงลืมความฝันนี้เสียสิ้น ลืมไปแม้กระทั่งความจริงที่สำคัญว่าเราคือผู้กำหนดชะตาของเราเอง รวมทั้งเป็นผู้กำหนดบทสรุปให้กับตัวเอง
มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปดินเหนียวของวัดแห่งหนึ่งไปยังอีกทีหนึ่ง ระหว่างทางเมื่อรถเครนยกพระพุทธรูปขึ้นมาเดินไปได้สักพัก ก็มีฝนตกอย่างหนัก เนื่องจากพระพุทธรูปนั้นมีน้ำหนักมากทำให้เกิดรอยแตกร้าว ซ้ำร้ายฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา คณะเกรงว่าพระพุทธรูปจะได้รับความเสียหายจึงตัดนินใจใช้ผ้าคลุมและตัดสินใจรอจนวันต่อไป คืนนั้นมีพระสงฆ์รูปหนึ่งเห็นแสงวาววับจากพระพุทธรูปนั้น ด้วยความสงสัยจึงได้ใช้ชะแลงมาสะกัดดินเหนียวชั้นนอกออก สิ่งที่ได้เห็นเบื้องหน้าคือ พระพุทธรูปนั้นหาใช่พระพุทธรูปดิตเหนียวไม่ หากแต่เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ขนาดใหญ่โตมโหฬาร นักโบราณคดีเชืีอว่าสมัยสงครามไทยเกรงว่าพม่าจะทำลายองค์พระพุทธรูปทองคำจึงได้ช่วยกันเอาดินเหนียวมาห่อหุ้มไว้ แต่พระเหล่านั้นเสียชีวิตในสงครามจึงไม่มีใครบอกเล่าเรืีองราวนี้
เช่นเดียวกับองค์พระพุทธรูปทองคำ เราทุกคนต่างมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่และความยอดเยี่ยมอยู่ในตัวเอง แต่เนื่องจากการต้องต่อสู้กับเรื่องราวมากมายของชีวิต เราจึงมองเห็นแค่ผิวชั้นนอกของชั้นดินที่ห่อหุ้มตัวเราเองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็นทองคำภายในตัวเอง
" Champions are born and then unmade."Converse
แชมเปี้ยนเกิดขึ้นมา แต่ถูกทำให้หลงลืมความยิ่งใหญ่ที่มีของตน
เชืีอหรือไม่ว่า เด็ก ป.6 จะได้ยินคำพูดทำนอง 'อย่าน่ะลูก อย่าทำ อย่าคิดอย่างนั้น หนูทำไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าทำเดี๋ยวคอยดูเถอะ.. อย่า, ไม่, เป็นไปไม่ได้, ไม่ดี, ไม่ถูก,ฯนนน' จนมีคำกล่าวว่า 'เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความเป็นอัจฉริยะ แต่ไม่นานนัก เด็ก 9,999 คนจาก 10,000 คน จะสูญเสียความเป็นอัจฉริยะนั้นไป เมื่อโตขึ้น"
คนเราส่วนใหญ่เชื่อว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงได้ย่อมต้องมีทักษะความสามารถที่พิเศษที่สุด ดร เบนจามิน บลูม ได้ทำการศึกษากับสุดยอดศิลปิน นักกีฬา และนักเรียนทุนกว่า 120 คน เขาสรุปว่าความเชื่ิอเดิมนั้นไม่เป็นจริงแม้แต่น้อย ปัจจัยความสำเร็จมาจากความมุ่งมั่นทุ่มเท มากกว่าการมีพรสววรค์หรือทักษะพิเศษใดที่โดดเด่นกว่าคนอื่น
คนจำนวนมาก เลือกที่จะยอมละทิ้งความฝันของตัวเองไปง่ายๆก่อนที่จะเริ่มพยายามด้วยซ้ำ เพราะความกลัวสารพัดอย่างที่อยู่ในใจเขา กลัวถูกปฏิเสธ กลัวล้มเหลว กลัวคนอื่นมองไม่ดี สุดท้าย้แล้วเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังกลัวที่จะประสบความสำเร็จ ลงท้ายก็ใช้ชีวิตอยู่ไปโดยไม่มีความสุข ได้แต่มองคนอื่นก้าวเข้าสู่เป้าหมายคนแล้วคนเล่า ได้แต่พูดเปรียบเทียบ และโทษว่าคนอื่นๆโชคดี และมีพร้อมมากกว่าตน
คนกลุ่มใหญ่ เลือกที่จะยอมให้ความล้มเหลวในอดีตมาเป็นตัวกำหนดอนาคต และยอมรับง่ายๆว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะทำอะไรก็พลาดก็ล้มเหลวมาโดยตลอด
คนที่ล้มเหลวมักจะหาเหตุผลมารองรับ ว่าอะไรทำให้ตนเองไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ แต่สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมองหาเหตุผลที่จะทำให้สิ่งต่างๆเป็นไปอย่างที่ต้องการ
คนส่วนใหญ่ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จได้ ในความเป็นจริงการที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายได้นั้นมีกฏพื้นฐานหลักๆสำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จสามารถใช้เป็นแนวทางได้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตัวเองให้อยู่ในสภาวะที่พร้อมหรือเหมาะสมในการบรรลุเป้าหมายได้ จึงไม่แปลกที่คนจำนวนมากต่างรู้สึกว่าตัวเองทำได้แค่วิ่งตามเป้าหมายอย่างสิ้นหวัง และมักจะจบลงด้วยมือเปล่า
Impossible is nothing
ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเราเคยมีฝัน ฝันที่ยิ่งใหญ่ เคยมีช่วงเวลาที่เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นใครสักคน เป็นอะไรสักอย่างหรือเดินทางรอบโลก หรือประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่บางเรื่อง แต่เมืีอชีวิตดำเนินไปๆ ผู้คนหลายล้านคนต่างพากันหลงลืมความฝันนี้เสียสิ้น ลืมไปแม้กระทั่งความจริงที่สำคัญว่าเราคือผู้กำหนดชะตาของเราเอง รวมทั้งเป็นผู้กำหนดบทสรุปให้กับตัวเอง
มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปดินเหนียวของวัดแห่งหนึ่งไปยังอีกทีหนึ่ง ระหว่างทางเมื่อรถเครนยกพระพุทธรูปขึ้นมาเดินไปได้สักพัก ก็มีฝนตกอย่างหนัก เนื่องจากพระพุทธรูปนั้นมีน้ำหนักมากทำให้เกิดรอยแตกร้าว ซ้ำร้ายฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา คณะเกรงว่าพระพุทธรูปจะได้รับความเสียหายจึงตัดนินใจใช้ผ้าคลุมและตัดสินใจรอจนวันต่อไป คืนนั้นมีพระสงฆ์รูปหนึ่งเห็นแสงวาววับจากพระพุทธรูปนั้น ด้วยความสงสัยจึงได้ใช้ชะแลงมาสะกัดดินเหนียวชั้นนอกออก สิ่งที่ได้เห็นเบื้องหน้าคือ พระพุทธรูปนั้นหาใช่พระพุทธรูปดิตเหนียวไม่ หากแต่เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ขนาดใหญ่โตมโหฬาร นักโบราณคดีเชืีอว่าสมัยสงครามไทยเกรงว่าพม่าจะทำลายองค์พระพุทธรูปทองคำจึงได้ช่วยกันเอาดินเหนียวมาห่อหุ้มไว้ แต่พระเหล่านั้นเสียชีวิตในสงครามจึงไม่มีใครบอกเล่าเรืีองราวนี้
เช่นเดียวกับองค์พระพุทธรูปทองคำ เราทุกคนต่างมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่และความยอดเยี่ยมอยู่ในตัวเอง แต่เนื่องจากการต้องต่อสู้กับเรื่องราวมากมายของชีวิต เราจึงมองเห็นแค่ผิวชั้นนอกของชั้นดินที่ห่อหุ้มตัวเราเองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็นทองคำภายในตัวเอง
" Champions are born and then unmade."Converse
แชมเปี้ยนเกิดขึ้นมา แต่ถูกทำให้หลงลืมความยิ่งใหญ่ที่มีของตน
เชืีอหรือไม่ว่า เด็ก ป.6 จะได้ยินคำพูดทำนอง 'อย่าน่ะลูก อย่าทำ อย่าคิดอย่างนั้น หนูทำไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าทำเดี๋ยวคอยดูเถอะ.. อย่า, ไม่, เป็นไปไม่ได้, ไม่ดี, ไม่ถูก,ฯนนน' จนมีคำกล่าวว่า 'เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความเป็นอัจฉริยะ แต่ไม่นานนัก เด็ก 9,999 คนจาก 10,000 คน จะสูญเสียความเป็นอัจฉริยะนั้นไป เมื่อโตขึ้น"
คนเราส่วนใหญ่เชื่อว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงได้ย่อมต้องมีทักษะความสามารถที่พิเศษที่สุด ดร เบนจามิน บลูม ได้ทำการศึกษากับสุดยอดศิลปิน นักกีฬา และนักเรียนทุนกว่า 120 คน เขาสรุปว่าความเชื่ิอเดิมนั้นไม่เป็นจริงแม้แต่น้อย ปัจจัยความสำเร็จมาจากความมุ่งมั่นทุ่มเท มากกว่าการมีพรสววรค์หรือทักษะพิเศษใดที่โดดเด่นกว่าคนอื่น
คนจำนวนมาก เลือกที่จะยอมละทิ้งความฝันของตัวเองไปง่ายๆก่อนที่จะเริ่มพยายามด้วยซ้ำ เพราะความกลัวสารพัดอย่างที่อยู่ในใจเขา กลัวถูกปฏิเสธ กลัวล้มเหลว กลัวคนอื่นมองไม่ดี สุดท้าย้แล้วเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังกลัวที่จะประสบความสำเร็จ ลงท้ายก็ใช้ชีวิตอยู่ไปโดยไม่มีความสุข ได้แต่มองคนอื่นก้าวเข้าสู่เป้าหมายคนแล้วคนเล่า ได้แต่พูดเปรียบเทียบ และโทษว่าคนอื่นๆโชคดี และมีพร้อมมากกว่าตน
คนกลุ่มใหญ่ เลือกที่จะยอมให้ความล้มเหลวในอดีตมาเป็นตัวกำหนดอนาคต และยอมรับง่ายๆว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะทำอะไรก็พลาดก็ล้มเหลวมาโดยตลอด
คนที่ล้มเหลวมักจะหาเหตุผลมารองรับ ว่าอะไรทำให้ตนเองไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ แต่สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมองหาเหตุผลที่จะทำให้สิ่งต่างๆเป็นไปอย่างที่ต้องการ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)