weenalovecookie

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อย่าปฏิเสธตัวเอง


อย่าปฏิเสธตัวเองในทางใดๆเป็นอันขาด: 
มันสำคัญที่จะมองไปยังบุคลิกลักษณะที่คุณสร้างมันขึ้นมา บางทีเหตุผลหนึ่งที่คุณไม่ยอมทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะคุณเป็นลอกเลียนแบบก็ได้ มันไม่ได้ผิดปกติเลยที่โดนถ่วงอยู่กับสิ่งนี้ มันอาจช่วยได้มากกว่าที่จะเข้าใจว่าไม่มีโครงสร้าง ตัวตน ขึ้นมาจากศูนย์หรอก ใครๆก็ต้องทำอย่างเดียวกันทั้งนั้น ถึงแม้คุณอาจสร้างบุคลิกมาจากการลอกเลียนแบบ แต่คุณก็ไม่ใช่ของปลอม ไม่มีใครจับโน่นผสมนี้มาเหมือนคุณเป๊ะได้ อย่าลืมว่าตัวโน๊ตอยู่บนเส้นดนตรีแค่ 12 ตัวเท่านั้น แต่คนจับมาเรียงผสมกันสร้างเพลงเป็นล้านๆเพลง มันอยู่ที่ว่าเขาเอามันมาเรียบเรียงอย่างไร

การเปลี่ยนประสบการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดและความไม่กลมกลืนให้กับคุณนั้น คุณจำเป็นต้องเริ่มจากการเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งว่า คุณจะไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย หากเอาแต่ปฏิเสธส่วนไหนๆของตัวเอง เราหันมาเกลียดตัวเอง เพราะเราวาดภาพที่คิดว่าตัวเองควรจะเป็นเอาไว้ เราจะไม่มีทางดีได้เท่ากับภาพในใจ มโนภาพ แบบอย่าง หรือแนวทางของลักษณะที่เราคิดว่าตัวเองควรจะเป็นได้เลย 


อิสรภาพเริ่มต้นด้วยการยอมรับตัวเอง: 
เรายอมให้อัตตาล่อหลอกให้เราเชื่อว่าตัวเองไม่เอาไหน ไม่ดีพอ ไม่มีค่า ทั้งหมดนี้รวมกัน เป็นการนับถือตัวเองอย่างต่ำเตี้ยและภาพแห่งตนอันย่ำแย่ จนกว่าเราจะตัดสินใจอย่างรู้ตัวว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิด ไม่งั้นเราก็จะนับถือตัวเองแบบต่ำๆ และมองภาพแห่งตนอย่างอเนจอนาถต่อไปเรื่อยๆ สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ ก็คือการยอมรับตัวเอง ซึ่งหมายถึงการรัก ใครที่คุณเป็น และเป็นตัวคุณ เมื่อคุณรักตัวเองแล้ว นั่นแหละ คุณถึงจะเริ่มรักคนอื่นได้

คนจำนวนมากบอกว่าคุณควรจะลืมตัวเอง โดยหันไปรักผู้อื่นก่อน ... ความจริงก็คือ คุณต้องยอมรับตัวเองและความผิดพลาดทั้งหมดของตัวเองเสียก่อน ยอมรับทุกสิ่งที่คุณเรียกว่าบาป ทุกครั้งที่คุณทำตัวงี่เง่า ทุกครั้งที่ทำตัวไม่เหมาะสม ทั้งหมดนั่นเลย คุณต้องยืนต่อหน้าคนทั้งโลกได้โดยไม่หาข้อแก้ตัวใดๆให้กับตัวเอง เมื่อคุณทำอย่างนั้นได้ คุณถึงจะอยู่ในสถานะที่จะรักได้โดยไม่มีเงื่อนไข

คุณมองตัวเองอย่างไร นั่นแหละที่สร้างการกระทำขึ้นมา แล้วการกระทำนี้ก็จะสร้างสภาพแวดล้อมหรือผลลัพธ์ขึ้นมาต่อ เมื่อคุณเอาความมีค่าของตัวเองไปแปะติดกับการบรรลุความสำเร็จหรือการกระทำ นั่นเท่ากับคุณตระเตรียมให้ตัวเองพบกับความผิดหวัง ไม่ว่าคุณจะพยายามหนักหน่วงสักแค่ไหน ใครบางคนก็ต้องคิดว่าคุณใช้ไม่ได้อยู่ดี จงระลึกว่า คุณจะล้มเหลวในสายตาของใครบางคนอยู่เสมอ คุณไม่มีวันชนะใจทุกคนได้หรอก บางครั้งแค่ชนะใจส่วนใหญ่ ก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ดูเอาว่าชีวิตคุณวนเวียนอยู่กับการทำให้คนอื่นยอมรับมากแค่ไหน จากนั้นก็หันมาตระหนักถึงความเป็นจริงที่สำคัญ นั่นคือ คุณจะไม่มีวันได้รับการยอมรับที่คุณแสวงหา คุณทำให้คนทุกคนพอใจกันหมดไม่ได้หรอก ฉะนั้น จงเรียนรู้ที่จะทำให้ตัวเองพอใจและยินดีกับ 'ใครที่คุณเป็น'

เวลาที่คุณเอาแต่เกลียดตัวเองสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำ หรือไม่ได้ทำ หรือเอาแต่เกลียดคนอื่นสำหรับสิ่งที่พวกเขามอบให้คุณ นั่นเท่ากับคุณมุ่งแต่จะตรอมตรม การตรอมตรมเป็นวิธีในการกดตัวเองให้ต่ำกว่าความเป็นจริง มันเป็นหนทางในการโกรธตัวเอง ถ้าคุณเป็นอย่างนี้เข้าจริงๆ ความโกรธ ความตรอมตรม และการขาดความสุขในชีวิตจะมาจากความผิดหวังในตัวเอง ที่ไม่ดีเท่ากับความคาดหวังที่เรามีต่อตนเอง หรือที่คนอื่นมีต่อเรา

เมื่อเราทำได้ไม่ดีเท่ากับที่ตัวเองหรือคนอื่นคาดหวังไว้ หลายคนรู้สึกเกลียดตัวเอง พวกเราส่วนใหญ่จะตำหนิตัวเองบนพื้นฐานของสิ่งที่เรามีหรือไม่มี สิ่งที่เราบรรลุหรือสิ่งที่ไม่บรรลุ เรารู้สึกว่าเมื่อเราเป็นคนล้มเหลว นั่นเท่ากับเราทำให้คนอื่นและตัวเองผิดหวัง เมื่อเราทำไม่ได้ตามความคาดหวังของพ่อแม่ นายจ้าง ศาสนา ธุรกิจ เพื่อนหรือคู่ครอง เราก็จะสรุปว่ามันไม่ดีพอ อาการนี้เรียกอีกอย่างว่า 'การพิพากษาตัวเอง'

เมื่อคุณพิพากษาตัวเอง คุณจะตัดสินตัวเองว่าแย่ และทันทีที่คุณพิพากษาตัวเองสำหรับอะไรที่คุณทำหรือไม่ได้ทำ หรืออะไรที่ไม่ได้ผล หรือสถานการณ์ที่คุณทำให้คนอื่นผิดหวัง คุณก็จะรู้สึกแย่ การตำหนิเช่นนี้ก็รังแต่จะทำลายความนับถือตัวเองที่คุณมีอยู่เพียงน้อยนิดอยู่้วให้หมดไป มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย มีแต่จะทำลายอย่างเดียว

มันจริงที่พวกเราแต่ละคนต่างก็มีอะไรๆ ในชีวิตที่เราเสียใจ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องเลิกหมกหมุ่นอยู่กับความเสียใจ แล้วเดินหน้าต่อไป เราต้อง 'เรียนรู้บทเรียนที่ได้รับ' แล้วก็โยนประสบการณ์แห่งความเสียใจนั้นทิ้งไป
เราไม่มีวันจะช่วยใครได้หรอก ตราบใดที่เราต่อต้านตัวเองอยู่ การต่อต้านคนอื่นก็คือการต่อต้านตัวเอง นี่คือความจริงแท้เชิงจิตวิญญาณและจิตวิทยา เรืีองที่เลวร้ายที่สุดที่เราจะทำได้คือ การว่าคนอื่น การกดคนอื่นไว้และพรากความมีชีวิตชีวาของพวกเขาไปคือ หนึ่งในพฤติกรรมที่เป็นลบและทำลายตัวเองที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะทำได้

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

www.weenalovecookie.blogspot.com: ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ

www.weenalovecookie.blogspot.com: ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ: ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ:  ถ้าอยากควบคุมชีวิตตัวเอง สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจโดยพื้นฐานเสียก่อนว่า คุณเป็นใคร ภาพแห่งตน(self- image) ซึ่งเป็นภ...

ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ

ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ: 
ถ้าอยากควบคุมชีวิตตัวเอง สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจโดยพื้นฐานเสียก่อนว่า คุณเป็นใคร ภาพแห่งตน(self- image) ซึ่งเป็นภาพของตัวเองที่เรามีอยู่ในใจ จะกลายเป็นกุญแจที่นำไปสู่ชีวิตของเรา การกระทำ ความรู้สึก และพฤติกรรมทั้งหมด แม้แต่ความสามารถของเรานั้น ล้วนสอดคล้องกับภาพนี้ที่ก่อขึ้นมาทั้งสิ้น จริงๆแล้ว เราทำตัวตามแบบ 'คนที่เราคิดว่าเราเป็น'เลยทีเดียว สิ่งที่เราต้องรู้คือ ตราบใดที่เรามีภาพนั้นอยู่ในใจ ไม่ว่าพลังใจ ความพยายาม ความมุ่งมั่น หรือความทุ่มเทสักเท่าไหร่ ก็ไม่อาจทำให้เรา 'เป็นแบบอื่น'ไปได้ เพราะเราจะทำตัวในแบบที่ 'เรามองตัวเอง'อยู่เสมอ การจะเป็นแบบอื่นให้ได้นั้น เราต้องดูเสียก่อนว่าเราสร้างภาพแห่งตัวตนขึ้นมาได้อย่างไร

พิมพ์เขียวในใจเรา
นับตั้งแต่เกิดมา เราจะสั่งสมไอเดียนับร้อยเกี่ยวกับตัวเองเอาไว้ ว่าเรานั้นดี หรือไม่ดี ฉลาดหรือโง่ มั่นใจหรือหวาดกลัว
ด้วยการย้ำไปย้ำมาอยู่บ่อยๆ ลักษณะเฉพาะที่บ่อยครั้งก็เป็นของปลอม ก็จะแข็งแกร่งขึ้นจนกลายเป็นภาพแห่งตน ภาพแห่งตนนี้จะยอมให้เราสุขสันต์และประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็กดขี่ขีวิตเราไปเลย ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ หากภายในตัวเรานั้นมีพิมพ์เขียวทางใจอยู่ มันเป็นภาพของการที่เราคิดว่าตัวเองเป็นยังไงบ้าง พิมพ์เขียวนี้จะตรงเป๊ะและสมบูรณ์สุดๆ ไปจนถึงรายละเอียดอย่างสุดท้ายนั่นเลย ภาพรวบยอดหรือพิมพ์เขียวนี้ก็คือ ภาพแห่งตัวตนของเรา อย่างไรก็ตาม พิมพ์เขียวนี้ก็ไม่ใช่ 'ใครที่เราเป็น' แต่เป็นคนที่เรา 'คิดว่า เราเป็น'ต่างหากล่ะ

สถานการณ์หรือสภาวะ ที่ก่อภาพแห่งตนขึ้นมานั้นอาจจะผิดไปสุดๆหรือถูกหาว่าย่ำแย่เกินจริง อต่สำหรับเรา มันกลับเป็นความจริง ส่วนใหญ่แล้ว เราจะหวนคิดอย่างรู้ตัวไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราไปเอาข้อมูลนี้มาได้ยังไงหรือไปเอามาจากไหน เราแค่ใช้ชีวิตไปราวกับว่ามันเป็นความจริง และแม้ว่ามันจะไม่เป็นความจริง เราก็ยังอุตส่าห์เชื่ออยู่ดีว่า 'มันจริง'

'ใครที่คุณเป็น และ อะไรที่คุณทำ นั้นไม่เหมือนกัน'
เราต้องเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง 'ใครที่เราเป็น' กับ 'อะไรที่เราทำ' ใครที่เราเป็น จะไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ แต่อะไรที่เราทำ นั้นไม่ได้ไร้ที่ติเสมอไป ช่องว่างระหว่าง 'ใครที่เราเป็น' กับ 'อะไรที่เราทำ' สร้างขึ้นมาจากความไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้ว่าตัวเองไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ สิ่งที่ตามมาก็คือ การกระทำย่อมต้องน้อยกว่าความสมบูรณ์แบบ


อีโก้ของคุณกำลังพยายามล่อหลอกคุณอยู่:
รู้มั๊ยว่าอีโก้ มันไม่ได้อยากให้คุณ 'ดูตัวเองให้ดี' มันอยากให้คุณดูตัวเอง 'ให้แย่'ต่างหาก มันอยากให้คุณหาว่าตัวเองเป็นทุกอย่าง ที่คุณไม่ได้เป็น มันอยากให้คุณหาว่าตัวเองเป็นเหมือนการกระทำ แล้วก็รู้สึกผิด มันอยากให้คุณตำหนิ ประณาม และโทษตัวเอง ที่ไม่ดีเท่ากับภาพที่วาดไว้และความคาดหวังของคุณเอง รวมทั้งของคนอื่นๆ คุณต้องตระหนักว่าอีโก้ของคุณกำลังพยายามหลอกคุณอยู่ นี่ไม่ใช่ความจริงแท้ของตัวคุณเลย

วิธีที่จะหลุดจากสภาพนี้ได้ก็คือ การยืนกรานถึงความดีเลิศไร้ที่ติของตัวเอง อีโก้ไม่ชอบยืนกรานความไร้ที่ติของคุณ มันชอบที่จะ ไม่ยืนกรานความไร้ที่ติต่างหาก ขั้นตอนแรกและขั้นที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ ไม่ว่าคุณอยากจะเป็น อยากจะทำ หรืออยากจะมีอะไร คือ การตระหนักถึงความสมบูรณ์แบบของตัวเอง บนพื้นฐานของความจริงแท้เกี่ยวกับตัวคุณ ที่ส่าคุณนั้นพร้อมมูล สมบูรณ์ และไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ


การปรับอีโก้ให้เป็นกลาง:
วิธีการปรับอีโก้ให้เป็นกลาง ก็คือ การรักตัวเองอย่างไร้เงื่อนไข การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องการทำให้อีโก้ของคุณเหลิงหรอก อันที่จริง การรักตัวเองจะปรับอีโก้ของคุณให้เป็นกลาง เพราะงานของอีโก้ไม่ใช่การรักตัวเองนั่นเอง

เราต้องเข้าใจว่าชีวิตคือความสำนึกรู้ นี่หมายความว่าสิ่งที่เราทึกทักว่า 'จริง'จะกลายเป็นจริงสำหรับเรา อะไรก็ตามที่เราสำนึกรู้ เราจะ'ประสบ'กับมันจริงๆ หลักคิดก็คือ เราจะได้เจอกับสิ่งที่เราเชื่ออย่างล้ำลึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆในชีวิต คำกล่าวนี้สำคัญมาก 'เราจะได้เจอ กับสิ่งที่เราเชื่ออย่างล้ำลึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆในชีวิต' ถ้ารูปแบบความคิดของเราบอกว่า 'ฉันไม่มีปัญญามีสิ่งนั้นได้หรอก ฉันไม่คู่ควรกับสิ่งนั้นหรอก ฉันเป็นคนไม่ดีหรอก' และอื่นๆอีกมากมาย นั่นเท่ากับเราสร้างสภาวะที่สอดคล้องกับแนวคิดที่เลวร้าย ขาดแคลน และมีขีดจำกัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าเราไม่อาจยอมรับตัวเองได้ ไม่อาจยอมรับได้ว่าเราคู่ควรกับสิ่งดีๆ งั้นเราก็ไม่สามารถยอมรับได้ว่า คนอื่นมีค่าและคู่ควร ด้วยเหตุนี้ เราจึงเอาแต่ตำหนิคนอื่น
ทางออกก็คือ การพัฒนาความรักอันไร้เงื่อนที่มีต่อตัวเองและคนอื่นๆขึ้นมา นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เรามีวันเป็นอิสระได้ เราต้องยอมรับตัวเองอย่างเต็มหัวใจ แล้วก็ตามด้วยการยอมรับคนอื่น โดยที่รู้ว่าในเมื่อตัวเราไร้ที่ติทางจิตวิญญาณ คนอื่นก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน