weenalovecookie

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

จุดประสงค์ของบรรดาครูผู้ยิ่งใหญ่ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นแห่งกาลเวลาคือ การทำให้เราตาสว่างกับความจริงที่ว่า เราเป็นคนสร้างสภาพความเป็นจริงของตัวเอง ที่สำคัญยิ่งไปกว่าคือ พวกเขาสอนว่า เราเป็นต้นเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี เรื่องแย่ หรือเรื่องแย่สุดๆ

ถ้าเราเชื่อว่าใครบางคน หรืออะไรบางอย่างที่อยู่นอกตัวเรา คือ ต้นเหตุของปัญหา เราก็จะมองออกไปนอกตัวเพืีอหาทางออกอยู่เสมอ การจะค้นพบคำตอบที่แท้จริงสำหรับปัญหาที่เผชิญอยู่นั้น เราจะต้องเริ่มด้วยการมองตัวเองในแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้เราเห็นผู้คนและเหตุการณ์ในแบบใหม่ โลกภายนอกคือโลกจำลองโลกภายในของเราในหลายๆแง่ คุณต้องตระหนักเช่นนี้ให้ได้ ถ้าเราไม่ใส่ใจกับสิ่งนี้ มันจะไม่มีความมุ่งมั่น ความกล้า ไม่มีปณิธานใดๆ ไม่มีแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้นใดๆที่จะแก้ปัญหาของเราได้ ถ้าเรามัวแต่มองหาคำตอบจากข้างนอก

ความคิดกำหนดอำนาจ: ความคิดของเราก่อให้เกิดผลลัพธ์ในชีวิต หรือพูดอีกอย่างว่า มันจะเกิดขึ้นกับคุณอย่างที่คุณเชื่อ ไม่ใช่อย่างที่คุณต้องการ แต่เป็นอย่างที่คุณเชื่อ 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างลิบลับ เวลาที่คุณคิดจักรวาลจะขยับเขยื้อน นั่นหมายความว่าเมื่อคุณส่งไอเดียบางอย่างออกไปสู่จักรวาล ผู้คน สถานที่ และสิ่งต่างๆนั้นก็จะมาสู่ชีวิตคุณ เพื่อเติมเต็มไอเดียนั้น เวลาที่เราคิด นั่นเท่ากับเราได้ทำให้สิ่งต่างๆบังเกิดขึ้น

ตัวตนที่มีสติปัญญาของคุณจะรู้อยู่เสมอว่า อะไรดีที่สุดสำหรับคุณ ทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือ การยืนยันสิทธิว่าคุณต้องการอะไรที่ดีกว่าสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้ จงตระหนักว่า ความก้าวหน้าไม่เกิดขึ้นหรอก หากปราศจากความไม่พอใจ ถึงแม้การอยู่กับปัจจุบันและยอมรับ สิ่งที่เป็นอยู่ จะมีความสำคัญ แต่มันก็สำคัญไม่แพ้กันที่เราจะเจริญก้าวหน้าจากจุดที่เราอยู่

จงศึกษาความไม่พอใจของคุณให้ถี่ถ้วนมากๆ เพราะมันจะบอกถึงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณ ชีวิตของคุณคือผืนผ้าใบที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คุณจะวาดอะไรลงไปบนนั้นบ้าง คุณจะแต่งแต้มความขาดแคลนและข้อจำกัดลงไปหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ผืนผ้าใบของคุณก็จะสะท้อนภาพของความขาดแคลนและข้อจำกัดออกมา

เข้าใจกฏของชีวิต: จงเข้าใจว่าถ้าชีวิตของคุณไม่เป็นไปในแบบที่คุณต้องการ มันก็เป็นเพราะว่าคุณยอมรับความเชื่อผิดๆ ที่กีดกันคุณจากการเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเป็นได้ โชคร้ายตรงที่คนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้รู้สึกว่าตัวเองติดขัด เมื่อเรามองโลกแล้วเห็นความทรมาน ความทุกข์ระทม และความลำบากยากแค้น เมื่อเราเห็นคนที่มีเจตนาดีตั้งมากมายอยู่อย่างลำเค็ญ เราเห็นผู้คนพากันท้อถอย โดยเชื่อว่าพวกเขาต้องฉกชิงจากคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งอะไรก็ตามแต่ เราแทบไม่มองเข้ามาภายในตัวเองเพื่อค้นหาคำตอบสำหรับความสับสนนี้ แทบไม่มีใครพยายามหาอย่างแท้จริงว่าอะไรคือกฏของชีวิตบ้าง ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเราไม่รู้เรืีองราวเกี่ยวกับตัวเองและชีวิต เราจึงทะเลาะ ต่อสู้ และดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แล้วมันก็ลงเอยด้วยการไม่ได้ผลอยู่ดี

มองออกมั๊ย ชีวิตเป็นเกมอย่างหนึ่ง คนบางคนเล่นเกมแห่งความกระเสือกกระสนทุรนทุราย บางคนก็เล่นเกมแห่งความป่วยไข้ บางคนก็เล่นเกมแห่งความยากจนเข็ญใจ บางคนก็เล่นเกมการเป็นฝ่ายถูกตลอดศก บางคนก็เล่นเกมที่เอาแต่มาสาย แต่บางคนก็่นเกมแห่งความสุขสันต์ มั่งคั่งล้นหลาม สมบูรณ์แข็งแรง มันช่วยได้มากที่จะเข้าใจว่าคนแต่ละคนก็เล่นเกมที่เขาหรือเธอสร้างขึ้นมา และไม่มีเกมไหนที่ดีกว่าเกมไหนเสมอไป ถ้าเกมนั้นไม่ทำให้เราได้อะไรดีขึ้นมา เราก็ิกเล่นเสียซิ

มองชีวิตคุณซิ พยายามมองหาความพอใจแบบลับๆ ที่คุณได้จากการที่ไม่ได้กุมบังเหียนชีวิตตัวเองอย่างเต็มร้อย คำตอบอยู่ที่สิ่งที่ตอบแทนกลับมาหรือมูลค่าที่ได้รับกลับมา เช่น ถ้าคุณเล่นเกมคนอ่อนแอ คนอื่นก็จำเป็นต้องรักคุณ ดูปกป้องคุณ มันเป็นสุดยอดวิธีในการได้รับความสนใจ ถ้าคุณเล่นเกมที่คุณตัดสินใจไม่ถูกอยู่ตลอดเวลา โดย่อยให้คนอื่นตัดสินใจให้ร่ำไป นั่นเท่ากับคุณกันตัวเองจากการโดนกล่าวโทษ ถ้าเกิดมันพลาดขึ้นมาอีกอย่างก็คือ ถ้าคุณเต็มใจที่จะถูกมัดมือไพล่หลัง แล้วก็คาดหวังให้คนอื่นดูแลคุณ จริงๆแล้ว การเล่นบททำอะไรไม่ถูกก็คือการที่คุณควบคุมคนอื่นนั่นแหละ อำนาจของคนที่ไร้อำนาจนั้นมหาศาลบานตะไท พวกเขาเก่งในการทำให้คนอื่นเล่นบทที่พวกเขาเขียนให้

ถ้าคุณพบกับความเจ็บไข้ ก็แค่มองไปที่มัน อย่าไปว่าตัวเอง แค่บอกปล่อยให้มันบอกอะไรบางอย่างกับคุณ จงรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายคุณ มันมีจุดเริ่มต้นที่จิตใจทั้งสิ้น ความเจ็บป่วยก็คือปฏิกิริยาที่มีต่อจิตใจนั่นเอง เนื่องจากร่างกายของคุณเป็นกลไกสะท้อนกลับของจิตใจ มันจึงบอกให้คุณรู้อยู่เสมอว่าเกิดอะไรขึ้น ในสำนึกของคุณและในระดับอารมณ์ ปล่อยให้ร่างกายเป็นอาจารย์ให้คุณแล้วกัน