สิ่งที่ทุกคนต้องการในชีวิตก็คือ การรู้สึกดี มันเรียบๆง่ายๆแค่นี้เอง ความรู้สึกนี้เองที่เราพากันไขว้คว้า เรามีแนวโน้มที่จะแสวงหาสิ่งต่างๆเพืีอให้ได้มาซึ่งความรู้สึกนี้ สิ่งของภายนอกหรือเหตุการณ์ต่างๆเป็นแค่ข้ออ้างในการเล่นเกมเท่านั้น แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่หรรษาสุดๆ อะไรคือสิ่งที่ฉันสำเริงสำราญเมื่อได้ทำ นี่แหละคือคำถามที่เป็นกุญแจเบิกทาง เมื่อรู้คำตอบแล้ว การไต่ไปให้ถึงเป้าหมายก็เป็นเรื่องง่ายดาย
เวลาที่เรามีจุดมุ่งหมาย คือ ทำในสิ่งที่เรารักที่จะทำ เราจะดึงดูดผู้คนและสถานการณ์ที่เราต้องการเพื่อบรรลุเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายเข้ามาเอง
เมื่อคุณใช้เครื่องมือต่างๆอย่างมีสติรู้ตัว โดยเครื่องมือเหล่านั้นได้แก่ การคุยกับตัวเองและการวาดภาพในใจ นั่นเท่ากับคุณได้จงใจรวนระบบเก่าของตัวเอง จงเข้าใจว่าคุณจะถูกผลักดันอย่างรุนแรง แทบจะอย่างหมกหมุ่นให้เข้าหาอะไรก็ตามที่คุณยืนกรานและวาดภาพไว้ ถ้าคุณใช้แนวคิดนี้กับด้านเพียงด้านเดียวในชีวิต คุณก็จะหมกหมุ่นกับมันไปเลย การตั้งเป้าหมายไว้อย่างสมดุล โดยให้มันมีสัดส่วนเท่ากันในทุกๆด้าน คือกุญแจสำคัญ เพืีอที่คุณจะได้ไม่ขโมยส่วนหนึ่งของชีวิต ไปเติมเต็มีกส่วนหนึ่ง
จงเริ่มด้วยการรู้ว่าคุณอยากไปที่ไหน แล้วหันมาคุยกับตัวเองใรเรื่องนั้น การคุยกับตัวเองบวกกับการวาดภาพในเชิงก่อ สองอย่างนี้คือเครืีองมือที่ทรงพลังที่สุดที่คุณจะ้กระโจนจากจุดที่ยืนอยู่ในตอนนี้ ไปสู่จุดที่อยากจะไปได้สำเร็จ
" เชื่อ คือ เห็นล่วงหน้า"
การรับรู้ว่า ต้องเห็นก่อน จะจำกัดความสำเร็จ คนที่ต้องเห็นเสียก่อน จึงจะเชื่อได้ หรือมีการตอบรับกลับมาเป็นชิ้นเป็นอันเสียก่อน ถึงจะยอมเสี่ยง คนเหล่านี้จะพบว่าการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอะไรที่ยากเหลือแสน ชีวิตส่วนใหญ่ของพวกเขาจะหมดไปกับการรอคอยให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้น แทนที่จะลงมือทำให้มันเกิดขึ้น
เราจะกระตุ้นพลังงานและแรงผลักดันในเชิงสร้าง ที่เป็นสัดส่วนที่ผันตรงต่อความสามารถของเราในการใช้จินตนาการ อย่างไรก็ตาม การใข้จินตนาการขงเราก็ถูกจำกัดด้วยการรับรู้ของเราเกี่ยวกับความเป็นจริงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เราทุกคนล้วนมีขีดจำกัดในการรับรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงทั้งสิ้น แต่่เราสามารถขยายการตระหนักรู้ของเราถึงความจริงนี้ให้มากขึ้นได้ เราไม่ได้ถูกจำกัดโดยสภาพความเป็นจริง นอกจากเราเลือกที่จะโดนจำกัดเสียเอง การจะเปลี่ยรแปลงเรื่องนี้ได้ เราต้องเต็มใจที่จะดูให้ดีว่าการรับรู้ถึงความเป็นจริงของเรานั้น ถูกจำกัดหรือบิดเบือนไปบ้างหรือเปล่า
ไม่มีคนสองคนไหนที่จะรับทราบหรือรับรู้สภาพความเป็นจริงเหมือนกันเปี๊ยบหรอก นี่ก่อให้เกิดลักษณะพิเศษขึ้นในคนแต่ละคน ถึงแม้เราจะมองโลกใบเดียวกัน แต่เราก็ตีความสิ่งที่เห็นแตกต่างกัน การรับรู้ของเราถูกจำกัดแค่ไหน นิสัย ความคิด และการกระทำของเราก็จะถูกจำกัดแค่นั้นด้วย การรับรู้ของเรานั้นเป็นแค่การผสมกันของประสบการณ์ทั้งหมด ภาพฝังใจ และทัศนคติที่เราสั่งสมมาตั้งแต่เกิด การรับทราบของเราจะรวมกันได้เป็นประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดของเรา การรับทราบของเรา คือสิ่งที่กำหนดความชัดเจนของเราในการรับรู้ และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตตัวเอง
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนถูกกลั่นกรองผ่านการรับรู้ของเรา จากนั้นเราก็จะทำไปตามระดับของการรับทราบ ณ ขณะนั้น ถ้าการรับรู้มันผิด การกระทำของเราก็จะพลอยผิดไปด้วย ฉะนั้นสิ่งที่เรารู้จริงๆ จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราตกที่นั่งลำบาก แต่เป็นสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองรู้ ทั้งที่รู้ไม่จริงต่างหากที่ทำให้เราแย่
หนึ่งในความเข้าใจผิดๆของคนส่วนใหญ่ในเรื่องของการรับทราบก็คือ 'ต้องเห็นก่อน ถึงจะเชื่อได้'. แต่ความจริงก็คือ เพียงเพราะว่าเรามองไม่เห็นมัน ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่อยู่ตรงนั้นสักหน่อย เหตุผลที่เรามองไม่เห็นโอกาสหรือทางออกไม่ได้เป็นเพราะว่ามันไม่มีอยู่หรอก แต่เป็นเพราะเราไม่ได้กำหนดว่าตัวเองกำลังมองหาอะไรจริงๆมากกว่า แทนที่จะรอให้เห็นก่อนถึงจะเชื่อได้ เราต้องตั้งเป้าหมายก่อน สมองและจิตใจของเราซึ่งทำงานร่วมกันก็จะทำตัวเป็นเครื่องมือกลั่นกรองตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด
คุณกำลังมองหาอะไรอยู่
สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือถามว่า 'อะไรคือสิ่งที่ มีค่าสำหรับฉัน อะไรที่สำคัญหรือมีค่าสำหรับฉัน ฉันมองหาอะไรอยู่ อะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการ อะไรคือผลลัพธ์ในบั้นปลายที่ฉันต้องการ คำถามเหล่านี้รวมทั้งคำตอบของมัน นับว่ามีบทบาทที่สำคัญมากต่อความสำเร็จของคุณ ผลกระทบระหว่างกันของสมองหรือฮาร์ดแวร์ และจิตใจหรือซอฟแวร์ จะไม่เกื้อหนุนให้คุณบรรลุเป้าหมายจนกว่ามันจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ ข้อมูลต่างๆจะไม่ผ่านเข้าไปนอกจากคุณจะตอบคำถามนี้ๆได้เสียก่อน 'ฉันต้องการอะไร'
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ภาพในใจของตัวเอง
เราเคลื่อนเข้าหาสิ่งที่เราวาดภาพไว้ในใจ:
เราเดินหน้าเข้าหาสิ่งที่เราวาดภาพเอาไว้ เราได้สร้างสิ่งที่เรายึดถือไว้ในฐานะภาพวาดในใจทั้งทางกาย อารมณ์ และจิตใจ ผ่านทางกิจกรรมและความเคลื่อนไหวกับสิ่งที่เราเชื่อและวาดภาพไว้ ไม่ว่าภาพนั้นจะดีสำหรับเราหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่เรายึดเหนี่ยวภาพนั้นเอาไว้ เราก็จะถูกดูดไปหามัน เราควบคุมภาพในใจผ่านทางการคุยกับตัวเองแบบที่มีการกำกับนั่นเอง
เราสามารถวาดภาพว่าตัวเองมีพฤติกรรมใหม่ได้ ถึงแม้ในตอนนี้มันอาจจะตรงข้ามกับพฤติกรรมหรือการกระทำของเราก็ตาม จำไว้ว่าความคิดจะต้องมาก่อนการกระทำ อย่ากังวลเรื่องการกระทำของตัวเอง ห่วงแต่การคุยกับตัวเองและวาดภาพในใจก็พอ ดูให้แน่ใจว่ามันถูกควบคุมให้นำมาซึ่งผลลัพธ์ในบั้นปลายที่คุณปรารถนา เมื่อภาพนั้นในใจเปลี่ยนไป ผลงานการปฏิบัติของคุณก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย
กลไกการสร้างของจิตใต้สำนึกนั้นรู้ดีว่าเราอยู่ตรงไหนในกาลและอวกาศ ในแง่ของความสัมพันธ์กับเป้าหมาย ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ของจุดที่เราอยู่ในตอนนี้กับผลลัพธ์ในบั้นปลายที่เราพยายามบรรลุ ถ้าเราออกนอกลู่นอกทาง ผลสะท้อนที่เป็นลบก็จะกระตุ้นให้เราอยู่ในลู่ทาง นี่จะปลุกเร้าพลังงานสร้างสรรค์และผลักดันให้มีการดึงดูดผู้คน สิ่งของ หนังสือใหม่ๆ การสัมมนา หรืออะไรอื่นที่เราต้องการเพื่อสร้างภาพในใจให้เป็นจริง แต่ยังไงๆภาพก็ต้องมาก่อนเสมอ เราจะเริ่มโดยไม่มีภาพในใจไม่ได้
กลไกการสร้างของจิตใต้สำนึกจะมอบเทคนิคอันทรงพลังให้แก่เรา เพื่อใช้ความสามารถในการสร้างให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากเราเคลื่อนเข้าหาสิ่งที่เราวาดไว้ในใจ มันจึงสำคัญที่เราจะควบคุมสิ่งที่เราวาดภาพไว้ เป้าหมายจะต้องชัดเจนและกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง เราไล่ตามอะไรอยู่ มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าคุณบรรยายมันไม่ได้ คุณก็ไม่มีทางจะได้มันมา
การบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะก่อให้เกิดความล้มเหลว:
หนึ่งในกับดักใหญ่ยักษ์ที่สุดที่เราหล่นโคร่มลงไปก็คือ การบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างการพยายามดัดนิสัยตัวเอง โดยบอกว่า 'ฉันต้องทำอย่างนี้''ฉันต้องลดน้ำหนัก' 'ฉันต้องทำงานให้หนักขึ้น การผลักดันแบบสุดๆเช่นนี้ ก็คือการที่จิตใต้สำนึกทำงานต่อต้านผลลัพธ์บั้นปลายดีๆนี่เอง
เมื่อไหร่ที่คุณบอกตัวเองว่าคุณ 'ต้อง'ทำอะไรบางอย่าง จิตใต้สำนึกของคุณจะมีหน้าที่ในการบอกว่า ''ไม่ อย่านะ' 'เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย' 'ฉันจะพาเธอไปให้พ้นเรื่องนี้เอง' แล้วคุณก็จะค้นพบวิธีที่จะไม่ทำสิ่งนั้น โดยหลีกเลี่ยงที่จะสร้าง การผัดวันประกันพรุ่ง หรือหนทางใดๆที่เป็นไปได้ เวลาที่คุณบอกว่าจะต้อง นั่นเท่ากับคุณบอกว่า 'ฉันต้องทำ แต่ถ้าทำตามใจฉันได้ ฉันก็อยากจะทำอย่างอื่นมากกว่า' ยิ่งคุณพยายามทำอะไรอย่างหนักหน่วงเท่าไร คุณก็ยิ่งต่อต้านกลไกการสร้างตามธรรมชาติของจิตใต้สำนึกมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อเราตระหนักได้ว่าเราทำได้ เราจะเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง หรืออยากเปลี่ยนแปลง เพราะมันเป็นไอเดียของเราที่อยากให้ตัวเองเป็นแบบนั้น ที่นี้เราก็จะมีอำนาจอยู่ถ้วนทั่ว ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะถอดใจ เมื่อคิดได้ว่าเราเป็นคนที่สร้างอะไรๆขึ้นมาด้วยตัวเอง ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว และคิดได้ว่าความสำเร็จและล้มเหลวอยู่ในกำมือ เราก็จะเลิกพูดว่า 'ฉันต้อง' แต่หันมาพูดว่า 'ฉันเลือกที่จะ" แทน เราสามารถเป็นเหมือนกับมโนภาพบอกว่าเราเป็นได้ จากนั้นก็เดินหน้าในเชิงสร้างไปสู่ผลลัพธ์บั้นปลายด้วยพลังงานและแรงผลักดันที่ทั้งตื่นเต้นและดึงดูด
จงระลึกไว้ว่าคำพูดของคุณคือกฎ:
เมื่อคุณเชื่อใจในสัญญาที่ให้กับตัวเองและคนอื่นได้แล้ว คุณก็จะกลายเป็นคนที่ทรงอำนาจ เราจะแข็งแรงได้เท่ากับถ้อยคำของเราที่แข็งแรงเท่านั้นแหละ ถ้าคุณสัญญาอะไรไว้ คุณก็ต้องทำตามนั้นให้ได้ เพราะทุกครั้งที่คุณไม่รักษาคำพูด คุณจะสูญเสียอำนาจไป
นี่ไม่ใช่แค่คำพูดที่คุณให้กับคนอื่นเท่านั้น เพราะคุณสามารถแก้ตัวได้ แต่มันยังรวมถึงคำพูดที่คุณให้กับตัวเอง เวลาคุณบอกว่าคุณตั้งใจจะทำอะไรอีกด้วย เมื่อคุณสัญญากับตัวเอง คุณจะรู้ตัวว่สคุณเชื่อถือตัวเองได้ ด้วยอำนาจนั้น ความรู้สึกนั้น ความเชื่อนั้น ก็แทบไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้เลย เพราะคุณรู้ว่าคุณทำให้อะไรๆเกิดขึ้นได้นั่นเอง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)