ภาพแห่งตน คือ กุญแจสู่บุคลิกภาพและพฤติกรรมของมนุษย์ ภาพแห่งตนกำหนดเส้นอาณาเขตแห่งความสัมฤทธิ์ผลของแต่ละบุคคล มันกำหนดว่าคถณสามารถและไม่สามารถในเรื่องอะไร ขยายภาพแห่งตนแล้วคุณจะขยายพื้นที่ความเป็นไปได้ การพัฒนาภาพแห่งตนที่เหมาะสมและเป็นจริง ดูจะทำให้แต่ละบุคคลชุ่มโชกไปด้วยขีดความสามารถใหม่ๆ ความสามารถซ่อนเร้นใหม่ และเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นความสำเร็จได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ 'ดร. แม็กซ์เวล มอล์ซ ศัลยแพทย์ชื่อก้องโลก จากหนังสือของเขา Psycho-Cybernetics
บางครั้งบางคราวในชีวิตเป็นระยะๆ คุณจำเป็นต้องถอยหลังกลับมาเล็กน้อย เพื่อมองดูโลกอย่างที่มันเป็นในบริบทที่แตกต่างออกไป การเริ่มที่ดีก็คือให้ซาบซึ้งว่ามีความสุขอยู่ทุกหนแห่งทั่วไป มันสามารถถูกพบได้ในใบหน้าของเพื่อนๆ และคนที่คุณรักทั้งหลาย เสียงหัวเราะจากเด็กๆ คลื่นทะเล และเมฆบนท้องฟ้า มันอยู่ในต้นหญ้า ดอกไม้และต้นไม้ มันอยู่รอบๆตัวคุณนั่นแหละ แต่การที่จะได้มัน แรกเริ่ม คุณต้อง 'มองเห็นมัน' ในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเสียก่อน
ทุกสิ่งในชีวิตล้วนมาจากทัศนคติทั้งสิ้น ด้วยความเชื่อของคุณเกี่ยวกับตัวคุณเอง ก่อภาพแห่งตนของคุณขึ้นมา และภาพแห่งตนของคุณนั่นเอง ที่กำหนดระดับความนับถือตนเองของคุณ ระดับความนับถือตนเองของคุณจะกำหนดทุกสิ่งที่เหลือ
ไม่มีการตัดสินที่คุณจะมอบให้ซึ่งมีความหมายสำคัญยิ่งไปกว่า การตัดสินที่คุณมีต่อตนเอง ไม่มีปัจจัยหนึ่งใดที่มีความรับผิดชอบต่อเส้นทางที่คุณเลือกเดินมากไปกว่านั้น การยอมรับตนเองเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตส่วนตัว และการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อคุณทั้งปวง มันให้ความกล้าหาญและความทุ่มเทที่จะก้าวออกไปอยู่หน้าฝูงชน และเป็นคนที่มีตัวตน นั่นคือ ทุกสิ่งที่คุณเกิดมาเป็น
'คนหนึ่งคน กับ ความเชื่อของเขา
เท่ากับแรงของคน เก้าสิบเก้าคน ที่มีเพียงความสนใจ'
จอห์น สจ๊วต มิล์ส
ความกลัวหลัก 2 ประการที่คนส่วนมากมี คือ ความกลัวความล้มเหลว และความกลัวถูกปฏิเสธ ทั้งคู่เป็นผลลัพท์ที่มาจากความนับถือตนเองต่ำที่นำติดตัวมาจากประสบการณ์ลบ หรือที่ทรมานใจในสมัยเด็ก ความกลัวสองประการนี้ กำลังเป็นตัวแทนของการตอบสนองทางอารมณ์ที่เรียนรู้เข้ามาในตัว ที่ฉุดรั้งคนจำนวนมากเอาไว้ไม่ให้บรรลุศักยภาพเต็มของตนเองมากกว่าบุคลิกภาพมนุษย์ในแง่อื่น
ความผิดพลาดที่มีเหมือนๆกันประการหนึ่งที่พ่อแม่ทั้งหลายคนทำ คือ ใช้การวิจารณ์ ในทางทำลาย และลงโทษลูกๆของตัวเองตามอำเภอใจ สิ่งนี้ส่งข่าวสารไปยังลูกคนหนึ่งถึงคุณค่าในตัวของเขา เมืีอการกระทำของพ่อแม่ ในการวิจารณ์ ข่มขู่ และลงโทษลูกตามอำเภอใจเกิดซ้ำๆ เด็กก็จะเกิดความไม่สบายทางอารมณ์หรือแม้กระทั่งบาดเจ็บทางอารมณ์ ซึ่งสามารถทำให้เขามีความบกพร่องไปตลอดชีวิตได้เลย การปฏิบัติเช่นนี้ปล้นความเป็นปัจเจกชนของเขา สูบความเข้มแข็งภายในของเขาไปอย่างรวดเร็ว และทำให้โอกาสของเด็กที่จะสามารถเข้าถึงศักยภาพเต็มของเขาน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเด็กๆที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างการวิจารณ์ในสิ่งที่เป็นจริงกับไม่จริงในตอนอายุยังน้อย และพวกเขาก็เติบโตขึ้นด้วยรูปแบบนิสัยทางความคิดเชิงลบ เมืีอใดก็ตามที่มีความท้าทายหรือโอกาสใหม่เข้ามาในชีวิต พวกเขาก็จะบทที่พูดกับตัวเองว่า 'ฉันทำไม่ได้หรอก, ฉันไม่สามารถ, สิ่งนั้น.. สำหรับฉัน มันเป็นไปไม่ได้หรอก' ความกลัวความล้มเหลวนี้ เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งต่อความสำเร็จที่ผู้ใหญ่ส่วนมากเผชิญในชีวิต
ความผิดพลาดอีกอย่างที่พ่อแม่หลายคนทำ คือ ให้ความรักที่มีข้อแม้แก่ลูกๆของตน เช่น การหยุดความรักเอาไว้ หรือ ขมขู่ที่จะหยุดให้ความรัก เพื่อเป็นวิธีที่จะควบคุมพฤติกรรมเด็ก บ่อยครั้งที่พ่อแม่ไม่ตระหนักว่าพวกเขาสามารถทำลายจิตใจของลูกๆตน บางครั้งก็อาจถาวรตลอดไป ด้วยการเรียกร้องให้เชื่อฟังและทำตามเพื่อแลกเปลี่ยนกับการแสดงความรัก เด็กๆต้องการความรักมากเสียจนกระทั่ง พวกเขาจะยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้มัน หากเขาได้รับเพียงความรักที่มีข้อแม้ เด็กก็จะเสียความบริสุทธิ์ของจิตใจ ความคิดที่เป็นธรราติและความไม่กลัวไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเทคนิคการควบคุมการบงการนี้จะได้ผลดีมาก แต่มันสามารถเป็นเครื่องมือที่ทำลายที่ดียิ่งไปพร้อมกัน มันมักจะทิ้งแผลเป็นที่ติดไปชั่วชีวิตให้กับเด็ก และสร้างอุปสรรคขัดขวางเชิงจิตอย่างรุนแรง ซึ่งเด็กอาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถที่เอาชนะมันได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555
Think like a winner3
โลกไม่เลือกว่าใครเป็นใคร มันไม่สนใจเลยว่าคถณประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับคุณ โลกไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณให้ดีขึ้นได้แม้ว่ามันต้องการเช่นนั้นก็ตาม เพียงคุณเท่านั้นที่ทำได้ แต่คุณต้องเริ่มมองเห็นตัวเองและโลกของตัวเองในมุมใหม่เสียก่อน
คนส่วนมากไม่ตระหนักว่า ความสุขที่ได้จากการเติบโตระหว่างช่วงการเดินทาง มีมากกว่าเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ดังที่สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า การเดินทางหมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก และแต่ละก้าวนำมาซึ่งรางวัลในตัวของมันเอง คุณต้องเตรียมที่จะออกเดินทางก้าวแรกในวันนี้ เพืีอที่จะยอมรับว่าบางที แค่บางที สิ่งที่คุณที่จะรับรู้เกี่ยวกับตัวคุณ อาจเป็นบางอย่างที่คุณเพิ่งเจอเป็นครั้งแรก
การขายตัวคุณให้กับตัวคุณเองนั้นยากที่สุดในโลก ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อด้วยเหตุผลต่างๆนาๆว่าตนเอง ไม่เหมาะสมกับสิ่งที่ฝันไว้ต่างๆ เนื่องด้วยประสบการณ์ความเป็นอยู่ที่ได้รับหรือเคยได้รับมาในระดับปานกลางหรือต่ำ หรือประสบการณ์ความล้มเหลวในชีวิต มันเลยกลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่พวกเขาทำตัวให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขารับรู้ตามประสบการณ์ มากกว่าที่จะทำตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขายังไม่มี ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ความสำเร็จในชีวิตในปริมาณขนาดใหญ่ หรือหากว่ามี พวกเขาก็จะไม่เห็นความสำคัญของมันเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดมีความเสี่ยงอยู่บ้าง เสี่ยงที่จะทำในสิ่งที่ไม่รู้จัก เสี่ยงที่จะล้มเหลว แต่ทว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม คุณสามารถเลือกทำตามที่สภาวะเดิมที่เคยถูกฝังเอาไว้หรือเลือกที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้ คุณมีทางเลือกที่จะคิดบวกหรือคิดลบ สร้างหรือทำลาย ระบบความสำเร็จที่ถูกติดตั้งในตัวคุณมาตั้งแต่เกิดก็ถูกออกแบบมาให้ทำงานตามที่สั่งนั้นอย่างซื่อสัตย์ มันจะประสบความสำเร็จเสมอในการที่ทำให้แน่ใจว่าคุณจะได้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณบอกจิตใจในสิ่งที่คุณต้องการ และความล้มเหลวไม่สำเร็จต่างๆก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าคุณเฝ้าแต่เพียรพูดหรือคิดว่าคุณเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นโดยกฏที่มีอยู่ในจักรวาล ไม่ใช่เหตุการณ์รายล้อม ความสำเร็จมิใช่เรื่องบังเอิญ
ลองคิดดูถ้าคุณเลือกได้ คุณจะเลือกอะไร เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงที่คุณสามารถควบคุมได้ หรือเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงที่คุณควบคุมไม่ได้ การนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ตัวคุณไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่สุดที่จะทำ มันต้องการความปรารถนา วินัยในตัวเอง การมุ่งมั่น และแรงพยายามอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม คนจำนวนน้อยเหลือเกินเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในระดับมโหฬารในช่วงชีวิตของตน
เบ็นจามิน แฟรงคลิน ได้เสนอแนะเรื่องฐานะทางการเงินไว้ว่า 'มีสองทางที่จะมีความสุข นั่นคือ เราอาจจะลดความต้องการของเราให้น้อยลง หรือไม่ก็เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ไม่ว่าทางหนึ่งทางใดนี้จะช่วยได้ ผลของมันเหมือนกัน ปละมันเป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะต้องตัดสินใจให้ตัวเอง และทำสิ่งนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับเขา แต่หากคุณเป็นคนฉลาดแล้ว คุณจะทำทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน'
หากคุณคิดว่า คุณพ่ายแพ้ คุณก็เป็นเช่นนั้น หากคุณคิดว่า คุณไม่กล้า คุณก็ไม่กล้าเช่นนัั้น หากคุณประสงค์จะชนะ แต่คุณคิดว่า คุณไม่สามารถ มันก็เกือบจะแน่นอนว่าคถณจะไม่ชนะ
คนส่วนมากไม่ตระหนักว่า ความสุขที่ได้จากการเติบโตระหว่างช่วงการเดินทาง มีมากกว่าเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ดังที่สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า การเดินทางหมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก และแต่ละก้าวนำมาซึ่งรางวัลในตัวของมันเอง คุณต้องเตรียมที่จะออกเดินทางก้าวแรกในวันนี้ เพืีอที่จะยอมรับว่าบางที แค่บางที สิ่งที่คุณที่จะรับรู้เกี่ยวกับตัวคุณ อาจเป็นบางอย่างที่คุณเพิ่งเจอเป็นครั้งแรก
การขายตัวคุณให้กับตัวคุณเองนั้นยากที่สุดในโลก ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อด้วยเหตุผลต่างๆนาๆว่าตนเอง ไม่เหมาะสมกับสิ่งที่ฝันไว้ต่างๆ เนื่องด้วยประสบการณ์ความเป็นอยู่ที่ได้รับหรือเคยได้รับมาในระดับปานกลางหรือต่ำ หรือประสบการณ์ความล้มเหลวในชีวิต มันเลยกลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่พวกเขาทำตัวให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขารับรู้ตามประสบการณ์ มากกว่าที่จะทำตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขายังไม่มี ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ความสำเร็จในชีวิตในปริมาณขนาดใหญ่ หรือหากว่ามี พวกเขาก็จะไม่เห็นความสำคัญของมันเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดมีความเสี่ยงอยู่บ้าง เสี่ยงที่จะทำในสิ่งที่ไม่รู้จัก เสี่ยงที่จะล้มเหลว แต่ทว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม คุณสามารถเลือกทำตามที่สภาวะเดิมที่เคยถูกฝังเอาไว้หรือเลือกที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้ คุณมีทางเลือกที่จะคิดบวกหรือคิดลบ สร้างหรือทำลาย ระบบความสำเร็จที่ถูกติดตั้งในตัวคุณมาตั้งแต่เกิดก็ถูกออกแบบมาให้ทำงานตามที่สั่งนั้นอย่างซื่อสัตย์ มันจะประสบความสำเร็จเสมอในการที่ทำให้แน่ใจว่าคุณจะได้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณบอกจิตใจในสิ่งที่คุณต้องการ และความล้มเหลวไม่สำเร็จต่างๆก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าคุณเฝ้าแต่เพียรพูดหรือคิดว่าคุณเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นโดยกฏที่มีอยู่ในจักรวาล ไม่ใช่เหตุการณ์รายล้อม ความสำเร็จมิใช่เรื่องบังเอิญ
ลองคิดดูถ้าคุณเลือกได้ คุณจะเลือกอะไร เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงที่คุณสามารถควบคุมได้ หรือเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงที่คุณควบคุมไม่ได้ การนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ตัวคุณไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่สุดที่จะทำ มันต้องการความปรารถนา วินัยในตัวเอง การมุ่งมั่น และแรงพยายามอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม คนจำนวนน้อยเหลือเกินเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในระดับมโหฬารในช่วงชีวิตของตน
เบ็นจามิน แฟรงคลิน ได้เสนอแนะเรื่องฐานะทางการเงินไว้ว่า 'มีสองทางที่จะมีความสุข นั่นคือ เราอาจจะลดความต้องการของเราให้น้อยลง หรือไม่ก็เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ไม่ว่าทางหนึ่งทางใดนี้จะช่วยได้ ผลของมันเหมือนกัน ปละมันเป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะต้องตัดสินใจให้ตัวเอง และทำสิ่งนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับเขา แต่หากคุณเป็นคนฉลาดแล้ว คุณจะทำทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน'
หากคุณคิดว่า คุณพ่ายแพ้ คุณก็เป็นเช่นนั้น หากคุณคิดว่า คุณไม่กล้า คุณก็ไม่กล้าเช่นนัั้น หากคุณประสงค์จะชนะ แต่คุณคิดว่า คุณไม่สามารถ มันก็เกือบจะแน่นอนว่าคถณจะไม่ชนะ
ผู้ชนะในสงครามชีวิตไม่ได้เกิดกับ คนที่แข็งแรงกว่าหรือเร็วกว่าเสมอไป ไม่ช้าไม่นาน บุคคลที่ชนะคือคนที่คิดว่า'เขาทำได้'
เพรสคอทท์ เล็กกี้ กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Self consistency: A theory of personality ว่า ผู้คนล้มเหลวที่จะประสบความสำเร็จ เพราะภาพแห่งตนที่มุ่งสู่ความล้มเหลว ไม่่ใช่เพราะขาดความสามารถ ความเชื่อและความคาดหวังที่เราแปลความหมายให้เป็นลบ ถูกสะสมตัวให้ใหญ่ขึ้นจนกลายเป็น เครื่องกีดขวางเส้นทางเชิงความนึกคิด ซึ่งทำให้คนเชื่อไปล่วงหน้าว่า มันเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะประสบความสำเร็จ แต่มันมาจากข้อจำกัดที่พวกเขาสร้างขึ้นมาในความคิดเอง
เพรสคอทท์ เล็กกี้ กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Self consistency: A theory of personality ว่า ผู้คนล้มเหลวที่จะประสบความสำเร็จ เพราะภาพแห่งตนที่มุ่งสู่ความล้มเหลว ไม่่ใช่เพราะขาดความสามารถ ความเชื่อและความคาดหวังที่เราแปลความหมายให้เป็นลบ ถูกสะสมตัวให้ใหญ่ขึ้นจนกลายเป็น เครื่องกีดขวางเส้นทางเชิงความนึกคิด ซึ่งทำให้คนเชื่อไปล่วงหน้าว่า มันเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะประสบความสำเร็จ แต่มันมาจากข้อจำกัดที่พวกเขาสร้างขึ้นมาในความคิดเอง
วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555
Think like a winner2
คุณภาพของการคิดซึ่งนำทางสติปัญญาของคุณ มีความสำคัญมากกว่าปริมาณสติปัญญาที่คุณมีอยู่จริงมาก
ทั้งหมดที่คุณทำจนสำเร็จ หรือ ล้มเหลวที่จะทำให้สำเร็จในชีวิตของคุณ เป็นผลลัพท์โดยตรงของมโนภาพที่คุณยึดไว้ในความนึกคิดของคุณ
'เราสร้างอนาคตของเรา จากความคิดแล้วความเล่า เพืีอสิ่งดีหรือแย่ กระนั้นกลับไม่รู้จักมัน ทว่า เช่นเดียวกันที่จักรวาลถูกสร้างขึ้น ความคิดเป็นอีกชื่อหนึ่งของชะตาชีวิต ฉะนั้นจงเลือกจุดหมายของชีวิตที่เรารอคอย ด้วยรักนำรักมาสู่ และเกลียดนำเกลียดมาให้ - เฮ็นรี่ แวน ไดค์'
ทีวี มีผลอย่างเหลือเกินต่อการแยกผู้ชมออกจ่กสมองของพวกเขา ตั้งแต่ความสามารถที่จะคิดและมีความสร้างสรรค์ในฐานะที่เป็นปัจเจกชน คนติดทีวีชอบให้คนอื่นคิดแทนเขา สิ่งนี้สามารถหมายความได้เพียงอย่างเดียวว่า พวกเขาดูทีวีเพื่อที่จะหนีจากความคิดของเขาเอง
ณ ปัจจุบัน บ้านชาวอเมริกันมากกว่า 96% มีทีวี 59% มีสองเครืีองหรือมากกว่า 20% มีสามเครื่องหรือมากกว่า 22% มี 15 ช่องหรือมากกว่าที่จะชม ในเวลาเดียวกันประชากรน้อยกว่า 10% อ่านหนังสือเป็นประจำ
เราต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิตของเรา เพื่อที่จะดำรงผู้คนที่มีขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน มีความสามารถ และเพื่อที่จะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆในฐานะมนุษย์
คุณไม่ได้เรียนรู้อะไรในโรงเรียนหรือวิทยาลัยเกี่ยวกับการสั่งสมความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ วิธีการพัฒนาทัศนคติทางจิตใจที่เป็นบวก หรือวิธีการทำให้ความฝันเป็นความจริง ขณะที่ระบบการศึกษาของเราล้มเหลวที่จะสอนผู้คนในสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น มีชีวิตที่สมปรารถนาขึ้น แรกทีเดียว เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอ่าน จากนั้นเราก็จำเป็นที่จะต้องอ่าน เพื่อการเรียนรู้ ผู้คนเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนใหญ่จากผลของหนังสือที่พวกเขาอ่านและผู้คนที่พวกเขาพบ สองสิ่งนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อลักษณะเฉพาะทางการคิดของคน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หนังสือประเภทไหนที่คุณกำลังอ่าน และบุคคลประเภทใดที่คุณกำลังคบหาสมาคมด้วย ?
ตัวอย่างในหลายชีวิต คุณมีแนวโน้มที่จะถูกบอกมาในตอนเยาว์วัยว่า หากคุณเรียนไม่เก่ง คุณจะไม่สามารถทำได้ดีในชีวิต ดังนั้นหากคุณเป็นนักเรียนที่อ่อน คุณอาจจะถอนตัวไปสู่ชีวิตที่อับเฉา โดยเชื่อว่าคุณไม่สามารถจะมีวันทะยานขึ้นสู่สิ่งใดๆที่สำคัญได้ แต่งานวิจัยและการศึกษาระดับโลกได้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการบรรลุความสำเร็จทางการศึกษา กับการได้อะไรต่างๆในชีวิต
นักเรียนที่เรียนเก่งๆหลายคน เติบโดขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่าหากพวกเขาทำได้ดีในการเรียน พวกเขาก็จะสามารถทำได้ดีในชีวิตเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นคนที่พอใจแล้วกับสิ่งที่มีอยู่และมีความมั่นใจเกินจริง ประกอบกับทึกทักว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำงานหนักในตอนเป็นผู้ใหญ่เพื่อที่จะประสบความสำเร็จอีกต่อไป เขาก็เลยเป็นส่วนหนึ่งของสถิติความจริงที่ว่า หลายคนที่เรียนเก่ง แต่ไม่อาจประสบความสำเร็จเมื้อเทียบกับคนที่มีผลการเรียนไม่ดี แต่สามารถมีชีวิตที่สุดยอดได้
ความสงสัยในตนสามารถหยุดคุณบนเส้นทาง มันสามารถสูบความปรารถนาออกไป ในอีกทางหนึ่ง ความเชื่อมั่นสามารถจุดไฟให้กับโลกของคุณ เมื่อคุณคิดว่าสามารถเอื้อมถึงความฝันที่พิเศษ คุณมีข้อได้เปรียบที่จำเป็นแล้ว เพื่อจะบรรลุมันง่ายขึ้นกว่าที่มันดูจะะเป็น เมื่อคุณเชื่อว่าคุณสามารถบรรลุผล และเชื่ออย่างหมดใจของคุณ คุณมีทรัพย์อันทรงพลัง คุณมีโอกาสมากที่จะบรรลุเป้าหมายของคุณ
ระบบความเชื่อส่วนตัวของคุณสร้างควาทเป็นจริงของคุณขึ้นมา นี่เป็นกฏที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของจักรวาล ความเชื่อส่วนตัวเป็นฐานรากโดยแท้ของชีวิตคุณ คุณอาจประหลาดใจและไม่อยากยอมรับว่า ความเชื่อในปัจจุบันจำนวนมากของคุณเป็นความเชื่อที่ผิดพลาด ความเชืีอที่ผิดพลาดยากนักที่จะทำนุบำรุงคุณได้ เพราะว่ามันบังตาคุณไม่ให้มองเห็นโอกาสต่างๆในชีวิต และความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่รอบๆตัวคุณ ที่คุณอาจไม่เคยได้รู้สึกถึงมัน
ด้วยการเพ่งมองซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปที่เหตุการณ์ลบๆ เช่น ข่าวสาร คนที่พูดลบๆ ในชีวิตคุณก็มีแนวโน้มที่จะรับเอามุมมองที่เป็นลบต่อสิ่งต่างๆมาใช้มากขึ้น ข่าวลบๆจะนำคุณหล่นลงไปสู่ระดับที่เป็นทางทำลายของมันเสมอ มันจะไม่มีวันนำคุณสูงขึ้นไปสู่ระดับการสร้างสรรค์มากขึ้น มันไม่คุ้มเลยที่คุณจะกลืนกินความเป็นลบจากที่นั่นที่นี่เข้าไปในตัว ถ้าคุณทำเช่นนั้น ไม่ว่ารู้หรือไม่รู้ตัว คุณจะดำรงการสร้างรูปแบบความคิดในทำนองเดียวกันต่อไป แบะทั้งหมดคือความสูญเสีย
ความนึกคิดของคุณ คือแรงที่อยู่เบื้องหลังระบบความสำเร็จอันยอดเยี่ยมมหัศจรรย์ที่อยู่ภายในตัวคุณ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณเชื่อ ที่คุณสร้างภาพขึ้นในจิตใจของคุณ และคิดเกี่ยวกับมันตลอดเวลา ในที่สุดคุณจะนำมันมาสู่ความเป็นจริง หากคุณพูดกับตัวเองว่า 'ฉันทำไม่ได้หรอก, ฉันไม่มีค่าพอสำหรับมันหรอก, มันไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉันหรอก' แล้ว สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ ด้วยการเชื่อในความขาดแคลน คุณจะมองเห็นแต่ความขาดแคลน คุณจะได้รับประสบการณ์แห่วความขาดแคลน และสำหรับคุณ มันจะมีแต่ความขาดแคลน
ทั้งหมดที่คุณทำจนสำเร็จ หรือ ล้มเหลวที่จะทำให้สำเร็จในชีวิตของคุณ เป็นผลลัพท์โดยตรงของมโนภาพที่คุณยึดไว้ในความนึกคิดของคุณ
'เราสร้างอนาคตของเรา จากความคิดแล้วความเล่า เพืีอสิ่งดีหรือแย่ กระนั้นกลับไม่รู้จักมัน ทว่า เช่นเดียวกันที่จักรวาลถูกสร้างขึ้น ความคิดเป็นอีกชื่อหนึ่งของชะตาชีวิต ฉะนั้นจงเลือกจุดหมายของชีวิตที่เรารอคอย ด้วยรักนำรักมาสู่ และเกลียดนำเกลียดมาให้ - เฮ็นรี่ แวน ไดค์'
ทีวี มีผลอย่างเหลือเกินต่อการแยกผู้ชมออกจ่กสมองของพวกเขา ตั้งแต่ความสามารถที่จะคิดและมีความสร้างสรรค์ในฐานะที่เป็นปัจเจกชน คนติดทีวีชอบให้คนอื่นคิดแทนเขา สิ่งนี้สามารถหมายความได้เพียงอย่างเดียวว่า พวกเขาดูทีวีเพื่อที่จะหนีจากความคิดของเขาเอง
ณ ปัจจุบัน บ้านชาวอเมริกันมากกว่า 96% มีทีวี 59% มีสองเครืีองหรือมากกว่า 20% มีสามเครื่องหรือมากกว่า 22% มี 15 ช่องหรือมากกว่าที่จะชม ในเวลาเดียวกันประชากรน้อยกว่า 10% อ่านหนังสือเป็นประจำ
เราต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิตของเรา เพื่อที่จะดำรงผู้คนที่มีขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน มีความสามารถ และเพื่อที่จะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆในฐานะมนุษย์
คุณไม่ได้เรียนรู้อะไรในโรงเรียนหรือวิทยาลัยเกี่ยวกับการสั่งสมความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ วิธีการพัฒนาทัศนคติทางจิตใจที่เป็นบวก หรือวิธีการทำให้ความฝันเป็นความจริง ขณะที่ระบบการศึกษาของเราล้มเหลวที่จะสอนผู้คนในสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น มีชีวิตที่สมปรารถนาขึ้น แรกทีเดียว เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอ่าน จากนั้นเราก็จำเป็นที่จะต้องอ่าน เพื่อการเรียนรู้ ผู้คนเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนใหญ่จากผลของหนังสือที่พวกเขาอ่านและผู้คนที่พวกเขาพบ สองสิ่งนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อลักษณะเฉพาะทางการคิดของคน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หนังสือประเภทไหนที่คุณกำลังอ่าน และบุคคลประเภทใดที่คุณกำลังคบหาสมาคมด้วย ?
ตัวอย่างในหลายชีวิต คุณมีแนวโน้มที่จะถูกบอกมาในตอนเยาว์วัยว่า หากคุณเรียนไม่เก่ง คุณจะไม่สามารถทำได้ดีในชีวิต ดังนั้นหากคุณเป็นนักเรียนที่อ่อน คุณอาจจะถอนตัวไปสู่ชีวิตที่อับเฉา โดยเชื่อว่าคุณไม่สามารถจะมีวันทะยานขึ้นสู่สิ่งใดๆที่สำคัญได้ แต่งานวิจัยและการศึกษาระดับโลกได้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการบรรลุความสำเร็จทางการศึกษา กับการได้อะไรต่างๆในชีวิต
นักเรียนที่เรียนเก่งๆหลายคน เติบโดขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่าหากพวกเขาทำได้ดีในการเรียน พวกเขาก็จะสามารถทำได้ดีในชีวิตเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นคนที่พอใจแล้วกับสิ่งที่มีอยู่และมีความมั่นใจเกินจริง ประกอบกับทึกทักว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำงานหนักในตอนเป็นผู้ใหญ่เพื่อที่จะประสบความสำเร็จอีกต่อไป เขาก็เลยเป็นส่วนหนึ่งของสถิติความจริงที่ว่า หลายคนที่เรียนเก่ง แต่ไม่อาจประสบความสำเร็จเมื้อเทียบกับคนที่มีผลการเรียนไม่ดี แต่สามารถมีชีวิตที่สุดยอดได้
ความสงสัยในตนสามารถหยุดคุณบนเส้นทาง มันสามารถสูบความปรารถนาออกไป ในอีกทางหนึ่ง ความเชื่อมั่นสามารถจุดไฟให้กับโลกของคุณ เมื่อคุณคิดว่าสามารถเอื้อมถึงความฝันที่พิเศษ คุณมีข้อได้เปรียบที่จำเป็นแล้ว เพื่อจะบรรลุมันง่ายขึ้นกว่าที่มันดูจะะเป็น เมื่อคุณเชื่อว่าคุณสามารถบรรลุผล และเชื่ออย่างหมดใจของคุณ คุณมีทรัพย์อันทรงพลัง คุณมีโอกาสมากที่จะบรรลุเป้าหมายของคุณ
ระบบความเชื่อส่วนตัวของคุณสร้างควาทเป็นจริงของคุณขึ้นมา นี่เป็นกฏที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของจักรวาล ความเชื่อส่วนตัวเป็นฐานรากโดยแท้ของชีวิตคุณ คุณอาจประหลาดใจและไม่อยากยอมรับว่า ความเชื่อในปัจจุบันจำนวนมากของคุณเป็นความเชื่อที่ผิดพลาด ความเชืีอที่ผิดพลาดยากนักที่จะทำนุบำรุงคุณได้ เพราะว่ามันบังตาคุณไม่ให้มองเห็นโอกาสต่างๆในชีวิต และความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่รอบๆตัวคุณ ที่คุณอาจไม่เคยได้รู้สึกถึงมัน
ด้วยการเพ่งมองซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปที่เหตุการณ์ลบๆ เช่น ข่าวสาร คนที่พูดลบๆ ในชีวิตคุณก็มีแนวโน้มที่จะรับเอามุมมองที่เป็นลบต่อสิ่งต่างๆมาใช้มากขึ้น ข่าวลบๆจะนำคุณหล่นลงไปสู่ระดับที่เป็นทางทำลายของมันเสมอ มันจะไม่มีวันนำคุณสูงขึ้นไปสู่ระดับการสร้างสรรค์มากขึ้น มันไม่คุ้มเลยที่คุณจะกลืนกินความเป็นลบจากที่นั่นที่นี่เข้าไปในตัว ถ้าคุณทำเช่นนั้น ไม่ว่ารู้หรือไม่รู้ตัว คุณจะดำรงการสร้างรูปแบบความคิดในทำนองเดียวกันต่อไป แบะทั้งหมดคือความสูญเสีย
ความนึกคิดของคุณ คือแรงที่อยู่เบื้องหลังระบบความสำเร็จอันยอดเยี่ยมมหัศจรรย์ที่อยู่ภายในตัวคุณ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณเชื่อ ที่คุณสร้างภาพขึ้นในจิตใจของคุณ และคิดเกี่ยวกับมันตลอดเวลา ในที่สุดคุณจะนำมันมาสู่ความเป็นจริง หากคุณพูดกับตัวเองว่า 'ฉันทำไม่ได้หรอก, ฉันไม่มีค่าพอสำหรับมันหรอก, มันไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉันหรอก' แล้ว สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ ด้วยการเชื่อในความขาดแคลน คุณจะมองเห็นแต่ความขาดแคลน คุณจะได้รับประสบการณ์แห่วความขาดแคลน และสำหรับคุณ มันจะมีแต่ความขาดแคลน
Think like a winner by Walter Staple
Think like a winner
1. ความเปป็นผู้ชนะไม่ได้มาแต่กำเนิด พวกมันถูกสร้างขึ้น
2. แรงพลังที่ครอบงำในความมีตัวตนของคุณ ก็คือ การคิดที่คุณกำลังคิด
3. คุณมีพลังอำนาจอยู่แล้วที่จะสร้างความเป็นจริงของตัวเองขึ้นมา
4. มีประโยชน์บางประการที่คุณจะได้รับจากอุปสรรค
5. ความเชื่อแต่ละข้อเป็นสิ่งที่คุณเลือก
6. คุณไม่มีวันพ่ายแพ้จนกว่าคุณจะยอมรับความพ่ายแพ้ว่าเป็นความจริง และตัดสินใจที่จะหยุดความพยายาม
7. คุณครอบครองความสามารถที่จะบรรลุความเป็นเลิศในด้านที่สำคัญของชีวิตอยู่แล้วอย่างน้อยหนึ่งด้าน
8. ข้อจำกัดจริงๆเพียงอย่างเดียวต่อสิ่งที่คุณสามารถบรรลุผลได้ในชีวิตของคุณ ก็คือ อันที่คุณเอามาใส่ไว้ในตัวเอง
9. ไม่สามารถมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้โดยปราศจากการมุ่งมั่นทุ่มเทที่ยิ่งใหญ่
10. คุณจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือของคนอื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายที่คุ้มค่า
ดังนั้น จงเดินหน้าต่อไป และคิดอย่างผู้ชนะได้แล้ว
เมื่อคุณเปลี่ยนการคิด คุณจะเปลี่ยนความเชื่อ เมื่อคุณเปลี่ยนความเชื่อ คุณจะเปลี่ยนความคาดหวัง เมืีอคุณเปลี่ยนความคาดหวัง คุณจะเปลี่ยนทัศนคติ เมื่อคุณเปลี่ยนทัศนคติ คุณจะเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อคุณเปลี่ยนพฤติกรรม คุณจะเปลี่ยนผลงานการปฏิบัติ เมืีอคุณเปลี่ยนผลงานการปฏิบัติ คุณจะเปลี่ยนชีวิตของคุณ !!!!
รางวัลที่คุณได้รับในชีวิต ไม่ได้มาจ่กศักยภาพของคุณ มันมาจากผลลัพท์ของ สิ่งที่ทำออกมาได้ของคุณต่างหาก คุณมีสิ่งที่คุณมีมาด้วยการทำสิ่งที่คุณได้กำลังทำมาจากอดีตจนถึงตอนนี้ หากสิ่งที่คุณต้องการในอนาคตแตกต่างไปจากสิ่งที่คุณมีในปัจจุบัน คุณก็ต้องเปลี่ยนสิ่งที่คุณได้ทำมานั่นเอง
มีถนนความเร็วสูงและถนนความเร็วต่ำตลอดเส้นทางชีวิต ถนนความเร็วสูงช่วยให้คุณมุ่งแรงพยายามของคุณและรวมเรี่ยวแรงของคุณไปที่การบรรลุผลในเป้าหมายของคุณ ถนนความเร็วต่ำเบี่ยงเบนความสนใจของคุณและทำให้แหล่งกำเนิดเรี่ยวแรงของคุณกระจัดกระจาย มันจะเกิดผลมากกว่าเมื่อคุณใส่ใจกับสิ่งที่คุณรับรู้และแปลความหมายว่าเป็นส่งท้าทายหรือโอกาส มากกว่าสิ่งที่คุณรับรู้และแปลความหมายว่าเป็นปัญหาหรือความถดถอย มันดีกว่สเมื่อใส่ใจไปที่เหตุผลว่าทำไมคุณจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายของคุณ แทนที่จะเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงไม่สามารถ มันดีกว่าเมื่อใส่ใจไปที่ทางออกของปัญหาแทนที่จะมุ่งไปที่ข้อแก้ตัว จะมีสิ่งกั้นขวางเสมอระหว่างสิ่งที่คุณต้องการกับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว ทัศนคติของคุณที่มีต่ออุปสรรคชั่วคราวเหล่านี้มากกว่าที่จะเป็นตัวอุปสรรคเอง
ชีวิตของคุณไม่ได้มีผลมาจากสภาพและเหตุการณ์แวดล้อมภายนอก มากเท่ากับลักษณะที่เรารับรู้และแปลความหมายปัจจัยเหล่านี้ว่าเป็นอย่างไร แพทย์บำบัดชาวอเมริกัน กล่าวไว้ว่า 'ทัศนคติ มีความสำคัญมากกว่าข้อเท็จจริง'
ด้วยการมองออกไปนอกหน้าต่างของตัวคุณ คุณอาจมองเห็นปัญหาหรือโอกาส แท้จริงแล้วมันเป็นด้านสองด้านของเหรียญๆหนึ่ง และทั้งสองด้านถูกนำเสนอออกมาด้วยความสมบูรณ์ในตัวมันเอง สิ่งที่คุณเลือกที่จะเอาใจใส่ในตอนท้าย คือ สิ่งที่คุณจะอยู่กับมัน สิ่งที่เข้าไปในความคิดนี้ก็จะเจริญเติบโตขึ้นในใจ
คุณไม่สามารถที่จะคาดหวังที่จะบรรลุทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่คุณต้องการแค่เพียงเพราะคุณต้องการมัน แต่คุณสามารถบรรลุผลสำเร็จมากกว่าที่คุณเคยคิดว่าเป็นไปได้ หากคุณเพียงใช้เวลาที่จะพัฒนาความสามารถพิเศษและความสามารถทั่วไปที่คุณมีอยู่ได้ ดังที่วิลเลี่ยม เชคสเปียร์กล่าวไว้ว่า 'เรารู้ในสิ่งที่เราเป็นอยู่ แต่เราไม่รู้ในสิ่งที่เราอาจเป็นได้'
'เปลี่ยนความคิดของคุณ แล้วคุณจะเปลี่ยนโลกของคุณ' นอร์แมน วินเซ็นต์ ฟีล
ทัศนคติ คือ ผลของทางเลือกที่คุณเลือก มันเป็นการตัดสินใจที่จะ เชื่อหรือไม่เชื่อ ในด้านใดด้านหนึ่งในชีวิตของคุณ ความเป็นผู้ชนะไม่ได้มากับการกำเนิด แต่ถูกทำให้เกิดขึ้น
- ใช่ อะไรที่จะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้น แต่แทนที่จะไม่ทำอะไรเกี่ยวกับมันเลย ฉันตั้งใจที่จะทำบางอย่างเกี่ยวกับมัน
- ใช่ ฉันเชื่อว่าในที่สุดแล้ว ชะตาชีวิตของฉันต้องอยู่ในกำมือของฉัน ซึ่งหากมันจะเป็นอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับฉัน
- ใช่ โชคจะมีบทบาทบางประการในชีวิตของฉัน แต่นั่นก็เพราะฉันทำให้มันเกิดขึ้น ตามที่ฉันตัดสินใจให้มันเกิดขึ้น
เหล่านี้ คือคำสำหรับคนที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตัวเองคือคนที่เลือก ที่ตัดสินใจ และที่รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่คนอื่นหรือสิ่งแวดล้อมใดๆ
1. ความเปป็นผู้ชนะไม่ได้มาแต่กำเนิด พวกมันถูกสร้างขึ้น
2. แรงพลังที่ครอบงำในความมีตัวตนของคุณ ก็คือ การคิดที่คุณกำลังคิด
3. คุณมีพลังอำนาจอยู่แล้วที่จะสร้างความเป็นจริงของตัวเองขึ้นมา
4. มีประโยชน์บางประการที่คุณจะได้รับจากอุปสรรค
5. ความเชื่อแต่ละข้อเป็นสิ่งที่คุณเลือก
6. คุณไม่มีวันพ่ายแพ้จนกว่าคุณจะยอมรับความพ่ายแพ้ว่าเป็นความจริง และตัดสินใจที่จะหยุดความพยายาม
7. คุณครอบครองความสามารถที่จะบรรลุความเป็นเลิศในด้านที่สำคัญของชีวิตอยู่แล้วอย่างน้อยหนึ่งด้าน
8. ข้อจำกัดจริงๆเพียงอย่างเดียวต่อสิ่งที่คุณสามารถบรรลุผลได้ในชีวิตของคุณ ก็คือ อันที่คุณเอามาใส่ไว้ในตัวเอง
9. ไม่สามารถมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้โดยปราศจากการมุ่งมั่นทุ่มเทที่ยิ่งใหญ่
10. คุณจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือของคนอื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายที่คุ้มค่า
ดังนั้น จงเดินหน้าต่อไป และคิดอย่างผู้ชนะได้แล้ว
เมื่อคุณเปลี่ยนการคิด คุณจะเปลี่ยนความเชื่อ เมื่อคุณเปลี่ยนความเชื่อ คุณจะเปลี่ยนความคาดหวัง เมืีอคุณเปลี่ยนความคาดหวัง คุณจะเปลี่ยนทัศนคติ เมื่อคุณเปลี่ยนทัศนคติ คุณจะเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อคุณเปลี่ยนพฤติกรรม คุณจะเปลี่ยนผลงานการปฏิบัติ เมืีอคุณเปลี่ยนผลงานการปฏิบัติ คุณจะเปลี่ยนชีวิตของคุณ !!!!
รางวัลที่คุณได้รับในชีวิต ไม่ได้มาจ่กศักยภาพของคุณ มันมาจากผลลัพท์ของ สิ่งที่ทำออกมาได้ของคุณต่างหาก คุณมีสิ่งที่คุณมีมาด้วยการทำสิ่งที่คุณได้กำลังทำมาจากอดีตจนถึงตอนนี้ หากสิ่งที่คุณต้องการในอนาคตแตกต่างไปจากสิ่งที่คุณมีในปัจจุบัน คุณก็ต้องเปลี่ยนสิ่งที่คุณได้ทำมานั่นเอง
มีถนนความเร็วสูงและถนนความเร็วต่ำตลอดเส้นทางชีวิต ถนนความเร็วสูงช่วยให้คุณมุ่งแรงพยายามของคุณและรวมเรี่ยวแรงของคุณไปที่การบรรลุผลในเป้าหมายของคุณ ถนนความเร็วต่ำเบี่ยงเบนความสนใจของคุณและทำให้แหล่งกำเนิดเรี่ยวแรงของคุณกระจัดกระจาย มันจะเกิดผลมากกว่าเมื่อคุณใส่ใจกับสิ่งที่คุณรับรู้และแปลความหมายว่าเป็นส่งท้าทายหรือโอกาส มากกว่าสิ่งที่คุณรับรู้และแปลความหมายว่าเป็นปัญหาหรือความถดถอย มันดีกว่สเมื่อใส่ใจไปที่เหตุผลว่าทำไมคุณจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายของคุณ แทนที่จะเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงไม่สามารถ มันดีกว่าเมื่อใส่ใจไปที่ทางออกของปัญหาแทนที่จะมุ่งไปที่ข้อแก้ตัว จะมีสิ่งกั้นขวางเสมอระหว่างสิ่งที่คุณต้องการกับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว ทัศนคติของคุณที่มีต่ออุปสรรคชั่วคราวเหล่านี้มากกว่าที่จะเป็นตัวอุปสรรคเอง
ชีวิตของคุณไม่ได้มีผลมาจากสภาพและเหตุการณ์แวดล้อมภายนอก มากเท่ากับลักษณะที่เรารับรู้และแปลความหมายปัจจัยเหล่านี้ว่าเป็นอย่างไร แพทย์บำบัดชาวอเมริกัน กล่าวไว้ว่า 'ทัศนคติ มีความสำคัญมากกว่าข้อเท็จจริง'
ด้วยการมองออกไปนอกหน้าต่างของตัวคุณ คุณอาจมองเห็นปัญหาหรือโอกาส แท้จริงแล้วมันเป็นด้านสองด้านของเหรียญๆหนึ่ง และทั้งสองด้านถูกนำเสนอออกมาด้วยความสมบูรณ์ในตัวมันเอง สิ่งที่คุณเลือกที่จะเอาใจใส่ในตอนท้าย คือ สิ่งที่คุณจะอยู่กับมัน สิ่งที่เข้าไปในความคิดนี้ก็จะเจริญเติบโตขึ้นในใจ
คุณไม่สามารถที่จะคาดหวังที่จะบรรลุทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่คุณต้องการแค่เพียงเพราะคุณต้องการมัน แต่คุณสามารถบรรลุผลสำเร็จมากกว่าที่คุณเคยคิดว่าเป็นไปได้ หากคุณเพียงใช้เวลาที่จะพัฒนาความสามารถพิเศษและความสามารถทั่วไปที่คุณมีอยู่ได้ ดังที่วิลเลี่ยม เชคสเปียร์กล่าวไว้ว่า 'เรารู้ในสิ่งที่เราเป็นอยู่ แต่เราไม่รู้ในสิ่งที่เราอาจเป็นได้'
'เปลี่ยนความคิดของคุณ แล้วคุณจะเปลี่ยนโลกของคุณ' นอร์แมน วินเซ็นต์ ฟีล
ทัศนคติ คือ ผลของทางเลือกที่คุณเลือก มันเป็นการตัดสินใจที่จะ เชื่อหรือไม่เชื่อ ในด้านใดด้านหนึ่งในชีวิตของคุณ ความเป็นผู้ชนะไม่ได้มากับการกำเนิด แต่ถูกทำให้เกิดขึ้น
- ใช่ อะไรที่จะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้น แต่แทนที่จะไม่ทำอะไรเกี่ยวกับมันเลย ฉันตั้งใจที่จะทำบางอย่างเกี่ยวกับมัน
- ใช่ ฉันเชื่อว่าในที่สุดแล้ว ชะตาชีวิตของฉันต้องอยู่ในกำมือของฉัน ซึ่งหากมันจะเป็นอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับฉัน
- ใช่ โชคจะมีบทบาทบางประการในชีวิตของฉัน แต่นั่นก็เพราะฉันทำให้มันเกิดขึ้น ตามที่ฉันตัดสินใจให้มันเกิดขึ้น
เหล่านี้ คือคำสำหรับคนที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตัวเองคือคนที่เลือก ที่ตัดสินใจ และที่รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่คนอื่นหรือสิ่งแวดล้อมใดๆ
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555
Unlimited power by Anthony Robbins
การลงเอยที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต ไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นการกระทำ 'โธมัส เฮนรี่ ฮักซ์เลย์
พลังอำนาจสูงสุดคือ ความสามารถในการผลิตผลลัพท์ที่คุณต้องการมากที่สุด และสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นในกระบวนการที่คุณดำเนินไป พลังอำนาจคือ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ เป็นความสามารถในการทำให้สิ่งต่างๆทำงานสนับสนุนคุณไม่ใช่ต่อต้านคุณ ในยุคโบราณพลังอำนาจเกิดจากการใช้ร่างกายเท่านั้น ใครแข็งแกร่งกว่าเร็วกว่าชนะมีพลังในการกำหนดทิศทางชีวิตของตัวเองและผู้อื่น
ไม่ใช่ว่าใครที่คุณรู้จัก สถานที่ที่คุณไปและสมบัติที่คุณเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เกณท์วัดที่แท้จริงของความสำเร็จแห่งบุคคล แท้จริงแล้ว ความสำเร็จเป็นกระบวนการที่ดำเนินอยู่เรื่อยไปในแนวทางที่มากขึ้น กลายเป็นคนที่ดีขึ้น มันเป็นโอกาสที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทางอารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ ร่างกาย สติปัญญา และการเงิน ไปพร้อมๆกับการเสียสละในสิ่งที่ดีให้กับผู้อื่น ถนนสู่ความสำเร็จอยู่ระหว่างการก่อสร้างเรื่อยไป มันเป็นเส้นทางที่ก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่จุดสุดท้ายที่ปลายทาง
แม้ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร แต่การมีเพียงข้อมูลและข่าวสารเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ถ้าทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องมีเพียงแค่ไอเดียและความคิดบวกเท่านั้น เราทุกคนก็คงจะมีลูกม้าไว้ขี่ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้ว แต่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย การกระทำสิ ถึงจะเป็นตัวรวบรวมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ทั้งมวล การกระทำเป็นตัวที่ทำให้เกิดผล ความรู้เป็นเพียงพลังอำนาจที่สถิตย์อยู่เท่านั้น จนกว่ามันจะตกไปอยู่ในมือของคนที่รู้ว่า จะทำให้ตนเอง ลงมือกระทำอย่างมีประสิทธิผลได้อย่างไร จะว่าไปแล้ว ความหมายตามตัวอักษรของ พลังอำนาจ คือ ความสามารถในการก่อให้เกิดการกระทำนั้นเอง
สิ่งที่เราทำในชีวิตถูกกำหนดมาจาก ลักษณะที่เราสื่อความกับตัวเองไว้อย่างไร คุณภาพชีวิตของเรามาจากคุณภาพของการสื่อความ สิ่งที่เราวาดภาพและพูดกับตัวเอง เรามักจะถูกขังอยู่ในความคิดของตัวเอง มองเห็นความสำเร็จมหึมาของผู้อื่น และคิดว่าพวกเขาอยู่จุดนั้นได้เพราะพวกเขามีพรสวรรค์พิเศษบางอย่าง ที่คุณเองไม่มี พรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมที่เหนือคนทั่วไป คือ ความสามารถที่จะทำให้ตัวเองลงมือปฏิบัติ และเราทุกคนบนโลกนี้สามารถสร้างพรสวรรค์นี้ได้
คุณเองเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรู้สึกและกระทำอย่างไรตามที่ตัวเองมองเห็นเหตุการณ์นั้นๆ ไม่มีอะไรจะมีความหมาย เว้นเสียแต่ความหมายที่คุณมอบให้กับมัน เราต่างยอมให้การแปลความหมายเป็นไปอย่างไร้การควบคุมกันมามาก แต่แท้ที่จริงแล้ว เราสามารถดึงเอาพลังนี้กลับคืนมาได้ และเปลี่ยนประสบการณ์ที่เรามีต่อโลกได้ในพริบตา
ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความแตกต่างระหว่างคนที่ผลิตผลลัพธ์ทางบวกและคนที่ไม่นั้น ไม่ใช่การทอดลูกเต๋า จะต้องมีการปฏิบัติที่มีรูปแบบและคงเส้นคงวา บนเส้นทางเฉพาะที่นำไปสู่ความเป็นเลิศซึ่งเราทุกคนล้วนทำได้ เราทุกคนสามารถปลดปล่อยความมหัศจรรย์ในตัวเองได้ เพียงแต่เราจะต้องเรียนรู้วิธีการเปิดสวิทช์และใช้งานจิตใจและร่างกายในลักษณะที่ให้พลังอำนาจและได้ประโยชน์สูงสุด
คนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงแตกต่างอย่างมากมายจากคนที่ล้มเหลวในความเชื่อ ความเชืีอของเราว่าเราคือใครและเราสามารถเป็นใคร เป็นสิ่งที่กำหนดได้อย่างแม่นยำว่าเราจะเป็นใครและเราสามารถเป็นใคร เป็นสิ่งที่กำหนดได้อย่างแม่นยำว่าเราจะเป็นใคร หากเราเชื่อในความมหัศจรรย์เราจะใช้ชีวิตอย่างมหัศจรรย์ ถ้าเราเชื่อว่าชีวิตถูกกำหนดให้เดินอยู่ในทางที่แคบๆและจำกัด เราทำให้ข้อจำกัดนั้นกลายเป็นความจริงขึ้นมาทันที สิ่งใดที่เราเชื่อว่าเป็นความจริง สิ่งใดที่เราเชื่อว่าเป็นไปได้ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นจริง
มีคนถาม บังเกอร์ ฮันท์ มหาเศรษฐีน้ำมันในรัฐเทกซัสว่า ขอคำแนะนำสักข้อแก่ผู้คนว่าทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ เขากล่าวว่าง่ายนิดเดียว ข้อแรก คุณต้องตัดสินใจก่อนว่าอะไรที่คุณต้องการกันแน่ ข้อสอง ตัดสินใจที่จะเต็มใจทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้มันเกิดขึ้น แล้วจากนั้นก็ยังทุ่มเทต่อไป ถ้าคุณไม่ทำตามข้อสอง คุณก็จะไม่ได้ในสิ่งที่คุณต้องการในระยะยาว และน่าเสียดายมากที่น้อยคนมากที่ทำ
อะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้ที่มี กับผู้ที่ไม่มี ทำไมบางคนจึงเอาชนะอุปสรรคที่เลวร้ายเหนือจินตนาการและทำให้ชีวิตประสบชัยชนะ ในขณะที่ผู้อื่นซึ่งมีเพียบพร้อมทุกอย่างกลับพาชีวิตเข้าสู่ความหายนะ คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มีปัญหาน้อยกว่าคนที่ล้มเหลวแต่อย่างใด มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราหรอกที่แบ่งแยกความล้มเหลวออกจากความสำเร็จ แต่เป็นเรื่องราวที่ว่า เรารับรู้และตีความหมายมันอย่างไร และเราทำอะไร กับสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหาก ที่ทำให้เกิดความแตกต่างจริงๆ
พลังอำนาจสูงสุดคือ ความสามารถในการผลิตผลลัพท์ที่คุณต้องการมากที่สุด และสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นในกระบวนการที่คุณดำเนินไป พลังอำนาจคือ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ เป็นความสามารถในการทำให้สิ่งต่างๆทำงานสนับสนุนคุณไม่ใช่ต่อต้านคุณ ในยุคโบราณพลังอำนาจเกิดจากการใช้ร่างกายเท่านั้น ใครแข็งแกร่งกว่าเร็วกว่าชนะมีพลังในการกำหนดทิศทางชีวิตของตัวเองและผู้อื่น
ไม่ใช่ว่าใครที่คุณรู้จัก สถานที่ที่คุณไปและสมบัติที่คุณเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เกณท์วัดที่แท้จริงของความสำเร็จแห่งบุคคล แท้จริงแล้ว ความสำเร็จเป็นกระบวนการที่ดำเนินอยู่เรื่อยไปในแนวทางที่มากขึ้น กลายเป็นคนที่ดีขึ้น มันเป็นโอกาสที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทางอารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ ร่างกาย สติปัญญา และการเงิน ไปพร้อมๆกับการเสียสละในสิ่งที่ดีให้กับผู้อื่น ถนนสู่ความสำเร็จอยู่ระหว่างการก่อสร้างเรื่อยไป มันเป็นเส้นทางที่ก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่จุดสุดท้ายที่ปลายทาง
แม้ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร แต่การมีเพียงข้อมูลและข่าวสารเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ถ้าทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องมีเพียงแค่ไอเดียและความคิดบวกเท่านั้น เราทุกคนก็คงจะมีลูกม้าไว้ขี่ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้ว แต่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย การกระทำสิ ถึงจะเป็นตัวรวบรวมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ทั้งมวล การกระทำเป็นตัวที่ทำให้เกิดผล ความรู้เป็นเพียงพลังอำนาจที่สถิตย์อยู่เท่านั้น จนกว่ามันจะตกไปอยู่ในมือของคนที่รู้ว่า จะทำให้ตนเอง ลงมือกระทำอย่างมีประสิทธิผลได้อย่างไร จะว่าไปแล้ว ความหมายตามตัวอักษรของ พลังอำนาจ คือ ความสามารถในการก่อให้เกิดการกระทำนั้นเอง
สิ่งที่เราทำในชีวิตถูกกำหนดมาจาก ลักษณะที่เราสื่อความกับตัวเองไว้อย่างไร คุณภาพชีวิตของเรามาจากคุณภาพของการสื่อความ สิ่งที่เราวาดภาพและพูดกับตัวเอง เรามักจะถูกขังอยู่ในความคิดของตัวเอง มองเห็นความสำเร็จมหึมาของผู้อื่น และคิดว่าพวกเขาอยู่จุดนั้นได้เพราะพวกเขามีพรสวรรค์พิเศษบางอย่าง ที่คุณเองไม่มี พรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมที่เหนือคนทั่วไป คือ ความสามารถที่จะทำให้ตัวเองลงมือปฏิบัติ และเราทุกคนบนโลกนี้สามารถสร้างพรสวรรค์นี้ได้
คุณเองเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรู้สึกและกระทำอย่างไรตามที่ตัวเองมองเห็นเหตุการณ์นั้นๆ ไม่มีอะไรจะมีความหมาย เว้นเสียแต่ความหมายที่คุณมอบให้กับมัน เราต่างยอมให้การแปลความหมายเป็นไปอย่างไร้การควบคุมกันมามาก แต่แท้ที่จริงแล้ว เราสามารถดึงเอาพลังนี้กลับคืนมาได้ และเปลี่ยนประสบการณ์ที่เรามีต่อโลกได้ในพริบตา
ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความแตกต่างระหว่างคนที่ผลิตผลลัพธ์ทางบวกและคนที่ไม่นั้น ไม่ใช่การทอดลูกเต๋า จะต้องมีการปฏิบัติที่มีรูปแบบและคงเส้นคงวา บนเส้นทางเฉพาะที่นำไปสู่ความเป็นเลิศซึ่งเราทุกคนล้วนทำได้ เราทุกคนสามารถปลดปล่อยความมหัศจรรย์ในตัวเองได้ เพียงแต่เราจะต้องเรียนรู้วิธีการเปิดสวิทช์และใช้งานจิตใจและร่างกายในลักษณะที่ให้พลังอำนาจและได้ประโยชน์สูงสุด
คนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงแตกต่างอย่างมากมายจากคนที่ล้มเหลวในความเชื่อ ความเชืีอของเราว่าเราคือใครและเราสามารถเป็นใคร เป็นสิ่งที่กำหนดได้อย่างแม่นยำว่าเราจะเป็นใครและเราสามารถเป็นใคร เป็นสิ่งที่กำหนดได้อย่างแม่นยำว่าเราจะเป็นใคร หากเราเชื่อในความมหัศจรรย์เราจะใช้ชีวิตอย่างมหัศจรรย์ ถ้าเราเชื่อว่าชีวิตถูกกำหนดให้เดินอยู่ในทางที่แคบๆและจำกัด เราทำให้ข้อจำกัดนั้นกลายเป็นความจริงขึ้นมาทันที สิ่งใดที่เราเชื่อว่าเป็นความจริง สิ่งใดที่เราเชื่อว่าเป็นไปได้ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นจริง
มีคนถาม บังเกอร์ ฮันท์ มหาเศรษฐีน้ำมันในรัฐเทกซัสว่า ขอคำแนะนำสักข้อแก่ผู้คนว่าทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ เขากล่าวว่าง่ายนิดเดียว ข้อแรก คุณต้องตัดสินใจก่อนว่าอะไรที่คุณต้องการกันแน่ ข้อสอง ตัดสินใจที่จะเต็มใจทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้มันเกิดขึ้น แล้วจากนั้นก็ยังทุ่มเทต่อไป ถ้าคุณไม่ทำตามข้อสอง คุณก็จะไม่ได้ในสิ่งที่คุณต้องการในระยะยาว และน่าเสียดายมากที่น้อยคนมากที่ทำ
อะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้ที่มี กับผู้ที่ไม่มี ทำไมบางคนจึงเอาชนะอุปสรรคที่เลวร้ายเหนือจินตนาการและทำให้ชีวิตประสบชัยชนะ ในขณะที่ผู้อื่นซึ่งมีเพียบพร้อมทุกอย่างกลับพาชีวิตเข้าสู่ความหายนะ คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มีปัญหาน้อยกว่าคนที่ล้มเหลวแต่อย่างใด มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราหรอกที่แบ่งแยกความล้มเหลวออกจากความสำเร็จ แต่เป็นเรื่องราวที่ว่า เรารับรู้และตีความหมายมันอย่างไร และเราทำอะไร กับสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหาก ที่ทำให้เกิดความแตกต่างจริงๆ
วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555
If you think you can 2
คนจำนวนมากมักจะทำเป็นคนที่รู้ดีไปหมด ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา และมักจะสรุปเอาเองว่าเราทำอะไรได้ หรือไม่ได้ น่าแปลกที่ความคิดส่วนใหญ่ของเขาที่คิดนั้น มักจะเป็นการฉุดรั้งไม่ให้เราเจริญก้าวหน้าไปกว่าตัวเขาเอง ถ้าไม่ระวังให้ดี เราเองก็จะตกหลุมพรางความเชื่อที่จะดึงเราให้ห่างไกลออกจากความฝันของตัวเองง่ายๆ
สิ่งสำคัญคือการที่เราบอกตัวเองให้กล้าหันหลังให้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์เหล่านั้น ข้อเท็จจริงที่เราต้องรู้ก็คือ ยังมีคนเก่งอีกมากที่ไม่เคยคิดจะออกเดินทางให้ตัวเอง แต่มักจะทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คอยตำหนิติเตียนการเดินทางของคนอื่นๆไปทั่ว คนประเภทนี้ไม่ใช่คนที่เราควรไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรแถมยังมีแต่บั่นทอนความมั่นใจของเราเปล่าๆ
เราต่างมีพลังในตัวเองมากกว่าที่คิดไว้มากมาย แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การที่ต้องเริ่มจากการที่คุณต้องเชื่อเสียก่อน มิฉะนั้นเมื้อพบกับความกดดัน เราก็มักจะพร้อมที่จะถอยกลับมาอยู่ในกรอบความคิดที่คนส่วนใหญ่คิดและเชื่อกันอีกครั้ง ลองตั้งคำถามสำคัญกับตัวเองว่า คุณใช้ชีวิตในแบบที่เหมาะสมสำหรับการประสบความสำเร็จตามที่ใฝ่ฝันหรือยัง? Tom Rusk ผู้เขียน I want to change, but I don't know how. กล่าวว่า คนจำนวนมากพอใจที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบอดภัยไว้ก่อน เพราะนั่นสามารถทำให้คนเหล่านั้นอยู่ได้กับความเชื่อที่ว่า 'ถึงฉันจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายอะไร แต่ก็ไม่ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆจากการเสี่ยงเหมือนกัน... กองความฝันเอาไว้ แล้วก็หลอกตัวเองว่า ปลอดภัยแล้ว'
สิ่งที่ผ่านไปแล้วและสิ่งที่ยังมาไม่ถึง มีผลน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ในใจของเราเอง in order to turn a dream into reality, you must begin with the decision. เพืี่อทำความฝันให้เป็นจริง คุณต้องเริ่มจากสิ่งแรกคือ การตัดสินใจ
เช่นเดียวกับพลังแห่งชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ในทุกๆเมล็ดพันธ์พืชเล็กๆ เราเองมีพลังมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว การตัดสินใจและความคิดเป็นเหมือนสลัก ที่จะปลดปล่อยพลังมหาศาลนี้ออกมา เพื่อเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็น โดยเริ่มต้นจากการตัดสินใจก่อน ก่อนที่จะมีการลงมือหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิต ย่อมต้องเริ่มจากการตัดสินใจของคนๆนั้นเสียก่อน ราล์ฟ วัลโด เอเมอร์สัน กล่าวว่า 'อย่าเดินไปตามเส้นทางที่มีคนแผ้วถางไว้แล้ว จงไปในเส้นทางใหม่แล้วบุกเบิกเส้นทางนั้นด้วยตัวท่านเอง'
คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใส่ใจ กับความสำคัญจากการตัดสินใจในเรื่องต่างๆของตัวเอง เพราะส่วนใหญ่มันจะไม่มีผลกระทบในทันที แต่อาจจะส่งผลเมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง อาจจะนานเป็นเดือน เป็นปี เป็นสิบปี การตัดสินใจในชีวิตล้วนมีผลกระทบกับชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่การตระหนักรู้มักเกิดขึ้น เมื่อสายไป
ทุกๆการตัดสินใจที่เราทำจะนำเราเข้าใกล้ความสำเร็จที่เราตามหา หรือทำให้เราขยับห่างออกมาจากมันเสมอ โดยปกติแล้วคนเราจะไม่สูญเสียความสัมพันธ์ภายในชั่วข้ามคืน แต่มักจะเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราไม่มีทางตื่นขึ้นมาพร้อมกับหุ่นผอมเพรียวอย่างที่ต้องการได้ในชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับที่ไม่มีทางอ้วนฉุได้จากการกินเพียงวันเดียว ไม่มีทางเป็นสิงห์อมควันได้จากการสูบบุหรี่เพียงม้วนเดียว ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากนี้ เราไม่อาจประสบความสำเร็จได้ทุกอย่างหรือมีชีวิตในแบบที่ฝันได้ในชั่วข้ามคืน
เมื่อตัดสินใจที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ยอมแพ้ เมื่อตัดสินใจที่จะลงมือทำโดยไม่เอาแต่กังวลและกลัวทำไม่ได้ เมื่อตัดสินใจที่จะทุ่มเทอย่างสุดตัว และแม้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ การได้ตัดสินใจก้าวไปตามที่ฝันแทนที่จะเอาแต่หยุดอยู่กับที่ การตัดสินใจเหล่านี้คือการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อชีวิตของคุณอย่างยิ่ง
การตัดสินใจที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จของคุณ คือ การตัดสินใจที่แท้จริง เมื่อมีการตัดสินใจที่แท้จริง คุณจะกันตัวเองออกจากตัวเลือกอื่นๆที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ และลงมือทำอย่างมหาศาลเพื่อให้ได้ตามต้องการ ในชีวิตจริงคุณต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบกับผลของการตัดสินใจของตัวเอง คนจำนวนไม่น้อย เมื่อพบปัญหาต่างๆที่เกิดจากการตัดสินใจ ก็จะเริ่มกลัวและโทษสิ่งต่างๆ แทนที่จะยืดอกรับผลจากการตัดสินใจของตัวเอง คนกลุ่มนี้ลืมไปว่าแม้เรามีอำนาจในการเลือก แต่ไม่มีอำนาจในการกำหนดผลลัพท์จากการเลือกที่จะตามมา ข้อเท็จจริงก็คือ ถ้าต้องการผลลัพท์ที่แตกต่าง ก็ต้องการการตัดสินใจที่แตกต่าง
หนึ่งในเรื่องเลวร้ายที่สุด คือการลังเลไม่ยอมตัดสินใจ อะไรทำให้คนไม่ยอมตัดสินใจ คำตอบคือความกลัว กลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด กลัวคำวิพากย์ของคนอื่น กลัวล้มเหลว กลัวความไม่แน่นอน กลัวความไม่รู้ ความหวาดกลัวคือศัตรูตัวร้าย และการไม่ยอมตัดสินใจมักจะเสียหายมากกว่าการตัดสินใจไม่ถูกต้องด้วยซ้ำ เมื่อคุณผิดพลาด คุณก็ได้เรียนรู้ว่าอย่างน้อยก็มีวิธีหนึ่งล่ะที่ไม่ใช่ คุณไม่ล้มเลิก หาวิธีใหม่ต่อไป แต่ถ้าคุณไม่ตัดสินใจ ที่ๆคุณอยู่คือที่เดิม คุณไม่ได้รับรู้อะไรใหม่ นอกจากเรื่องที่คุณอาจแต่งขึ้นมา เพื่อหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร
สิ่งสำคัญคือการที่เราบอกตัวเองให้กล้าหันหลังให้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์เหล่านั้น ข้อเท็จจริงที่เราต้องรู้ก็คือ ยังมีคนเก่งอีกมากที่ไม่เคยคิดจะออกเดินทางให้ตัวเอง แต่มักจะทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คอยตำหนิติเตียนการเดินทางของคนอื่นๆไปทั่ว คนประเภทนี้ไม่ใช่คนที่เราควรไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรแถมยังมีแต่บั่นทอนความมั่นใจของเราเปล่าๆ
เราต่างมีพลังในตัวเองมากกว่าที่คิดไว้มากมาย แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การที่ต้องเริ่มจากการที่คุณต้องเชื่อเสียก่อน มิฉะนั้นเมื้อพบกับความกดดัน เราก็มักจะพร้อมที่จะถอยกลับมาอยู่ในกรอบความคิดที่คนส่วนใหญ่คิดและเชื่อกันอีกครั้ง ลองตั้งคำถามสำคัญกับตัวเองว่า คุณใช้ชีวิตในแบบที่เหมาะสมสำหรับการประสบความสำเร็จตามที่ใฝ่ฝันหรือยัง? Tom Rusk ผู้เขียน I want to change, but I don't know how. กล่าวว่า คนจำนวนมากพอใจที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบอดภัยไว้ก่อน เพราะนั่นสามารถทำให้คนเหล่านั้นอยู่ได้กับความเชื่อที่ว่า 'ถึงฉันจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายอะไร แต่ก็ไม่ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆจากการเสี่ยงเหมือนกัน... กองความฝันเอาไว้ แล้วก็หลอกตัวเองว่า ปลอดภัยแล้ว'
สิ่งที่ผ่านไปแล้วและสิ่งที่ยังมาไม่ถึง มีผลน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ในใจของเราเอง in order to turn a dream into reality, you must begin with the decision. เพืี่อทำความฝันให้เป็นจริง คุณต้องเริ่มจากสิ่งแรกคือ การตัดสินใจ
เช่นเดียวกับพลังแห่งชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ในทุกๆเมล็ดพันธ์พืชเล็กๆ เราเองมีพลังมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว การตัดสินใจและความคิดเป็นเหมือนสลัก ที่จะปลดปล่อยพลังมหาศาลนี้ออกมา เพื่อเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็น โดยเริ่มต้นจากการตัดสินใจก่อน ก่อนที่จะมีการลงมือหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิต ย่อมต้องเริ่มจากการตัดสินใจของคนๆนั้นเสียก่อน ราล์ฟ วัลโด เอเมอร์สัน กล่าวว่า 'อย่าเดินไปตามเส้นทางที่มีคนแผ้วถางไว้แล้ว จงไปในเส้นทางใหม่แล้วบุกเบิกเส้นทางนั้นด้วยตัวท่านเอง'
คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใส่ใจ กับความสำคัญจากการตัดสินใจในเรื่องต่างๆของตัวเอง เพราะส่วนใหญ่มันจะไม่มีผลกระทบในทันที แต่อาจจะส่งผลเมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง อาจจะนานเป็นเดือน เป็นปี เป็นสิบปี การตัดสินใจในชีวิตล้วนมีผลกระทบกับชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่การตระหนักรู้มักเกิดขึ้น เมื่อสายไป
ทุกๆการตัดสินใจที่เราทำจะนำเราเข้าใกล้ความสำเร็จที่เราตามหา หรือทำให้เราขยับห่างออกมาจากมันเสมอ โดยปกติแล้วคนเราจะไม่สูญเสียความสัมพันธ์ภายในชั่วข้ามคืน แต่มักจะเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราไม่มีทางตื่นขึ้นมาพร้อมกับหุ่นผอมเพรียวอย่างที่ต้องการได้ในชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับที่ไม่มีทางอ้วนฉุได้จากการกินเพียงวันเดียว ไม่มีทางเป็นสิงห์อมควันได้จากการสูบบุหรี่เพียงม้วนเดียว ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากนี้ เราไม่อาจประสบความสำเร็จได้ทุกอย่างหรือมีชีวิตในแบบที่ฝันได้ในชั่วข้ามคืน
เมื่อตัดสินใจที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ยอมแพ้ เมื่อตัดสินใจที่จะลงมือทำโดยไม่เอาแต่กังวลและกลัวทำไม่ได้ เมื่อตัดสินใจที่จะทุ่มเทอย่างสุดตัว และแม้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ การได้ตัดสินใจก้าวไปตามที่ฝันแทนที่จะเอาแต่หยุดอยู่กับที่ การตัดสินใจเหล่านี้คือการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อชีวิตของคุณอย่างยิ่ง
การตัดสินใจที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จของคุณ คือ การตัดสินใจที่แท้จริง เมื่อมีการตัดสินใจที่แท้จริง คุณจะกันตัวเองออกจากตัวเลือกอื่นๆที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ และลงมือทำอย่างมหาศาลเพื่อให้ได้ตามต้องการ ในชีวิตจริงคุณต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบกับผลของการตัดสินใจของตัวเอง คนจำนวนไม่น้อย เมื่อพบปัญหาต่างๆที่เกิดจากการตัดสินใจ ก็จะเริ่มกลัวและโทษสิ่งต่างๆ แทนที่จะยืดอกรับผลจากการตัดสินใจของตัวเอง คนกลุ่มนี้ลืมไปว่าแม้เรามีอำนาจในการเลือก แต่ไม่มีอำนาจในการกำหนดผลลัพท์จากการเลือกที่จะตามมา ข้อเท็จจริงก็คือ ถ้าต้องการผลลัพท์ที่แตกต่าง ก็ต้องการการตัดสินใจที่แตกต่าง
หนึ่งในเรื่องเลวร้ายที่สุด คือการลังเลไม่ยอมตัดสินใจ อะไรทำให้คนไม่ยอมตัดสินใจ คำตอบคือความกลัว กลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด กลัวคำวิพากย์ของคนอื่น กลัวล้มเหลว กลัวความไม่แน่นอน กลัวความไม่รู้ ความหวาดกลัวคือศัตรูตัวร้าย และการไม่ยอมตัดสินใจมักจะเสียหายมากกว่าการตัดสินใจไม่ถูกต้องด้วยซ้ำ เมื่อคุณผิดพลาด คุณก็ได้เรียนรู้ว่าอย่างน้อยก็มีวิธีหนึ่งล่ะที่ไม่ใช่ คุณไม่ล้มเลิก หาวิธีใหม่ต่อไป แต่ถ้าคุณไม่ตัดสินใจ ที่ๆคุณอยู่คือที่เดิม คุณไม่ได้รับรู้อะไรใหม่ นอกจากเรื่องที่คุณอาจแต่งขึ้นมา เพื่อหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร
วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555
If you think you can by TJ Hoisington
ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ โดยจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด คือ ความคิด เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดการกระทำ ก่อนที่การกระทำจะนำไปสู่ผลลัพท์ที่คิดไว้ เรื่องที่เกิดขึ้นจริงคือ เรามักกำหนดขอบเขตความเป็นไปได้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมัวไปเชื่อในขอบเขต กรอบความคิด ความเชื่อของใครคนอื่นที่มากำหนดให้ อยาาหลงเชื่อความคิดเชิงลบที่จะถูกป้อนเข้ามาในความคิดคุณ หันหลังให้กับความหวาดกลัว กล้าคิด กล้าฝัน กล้าตั้งเป้าหมาย และกำหนดความเป็นไปได้ด้วยตัวคุณเอง ศักยภาพที่แท้จริงของคุณ รอการปลดปล่อยออกมา เพื่อนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการ ถ้าคุณคิดว่า ทำได้ คุณก็ทำได้
คนส่วนใหญ่ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จได้ ในความเป็นจริงการที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายได้นั้นมีกฏพื้นฐานหลักๆสำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จสามารถใช้เป็นแนวทางได้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตัวเองให้อยู่ในสภาวะที่พร้อมหรือเหมาะสมในการบรรลุเป้าหมายได้ จึงไม่แปลกที่คนจำนวนมากต่างรู้สึกว่าตัวเองทำได้แค่วิ่งตามเป้าหมายอย่างสิ้นหวัง และมักจะจบลงด้วยมือเปล่า
Impossible is nothing
ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเราเคยมีฝัน ฝันที่ยิ่งใหญ่ เคยมีช่วงเวลาที่เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นใครสักคน เป็นอะไรสักอย่างหรือเดินทางรอบโลก หรือประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่บางเรื่อง แต่เมืีอชีวิตดำเนินไปๆ ผู้คนหลายล้านคนต่างพากันหลงลืมความฝันนี้เสียสิ้น ลืมไปแม้กระทั่งความจริงที่สำคัญว่าเราคือผู้กำหนดชะตาของเราเอง รวมทั้งเป็นผู้กำหนดบทสรุปให้กับตัวเอง
มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปดินเหนียวของวัดแห่งหนึ่งไปยังอีกทีหนึ่ง ระหว่างทางเมื่อรถเครนยกพระพุทธรูปขึ้นมาเดินไปได้สักพัก ก็มีฝนตกอย่างหนัก เนื่องจากพระพุทธรูปนั้นมีน้ำหนักมากทำให้เกิดรอยแตกร้าว ซ้ำร้ายฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา คณะเกรงว่าพระพุทธรูปจะได้รับความเสียหายจึงตัดนินใจใช้ผ้าคลุมและตัดสินใจรอจนวันต่อไป คืนนั้นมีพระสงฆ์รูปหนึ่งเห็นแสงวาววับจากพระพุทธรูปนั้น ด้วยความสงสัยจึงได้ใช้ชะแลงมาสะกัดดินเหนียวชั้นนอกออก สิ่งที่ได้เห็นเบื้องหน้าคือ พระพุทธรูปนั้นหาใช่พระพุทธรูปดิตเหนียวไม่ หากแต่เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ขนาดใหญ่โตมโหฬาร นักโบราณคดีเชืีอว่าสมัยสงครามไทยเกรงว่าพม่าจะทำลายองค์พระพุทธรูปทองคำจึงได้ช่วยกันเอาดินเหนียวมาห่อหุ้มไว้ แต่พระเหล่านั้นเสียชีวิตในสงครามจึงไม่มีใครบอกเล่าเรืีองราวนี้
เช่นเดียวกับองค์พระพุทธรูปทองคำ เราทุกคนต่างมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่และความยอดเยี่ยมอยู่ในตัวเอง แต่เนื่องจากการต้องต่อสู้กับเรื่องราวมากมายของชีวิต เราจึงมองเห็นแค่ผิวชั้นนอกของชั้นดินที่ห่อหุ้มตัวเราเองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็นทองคำภายในตัวเอง
" Champions are born and then unmade."Converse
แชมเปี้ยนเกิดขึ้นมา แต่ถูกทำให้หลงลืมความยิ่งใหญ่ที่มีของตน
เชืีอหรือไม่ว่า เด็ก ป.6 จะได้ยินคำพูดทำนอง 'อย่าน่ะลูก อย่าทำ อย่าคิดอย่างนั้น หนูทำไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าทำเดี๋ยวคอยดูเถอะ.. อย่า, ไม่, เป็นไปไม่ได้, ไม่ดี, ไม่ถูก,ฯนนน' จนมีคำกล่าวว่า 'เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความเป็นอัจฉริยะ แต่ไม่นานนัก เด็ก 9,999 คนจาก 10,000 คน จะสูญเสียความเป็นอัจฉริยะนั้นไป เมื่อโตขึ้น"
คนเราส่วนใหญ่เชื่อว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงได้ย่อมต้องมีทักษะความสามารถที่พิเศษที่สุด ดร เบนจามิน บลูม ได้ทำการศึกษากับสุดยอดศิลปิน นักกีฬา และนักเรียนทุนกว่า 120 คน เขาสรุปว่าความเชื่ิอเดิมนั้นไม่เป็นจริงแม้แต่น้อย ปัจจัยความสำเร็จมาจากความมุ่งมั่นทุ่มเท มากกว่าการมีพรสววรค์หรือทักษะพิเศษใดที่โดดเด่นกว่าคนอื่น
คนจำนวนมาก เลือกที่จะยอมละทิ้งความฝันของตัวเองไปง่ายๆก่อนที่จะเริ่มพยายามด้วยซ้ำ เพราะความกลัวสารพัดอย่างที่อยู่ในใจเขา กลัวถูกปฏิเสธ กลัวล้มเหลว กลัวคนอื่นมองไม่ดี สุดท้าย้แล้วเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังกลัวที่จะประสบความสำเร็จ ลงท้ายก็ใช้ชีวิตอยู่ไปโดยไม่มีความสุข ได้แต่มองคนอื่นก้าวเข้าสู่เป้าหมายคนแล้วคนเล่า ได้แต่พูดเปรียบเทียบ และโทษว่าคนอื่นๆโชคดี และมีพร้อมมากกว่าตน
คนกลุ่มใหญ่ เลือกที่จะยอมให้ความล้มเหลวในอดีตมาเป็นตัวกำหนดอนาคต และยอมรับง่ายๆว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะทำอะไรก็พลาดก็ล้มเหลวมาโดยตลอด
คนที่ล้มเหลวมักจะหาเหตุผลมารองรับ ว่าอะไรทำให้ตนเองไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ แต่สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมองหาเหตุผลที่จะทำให้สิ่งต่างๆเป็นไปอย่างที่ต้องการ
คนส่วนใหญ่ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จได้ ในความเป็นจริงการที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายได้นั้นมีกฏพื้นฐานหลักๆสำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จสามารถใช้เป็นแนวทางได้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตัวเองให้อยู่ในสภาวะที่พร้อมหรือเหมาะสมในการบรรลุเป้าหมายได้ จึงไม่แปลกที่คนจำนวนมากต่างรู้สึกว่าตัวเองทำได้แค่วิ่งตามเป้าหมายอย่างสิ้นหวัง และมักจะจบลงด้วยมือเปล่า
Impossible is nothing
ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเราเคยมีฝัน ฝันที่ยิ่งใหญ่ เคยมีช่วงเวลาที่เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นใครสักคน เป็นอะไรสักอย่างหรือเดินทางรอบโลก หรือประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่บางเรื่อง แต่เมืีอชีวิตดำเนินไปๆ ผู้คนหลายล้านคนต่างพากันหลงลืมความฝันนี้เสียสิ้น ลืมไปแม้กระทั่งความจริงที่สำคัญว่าเราคือผู้กำหนดชะตาของเราเอง รวมทั้งเป็นผู้กำหนดบทสรุปให้กับตัวเอง
มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปดินเหนียวของวัดแห่งหนึ่งไปยังอีกทีหนึ่ง ระหว่างทางเมื่อรถเครนยกพระพุทธรูปขึ้นมาเดินไปได้สักพัก ก็มีฝนตกอย่างหนัก เนื่องจากพระพุทธรูปนั้นมีน้ำหนักมากทำให้เกิดรอยแตกร้าว ซ้ำร้ายฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา คณะเกรงว่าพระพุทธรูปจะได้รับความเสียหายจึงตัดนินใจใช้ผ้าคลุมและตัดสินใจรอจนวันต่อไป คืนนั้นมีพระสงฆ์รูปหนึ่งเห็นแสงวาววับจากพระพุทธรูปนั้น ด้วยความสงสัยจึงได้ใช้ชะแลงมาสะกัดดินเหนียวชั้นนอกออก สิ่งที่ได้เห็นเบื้องหน้าคือ พระพุทธรูปนั้นหาใช่พระพุทธรูปดิตเหนียวไม่ หากแต่เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ขนาดใหญ่โตมโหฬาร นักโบราณคดีเชืีอว่าสมัยสงครามไทยเกรงว่าพม่าจะทำลายองค์พระพุทธรูปทองคำจึงได้ช่วยกันเอาดินเหนียวมาห่อหุ้มไว้ แต่พระเหล่านั้นเสียชีวิตในสงครามจึงไม่มีใครบอกเล่าเรืีองราวนี้
เช่นเดียวกับองค์พระพุทธรูปทองคำ เราทุกคนต่างมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่และความยอดเยี่ยมอยู่ในตัวเอง แต่เนื่องจากการต้องต่อสู้กับเรื่องราวมากมายของชีวิต เราจึงมองเห็นแค่ผิวชั้นนอกของชั้นดินที่ห่อหุ้มตัวเราเองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็นทองคำภายในตัวเอง
" Champions are born and then unmade."Converse
แชมเปี้ยนเกิดขึ้นมา แต่ถูกทำให้หลงลืมความยิ่งใหญ่ที่มีของตน
เชืีอหรือไม่ว่า เด็ก ป.6 จะได้ยินคำพูดทำนอง 'อย่าน่ะลูก อย่าทำ อย่าคิดอย่างนั้น หนูทำไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าทำเดี๋ยวคอยดูเถอะ.. อย่า, ไม่, เป็นไปไม่ได้, ไม่ดี, ไม่ถูก,ฯนนน' จนมีคำกล่าวว่า 'เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความเป็นอัจฉริยะ แต่ไม่นานนัก เด็ก 9,999 คนจาก 10,000 คน จะสูญเสียความเป็นอัจฉริยะนั้นไป เมื่อโตขึ้น"
คนเราส่วนใหญ่เชื่อว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงได้ย่อมต้องมีทักษะความสามารถที่พิเศษที่สุด ดร เบนจามิน บลูม ได้ทำการศึกษากับสุดยอดศิลปิน นักกีฬา และนักเรียนทุนกว่า 120 คน เขาสรุปว่าความเชื่ิอเดิมนั้นไม่เป็นจริงแม้แต่น้อย ปัจจัยความสำเร็จมาจากความมุ่งมั่นทุ่มเท มากกว่าการมีพรสววรค์หรือทักษะพิเศษใดที่โดดเด่นกว่าคนอื่น
คนจำนวนมาก เลือกที่จะยอมละทิ้งความฝันของตัวเองไปง่ายๆก่อนที่จะเริ่มพยายามด้วยซ้ำ เพราะความกลัวสารพัดอย่างที่อยู่ในใจเขา กลัวถูกปฏิเสธ กลัวล้มเหลว กลัวคนอื่นมองไม่ดี สุดท้าย้แล้วเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังกลัวที่จะประสบความสำเร็จ ลงท้ายก็ใช้ชีวิตอยู่ไปโดยไม่มีความสุข ได้แต่มองคนอื่นก้าวเข้าสู่เป้าหมายคนแล้วคนเล่า ได้แต่พูดเปรียบเทียบ และโทษว่าคนอื่นๆโชคดี และมีพร้อมมากกว่าตน
คนกลุ่มใหญ่ เลือกที่จะยอมให้ความล้มเหลวในอดีตมาเป็นตัวกำหนดอนาคต และยอมรับง่ายๆว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะทำอะไรก็พลาดก็ล้มเหลวมาโดยตลอด
คนที่ล้มเหลวมักจะหาเหตุผลมารองรับ ว่าอะไรทำให้ตนเองไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ แต่สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมองหาเหตุผลที่จะทำให้สิ่งต่างๆเป็นไปอย่างที่ต้องการ
วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555
The magic ladder of success
ทุกสิ่งที่คุณมี หรือกำลังจะมี ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ถูกดึงดูดเข้าหาตัวคุณด้วยธรรมชาติการคิดของคุณ ความคิดในเชิงบวกจะดึงดูดสิ่งที่เป็นบวกและน่าปรารถนา ส่วนความคิดในเชิงลบจะดึงดูดความยากจนและความทุกข์ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา สมองของคุณเป็นแม่เหล็ก ที่ทุกสิ่งที่เป็นของคุณถูกติดอยู่ แต่โปรดเข้าใจให้ดีว่า สมองของคุณจะไม่ดึงดูดความสำเร็จ หากว่าคุณเอาแต่คิดถึงความยากจนและความล้มเหลว
ความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลว โดยมากแล้วเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างความคิดในเชิงบวก กับความคิดในเชิงลบ สิ่งที่เหมือนกันย่อมดึงดูดกัน ไม่มีสิ่งใดที่ดึงดูดความสำเร็จเท่ากับความสำเร็จ และความยากจนก็ก่อให้เกิดความยากจนมากขึ้น เมื่อคุณประสบความสำเร็จ โลกทั้งโลกจะวางทรัพย์สมบัติไว้แทบเท้าคุณ และพร้อมจะทำบางอย่าง เพื่อให้คุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น แต่หากคุณแสดงออกซึ่งความล้มเหลว ทุกคนในโลกก็จะพยายามเอาสิ่งมีคุณค่าที่คุณมีอยู่เดิมไปด้วย คุณสามารถกู้เงินอย่างสบายเมื่อตอนที่คุณรุ่งเรืองและไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากนัก แต่หากคุณยากจนหรือเกิดความจำเป็นเร่งด่วนขึ้นมา การกู้เงินจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โลกก็จะยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป โดยที่คนส่วนใหญ่ก็จะไหลไปตามการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย คนเหล่านั้นไม่เคยฉุกคิดเลยว่า พวกเขาเองก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อชีวิตของตนเองได้เช่นกัน ในขณะที่มีใครหลายๆคนกำลังเปลี่ยนโลกอยู่ แล้วคุณกำลังทำอย่างนั้นอยู่รึป่าถ้าหาก... คำตอบคือ ไม่ คุณไม่ควรหยุดอยู่แค่นั้น มีเหตุผลร้อยแปดที่คุณควรจะมีแรงปรารถนาที่ลุกโชน ของความอยากจะทำให้มากขึ้น ซึ่งประกายแรกแห่งแรงปรารถนาจะต้องถูกจุดขึ้นมาก่อน จากนั้นจงโหมไฟปรารถนาให้แรงเข้า ให้มีพลังมากขึ้น จนเผาผลาญความกลัวและความลังเลให้หมดไป และเติมไฟให้กับความฝันของคุณ ... แล้วคุณจะยังรออะไรอีก
ความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลว โดยมากแล้วเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างความคิดในเชิงบวก กับความคิดในเชิงลบ สิ่งที่เหมือนกันย่อมดึงดูดกัน ไม่มีสิ่งใดที่ดึงดูดความสำเร็จเท่ากับความสำเร็จ และความยากจนก็ก่อให้เกิดความยากจนมากขึ้น เมื่อคุณประสบความสำเร็จ โลกทั้งโลกจะวางทรัพย์สมบัติไว้แทบเท้าคุณ และพร้อมจะทำบางอย่าง เพื่อให้คุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น แต่หากคุณแสดงออกซึ่งความล้มเหลว ทุกคนในโลกก็จะพยายามเอาสิ่งมีคุณค่าที่คุณมีอยู่เดิมไปด้วย คุณสามารถกู้เงินอย่างสบายเมื่อตอนที่คุณรุ่งเรืองและไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากนัก แต่หากคุณยากจนหรือเกิดความจำเป็นเร่งด่วนขึ้นมา การกู้เงินจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โลกก็จะยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป โดยที่คนส่วนใหญ่ก็จะไหลไปตามการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย คนเหล่านั้นไม่เคยฉุกคิดเลยว่า พวกเขาเองก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อชีวิตของตนเองได้เช่นกัน ในขณะที่มีใครหลายๆคนกำลังเปลี่ยนโลกอยู่ แล้วคุณกำลังทำอย่างนั้นอยู่รึป่าถ้าหาก... คำตอบคือ ไม่ คุณไม่ควรหยุดอยู่แค่นั้น มีเหตุผลร้อยแปดที่คุณควรจะมีแรงปรารถนาที่ลุกโชน ของความอยากจะทำให้มากขึ้น ซึ่งประกายแรกแห่งแรงปรารถนาจะต้องถูกจุดขึ้นมาก่อน จากนั้นจงโหมไฟปรารถนาให้แรงเข้า ให้มีพลังมากขึ้น จนเผาผลาญความกลัวและความลังเลให้หมดไป และเติมไฟให้กับความฝันของคุณ ... แล้วคุณจะยังรออะไรอีก
วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555
กฏ 25 ข้อสู่ความสำเร็จ
เราทุกคนรู้จักคนที่ไม่รับฟังความคิดของใครนอกจากตัวเอง พวกเขาก็แค่ไม่สนใจในสิ่งที่คนอื่นคิด พวกเขาไม่ต้องการได้ยินอะไรก็ตามที่คนอื่นพูด สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ คำพูดเหล่านั้นสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาได้ ถ้าเพียงแต่เขาเปิดใจรับฟัง
อยู่ในเส้นทาง ออกนอกเส้นทาง
ให้คนหนึ่งไปอยู่อีกมุมห้องไกลๆ แล้วเราเดินออกไปหา ขณะเดินไปหา ให้คนนั้นบอกว่าเราอยู่ในเส้นทาง หรือออกนอกเส้นทาง เมื่อเราเฉออกไปให้เขาบอก ออกนอกเส้นทาง เมื่อเราเดินตรงไป ให้เขาช่วยยืันยันว่า อยู่ในเส้นทาง ในชีวิตจริงไม่ว่าเป้าหมายเป็นอะไร เราล้วนเคยอยู่ในและออกนอกเส้นทางมาแล้ว แต่หากเราแปลคำของเพื่อนที่คอยบอกเป็นลบ คอยกลั่นแกล้งเรา ไม่เห็นด้วยกับเรา ...
เมื่อได้ยินคำ comment หรือคำป้อนกลับจากคนอื่น ปฏิกิริยาตอบรับจะมี 3 อย่าง
1) ฟูมฟาย ตีอกชกหัว 'ฉันไม่เคยทำอะไรได้เลย ฉันมันไอ้ขี้แพ้ ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีทางหรอก ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าจะฝืนไปทำไม สุดท้ายมันก็เหมือนเดิม'
2) โวยวาย ต่อว่าแหล่งข้อมูลป้อนกลับ 'แกทำได้ ก็ลองมาทำเองซิ บอกอย่างเดียวมันง่ายอยู่แล้ว โธ่เอย... พูดอยู่ได้'
3) เพิกเฉยต่อข้อมูล เดินเอามืออุดหู ไม่สนใจ เดินตามที่ตัวเองต้องการ โดยไม่สนใจว่าจะถึงเป้าหมายหรือไม่
ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าขอความเห็นจากคนอื่นเพื่อปรับปรุงตัวเอง เพราะพวกเขากลัวในสิ่งที่กำลังได้ยิน การได้รู้ความจริงย่อมดีกว่าไม่รู้เป็นอันมาก เพราะเราสามารถเลือกทำอะไรสักอย่างกับมันได้ แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของการใช้ชีวิตแบบหลีกเลี่ยงความจริง ก็คือคุณจะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้รู้ความลับ
ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะเผชิญหน้ากับอุปสรรคซึ่งบีบคั้นหัวใจก่อนที่จะได้ชัยชนะ พวกเขาเอาชนะได้ เพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะท้อใจกับความพ่ายแพ้ของตัวเอง " บี ซี ฟ็อบส์ ผู้ก่อตั้งนิตยสารฟ็อบส์
สำหรับความผิดพลาดทุกอย่าง มีทางเลือกอีกทางที่จะทำได้ คุณเพียงแต่ต้องหามันให้เจอ เมื่อคุณเจอสิ่งกีดขวาง จงหาทางอ้อมมันไป จงมีทัศนคติแบบแก้ปัญหาเสมอ จงเพียรพยายามจนกว่าคุณจะพบวิธีการที่ใช้ได้ " แมรี เคย์ เอช ผู้ก่อตั้งนิตยสารแมรีเคย์
ความยากลำบากเป็นโอกาสไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น มันเป็นหินรองก้าว เพื่อนำเราสู่ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไป เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ประตูอีกบานจะเปิดขึ้นเสมอ มันเป็นกฏธรรมชาติที่ปรับให้เกิดสมดุล " ไบรอัน อดัมส์
ความสำเร็จคือผลรวมของความพยายามเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า " โรเบิร์ต โคลลิเออร์
รอน สโคลาสติโก กล่าวไว้ว่า 'ถ้าคุณไปที่ต้นไม้ขนาดมหึมา และฟันมันด้วยขวานที่คมมากวันละ 5 ครั้งทุกวัน ไม่ว่าต้นไม้จะใหญ่โตเพียงใด ในที่สุดมันจะต้องโค่นลง' กฏของมหัศจรรย์เลขห้า คือ ในทุกๆสันเราจะทำสิ่งที่เฉพาะเจาะจง 5 อย่างที่จะช่วยให้เราทำเป้าหมายให้เสร็จสมบูรณ์ได้
คุณคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด 'จิม รอนส์
เราจะเป็นเหมือนกับคนที่เราคบหาสมาคมด้วยมากที่สุด นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องใช้เวลาอยู่กับผู้คนที่เราอยากจะเป็นเหมือนเขา ถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จมากกว่าที่เป็นอยู่ เราต้องเริ่มคบหาสมาคมกับคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเรา
ความมั่นใจนั้นแพร่ระบาดติดต่อกันได้ เช่นเดียวกับการขาดความมั่นใจ ' วินซ์ ลอมบาร์ดี หัวหน้าโค้ชทีมกรีน เบน แพ็คเกอร์ ผู้เป็นตำนานของอเมริกันฟุตบอล
มีคนอยู่ 2 ประเภทคือ พวกที่เป็นสมอและพวกที่เป็นเครื่องยนต์ คุณต้องโยนพวกสมอทิ้งไปและคบหากับพวกเครื่องยนต์ เพราะเครื่องยนต์จะช่วยพาคุณแล่นไปที่ไหนก็ได้ ทำให้ชีวิตคุณสนุกสนานมากขึ้น ในขณะที่สมอรังแต่จะฉุดรั้งคุณรั้งให้ต่ำลง 'โรเบิร์ต ไวแลนด์
ความเพียรพยายามน่าจะเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่พบมากที่สุดในหมู่คนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง พวกเขาปฏิเสธที่จะล้มเลิก ยิ่งคุณพยายามอยู่นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่บางสิ่งจะริ่มเข้าทางคุณ ไม่ว่าจะดูยากเพียงใดก็ตาม ยิ่งคุณเพียรพยายามนานเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากเท่านั้น
ใช่ทุกอย่างจะง่ายเสมอไป: บางครั้งคุณต้องอดทนเมื่อเิญกับอุปสรรคต่างๆ อาจเป็นอุปสรรคที่มองไม่เห็นจนไม่สามารถวางแผนคิดล่วงหน้าได้ บางครั้งคุณจะต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลซึ่งถาโถมเข้ามา อละบางครั้งจักรวาลนี้จะทดสอบความมุ่งมั่นของคุณในการไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไการเดินทางอาจลำบากลำบน คุณจำเป็นต้องปฏิเสธที่จะไม่ล้มเลิกขณะเรียนรู้บทเรียนใหม่ๆ และทำการตัดสินใจที่ยากลำบาก
คำถามอันทรงคุณค่าที่สุดที่จะได้เรียนรู้
จากคะแนน 1-10
คุณประเมินการประชุมในปีที่ผ่านเป็นเท่าไหร่ ต้องทำอย่างไรถึงจะได้เต็ม
ประเมินในฐานะของหัวหน้า ต้องทำอย่างไรถึงจะได้เต็ม
ประเมินผลงานทีมที่ออกมา ต้องทำอย่างไรถึงจะได้เต็ม
ประเมินผลงานของตัวเอง
ประเมินความตั้งใจ,การเรียนรู้ของตัวเอง
ประเมินความพอใจของตัวเอง
ประเมินความภูมิใจ ที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
ประเมินความสัมพันธ์ของเรา
มีความมหัศจรรย์อันหนึ่งในทะเลสาบแอโรเฮดด์ ทุ่งแดฟเฟอร์ดิลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เมื่อถึงตรงกลางมีป้ายปักไว้ว่า คำตอบสำหรับคำถามที่ฉันรู้ว่าคุณกำลังถามอยู่ ผู้หญิงคนหนึ่งกับสองมือ สองเท้าและสมองเล็กๆ คำตอบที่สอง ทีละต้น คำตอบที่สาม เริ่มในปี 1958 ผู้หญิงคนหนึ่งได้เปลี่ยนโลกไปตลอดกาลด้วยการปลูกแดฟเฟอร์ดิลทีละต้นเป็นเวลากว่า 40 ปี คุณจะทำอะไรสำเร็จได้บ้าง ถ้าคุณทำไปทีละเล็กละน้อยเป็นจำนวน 5 อย่างต่อปีทุกวัน ตลอด 40 ปีข้างหน้า ถ้าเขียนวันละ 5 หน้ามันจะกลายเป็นเอกสาร 73,000 หน้าหรือเท่ากับหนังสือหนา 300 หน้าจำนวน 243 เล่ม ถ้าออมวันละ 5 เหรียญ มันจะกลายเป็น 73,000 ดอลลาร์ ซึ่งมากพอที่จะเที่ยวรอบโลกได้ 4 ครั้งเลย นี่แหละ มหัศจรรย์ของเลขห้า
วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555
โลกไม่ได้ให้ผลตอบแทนกับสิ่งที่คุณรู้ แต่ให้ผลตอบแทนกับสิ่งที่คุณทำ สัจธรรมแห่งความสำเร็จอันเที่ยงแท้คือ 'จักรวาลตอบแทนให้การกระทำ'น่าประหลาดใจที่คนจำนวนมากจมปลักอยู่กับการนั่งคิด วิเคราะห์ ทั้งที่สิ่งเดียวที่พวกเขาควรทำที่สุดคือ การลงมือทำ
บางคนใช้เวลาตลอดทั้งชีวิต 'รอคอยช่วงเวลาที่ดีเยี่ยม' ที่จะทำอะไรสักอย่าง แต่เวลาที่ดีเยี่ยมนั้นแทบไม่มีอยู่จริง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเริ่มต้นลงมือทำเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับวลีที่ว่า 'เตรียมพร้อม เล็ง ยิง'ปัญหาคือ มีผู้คนมากมายเหลือเกินใช้เวลาในชีวิตทั้งหมดของตัวเอง ไปกับการเล็งเป้า แต่ไม่เคยยิง พวกเขาได้แต่เตรียมพร้อมที่จะทำให้สมบูรณ์แบบ แต่วิธีที่เร็วที่สุดที่จะยิงเข้าเป้าคือ เล็งและยิงออกไปเลย ดูว่ากระสุนเข้าตรงไหน แล้วปรับระยะใหม่ให้ใกล้เป้าไปเรื่อยๆ ในไม่ช้าเราก็จะยิงโดนเป้า สิ่งนี้เป็นจริงกับทุกเรื่องไม่ว่าอะไรก็ตาม
หยุดการรอคอย: ถึงเวลาเลิกรอคอย ความสมบูรณ์แบบ แรงบันดาลใจ การอนุญาต ใครสักคนที่เปลี่ยนแปลง คนเหมาะสมที่จะเข้ามา ฤกษ์งามยามดี ความมั่นใจในตัวเองที่มากขึ้น ผู้บริหารคนใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง ความเจ็บปวดที่จะหายไป
จงลงมือทำเสียที!!!
เรย์ ครอค ผู้ก่อตั้งแมคโดแนลกล่าวว่า กุญแจสู่ความสำเร็จมี 3 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1) อยู่ในที่ที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม 2) รู้ว่าตัวคุณอยู่ที่นั่นด้วย 3) ลงมือทำ
เราสามารถเดินเขย่งเท้าไปตลอดชีวิต เพื่อหวังว่าเราจะตายอย่างไม่ถลอกปอกเปิกจนเกินไป หรือเราจะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ สมบุกสมบันเพื่อบรรลุเป้าหมายและทำความฝันสูงสุดของเราให้เป็นจริง " บ๊อบ พรอกเตอร์
มีใครในชีวิตคุณที่เอาแต่บ่นและโทษคนโน้นคนนี้เกี่ยวกับสถานการณ์ของพวกเขาเองไหม มีใครบ้างไหมที่มักตัดสินคนอื่น กระจายข่าวลือในแง่ร้าย มีใครบ้างไหมที่มักจะบอกว่าความฝันของคุณเป็นไปไม่ได้ พยายามยับยั้งไม่ให้คุณเชื่อมั่นและเดินทางไปยังเป้าหมายของคุณ จงหยุดหรือเลี่ยงที่จะใช้เวลากับคนพวกนี้ เพราะคุณจะถูกดูดพลังบวกที่มี และในที่สุดคุณก็เริ่มไม่มั่นใจในตัวเองและกลายเป็นคนลบเหมือนพวกเขา
จงพยายามแวดล้อมตัวเองด้วยผู้คนที่คิดในเชิงบวก เกื้อหนุนและเติมพลังให้กับคุณ จงมองหาผู้คนที่เชื่อมั่นในตัวคุณ กระตุ้นให้คุณเดินตามความฝันของตัวเอง และปรบมือให้กับชัยชนะของคุณ จงห้อมล้อมตัวเองด้วยผู้ที่มองโลกในแง่ดี มีความฝันและจินตนาการ ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณต้องเริ่มคบหาสมาคมกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ขอมห้เขาเล่ากลยุทธ์ความสำเร็จของพวกเขาให้คุณฟัง ทดลองทำในสิ่งที่พวกเขาทำ อ่านในสิ่งที่พวกเขาอ่าน คิดในแบบที่พวกเขาคิด ถ้ามันได้ผลให้นำม่ปรับใช้ แต่ถ้าไม่ได้ผลก็หยุดและมองหาวิธีใหม่มาทดลองต่อไป
มีพวกเรามากมายแค่ไหนที่ทำอะไรเยอะแยะ แต่ไม่เคยเสร็จสมบูรณ์ เราดั้นดนไปถึงตอนจบแต่ทิ้งสิ่งที่ต้องทำสุดท้ายเอาไว้ มีชีวิตเราในด้่านไหนบ้างที่เราปล่อยโครงการทิ้งไว้โดยไม่ทำให้เสร็จ หรือทำอะไรไม่สำเร็จกับใครบางคน เมื่อเรายังไม่ได้ทำให้อดีตสมบูรณ์ เราก็ไม่อาจอ้าแขนรับปัจจุบันได้อย่างเต็มที่
เราสามารถใส่ใจในสิ่งต่างๆได้ทีละอย่างเท่านั้น แต่ละคำสัญญา ข้อตกลงหรือสิ่งที่ต้องทำ สิ่งต่างๆนี้จะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของความทรงจำของเรา จะทำให้หน่วยความทรงจำเหลือน้อยลงสำหรับงานปัจจุบัน รวมไปถึงโอกาสใหม่ๆและนำความอุดมสมบูรณ์เข้ามาสู่ชีวิตคุณ ถ้าเช่นนั้น ทำไมคนเราจึงไม่ทำให้เสร็สมบูรณ์ บ่อยครั้งที่ความไม่เสร็จสมบูรณ์แสดงให้เห็นถึงชีวิตของเราในด้านต่างๆที่ขาดความชัดเจน หรือมีอุปสรรคทางใจเข้ามาปิดกั้น งานที่เสร็จสมบูรณ์ 20 อย่างนั้นมีพลังมากกว่างานที่ทำแค่ครึ่งๆกลางๆ 80 อย่าง
สิ่งที่รบกวนจิตใจคุณในชีวิตประจำวันสามารถสร้างความเสียหายให้กับความสำเร็จของคุณได้พอกับสิ่งที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากมันดึงพื้นที่ความใส่ใจออกไป สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ทุกครั้งที่เห็นมันและคิดอยากให้มันเปลี่ยนแปลง พลังงานของคุณจะถูกสูบออกไป มันจะคอยสูบพลังแทนที่จะเพิ่มพลังให้กับชีวิตคุณ
พัฒนานิสัยแห่งความสำเร็จขึ้นมาใหม่ปีละ 4 อย่าง: ใครก็ตามที่ต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดในธุรกิจ จะต้องเข้าใจพลังอำนาจของนิสัย เขาจะต้องรีบเลิกนิสัยที่ปิดกั้นความสำเร็จของตัวเอง และเร่งน้อมรับหลักปฏิบัติที่จะกลายเป็นนิสัยที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จที่ปรารถนาได้" เจ พอล เก็ตที
ไม่ว่าจะดีหรือแย่ นิสัยต่างๆล้วนทำให้เกิดผลลัพท์ตามมาเสมอ: ความสำเร็จเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจและการฝึกนิสัยอันเรียบง่าย เฉพาะเจาะจงอย่างจริงจังซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จเสมอ " โรเบิร์ต เจ ริงเกอร์ ผู้เขียน Million dollar habits
นิสัยของคุณเป็นตัวกำหนดผลลัพท์ของคุณ ผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ลอยละลิ่วสู่จุดสูงสุด การไปถึงจุดนั้นได้ต้องอาศัยการกระทำที่แน่วแน่ วินัยส่วนตัว และพลังงานมากมายในทุกๆวันเพื่อให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นได้ นิสัยที่คุณพัฒนาขึ้นในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าอนาคตของคุณจะออกมาเป็นเช่นไร
ปัญหาอย่างหนึ่งของคนที่มีนิสัยแย่ๆก็คือผลลัพธ์ของนิสัยแย่ๆเหล่านั้น จะยังไม่เผยออกมาให้เห็นจนกว่าจะถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต เมื่อคุณมีนิสัยไม่ดีเรื้อรัง สุดท้ายชีวิตจะให้ผลตามมา คุณอาจไม่ชอบผลของมัน แต่ชีวิตยังจะส่งมาให้คุณอยู่ดี ข้อเท็จจริงก็คือ ถ้าคุณทำสิ่งต่างๆในแบบเดิม คุณจะได้รับผลลัพธ์ที่คาดเดาได้เสมอ นิสัยเชิงบวกจะก่อให้เกิดผลเชิงบวก นิสัยลบจะก่อให้เกิดผลเชิงลบเสมอ
ความสำเร็จจะตามมา หลังจากที่คุณได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่มีวิธีอื่นใดอีกที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ " มัลคอม เอส ฟ็อบส์"เจ้าของนิตยสารฟ็อบส์
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)