ภาพแห่งตน คือ กุญแจสู่บุคลิกภาพและพฤติกรรมของมนุษย์ ภาพแห่งตนกำหนดเส้นอาณาเขตแห่งความสัมฤทธิ์ผลของแต่ละบุคคล มันกำหนดว่าคถณสามารถและไม่สามารถในเรื่องอะไร ขยายภาพแห่งตนแล้วคุณจะขยายพื้นที่ความเป็นไปได้ การพัฒนาภาพแห่งตนที่เหมาะสมและเป็นจริง ดูจะทำให้แต่ละบุคคลชุ่มโชกไปด้วยขีดความสามารถใหม่ๆ ความสามารถซ่อนเร้นใหม่ และเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นความสำเร็จได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ 'ดร. แม็กซ์เวล มอล์ซ ศัลยแพทย์ชื่อก้องโลก จากหนังสือของเขา Psycho-Cybernetics
บางครั้งบางคราวในชีวิตเป็นระยะๆ คุณจำเป็นต้องถอยหลังกลับมาเล็กน้อย เพื่อมองดูโลกอย่างที่มันเป็นในบริบทที่แตกต่างออกไป การเริ่มที่ดีก็คือให้ซาบซึ้งว่ามีความสุขอยู่ทุกหนแห่งทั่วไป มันสามารถถูกพบได้ในใบหน้าของเพื่อนๆ และคนที่คุณรักทั้งหลาย เสียงหัวเราะจากเด็กๆ คลื่นทะเล และเมฆบนท้องฟ้า มันอยู่ในต้นหญ้า ดอกไม้และต้นไม้ มันอยู่รอบๆตัวคุณนั่นแหละ แต่การที่จะได้มัน แรกเริ่ม คุณต้อง 'มองเห็นมัน' ในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเสียก่อน
ทุกสิ่งในชีวิตล้วนมาจากทัศนคติทั้งสิ้น ด้วยความเชื่อของคุณเกี่ยวกับตัวคุณเอง ก่อภาพแห่งตนของคุณขึ้นมา และภาพแห่งตนของคุณนั่นเอง ที่กำหนดระดับความนับถือตนเองของคุณ ระดับความนับถือตนเองของคุณจะกำหนดทุกสิ่งที่เหลือ
ไม่มีการตัดสินที่คุณจะมอบให้ซึ่งมีความหมายสำคัญยิ่งไปกว่า การตัดสินที่คุณมีต่อตนเอง ไม่มีปัจจัยหนึ่งใดที่มีความรับผิดชอบต่อเส้นทางที่คุณเลือกเดินมากไปกว่านั้น การยอมรับตนเองเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตส่วนตัว และการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อคุณทั้งปวง มันให้ความกล้าหาญและความทุ่มเทที่จะก้าวออกไปอยู่หน้าฝูงชน และเป็นคนที่มีตัวตน นั่นคือ ทุกสิ่งที่คุณเกิดมาเป็น
'คนหนึ่งคน กับ ความเชื่อของเขา
เท่ากับแรงของคน เก้าสิบเก้าคน ที่มีเพียงความสนใจ'
จอห์น สจ๊วต มิล์ส
ความกลัวหลัก 2 ประการที่คนส่วนมากมี คือ ความกลัวความล้มเหลว และความกลัวถูกปฏิเสธ ทั้งคู่เป็นผลลัพท์ที่มาจากความนับถือตนเองต่ำที่นำติดตัวมาจากประสบการณ์ลบ หรือที่ทรมานใจในสมัยเด็ก ความกลัวสองประการนี้ กำลังเป็นตัวแทนของการตอบสนองทางอารมณ์ที่เรียนรู้เข้ามาในตัว ที่ฉุดรั้งคนจำนวนมากเอาไว้ไม่ให้บรรลุศักยภาพเต็มของตนเองมากกว่าบุคลิกภาพมนุษย์ในแง่อื่น
ความผิดพลาดที่มีเหมือนๆกันประการหนึ่งที่พ่อแม่ทั้งหลายคนทำ คือ ใช้การวิจารณ์ ในทางทำลาย และลงโทษลูกๆของตัวเองตามอำเภอใจ สิ่งนี้ส่งข่าวสารไปยังลูกคนหนึ่งถึงคุณค่าในตัวของเขา เมืีอการกระทำของพ่อแม่ ในการวิจารณ์ ข่มขู่ และลงโทษลูกตามอำเภอใจเกิดซ้ำๆ เด็กก็จะเกิดความไม่สบายทางอารมณ์หรือแม้กระทั่งบาดเจ็บทางอารมณ์ ซึ่งสามารถทำให้เขามีความบกพร่องไปตลอดชีวิตได้เลย การปฏิบัติเช่นนี้ปล้นความเป็นปัจเจกชนของเขา สูบความเข้มแข็งภายในของเขาไปอย่างรวดเร็ว และทำให้โอกาสของเด็กที่จะสามารถเข้าถึงศักยภาพเต็มของเขาน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเด็กๆที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างการวิจารณ์ในสิ่งที่เป็นจริงกับไม่จริงในตอนอายุยังน้อย และพวกเขาก็เติบโตขึ้นด้วยรูปแบบนิสัยทางความคิดเชิงลบ เมืีอใดก็ตามที่มีความท้าทายหรือโอกาสใหม่เข้ามาในชีวิต พวกเขาก็จะบทที่พูดกับตัวเองว่า 'ฉันทำไม่ได้หรอก, ฉันไม่สามารถ, สิ่งนั้น.. สำหรับฉัน มันเป็นไปไม่ได้หรอก' ความกลัวความล้มเหลวนี้ เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งต่อความสำเร็จที่ผู้ใหญ่ส่วนมากเผชิญในชีวิต
ความผิดพลาดอีกอย่างที่พ่อแม่หลายคนทำ คือ ให้ความรักที่มีข้อแม้แก่ลูกๆของตน เช่น การหยุดความรักเอาไว้ หรือ ขมขู่ที่จะหยุดให้ความรัก เพื่อเป็นวิธีที่จะควบคุมพฤติกรรมเด็ก บ่อยครั้งที่พ่อแม่ไม่ตระหนักว่าพวกเขาสามารถทำลายจิตใจของลูกๆตน บางครั้งก็อาจถาวรตลอดไป ด้วยการเรียกร้องให้เชื่อฟังและทำตามเพื่อแลกเปลี่ยนกับการแสดงความรัก เด็กๆต้องการความรักมากเสียจนกระทั่ง พวกเขาจะยอมทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้มัน หากเขาได้รับเพียงความรักที่มีข้อแม้ เด็กก็จะเสียความบริสุทธิ์ของจิตใจ ความคิดที่เป็นธรราติและความไม่กลัวไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเทคนิคการควบคุมการบงการนี้จะได้ผลดีมาก แต่มันสามารถเป็นเครื่องมือที่ทำลายที่ดียิ่งไปพร้อมกัน มันมักจะทิ้งแผลเป็นที่ติดไปชั่วชีวิตให้กับเด็ก และสร้างอุปสรรคขัดขวางเชิงจิตอย่างรุนแรง ซึ่งเด็กอาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถที่เอาชนะมันได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่