คนทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่า 'บารมี' คืออำนาจ แท้จริงแล้วบารมี หมายถึง การที่คุณได้ลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง จนคนอื่นเชื่อถือ ศรัทธายอมปฏิบัติตาม ผู้มีบารมี แม้หมดอำนาจก็ยังมีคนเคารพยกย่อง นับหน้าถือตาในขณะที่คนมีอำนาจ จะเป็นที่นับถือ ก็เฉพาะในเวลาที่ยังรุ่งเรืองอยู่เท่านั้น 'พระธรรมปิฎก
'ก่อนที่ฟ้าจะประทานภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ใคร จักต้องเคี่ยวกรำผู้นั้นอย่างหนักหนาสาหัสเสียก่อน'อำนาจเป็นตัวกัดกร่อนความดี จึงต้องคอยตรวจสอบว่า ตัวเองได้ให้ความสำคัญกับทีมงาน ให้เกียรติเขาให้เหมาะสมกับเขาหรือไม่ เพราะความสำเร็จของงานเกิดจาก 'ทีม'ไม่ใช่จากคนๆเดียว
'จริยวัตรแห่งวิญญูชน ลงบจิตเพื่อฝึกฝนอบรมตน สะกดความทะยานอยากเพื่อบ่มเพาะคุณธรรม หากลุ่มหลงในกิเลสก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมินิ่งสงบ ก็มิอาจคิดการณ์ไกล อันว่าการศึกษานั้นต้องการความสงบสงัดจึงจะก่อให้เกิดปัญญา หากไม่ทุ่มเทศึกษา ก็ยากจะพัฒนาความสามารถ หากจิตไม่สงบพอ ก็มิอาจศึกษาอย่างได้ผล เกียจคร้านเฉื่อยชาก็มิอาจเข้าถึงแก่นความรู้ ร้อนรนกระวนกระวายก็จะขาดวิจารณญาณ แต่ละขวบปีผ่านไปโดยรวดเร็ว ความแน่วแน่ของปณิธานถดถอยลงทุกวันประหนึ่งใบไม้แห้งร่วงโรย จนก้าวไม่ทันโลก จากนั้นแม้จะพรำ่รำพันอยู่ในความยากไร้ โอกาสที่ดีในชีวิตก็ไม่หวนคืนกลับมา'" ขงเบ้ง สอนบุตร
'ชาวนาเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ไร้ข้าวสารกรอกหม้อ คนทอผ้าทำงานวันแล้ววันเล่า แต่ต้องหนาวตายเพราะไร้เสื้อผ้าสวมใส่ ดังนั้นจงจดจำ... ข้าวทุกคำ คือพระคุณของชาวนา อาภรณ์ที่งดงาม คือหยาดเหงื่อของผู้ถักทอ"
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ มองข้ามคุณค่าของการให้ เกิดจากระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นให้แก่งแย่ง ตั้งแต่สอนให้เรียนหนังสือให้ดี ให้ได้คะแนนสูงๆ เพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดให้ได้ จากนั้นก็พยายามเรียนให้ได้เกียรตินิยม เพื่อให้ได้ทำงานดีๆ แต่ไม่มีการสั่งสอนเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่ต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตที่แท้จริง
ขงจื้อ แบ่งชีวิตคนเราออกเป็น 3 ช่วงวัย
ดรุณวัย เลือดลมยังใม่เข้าที่ ควรหักห้ามเรื่องกามารมณ์
มัชฌิมวัย เลือดลมเพิ่งจะอยู่ตัว ต้องระวังการต่อสู้ช่วงชิง
ปัจฌิมวัย เลือดลมเริ่มอ่อนล้า ระวังความโลภเข้าครอบงำ
การมีจิตใจเป็นผู้ให้ เต็มเปี่ยมจากภายในจนไหลล้นไปสู่ผู้อื่น จะช่วยให้จิตใจดติมเต็ม ไม่ว่างเปล่า มีความหมายและมีความสุขไปตลอดชีวิต แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆแล้วก็ตาม
ข้าพเจ้ามีทรัพย์วิเศษ 3 สิ่งซึ่งรักษามาตลอด สิ่งแรกคือความเมตตา จึงกล้าหาญ สิ่งที่สองคือความมัธยัสถ์ จึงมั่งคั่ง กว้างขวาง สิ่งที่สามคือ การไม่แย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง จึงเป็นผู้นำในการงานทั้งปวง
ปัจจุบันนี้ หากละทิ้งความเมตตา แสวงหาแต่ความกล้าหาญ หากละทิ้งความมัธยัสถ์ แสวงหาแต่ความมั่งคั่ง กว้างขวาง หากละทิ้งการอยู่เบื้องหลัง แสวงหาความโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า ย่อมไปสู่ความหายนะ เมตตาธรรมนั้น หากใช้ในการรุกรบ จะพบชัยชนะ หากใช้ในการตั้งรับ จะเข้มแข็งมั่นคง" คำสอนของเล่าจื้อ