weenalovecookie

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ขอบเขตความสบายใจของตัวเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเคลื่อนห่างจากภาพแห่งตนของเรา ความกังวละความตึงเครียดก็จะบุกเข้ามา เพราะปกติเราจะทำตัวเหมือนคนที่เรามองว่าเราเป็นอยู่ร่ำไป ภาพแห่งตนของเราก็คือสิ่งที่เราเชื่อว่าสามารถทำอะไรได้ในตอนนี้

ในตอนแรก มันจะมีความขัดแย้งระหว่างจุดที่คุณยืนอยู่ หรือสิ่งที่คุณมีอยู่ กับสิ่งที่คุณยอมรับอยู่ในจิตใต้สำนึก อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของจิตใต้สำนึกก็คือ การขจัดปัดเป่าความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เราคิดคำนึงและสิ่งที่เราพบเจอในความเป็นจริงของเรา และเนื่องจากจิตใต้สำนึกของเราคือตัวสร้าง มันจึงเริ่มสร้างสิ่งที่เราคิดถึงและสิ่งที่เราวาดไว้ในใจขึ้นมา

กุญแจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำตัวให้แตกต่างจากภาพเดิมของคุณ จงปรับเปลี่ยนภาพนั้นก่อน ความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเริ่มจากข้างในไปข้างนอก เราต้องเปลี่ยนแปลงภาพในใจเราก่อน เมื่อทำเช่นนี้ ดินแดนสบายใจของเราก็จะขยายออกโดยอัตโนมัติ แล้วนี่ก็จะกลายเป็นความจริงอย่างใหม่ของเรา จากนั้นเราก็จะทำตัวไปตามความจริงหรือความเชื่ออย่างใหม่นั่นเอง


เราดำเนินชีวิตอยู่ในคำพยากรณ์ที่สนองตัวเอง:
ถ้าคุณเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ยากไร้คนหนึ่ง คุณก็จะทำอะไรๆให้ตัวเองพ่ายแพ้โดยไม่รู้ตัว เมื่อคุณพ่ายแพ้ คุณคิดว่าคุณจะพูดยังไงกับตัวเองล่ะ 'ฉันก็เป็นอย่างนี้แหละ' 'ฉันมักจะเสียเปรียบอยู่เรื่อยเลย' 'ฉันไม่มีวันมีเงินทองได้หรอก' คำเหล่านี้จะไปเสริมแรงให้กับความหมายหรือภาพเหล่านั้น ซึ่งทำให้คุณล้มเหลวอีก แล้วก็จะทำให้คุณคุยกับตัวเองแบบแย่ๆ จากนั้นมันก็จะไปเสริมแรงให้กับภาพแย่ๆ แล้วก็สร้างวงจรแบบนี้ขึ้นมา คนที่ไม่มีเงินจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจก็คือ พวกเขาดำเนินชีวิตตามคำพยากรณ์ของตัวเอง ที่สนองตนเอง นี่คือเหตุผลที่คนรวยได้แต่รวยเอาๆ และคนจนก็ได้แต่จนเอาๆ มันคือจิตใจที่แต่ละคนเป็นอยู่ มันไม่ได้เกี่ยวกับเงินเลยสักนิด !

คนที่มองตัวเองด้วยภาพแห่งตนแบบผู้ชนะจะทำให้พวกเขาทำอะไรๆที่ชนะ ถ้าพวกเขาพ่ายแพ้เป็นครั้งคราว พวกเขาก็จะไม่ยอมรับว่ามันเป็นชะตากรรมของพวกเขา พวกเขารู้ว่าการพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับพวกเขา พวกเขาจะปัดมันทิ้งไปด้วยการพูดว่า 'แบบนี้มันไม่ยักเหมือนฉันเลย ฉันจะเปลี่ยนมันใหม่'


ทัศนคติจะช่วยดัน หรือก็ช่วยดับความสำเร็จ:
ทัศนคติมีความสำคัญสุดๆในการกำหนดความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว แล้วทัศนคติคืออะไร?  ทัศนคติก็คือความเชื่อที่โดดเด่น ทัศนคตินั้น ทั้งในตัวมันและโดยตัวมันแล้ว ไม่ใช่บวกหรือลบ การประเมินทัศนคติใดๆจะเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเราเสมอ เมื่อเราตั้งเป้าไว้แล้ว ทัศนคติก็จะสนับสนุนเรา หรือไม่ก็กีดกันเราจากการบรรลุถึงเป้าหมาย เช่น การชอบเก็บปากเก็บคำนั้น โดยตัวมันเองถือว่าเป็นกลาง แต่ถ้าเป้าหมายของคุณ คือการเป็นนักพูดในที่ชุมชน ทัศนคติแบบนั้นจะไม่สนับสนุนคุณในการบรรลุเป้าหมายเลย

ทัศนคติที่เราพัฒนาขึ้นจะทำให้เราแสวงหาหรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ เรามักได้ทัศนคติมาโดยไม่เจตนาเป็นส่วนใหญ่ แล้วส่วนใหญ่ของมันก็ก่อตัวขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยเสียด้วย

ในทางตรงข้าม ถ้าเรามีทัศนคติที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ เราก็ตัดสินอย่างมีสติได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติเหล่านั้น ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือสร้างคำยืนกรานขึ้นมาใหม่ จินตนาการถึงผลลัพธ์ในบั้นปลาย ซึ่งก็คือการตอบสนองที่เราเลือกว่าจะมี แล้วก็วาดภาพตัวเองใหม่ว่าเป็นคนที่มีการตอบสนองทางอารมณ์ในแบบนั้น คุณสามารถจินตนาการให้ตัวเองแสวงหาการกระทำบางอย่างในชีวิตประจำวันของคุณได้ หรือในบางกรณีก็หลีกเลี่ยง ถ้าคุณเลือกนะ ทัศนคติจะอนุญาตให้เราเติบโตก็ได้ หรือกีดกันเราจากการเติบโตก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันยังไง

หน้าที่หลักของจิตใต้สำนึก
จิตใต้สำนึกคือระบบตรวจสอบและถ่วงดุล มันจะคอยดูแลให้ภาพในใจเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงของเรากลายเป็นความจริงอยู่เสมอ มันจะลุยโลดเพื่อไม่ให้เราผิดแผกออกไป เนืีองจากจิตใต้สำนึกจะบันทึกนิสัยการคิดของเราเอาไว้ ไม่ว่ามันจะดีหรือแย่สำหรับเรา เราจึงต้องหันมาประเมินว่าเราดำเนินการไปด้วยข้อมูลที่เข้าท่าหรือเปล่า มันเหมาะสมสำหรับจุดที่เราเลือกยืนตอนนี้มั๊ย  ในการรับมือกับโลกรอบตัว การกระทำของเราจะอิงกับนิสัยการคิดเหล่านั้น ซึ่งได้รับการยอมรับจากจิตใต้สำนึก เราต้องพินิจพิเคราะห์นิสัยการคิดของตัวเอง เพื่อดูว่ามันสัมพันธ์กับความสำเร็จของเราหรือเปล่า และนิสัยแบบไหนที่จะผลักดันให้เรารุดหน้าไปสู่เป้าหมาย นิสัยไหนที่ไม่ผลักเลย

เราจะอยู่ในจุดเดิมก็ได้ หรือจะอาศัยเจตนารมณ์อันจงใจมากล่อมให้เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเอื้อประโยชน์กับเรามากที่สุดก็ได้ ถ้าเราเลือกที่จะเปลี่ยน เราก็ต้องจินตนาการว่าตัวเรามุ่งมั่นกับความเชื่อใหม่นั้น การคุยกับตัวเองในเชิงก่อ และการวาดภาพในใจจะดึงเพดานที่กด การใช้ความสามารถซึ่งประเมินไว้ล่วงหน้าออก แล้วยอมให้เราก้าวหน้าแบบไม่สติแตก ปราศจากความเครียด ความกังวล และการโต้ตอบในแง่ลบ