สก๊อต เบดเบอรี เจ้าของคำขวัญ ' Just do it' ของไนกี้ และต้นตำรับของคำว่าฟราบปูชิโน ในรายการเครื่องดื่มของสตาร์บัคส์ เคยพูดไว้ว่า 'แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ จะแบ่งขั้วผู้คนคือ มีทั้งรัก และมีทั้งชัง' ทีมฟุตบอลบาร์เซโลนา เป็นทีมฟุตบอลขวัญใจของคนทุกคนไม่ได้ แต่มันเป็นทุกอย่างสำหรับสาวกตัวยง แมคโดนัลด์เป็นสวรรค์ของบางคน และเป็นนรกสำหรับอีกหลายคน
แบรนด์ มีหลัก 3 อย่าง
1. Rational ความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่แบรนด์เอื้อโอกาสให้คนทำได้ เช่น ไนกี้ไม่ใช่รองเท้า หรือเสื้อกีฬาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องของคนเล่นกีฬา
2. Comparative เปรียบเทียบได้
3. Emotional ผลตามมาคือ ความรู้สึกของคนต่อแบรนด์
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายและแรงจูงใจ
1.identify ระบุตัวคนเหล่านั้น และหาวิธีที่จะเข้าถึงคนเหล่านั้น
2.attract ดึงดูดความสนใจของคนเหล่านั้น ด้วยข้อเสนอที่เหมาะกับพวกเขา
3.serve ให้บริการด้วยวิธีการที่เป็นส่วนตัว
4. Retain รักษาลูกค้าไว้ และเขาต้องยังสร้างกำไร
5.grow สานต่อความสัมพันธ์ และยังคงมำให้เขาทำกำไร
กลยุทธ์ลูกค้า
1.ใครเป็นลูกค้าเป้าหมายที่ดีที่สุด. 2.พวกเขาอยากได้อะไรจากเรา. 3.เราจะดึงดูดความสนใจของเขาโดยคงทำกำไรได้งย่างไร
สร้างฐานข้อมูลรายละเอียดของลูกค้าปัจจุบัน. เข้าใจปัญหา/ความมุ่งหวังของเขา พิจารณาทางออกที่เหมาะสมและเข้ากับลูกค้าได้
ระบุลูกค้าที่มีศักยภาพสูงสุดเป็นเป้าหมาย. กำหนดบริบทที่คุณสามารถให้บริการ. ทำข้อเสนอสำหรับแต่ละกลุ่ม
ประเมินลูกค้าด้านความสามารถในการทำกำไร. จำแนกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยแรงจูงใจที่ต่างกัน ดึอดูดความสนใจ ให้ประสบการณ์ที่ออกแบบเฉพาะกลุ่ม
พัฒนากลยุทธ์ทางเลือกอื่น สำหรับลูกค้รายอื่น. เข้าใจความจำเป็น/ความต้องการตามลำดับความสำคัญ รักษาและขยายฐานสร้างกิจกรรมและยังคงกำไร
คุณเคยพบกับลูกค้าธรรมดาๆสักคนมั๊ย?
ลูกค้าที่เป็นหนึ่งในผู้หญิงร้อยละ 51 ขับรถยนต์4ประตูสีเงิน มีลูก2.1 คน อยู่ในบ้านขนาด 2.7ห้องนอน กับแมว 1.2ตัว ไปซื้อของอาทิตย์ละ 3.4ครั้ง ไม่เคยเชื่อนักการเมืองแต่รักจอร์จ คลูนีย์
ไม่มีใครเป็นตัวเลขเฉลี่ย เพราะมีคนน้อยมากที่ต้องการเป็นเช่นนั้น แต่กระนั้นธุรกิจส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญและยึดถือในค่าเฉลี่ยนี้ตลอดมา ให้และเสนอบริการโดยยึดค่าเฉลี่ยนี้เป็นหลัก น่าเสียดายที่ความพยายามนั้นไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขขึ้นเลยทั้งบริษัทและลูกค้า'เฉลี่ย'นั้น เพราะมันกลายเป็นของพื้นๆสำหรับทุกคน