คนเป็นจำนวนมากกลัวที่จะเริ่มต้น เพราะความล้มเหลวและความเจ็บปวดในอดีต พวกเขาแบกภาระอันหนักอึ้งไว้บนจิตวิญญาณของพวกเขา ภาระซึ่งถ้าไม่ปลดปล่อยออกไปแล้ว จะทำให้พวกเขาวิตกไปตลอดกาล ไม่มีอะไรที่คุณสามารถทำเกี่ยวกับอดีตได้ มันตายและถูกฝังไปแล้ว แต่คุณสามารถทำได้มากมายเกี่ยวกับอนาคตคุณ คุณไม่ต้องเป็นคนที่คุณเคยเป็นเมื่อวานนี้
การขอ: ความคิด เกี่ยวกับการขอ
อย่าพูดพึมพำ คุณจะไม่ได้สิ่งใดจากการพูดพึมพำ พูดให้ชัดเจน พูดให้เฉพาะเจาะจง การขออย่างฉลาดรวมถึงการตอบว่า อะไร ที่ไหน เมืีอไหร่ บอกรายละเอียดสิ่งที่คุณต้องการให้มากที่สุด กำหนดขอบเขตของมัน จงจำไว้ว่าเป้าหมายที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนแม่เหล็ก ยิ่งคุณสกัดแต่งมันได้ดีเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีแรงดึงดูดมากเท่านั้น
ประการที่สอง จงขอด้วยศรัทธา ศรัทธาคือส่วนหนึ่งของความเป็นเด็ก มันหมายถึง ความเชื่อว่า คุณสามารถได้สิ่งที่คุณต้องการ จงเชื่อเช่นเดียวกับเด็กคนหนึ่งที่เชื่อ เชื่อโดยปราศจากความสงสัยและหวาดระแวงของความเป็นผู้ใหญ่ในตัวคุณ
เราหลายคนเปลี่ยนเป็นผู้ที่มีความเคลือบแคลงสงสัยมากเกินไป เราสูญเสียความไร้เดียงสาที่น่าอัศจรรย์ นั่นคือ ศรัทธาและความเชื่อแบบเด็กๆ อย่ายอมให้สิ่งนี้หยุดยั้งคุณ จงเชื่อและศรัทธาในตัวคุณเองและเป้าหมายของคุณ จงตื่นเต้น เหมือนเด็กคนหนึ่งจริงๆ ไม่มีอะไรถ่ายทอดไปสู่คนอื่นให้รู้สึกเหมือนกันได้มากไปกว่าความกระตือรือร้นแบบเด็กๆ
เด็กๆคิดว่าพวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ พวกเขาต้องการรู้เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง ช่างน่าอัศจรรย์อะไรเช่นนั้น พวกเขาเกลียดการเข้านอนตอนกลางคืน และไม่สามารถรอคอยที่จะกระโจนออกมาจากที่นอนในตอนเช้า เด็กๆสามารถถามคำถามนับพันข้อ และเพียงเมื่อคุณเริ่มหงุดหงิดรำคาญมากแล้ว พวกเขาจะถามอีกพันข้อ พวกเขาจะไล่คุณไปติดขอบ แต่แน่นอน ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาเป็นคุณประโยชน์ที่แท้จริง เมื่อคุณกระตุ้นความรู้สึกกระตือรือร้นในความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ ของตัวคุณเองขึ้นมาใหม่แล้ว คุณจะไปได้ดีบนเส้นทางการกลายเป็นผู้ถามที่ชำนาญ
จงเรียนรู้ที่จะใช้ฤดูกาลของชีวิต จงตัดสินใจว่าเมื่อไหร่จะเคลื่อนไหวทำงาน และเมื่อไหร่จะเอนหลังพักผ่อน เมื่อไหร่จะถือเอาประโยชน์ เมื่อไหร่จะปล่อยสิ่งต่างๆเคลื่อนผ่านไป มันง่ายที่จะทำงานติดต่อกันจาก 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ปีแล้วปีเล่า และสูญเสียความรู้สึกตามธรรมชาติของการจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำก่อนหลังและวงจรชีวิต อย่าปล่อยให้ปีหนึ่ง ปนไปกับปีอื่นๆ ในขบวนแห่ของงานและความรับผิดชอบที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด จงดูแลฤดูกาลของตัวคุณเอง อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อไม่ให้คุณสูญเสียการมองเห็นคุณค่าและสาระของชีวิต
เรื่องสำคัญและเรื่องไม่สำคัญ
ส่วนประกอบสำคัญประการหนึ่งของการจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง คือ การเรียนรู้ที่จะแยกเรื่องไม่สำคัญของชีวิตคุณออกจากเรื่องสำคัญ นี่เป็นคำถามที่ดีที่จะถามตัวคุณเอง เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องตัดสินใจ นี่เป็นเรื่องสำคัญหรือไม่สำคัญ? ด้วยคำถามนี้ พร้อมกับเป้าหมายที่มีอยู่ในใจคุณเสมอ คุณจะลดความเสี่ยงของการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับแผนงานที่ไม่สำคัญ
ในการขายเราถูกสอนว่า การขายบังเกิดขึ้นในเวลาที่สำคัญเท่านั้น นั่นคือเวลาที่เราใช้ในการติดต่อกับผู้มุ่งหวัง เวลาใดที่ใช้ไปในระหว่างทางที่จะไปพบกับผู้มุ่งหวัง ไม่ว่าจะจำเป็นเพียงใด คือ เวลาที่ไม่สำคัญ พนักงานขายมากเหลือเกินใช้เวลา 'ระหว่างทางที่จะไปพบกับลูกค้า' มากกว่าใช้เวลา 'กับว่าที่ลูกค้า' และรายได้ของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งนี้
แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องสำคัญ และเรื่องไม่สำคัญ แนะนำไว้ว่า อย่าใช้เวลาส่วนน้อยกับเรื่องสำคัญ มันง่ายที่คุณจะเอาคุณค่าทั้งหมดมาปนกัน เช่น พ่อแม่ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าดูทีวี และเพียง 10 นาทีเล่นกับลูกๆ ผู้จัดการใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันกรอกแบบฟอร์ม แต่ใช้เวลาน้อยมากให้กำลังใจลูกจ้างของเขา นี่คือคนซึ่งสูญเสียความรู้สึกของการแยกแยะว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญ และอะไรเป็นเรื่องเล็กน้อย
หนึ่งในกลยุทธ์พื้นฐานของการดำเนินชีวิตที่ดีคือ การรู้ว่าข้อมูลอะไรที่คุณจำเป็นต้องรู้ เพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายของคุณ และทันทีที่คุณรู้ว่าอะไรคือ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้แล้ว มันจะมีส่วนช่วยให้รู้วิธี เริ่มปฏิบัติในการรวบรวมความรู้นั้นด้วย
ถ้าคุณปรารถนาที่ตะประสบความสำเร็จ จงศึกษาความสำเร็จ ถ้าคุณปรารถนาที่จะมีความสุข จงศึกษาความสุข ถ้าคุณต้องการหาเงิน จงศึกษาการได้มาซึ่งความมั่งคั่ง คนซึ่งบรรลุสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ทำมันด้วยความบังเอิญ มันเป็นเรื่องของการศึกษาเป็นลำดับแรก และการฝึกฝนเป็นลำดับต่อมา
วิธีได้มาซึ่งความฉลาด
มี 2 วิธี ที่จะรวบรวมความฉลาด วิธีที่หนึ่งคือ การเรียนรู้จากชีวิตของคุณเอง วิธีที่สอง คือ การศึกษาจากชีวิตของคนอื่น