weenalovecookie

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

การเปลี่ยน

เหตุผลที่พวกเราหลายคนยังดำเนินชีวิตต่อไป โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อความขัดแย้งกันนี้ เนื่องมาจากไม่รู้ตัวว่าความขัดแย้งนั้นมีอยู่ในตัว ถ้าต้องการช่วยใครสักคน แทนการชี้ว่าเขาผิดหรือทำอะไรที่ขัดแย้งในตัว ให้ใช้วิธีตั้งคำถามที่ให้เขาตระหนักถึงคขามขัดแย้งนั้นเอง เพราะความกดดันจากภายนอก จะทำให้เขาอยากต้านกลับ แต่ที่มาจากภายในยากที่จะต้านได้
ความกดดันเป็นเครื่องมือที่มีค่ามากเหลือเกินที่เราสามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ 'ความสะดวกสบายก่อให้เกิดสนิม'หากคุณยังไม่ถึงจุดที่เบื่อหน่ายต่อรูปแบบพฤติกรรมเก่าๆแล้ว จะไม่เกิดแรงขับใดๆ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับว่ามนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองต่อความกดดัน

กุญแจสำคัญในการสร้างความคงเส้นคงวาในอารมณ์และพฤติกรรมของเรานั้น คือการฝึกทำจนอยู่ตัวแบบอัตโนมัติ

แรงจูงใจให้กับพนักงานที่บริษัทส่วนใหญ่ใช้มี 3 แบบคือ 1) การให้แรงเสริมเชิงลบ ได้แก่การใช้ความกลัวการลงโทษเป็นแรงขับ การทำเช่นนี้ได้ผลในระยะสั้นไม่ใช่ระยะยาว เพราะในที่สุดผู้คนจะเริ่มต่อต้านเพราะทนอยู่กับความกลัวมาเป็นเวลานาน (ต่อ)2) การใช้เงินเป็นแรงจูงใจ แม้ว่าสิ่งนี้จะได้ความซาบซึ้งใจทว่าประสิทธิผลก็มีระยะเวลาจำกัดเช่นกัน มันจะมีจุดหนึ่งที่ผลที่ได้รับกลับมาลดน้อยถอยลง และสิ่งนี้ไม่สามารถดึงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น จริงแล้วหากมีการส่งเสริมด้วยเงิน ผู้คนก็จะเริ่มคาดหวังว่าเขาจะต้องได้รับทันที เมื่อทำอะไรที่มีคุณค่ามากๆ พวกเขาจะทำงานเพื่อตอบแทนเพียงอย่างเดียวและจะไม่ทำหากไม่ได้มัน 3) วิธีที่ดีที่สุดในการจูงใจผู้คนคือ การพัฒนาบุคคล ด้วยการสนับสนุนให้พนักงานเพิ่มสิ่งดีให้กับตัวเอง พวกเขาจะรู้สึกหลงใหลใฝ่ฝันและเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างสิ่งต่างๆที่ดีขึ้นกับชีวิตของตน ผู้คน และการงาน สิ่งนี้ทำให้เขาอุทิศมากขึ้น พวกเขาทำออกมาจากความรู้สึกภูมิใจแทนที่จะมาจากความรู้สึกกดดันภายนอก

หากคุณให้การส่งเสริมแก่พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งทุกครั้งที่คุณทำได้ ในที่สุดรางวัลของคุณจะไม่มีประสิทธิผลและไม่ได้รับความซาบซึ้งใจอีกต่อไป สิ่งหนึ่งที่เคยเป็นสิ่งพิเศษและเป็นความประหลาดใจอันรื่นรมย์จะกลายเป็นความคุ้นเคยที่ถูกคาดหวังไว้แล้วล่วงหน้า

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

วิธีการเปลี่ยนอะไรก็ได้ในชีวิต

เป็นเรื่องน่าแปลก เวลาที่ถามว่าเราต้องการอะไรในชีวิต ทุกคนต่างตอบว่าความสุข การเจริญเติบโตในอาชีพ ความก้าวหน้า การมีโอกาสต่างๆ แต่เมื่อถามลึกลงไปในความคิดปัจจุบัน มักเป็นความคิดด้านลบต่างๆ การจมอยู่กับความคิดที่เราไม่ต้องการ เพราะเหตุนี้ความสุขจึงเป็นสิ่งที่แค่อยากได้ แต่ไม่สามารถบรรลุ
หากถามว่า 'คุณจะมีความสุขเมื่อไหร่?'คำตอบคุณคืออะไร? ทำไมคนเราต้องรอให้เกิดบางอย่างแล้วถึงจะมีความสุขได้ จริงๆแล้วคนที่สร้างเงื่อนไขนี้เป็นใครกัน? คำตอบคือ ตัวคุณนั่นแหละที่สร้างเงื่อนไขนี้โดยไม่รู้ตัว ความสุขเกิดได้ทุกขณะเพราะความสุขคือภาวะทางจิต หากเรากำหนดชัดเจนว่าเราจะมีความสุข เราก็จะมีความสุข แต่หากเราแค่อยากรู้สึกมีความสุข แต่เราปล่อยภาวะจิตไปตามกระแส ความสุขก็จะได้เพียง'ความอยาก'เท่านั้น

วิธีการที่คุณสามารถเปลี่ยนอะไรก็ได้ในชีวิต 1) ตัดสินใจให้แน่ชัดว่าคุณต้องการอะไรจริงๆ และสิ่งที่ขวางกันคุณจากสิ่งนั้นคือเรื่องอะไร เพราะส่วนใหญ่เมื่อถามคนส่วนใหญ่ว่า เขาต้องการอะไรในชีวิต คำตอบจะวนอยู่กับสิ่งที่ไม่ต้องการ ต้องจำไว้ว่าในชีวิตเราได้ในสิ่งที่เราเพ่งมอง

2) เชื่อมโยงความเจ็บปวดมหาศาลเข้ากับการที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้ และเชื่อมโยงความพึงพอใจมหาศาลหากเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ ปัญหาอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของเราเป็นเรื่องที่ 'ควรทำ'ไม่ใช่เรื่อง'ต้องทำ'หรือว่ามันเป็นเรื่องของการที่ต้องทำ แต่เป็นการต้องทำใน'สักวันหนึ่ง'วิธีการหนึ่งเดียวที่เราจะเปลี่ยนในตอนนี้คือ การสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้อย่างรุนแรงมากจนเราทนไม่ไหวต้องลงมือทำ มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะทำใด้หรือเปส่า แต่เป็นเรื่องที่เราจะทำหรือไม่ทำเสียมากกว่า
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทำง่ายๆ ด้วยการมีความรู้ว่าคุณควรจะต้องเปลี่ยน แต่เป็นความรู้สึกอย่างลึกในอารมณ์ของโสตสัมผัสที่เป็นพื้นฐานที่สุดว่าคุณจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หากคุณพยายามแต่ล้มเหลว แปลว่าความเจ็บปวดที่จะบังคับเราให้เปลี่ยนยังไม่หนักหน่วงเพียงพอ คุณยังไปไม่ถึงจุดเจ็บปวดที่ทนทานไม่ได้อีกต่อไป
ใครที่มีเหตุผลแกร่งพอก็จะมีหนทาง 20% ของการเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตามคือการรู้ว่าจะต้องใช้วิธีอะไร แต่ 80% ที่เปลี่ยนได้เกิดมาจากเหตุผลว่า'ทำไม' หากเรารวมเหตุผลที่ว่าจะต้องเปลี่ยนเพราะอะไรได้อย่างยาวเหยียด เราก็จะเปลี่ยนสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่สำเร็จมาเป็นเวลาหลายปีให้สำเร็จได้ในเวลาชั่วลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น
ความขัดแย้งระหว่างมาตราฐานที่เราอยากจะเป็นกับพฤติกรรมของเรา อาจเป็นสิ่งที่มีประสิทธิผลที่สุดที่ก่อให้เราต้องเปลี่ยนแปลง มันไม่เพียงเป็นความกดดันจากภายนอกเท่านั้น แต่เป็นแรงกดดันจากภายในตัวเอง แรงที่แข็งแกร่งที่สุดในบุคลิกภาพของมนุษย์คือแรงขับในการดำรงรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิแห่งเอกลักษณ์ของตน

First, Break All the Rules

คำถามที่แกลลอฟทำแบบสอบถามกับพนักงาน เพื่อแยกแยะผู้จัดการที่ดีและไม่ดี
1. ฉันรู้มั๊ยว่า ที่ทำงานคาดหวังอะไรจากฉัน
2. ฉันมีวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานในขณะนี้มั๊ย
3. ในที่ทำงาน ฉันมีโอกาสทำสิ่งที่ดีที่สุดทุกวันไหม
4. 7 วันที่ผ่านมา ฉันได้รับการยกย่องหรือยอมรับต่อผลการทำดีบ้างไหม
5. หัวหน้างาน หรือใครบางคนในที่ทำงานของฉัน มีทีท่าว่าห่วงใยในตัวฉันในฐานะคนๆหนึ่งบ้างไหม
6. ในที่ทำงาน มีใครสักคนที่คอยส่งเสริมการพัฒนาของฉันไหม
7. ในที่ทำงาน ความคิดเห็นของฉัน มีความสำคัณไหม
8. เป้าหมายของบริษัทของฉันทำให้ฉันรู้ว่า งานของฉันมีความสำคัญไหม
9. เพื่อนร่วมงานของฉัน มีความตั้งใจที่จะทำงานดีมีคุณภาพไหม
10. ฉันมีเพื่อนสนิทในที่ทำงานมั๊ย
11. 6 เดือนที่ผ่านมา มีใครในที่ทำงานคุยกับฉันเรื่องความก้าวหน้าของฉันไหม
12. ปีที่แล้วฉันได้มีโอกาสเรียนรู้และเติบโตไหม
ความสุขเล็กๆน้อยๆไว้แบ่งปันทางใจ
กับใครบางคน หรืออีกหลายๆคนที่เรารัก 




ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด

ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง

คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า
เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น

แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากข ึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ
จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน

บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ
และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน
ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที

ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
แท้จริงแ ล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน

ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุข
มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน
แล้วถึงจะมีความสุขได้

เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุดที่ได้รับรางวัลออสการ์

นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 < /FONT>ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย

นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคน
ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ

... ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..
ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้


 ๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคน

ที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง   
 ๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก

ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย   
 ๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ ...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน   
 ๔..อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก  เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก   
 ๕. อย่าเสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ....

นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง   
 ๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอน หลับ   
๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่าง

ที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว   
๘.  ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสียและอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความ

ผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ   
๙.  ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร... จงอย่าเกลียดคนอื่น   
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ   
๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง   
๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และ ปัญหาเป็นเพียง

ส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...

แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต   
๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น   
๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกเถียงกับคนอื่น หรอก...

บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็

ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

   แล้ว เราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ?

          ๑.    อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ  
          ๒.    จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน  
          ๓.  &nbs p; จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง   
          ๔.    จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ  
          ๕.    พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน   
          ๖.    คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย   
           ๗.  งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น,  อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด

  และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
          ๑.   ทำสิ่งที่ควรทำ  
          ๒.  อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม ? 
          ๓.  เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้  
          ๔.  ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยว มันก็เปลี่ยน  
          ๕.  ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่งตัว

และปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน  ด้วย... get up, dress up and show up. 
          ๖.   สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง  
          ๗.   ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่ง

ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย   
          ๘.  เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...

ดังนั้นส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า

 และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด


         " ส่งบทความนี้ต่อไปให้คนที่คุณรักและห่วงใยด้วยนะ... "

 

 



CONFIDENTIALITY NOTICE:
This e-mail communication and any attachments may contain proprietary and privileged information for the use of the designated recipients named above.
Any unauthorized review, use, disclosure or distribution is prohibited.
If you are not the intended recipient, please contact the sender by reply e-mail and destroy all copies of the original me

คำถามเรื่องแฟชั่น นิตยสารลิซ่า

1)อยากทราบว่า จะมีวิธีการอย่างไรในการแต่งตัวสร้าง impression เวลาสัมภาษณ์งานคะ
-ไม่ว่าตำแหน่งอะไร อย่างน้อยคุณควรดูดีกว่าปกติที่เป็น สำหรับผู้หญิงแบบเสื้อผ้าควรดูค่อนข้างเป็นทางการ เช่นชุดสูทกระโปรงหรือกางเกง รองเท้าควรเป็นส้นสูงเพราะคุณจะเดินสง่ากว่าส้นเตี้ย สีของรองเท้า ควรไปในทางเดียวกับสีของชุด หรือสีของกระเป๋า แต่ก็ไม่ควรห่างจากสีของชุดมาก หากไม่อยากใส่สูทอาจเลือกชุดกระโปรงที่ดูเรียบๆแต่มีสไตล์ ใส่กับแคชชูสูง กระเป๋าถือที่แบบและสีเข้ากัน
- การแต่งหน้า ไม่ควรมากหรือน้อยเกิน ควรเป็นสไตล์ที่คุณเคยแต่งมาแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจ
- ทรงผม ควรเซ็ทให้ดูดี ไม่ยุ่งเหยิงเหมือนเพิ่งลงจากมอเตอร์ไซค์
- เล็บ ควรตะไบให้เข้ารูป หรือไปทำที่ร้าน ทาสีอ่อนๆ
ทั้งหมดนี้ จะช่วยเสริมบุคลิกให้คุณดูดีและกวาดคะแนนก่อนตนอื่น ตั้งแต่ยังไม่ได้สัมภาษณ์เลย 
2)เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสีไหนที่ใส่แล้วขึ้น ดูเข้ากับเรา มีวิธีการลองเทียบสีอย่างไรคะ
หากคุณกำลังจะซื้อเสื้อ แต่ไม่แน่ใจว่าสีนี้เหมาะกับคุณหรือเปล่า ให้เทียบเสื้อนั้นมองในกระจก หากใบหน้าคุณดูสว่างขึ้น ตาคุณดูสดใส คุณดูสดใด ดูดีในสีนั้นแสดงว่าสีนั้นดูเข้ากับคุณ ในทางตรงกันข้ามถ้าเทียบเสื้อนั้นแล้วมองในกระจก ดูเหมือนเสื้อนั้นเด่นกว่าหน้าคุณ สีหน้าคุณดูเหนื่อย หรือเหมือนแก่ลง แสดงว่าสีนั้นไม่เข้ากับคุณ  
3)เคยใส่แต่เสื้อยืดกางเกงยีนส์มาตั้งแต่เด็ก จนเรียนจบแล้วอยากลองเปลี่ยนลุค แต่เป็นคนมีรูปร่างใหญ่ บางทีเห็นเสื้อผ้าสวยๆก็ไม่มีไซส์ อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มจากไหนดี มีวิธีอย่างไรบ้างคะ
เริ่มแรกต้องทำความรู้จักหุ่นตัวเองก่อน คุณลองส่องกระจกที่บ้าน ใส่ชุดที่กระชับที่สุด หรือชุดชั้นใน(หากคุณอยู่คนเดียว)ท้าวสะเอวโดยวางมือบนสะโพกบน หาไม้บรรทัดยาวๆ วางปลายด้านหนึ่งใต้จักแร้แล้วทิ้งปลายอีกด้านลง สังเกตุว่าปลายที่ทิ้งลงวางลงบนสะโพกพอดี คุณมีหุ่นที่สมดุลย์ระหว่างส่วนบนและส่วนล่าง หรือ เบนออกไปตามสะโพก คุณมีสะโพกใหญ่กว่าส่วนบน หากเบนเข้ามาด้านในไม่สัมผัสสะโพก คุณมีสะโพกเล็กกว่าส่วนบน อีก 2 แบบคือหุ่นสี่เหลี่ยม เอว-อีก-สะโพกแทบเป็นระนาบเดียวัน และหุ่นแบบกลมซึ่งส่วนมากจะมีพุง
เมื่อรู้ว่าตุณเป็นหุ่นแบบไหน การเลือกเสื้อผ้า คือการสร้างความสมดุลย์ของส่วนบนและส่วนล่าง หากคุณสะโพกใหญ่ เราจะต้องไม่เพิ่มส่วนล่างเช่นกระโปรงบาน หรือจีบรอบ หรือสีอ่อนๆ เพราะทั้งหมดนี้ขยายส่วนล่าง กระโปรงต้องแบบตรงหรือทรงสอบ สีควรเป็นสีเข้ม อาจเลือกผ้าที่เป็นลายลงเพื่อทำให้ดูเพรียวขึ้น หากสะโพกเล็กให้ทำตรงกันข้าม หากหุ่นเป็นกลม เนื้อผ้าไม่ควรเป็นแบบติดตัว ผ้ายืด เนื่องหุ่นแบบกลมเราจะสร้างสมดุลย์โดยการสร้างความสูง เช่นเสื้อตัรยาว เนื้อผ้าโปร่งๆ เบาๆ และใส่กางเกง legging หรือขาเดป ลายควรเป็นลายลง สีเข้ม ควรเลี่ยงลายขวางหรือลบยดอกไม้ใหญ่เพราะจะยิ่งขยาย บอกลายีนส์แล้วมาสนุกกับการแต่งตัวกันดีกว่าค่ะ  
เป็นคนที่สนุกกับการแต่งตัว ชอบการ mix & match มากค่ะ แต่บางครั้งแมตช์เสื้อผ้าออกมาแล้วรู้สึกไม่มั่นใจ กลัวคนอื่นจะมองว่าชุดที่เลือกนั้นไม่เข้ากัน พอจะมีวิธีไหนช่วยให้เรามั่นใจกับเสื้อผ้าที่เราแมตช์ได้บ้างคะ 
เป็นคนเอวเล็ก แต่สะโพกค่อนข้างใหญ่ เวลาลองกางเกงมักเจอปัญหาสะโพกพอดี แต่เอวหลวมไป เราจะเลือกใส่กางเกงแบบไหนได้บ้างคะ เพื่อไม่ให้เจอปัญหาแบบนี้


อยากทราบว่า จะมีวิธีการอย่างไรในการแต่งตัวสร้าง impression เวลาสัมภาษณ์งานคะ