การที่คนเรามีความเห็นต่างกันเป็นเรื่องธรรมดาแต่ว่าสำคัญยิ่ง หากคนสองคนมีความเห็นเหมือนกัน หนึ่งในสองคนนั้นก็ไร้ประโยชน์ โลกที่ปราศจากความแตกต่าง คือ โลกแห่งความเหมือน ซึ่งไม่มีความก้าวหน้าใดจะบังเกิดขึ้นได้ แต่แทนที่จะให้ความสำคัญกับความแตกต่างนี้ เรากลับปกป้องตนเอง เพราะเข้าใจไปว่าอัตลักษณ์ของเรากำลังคุกคาม คนที่มีทัศนคติแบบปกป้องตนเองจะสร้างป้อมปราการรอบตัวเอง เพื่อค้ำจุนอัตลักษณ์ของตนเอาไว้แทนที่จะก้าวไปข้างหน้า
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราท้อถอยหมดกำลังใจจัดการกับปัญหาความขัดแย้ง คือ กำแพงแห่งความคิดเห็น ในประวัติศาสตร์ เราได้เห็นกำแพงเชิงอุปมาอุปไมยที่ขวางกั้นผู้คนกลายเป็นกำแพงจริงขึ้นมา เราได้เห็นกำแพงเบอร์ลินแบ่งแยกโลกทุนนิยมกับโลกคอมมิวนิสต์ออกจากกัน เราไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้ตราบเท่าที่ยังมีกำแพงขวางกั้นอยู่ อย่างนัอยก็จนกระทั่งใครสักคนหนึ่งในหมู่พวกเรายินดีจะค้นหาและเข้าใจตัวตนของคนอื่นอย่างแท้จริง
กำแพงเหล่านี้มาจากประโยคที่ใช้กันจนเฝือโดยปราศจากการคิดที่รอบคอบ แน่นอนว่า วาทะทางการเมืองที่ใช้กันซ้ำๆซากๆ เป็นรูปแบบของการปลุกระดมชวนเชื่อที่เห็นได้ชัดที่สุด คุณจะพบเห็นการโต้เถียงจำเจซ้ำซากได้ทุกที่ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน การโต้เถียงด้วยวิธีกล่าวหาว่าร้ายแบบเดิมๆที่ดำเนินไปปีแล้วปีเล่า ทำให้บรรดานักคิดทั้งหลายเผชิญหน้ากันอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน แต่กลับสร้างความเอือมระอาและหมดหวังให้คนอื่น
เมื่อคุณรับฟังคนอื่นด้วยความเข้าใจ เท่ากับคุณกำลังต่อลมหายใจในเชิงจิตวิทยาให้แก่ผู้นั้น เมืีอความต้องการาำคัญนี้ได้รับการตอบสนอง ในโลกแห่งความขัดแย้งนี้ ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟัง ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง และคับข้องใจกับการถูกเพิกเฉยหรือถูกเข้าใจผิด ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาเพื่อรับฟังอย่างจริงจัง เขาผู้นั้นเป็นกุญแจเปิดที่คุมขังที่ไม่มีอากาศหายใจ
คนที่มีปัญหาขัดแย้งกับท่าน นั่นล่ะคือครูที่ดีที่สุดของท่าน " ดาไลลามะ
วิธีการที่เร็วที่สุดในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง คือ การฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ เวลาที่เรายอมเสียไปเพืีอทำความเข้าใจกับความคิดและหัวใจของคนอื่น เทียบไม่ได้เลยกับเวลาและทรัพยากรที่สูญเปล่าไปในการทะเลาะเบาะแว้ง
เราเสียเวลาไปกี่ปีแล้วกับชีวิตสมรสที่ลุ่มๆดอนๆ อีกทั้งสัมพันธภาพที่ขาดๆวิ่นๆกับคนอื่นๆ เพราะว่าเราขาดความเข้าอกเข้าใจในมุมมองของผู้อื่นไป แม้การฟังอย่างเข้าอกเข้าใจอาจต้องใช้เวลา แต่ยอมไม่อาจเปรียบเทียบได้กับเวลาที่ต้องเสียไปกับการสมานรอยร้าว หรือเสียไปกับการต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาที่ต้องเก็บกดและไร้ทางแก้ไข
ในปี 2010 ประธานาธิบดีสหรัฐและบรรดาผู้นำในสภาคองเกรส ตัดสินใจเปิดการอภิปรายผ่านสื่อ แต่ละฝ่ายหยิบยกประเด็นข้อมูล แสดงความคิดเห็นในมุมมองต่างๆตัวเลขต่างๆมากมายเพื่อจูงใจคนฟัง ท้ายที่สุดก็หาข้อสรุปอะไรไม่ได้ คนฟังสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่า ไม่มีความคืบหน้าสักมิลลิเมตรเดียวจากการเสียเวลาของคนทั้งประเทศ
อะไรคือสิ่งที่ขาดหายไป พวกเขามีกรอบความคิดที่ผิด คือ พวกเขามองตนเองและฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นเพียงตัวแทนของแต่ละฝ่าย มิได้เป็นปัจเจกบุคคลนักสร้างสรรค์ที่มีความคิด มีเหตุผล มีวิจารณญาณเป็นของตนเอง จึงไม่ได้มีความพยายามใดๆในการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ พวกเขาเพียงแค่ไม่ใส่ใจจะเข้าใจเรื่องราวของกันและกัน วงจรนี้ทำความเสียหายทั้งในระดับบุคคล บริษัท และระดับประเทศ
ภายในกรอบความคิดแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมเรา เรามักจะเหมารวมว่าปลายทางของการถกเถียงกัน คือ การเอาชนะ คือการมีชัยเหนืออีกฝ่าย เป้าหมายมิได้อยู่ที่ชัยชนะ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเพื่อคนทุกฝ่าย การเรียนรู้จากกันและกัน คือ การที่เราค่อยๆปรับเปลี่ยนมุมมองของเราเอง
ความจริงที่เรารู้จัก คือ โลกในแบบที่เรารู้จัก ความจริงที่คนอื่นรู้จักคือโลกในแบบที่คนอื่นรับรู้ สิ่งเดียวที่แน่นอนที่สุดคือ โลกที่ทุกคนรับรู้นั้นล้วนแตกต่างกัน โลกแห่งความจริงที่แท้มีอยู่มากมาย ตามจำนวนมนุษย์
สิ่งที่เป็นปีศาจร้ายน่าสะพรึงกลัวนั้น หาใช่ความเป็นจริงบางส่วนที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นการอำพรางความเป็นจริงอยู่อีกครึ่งหนึ่งต่างหาก ความหวังย่อมยังมีอยู่หากมนุษย์ถูกกำหนดให้รับฟังกันทั้งสองด้าน ปีศาจร้ายเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ใส่ใจแต่ด้านที่ตนรับรู้อย่างผิดๆ อันนำไปสู่อคติ และความเป็นจริงกลับไร้ประโยชน์ในข้อเท็จจริงนั้น
คาร์ล โรเจอร์ กล่าวว่า กรอบความคิดของเราไม่ควรมีลักษณะ " ฉันใส่ใจคุณเพราะคุณคิดเห็นเหมือนฉัน" แต่ควรมีลักษณะ " ฉันเห็นคุณค่าและชื่นชมคุณ เพราะคุณคิดแตกต่างจากฉัน"
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556
The 3rd Alternative 2
ในทางกลับกัน เรืีองราวที่เราเลือกมานั้น จะช่วยให้เราตีความโลกที่เราอยู่ได้ เรืีองราวนี้จะชี้แนะให้เราเลือกที่จะใส่ใจบางสิ่งและเพิกเฉยกับบางสิ่ง ชี้แนะให้เราเห็นว่าบางสิ่งน่าเคารพบูชาและบางสิ่งน่ารังเกียจ เรื่องราวเหล่านี้เป็นกรอบกำหนดความปรารถนาและเป้าหมายของเรา ฉะนั้น แม้การเลือกเรื่องราวอาจฟังดูคลุมเครือและต้องใช้สติปัญญาไตร่ตรอง แต่มันมีอำนาจอย่างเหลือล้น อำจานที่ทรงพลังที่สุดที่เรามี คือ อำนาจที่ช่วยเลือกแว่นที่เราใช้ส่องดูความเป็นจริง
ความรู้สึกว่า 'อยู่ในห้วงรัก' เป็นความรู้สึกถูกกระทำโดยแท้ ในขณะที่ความรู้สึกว่า 'รัก'เป็นการกระทำ คำว่า 'รัก'เป็นคำกริยา 'ความรู้สึกรัก'เป็นผลอันหอมหวานของคำกริยา 'รัก' คนเรามีอำนาจที่จะกระทำสิ่งต่างๆที่แสดงถึงความรักให้แก่กันและกัน เช่นเดียวกับที่มีอำนาจในการกระทำสิ่งต่างๆที่แสดงถึงความเกลียดชังต่อกัน พวกเขานั่นแหละที่เขียนบทละครขึ้นมาเอง ไม่ใช่ใครอื่น
ชีวิตของเราคือบทละครที่ล้วนมีปฐมบท และบทละครยังมีมัชฉิมบทและปัจฉิมบทอีกด้วย พวกเราส่วนใหญ่จะอยู่ในระหว่างตอนกลางๆของเรื่อง และเราจะต้องตัดสินใจว่าจะให้ละครจบลงอย่างไร
การมองเห็นผู้อื่นในฐานะที่เป็นคน มิใช่สิ่งของเวลาเรามองดูผู้อื่น เราเห็นอะไรบ้าง เราเห็นปัจเจกบุคคลหนึ่ง เราเห็นเพศ บุคลิกภายนอกของเขา หรือเห็นรสนิยมของเขา เห็นสมาชิกที่อยู่พวกเดียว หรือ คนละพวกกับเรา บางทีเราอาจมองไม่เห็นพวกเขาจริงๆ สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นความคิด และอุปทานของเรา หรือแม้กระทั่งอคติที่เรามีเกี่ยวกับพวกเขา
การมองเห็นผู้อื่นในฐานะที่เป็นคน มิใช่สิ่งของเวลาเรามองดูผู้อื่น เราเห็นอะไรบ้าง เราเห็นปัจเจกบุคคลหนึ่ง เราเห็นเพศ บุคลิกภายนอกของเขา หรือเห็นรสนิยมของเขา เห็นสมาชิกที่อยู่พวกเดียว หรือ คนละพวกกับเรา บางทีเราอาจมองไม่เห็นพวกเขาจริงๆ สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นความคิด และอุปทานของเรา หรือแม้กระทั่งอคติที่เรามีเกี่ยวกับพวกเขา
การมองผู้อื่นในแง่ลบ ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราเหนือกว่า แต่เมื่อใดที่คนเราเริ่มมองตัวเองในทางที่ดีและตามที่เป็นจริง ความคิดในเชิงลบก็จะหายไป จึงเป็นเหตุผลว่า เราต้องมองให้เห็นตัวเองเสียก่อน จึงค่อยมองเห็นตัวตนของคนอื่น
การมองผู้อื่นในแง่ลบ ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราเหนือกว่า แต่เมื่อใดที่คนเราเริ่มมองตัวเองในทางที่ดีและตามที่เป็นจริง ความคิดในเชิงลบก็จะหายไป จึงเป็นเหตุผลว่า เราต้องมองให้เห็นตัวเองเสียก่อน จึงค่อยมองเห็นตัวตนของคนอื่น
เราคิดว่าเราจะสามารถควบคุมผู้อื่นได้ง่ายดายขึ้น โดยลดสถานะพวกเขาลงเป็นเพียงสิ่งของ ด้วยเหตุนี้ บริษัททั้งหลายจึงเรียกลูกจ้างของตนว่า 'ทรัพยากรบุคคล' ราวกับว่า พวกเขาเป็นเพียงหนี้สินรายการหนึ่งในบัญชีงบดุล เช่นเดียวกับภาษี หรือบัญชีเจ้าหนี้ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงประเมินลูกจ้างเฉพาะในด้านหน้าที่การงานเท่านั้น ทั้งที่พวกเขาอาจมีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถแก้ปัญหา ช่างคิดค้น เฉลียวฉลาด และมีพรสวรรค์มากเกินกว่าที่ตำแหน่งงานต้องการ การตีค่าบุคคลเป็นเพียงวัตถุสิ่งของนั้น นับว่ามีค่าเสียโอกาสสูงมาก ไม่มีบัญชีงบดุลใดเลยที่แสดงให้เห็นศักยภาพและความสามารถอันมหาศาลของพวกเขาถูกใส่กุญแจเก็บไว้
วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับคนที่มีความเห็นต่างไป คือการพูดว่า 'คุณไม่เห็นด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้น ขอฟังความเห็นของคุณหน่อย' และจงทำตามที่พูดด้วย
ผู้นำที่ดีที่สุดจะไม่ปฏิเสธหรือกลบเกลื่อนความขัดแย้ง พวกเขากลับมองว่านี่คือโอกาสก้าวไปข้างหน้า พวกเขารู้ดีว่าหากไม่เปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิดหาคำตอบและรับฟังอย่างจริงใจ ก็จะไม่มีการเติบโต ไม่มีการค้นพบ ไม่มีนวัตกรรม และที่แน่นอนคือไม่มีสันติภาพ
แทนที่จะเพิกเฉย ลดตำแหน่ง หรือให้คนที่ไม่เห็นด้วยออกจากงานไป ผู้นำที่ทรงประสิทธิผลจะพูดกับคนๆนั้นว่า 'หากคนที่ฉลาด มีความสามารถและมีความรับผิดชอบอย่างคุณไม่เห็นด้วยกับผมแล้ว มันจะต้องมีบางอย่างในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย ซึ่งผมไม่เข้าใจเลย ผมอยากจะเข้าใจสิ่งนั้น คุณคงมีมุมมองหรือข้อมูลอ้างอิงที่ผมควรจะได้ศึกษาดู
สิ่งที่เรามองเห็น กำหนดสิ่งที่เรากระทำ และสิ่งที่เรากระทำ กำหนดผลที่เราจะได้รับ
อัตลักษณ์ของฉันผูกติดอยู่กับความเห็นของฉัน ความคิดของฉัน สัญชาตญาณของฉัน และอคติของฉันด้วย ด้วยเหตุนี้ กรอบความคิดแบบฉันมองเห็นตัวของฉัน และฉันมองเห็นคุณ จึงต้องเกิดขึ้นก่อน จากการที่มีความรู้สึกมั่นคงลึกๆภายในจิตใจ อันเป็นผลมาจากการมองเห็นตนเอวตามความเป็นจริง การชื่นชมในของขวัญ และการเห็นคุณค่าของทัศนคติที่พิเศษซึ่งมีแต่ฉันเท่านั้น จะเป็นผู้มอบให้ได้ ตรงกันข้ามกับความคิดปกป้องตัวเอฝ ที่อาศัยความรู้สึกไม่มั่นคงและการหลอกตัวเองเป็นอาหารหล่อเลี้ยง และยังลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนที่คิดต่างจากเราลงอีกด้วย
ความรู้สึกว่า 'อยู่ในห้วงรัก' เป็นความรู้สึกถูกกระทำโดยแท้ ในขณะที่ความรู้สึกว่า 'รัก'เป็นการกระทำ คำว่า 'รัก'เป็นคำกริยา 'ความรู้สึกรัก'เป็นผลอันหอมหวานของคำกริยา 'รัก' คนเรามีอำนาจที่จะกระทำสิ่งต่างๆที่แสดงถึงความรักให้แก่กันและกัน เช่นเดียวกับที่มีอำนาจในการกระทำสิ่งต่างๆที่แสดงถึงความเกลียดชังต่อกัน พวกเขานั่นแหละที่เขียนบทละครขึ้นมาเอง ไม่ใช่ใครอื่น
ชีวิตของเราคือบทละครที่ล้วนมีปฐมบท และบทละครยังมีมัชฉิมบทและปัจฉิมบทอีกด้วย พวกเราส่วนใหญ่จะอยู่ในระหว่างตอนกลางๆของเรื่อง และเราจะต้องตัดสินใจว่าจะให้ละครจบลงอย่างไร
การมองเห็นผู้อื่นในฐานะที่เป็นคน มิใช่สิ่งของเวลาเรามองดูผู้อื่น เราเห็นอะไรบ้าง เราเห็นปัจเจกบุคคลหนึ่ง เราเห็นเพศ บุคลิกภายนอกของเขา หรือเห็นรสนิยมของเขา เห็นสมาชิกที่อยู่พวกเดียว หรือ คนละพวกกับเรา บางทีเราอาจมองไม่เห็นพวกเขาจริงๆ สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นความคิด และอุปทานของเรา หรือแม้กระทั่งอคติที่เรามีเกี่ยวกับพวกเขา
การมองเห็นผู้อื่นในฐานะที่เป็นคน มิใช่สิ่งของเวลาเรามองดูผู้อื่น เราเห็นอะไรบ้าง เราเห็นปัจเจกบุคคลหนึ่ง เราเห็นเพศ บุคลิกภายนอกของเขา หรือเห็นรสนิยมของเขา เห็นสมาชิกที่อยู่พวกเดียว หรือ คนละพวกกับเรา บางทีเราอาจมองไม่เห็นพวกเขาจริงๆ สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นความคิด และอุปทานของเรา หรือแม้กระทั่งอคติที่เรามีเกี่ยวกับพวกเขา
การมองผู้อื่นในแง่ลบ ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราเหนือกว่า แต่เมื่อใดที่คนเราเริ่มมองตัวเองในทางที่ดีและตามที่เป็นจริง ความคิดในเชิงลบก็จะหายไป จึงเป็นเหตุผลว่า เราต้องมองให้เห็นตัวเองเสียก่อน จึงค่อยมองเห็นตัวตนของคนอื่น
การมองผู้อื่นในแง่ลบ ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราเหนือกว่า แต่เมื่อใดที่คนเราเริ่มมองตัวเองในทางที่ดีและตามที่เป็นจริง ความคิดในเชิงลบก็จะหายไป จึงเป็นเหตุผลว่า เราต้องมองให้เห็นตัวเองเสียก่อน จึงค่อยมองเห็นตัวตนของคนอื่น
เราคิดว่าเราจะสามารถควบคุมผู้อื่นได้ง่ายดายขึ้น โดยลดสถานะพวกเขาลงเป็นเพียงสิ่งของ ด้วยเหตุนี้ บริษัททั้งหลายจึงเรียกลูกจ้างของตนว่า 'ทรัพยากรบุคคล' ราวกับว่า พวกเขาเป็นเพียงหนี้สินรายการหนึ่งในบัญชีงบดุล เช่นเดียวกับภาษี หรือบัญชีเจ้าหนี้ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงประเมินลูกจ้างเฉพาะในด้านหน้าที่การงานเท่านั้น ทั้งที่พวกเขาอาจมีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถแก้ปัญหา ช่างคิดค้น เฉลียวฉลาด และมีพรสวรรค์มากเกินกว่าที่ตำแหน่งงานต้องการ การตีค่าบุคคลเป็นเพียงวัตถุสิ่งของนั้น นับว่ามีค่าเสียโอกาสสูงมาก ไม่มีบัญชีงบดุลใดเลยที่แสดงให้เห็นศักยภาพและความสามารถอันมหาศาลของพวกเขาถูกใส่กุญแจเก็บไว้
วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับคนที่มีความเห็นต่างไป คือการพูดว่า 'คุณไม่เห็นด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้น ขอฟังความเห็นของคุณหน่อย' และจงทำตามที่พูดด้วย
ผู้นำที่ดีที่สุดจะไม่ปฏิเสธหรือกลบเกลื่อนความขัดแย้ง พวกเขากลับมองว่านี่คือโอกาสก้าวไปข้างหน้า พวกเขารู้ดีว่าหากไม่เปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิดหาคำตอบและรับฟังอย่างจริงใจ ก็จะไม่มีการเติบโต ไม่มีการค้นพบ ไม่มีนวัตกรรม และที่แน่นอนคือไม่มีสันติภาพ
แทนที่จะเพิกเฉย ลดตำแหน่ง หรือให้คนที่ไม่เห็นด้วยออกจากงานไป ผู้นำที่ทรงประสิทธิผลจะพูดกับคนๆนั้นว่า 'หากคนที่ฉลาด มีความสามารถและมีความรับผิดชอบอย่างคุณไม่เห็นด้วยกับผมแล้ว มันจะต้องมีบางอย่างในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย ซึ่งผมไม่เข้าใจเลย ผมอยากจะเข้าใจสิ่งนั้น คุณคงมีมุมมองหรือข้อมูลอ้างอิงที่ผมควรจะได้ศึกษาดู
สิ่งที่เรามองเห็น กำหนดสิ่งที่เรากระทำ และสิ่งที่เรากระทำ กำหนดผลที่เราจะได้รับ
อัตลักษณ์ของฉันผูกติดอยู่กับความเห็นของฉัน ความคิดของฉัน สัญชาตญาณของฉัน และอคติของฉันด้วย ด้วยเหตุนี้ กรอบความคิดแบบฉันมองเห็นตัวของฉัน และฉันมองเห็นคุณ จึงต้องเกิดขึ้นก่อน จากการที่มีความรู้สึกมั่นคงลึกๆภายในจิตใจ อันเป็นผลมาจากการมองเห็นตนเอวตามความเป็นจริง การชื่นชมในของขวัญ และการเห็นคุณค่าของทัศนคติที่พิเศษซึ่งมีแต่ฉันเท่านั้น จะเป็นผู้มอบให้ได้ ตรงกันข้ามกับความคิดปกป้องตัวเอฝ ที่อาศัยความรู้สึกไม่มั่นคงและการหลอกตัวเองเป็นอาหารหล่อเลี้ยง และยังลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนที่คิดต่างจากเราลงอีกด้วย
วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556
The 3rd Alternative by Stephen R Covey
ปัญหาอยู่คู่กับการใช้ชีวิตของทุกคน ทั้งในระดับส่วนบุคคล เช่น ปัญหาส่วนตัว ครอบครัว การงาน หรือระดับโลก ถึงแม้ทางออกของปัญหาจะมีหลายทาง แต่ไม่ใช่ทุกทางออกจะสร้างความพอใจให้ทุกฝ่ายได้ เพราะหลายครั้งที่มันนำมาซึ่งความสูญเสีย ความเจ็บปวด และความร้าวรานใจ อีกทั้งร้อนหนาวที่ผ่านมาถึงแม้จะมากมาย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เรา แก้ปัญหาอะไรได้ดีขึ้นกว่าที่เคยทำ มันเพียงแต่ช่วยให้เราทำใจยอมรับเรื่องต่างๆได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ปัญหายิ่งใหญ่ของเรา จะไม่มีทางแก้ไขได้ หากใช้วิธีคิดเหมือนกับตอนที่เราก่อปัญหานั้นขึ้นมา " ไอน์สไตน์
ความจริงเพียงครึ่งเดียว ในที่สุดแล้วย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งในตัวเอง กับความจริงที่ตรงกันข้ามอีกครึ่งหนึ่ง". ดี เอช ลอว์เรนซ์
การร่วมมือแบบพลังทวี หรือ Synergy ต่างจากการประนีประนอม เพราะในการประนีประนอม 1+1 มีค่าเท่ากับ 1.5 ทุกฝ่ายต้องยอมสูญเสียบางอย่าง แต่พลังทวี synergy นั้น 1+1 มีค่าเป็น 10, 1,000 หรือมากกว่านั้น เพราะพลังทวีไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขข้อขัดแย้ง แต่อยู่เหนือข้อขัดแย้ง ก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สิ่งใหม่ๆ พลังทวีประเสริฐกว่าทางของคุณ หรือทางของฉัน เพราะมันเป็นวิถี 'ของเรา'. The 3rd Alternative by Stephen R. Covey
เมื่อมนุษย์ประดิษฐ์กระจกเงาขึ้น มนุษย์ก็เริ่มสูญเสียจิตวิญญาณของตนเองไป มนุษย์เริ่มกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์มากกว่าตัวของตัวเอง ดังนั้นมนุษย์จึงหลอกตัวเองให้เป็นไปตามภาพลักษณ์ทางสังคม
ในสังคมเรามีคนกลุ่มใหญ่ คนที่ไม่รู้สึกคาดหวังอะไรกับใครมากนัก พวกเขามักทุ่มเทอย่างมากในงานที่ทำอยู่ปีแล้วปีเล่า แต่กลับทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและใช้ศักยภาพของตนเพียงน้อยนิด งานของพวกเขาคือไปทำงานและปฏิบัติหน้าที่แบบหุ่นยนต์กลไกให้งานเสร็จไป ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงโลกหรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ พวกเขาเป็นผู้เล่นที่ดี แต่ไม่ใช่ผู้พลิกเกม
คนกลุ่มหนึ่ง ยึดความคิดของตน และมักจะมองไม่เห็นผู้อื่นในซานะว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง พวกเขาจะไม่ให้คุณค่ากับความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากของตน ทั้งยังไม่พยายามจะทำความเข้าใจอีกด้วย เขาอาจแสร้งทำเป็นรับฟังผู้อื่นตามมารยาททั้งที่ไม่ได้อยากฟังแต่อย่างใด เขากระหายที่จะรวบรัดตัดความ คนเหล่านี้ขุ่นเคือง เพราะรู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกว่าอาณาเขต ภาพลักษณ์ และอัตลักษณ์ของตนอยู่ในความเสี่ยง ท้ายที่สุด พวกเขาจะจัดการกับความคิดเห็นที่แตกต่างด้วยยุทธวิธี 'ค้นหาและทำลาย' สำหรับคนเหล่านี้ 1+1 มีค่าเท่ากับ 0 หรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ การร่วมมือแบบ synergy ไม่สามารถงอกงามได้ในคนกลุ่มนี้
เราไม่มีทางเห็นตัวเองได้ครบถ้วน เวลาส่องกระจก เราจะเห็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวเรา เราต่างมีจุดบอด แม้จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
คนที่เห็นตัวเองอย่างถ่องแท้ จะเข้าใจถึงความขัดแย้งอันสร้างสรรค์นี้ พวกเขามีข้อจำกัดแต่ว่าไม่ได้ถูกจำกัด คนเหล่านี้ไม่ได้หลงผิดว่าแผนที่ความคิดของพวกเขาคือเขตแดนจริง พวกเขารู้ดีว่าพวกเขามีจุดบอด แต่ขณะเดียวกันก็มีศักยภาพไร้ขีดจำกีด ดังนั้น พวกเขาจึงอ่อนน้อมถ่อมตนและมั่นใจในขณะเดียวกัน
ความขัดแย้งส่วนมากเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจเรืีองของตัวเองที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว เช่น คนที่มั่นใจตนเองเกินไปจะขาดความตระหนักในตนเอง ลืมไปว่ามุมมองของตนมีข้อจำกัดเสมอ แต่ยืนกรานจะใช้วิธีการของตัวเอง พวกเขาจึงได้รับผลเสียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และมักจะทำร้ายจิตใจคนอื่นๆไปด้วยในระหว่างนั้น ในอีกทางหนึ่ง คนที่ติดอยู่กับข้อจำกัดของตนเองจะกลายเป็นคนที่พึ่งตัวเองไม่ได้ พวกเขาจะมองเห็นตัวเองเป็นผู้เคราะห์ร้ายและพลาดโอกาสสร้างคุณประโยชน์ทั้งๆที่มีความสามารถจะทำได้
ในความขัดแย้งนี้มีความสร้างสรรค์ เพราะคนที่ตระหนักว่าตนเองไม่มีคำตอบเท่านั้นที่จะเดินหน้าหาคำตอบ และมีแต่คนที่ตระหนักในศักยภาพของตนเองเท่านั้นที่จะกล้าหาญและมั่นใจที่จะเดินหน้าหาคำตอบ
หากเรารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เราจะตระหนักได้ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวละครในเรื่องราวของเราเท่านั้น แต่เรายังเป็นผู้่เล่าเรื่องอีกด้วย เรามิได้เป็นแค่ตัวละครที่ถูกเขียนขึ้น แต่เราเป็นผู้ประพันธ์อีกด้วย
ท่ามกลางสิ่งต่างๆที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เรายังมีอำนาจจะควบคุมเรืีองราวในชีวิตของตนเองได้ เรายังมีสติสัมปชัญญะที่จะเลือกเรื่องเล่าที่เราจะใช้อธิบายความเข้าใจของเรา มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบในการตัดสินใจเลือกและปรับปรุงแก้ไขเรืีองราวหลักของตัวเองอยู่เป็นประจำ
ปัญหายิ่งใหญ่ของเรา จะไม่มีทางแก้ไขได้ หากใช้วิธีคิดเหมือนกับตอนที่เราก่อปัญหานั้นขึ้นมา " ไอน์สไตน์
ความจริงเพียงครึ่งเดียว ในที่สุดแล้วย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งในตัวเอง กับความจริงที่ตรงกันข้ามอีกครึ่งหนึ่ง". ดี เอช ลอว์เรนซ์
การร่วมมือแบบพลังทวี หรือ Synergy ต่างจากการประนีประนอม เพราะในการประนีประนอม 1+1 มีค่าเท่ากับ 1.5 ทุกฝ่ายต้องยอมสูญเสียบางอย่าง แต่พลังทวี synergy นั้น 1+1 มีค่าเป็น 10, 1,000 หรือมากกว่านั้น เพราะพลังทวีไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขข้อขัดแย้ง แต่อยู่เหนือข้อขัดแย้ง ก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สิ่งใหม่ๆ พลังทวีประเสริฐกว่าทางของคุณ หรือทางของฉัน เพราะมันเป็นวิถี 'ของเรา'. The 3rd Alternative by Stephen R. Covey
เมื่อมนุษย์ประดิษฐ์กระจกเงาขึ้น มนุษย์ก็เริ่มสูญเสียจิตวิญญาณของตนเองไป มนุษย์เริ่มกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์มากกว่าตัวของตัวเอง ดังนั้นมนุษย์จึงหลอกตัวเองให้เป็นไปตามภาพลักษณ์ทางสังคม
ในสังคมเรามีคนกลุ่มใหญ่ คนที่ไม่รู้สึกคาดหวังอะไรกับใครมากนัก พวกเขามักทุ่มเทอย่างมากในงานที่ทำอยู่ปีแล้วปีเล่า แต่กลับทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและใช้ศักยภาพของตนเพียงน้อยนิด งานของพวกเขาคือไปทำงานและปฏิบัติหน้าที่แบบหุ่นยนต์กลไกให้งานเสร็จไป ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงโลกหรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ พวกเขาเป็นผู้เล่นที่ดี แต่ไม่ใช่ผู้พลิกเกม
คนกลุ่มหนึ่ง ยึดความคิดของตน และมักจะมองไม่เห็นผู้อื่นในซานะว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง พวกเขาจะไม่ให้คุณค่ากับความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากของตน ทั้งยังไม่พยายามจะทำความเข้าใจอีกด้วย เขาอาจแสร้งทำเป็นรับฟังผู้อื่นตามมารยาททั้งที่ไม่ได้อยากฟังแต่อย่างใด เขากระหายที่จะรวบรัดตัดความ คนเหล่านี้ขุ่นเคือง เพราะรู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกว่าอาณาเขต ภาพลักษณ์ และอัตลักษณ์ของตนอยู่ในความเสี่ยง ท้ายที่สุด พวกเขาจะจัดการกับความคิดเห็นที่แตกต่างด้วยยุทธวิธี 'ค้นหาและทำลาย' สำหรับคนเหล่านี้ 1+1 มีค่าเท่ากับ 0 หรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ การร่วมมือแบบ synergy ไม่สามารถงอกงามได้ในคนกลุ่มนี้
เราไม่มีทางเห็นตัวเองได้ครบถ้วน เวลาส่องกระจก เราจะเห็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวเรา เราต่างมีจุดบอด แม้จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
คนที่เห็นตัวเองอย่างถ่องแท้ จะเข้าใจถึงความขัดแย้งอันสร้างสรรค์นี้ พวกเขามีข้อจำกัดแต่ว่าไม่ได้ถูกจำกัด คนเหล่านี้ไม่ได้หลงผิดว่าแผนที่ความคิดของพวกเขาคือเขตแดนจริง พวกเขารู้ดีว่าพวกเขามีจุดบอด แต่ขณะเดียวกันก็มีศักยภาพไร้ขีดจำกีด ดังนั้น พวกเขาจึงอ่อนน้อมถ่อมตนและมั่นใจในขณะเดียวกัน
ความขัดแย้งส่วนมากเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจเรืีองของตัวเองที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว เช่น คนที่มั่นใจตนเองเกินไปจะขาดความตระหนักในตนเอง ลืมไปว่ามุมมองของตนมีข้อจำกัดเสมอ แต่ยืนกรานจะใช้วิธีการของตัวเอง พวกเขาจึงได้รับผลเสียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และมักจะทำร้ายจิตใจคนอื่นๆไปด้วยในระหว่างนั้น ในอีกทางหนึ่ง คนที่ติดอยู่กับข้อจำกัดของตนเองจะกลายเป็นคนที่พึ่งตัวเองไม่ได้ พวกเขาจะมองเห็นตัวเองเป็นผู้เคราะห์ร้ายและพลาดโอกาสสร้างคุณประโยชน์ทั้งๆที่มีความสามารถจะทำได้
ในความขัดแย้งนี้มีความสร้างสรรค์ เพราะคนที่ตระหนักว่าตนเองไม่มีคำตอบเท่านั้นที่จะเดินหน้าหาคำตอบ และมีแต่คนที่ตระหนักในศักยภาพของตนเองเท่านั้นที่จะกล้าหาญและมั่นใจที่จะเดินหน้าหาคำตอบ
หากเรารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เราจะตระหนักได้ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวละครในเรื่องราวของเราเท่านั้น แต่เรายังเป็นผู้่เล่าเรื่องอีกด้วย เรามิได้เป็นแค่ตัวละครที่ถูกเขียนขึ้น แต่เราเป็นผู้ประพันธ์อีกด้วย
ท่ามกลางสิ่งต่างๆที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เรายังมีอำนาจจะควบคุมเรืีองราวในชีวิตของตนเองได้ เรายังมีสติสัมปชัญญะที่จะเลือกเรื่องเล่าที่เราจะใช้อธิบายความเข้าใจของเรา มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบในการตัดสินใจเลือกและปรับปรุงแก้ไขเรืีองราวหลักของตัวเองอยู่เป็นประจำ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)