weenalovecookie

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เชื่อมั่นในตนเอง 2


ตอนที่เราโตขึ้นมา เรามีแนวโน้มที่จะรับรู้โลกในแบบที่มันเป็น แล้วก็แค่ใช้ชีวิตภายใต้โลกนั้น โดยไม่พยายามกระทบกระมั่งอะไรมากนัก พยายามมีครอบครัวที่ดี สนุกกับมัน สะสมเงินนิดหน่อย นั่นเป็นชีวิตที่ถูกจำกัดมากๆ

ชีวิตคุณสามารถขยายให้กว้างขึ้นได่ เพียงแค่ค้นพบความเป็นจริงที่เรียบง่ายข้อนี้ ทุกอย่างรอบตัวคุณที่คุณเรียกมันว่าชีวิตนั้น ถูกสร้างโดยคนที่ไม่ฉลาดไปกว่าคุณ และคุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ มีอิทธิพลเหนือมันได้ เมื่อคุณเรียนรู้ความจริงข้อนี้ ชีวิตคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นาทีที่คุณเข้าใจว่าตัวเองสามารถแหย่ชีวิตเล่นได้ บางอย่างที่คุณดันๆมันสักหน่อย จะไปโผล่อีกด้าน แล้วคุณก็เปลี่ยนมัน ปรับมันได้ นั่นอาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด " สตีฟ จ็อป

คุณจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำงาน และหนทางเดียวที่จะมีความสุขได้ก็คือ ทำสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นงานที่ยอดเยี่ยม และหนทางเดียวที่จะยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณต้องรักในสิ่งที่ทำ ถ้าคุณยังหาไม่เจอ จงมองหาไปเรื่อยๆอย่ายอมทน เพราะในทุกเรืีองของหัวใจ คุณจะรู้ก็เมื่อเจอ " สตีฟ จ็อป


อัจฉริยะของโลก พูดเรื่องความเรียบง่าย 
ความเรียบง่าย คือ ความประณีตขั้นสูงสุด " ลีโอนาร์โด ดา วิน ชี
" เจ้าทึ่มที่ไหนก็ทำของให้ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น รุนแรงขึ้นได้ แต่ต้องมีอัจฉริยะภาพ ที่จะทำในสิ่งที่ตรงข้าม " อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์
" เราตรวจดูระบบปฏิบัติการ และดูทุกซอกทุกมุม และถามว่าทำอย่างไรให้มันเรียบง่าย แต่ทรงพลังขึ้นในเวลาเดียวกัน " สตีฟ จ็อป

การทำสิ่งเรียบง่าย ให้ซับซ้อนเป็นเรื่องธรรมดา แต่การทำสิ่งซับซ้อนให้เรียบง่าย นั่นคือ การสร้างสรรค์ 'ชาร์ลส์ มิงกัส ตำนานแจ๊ส

ไอน์สไตล์บอกไว้ว่า 'if you can't explain it simply, you don't understand it well enough'
'ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายมันอย่างเรียบง่าย คุณยังไม่เข้าใจมันดีพอ' 


ไอน์สไตล์ อธิบายทฤษฎีสัมพันธภาพให้คนทั่วไปเข้าใจด้วยประโยคเด็ดนี้
 " นั่งกับสาวสวย 1 ชั่วโมง รู้สึกเหมือน 1 วินาที
   นั่งบนเตาร้อน 1 วินาที รู้สึกเหมือน 1 ชั่วโมง
   นั่นแหละ สัมพันธภาพ"

ออคแคม กล่าวไว้ว่า " ถ้าคุณมีสองทางแก้ ที่เป็นไปได้ กับหนึ่งปัญหา เลือกทางที่เรียบง่ายที่สุด"

มุ่งไปที่ความเป็นเลิศ
" จงเป็นมาตราฐานของคุณภาพ คนส่วนใหญ่ไม่เคยชิน กับการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาดหวังความเป็นเลิศ"
" เราไม่มีโอกาสมากนักที่จะทำหลายสิ่ง และทุกสิ่งก็ควรจะดีเลิศ เพราะนั่นคือชีวิตเรา ชีวิตนั้นสั้นนัก และสักวันหนึ่งเราก็ตาย เมื่อเราได้เลือกที่จะทำสิ่งนี้แล้วในชีวิต มันต้องดีที่สุด และมันต้องคุ้มที่สุด" สตีฟ จ็อป


ปีนี้เป็นปีที่ 5 ที่ดิฉันเขียน post ข้อความจากหนังสือ และจากที่ตัวเองเขียนลงใน Facebook และมีอีกกว่า 200 ข้อความใน blog ที่แชร์ให้ได้อ่านกัน มีหลายคนสงสัยในพฤติกรรมของดิฉัน อีกนัยที่เขาไม่ได้พูดออกมา คือ ทำไปทำไม? สู้เราเอาเวลาไปทำ.... ดีกว่า 
สิ่งที่ตัวดิฉันได้ ยิ่งใหญ่เกินที่ตั้งใจไว้มากมาย ดิฉันได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่อ่าน จากกูรูระดับโลกที่ดิฉันโชคดีที่เขาแบ่งปันเรื่องราว ได้เติบโตขึ้น พัฒนาทัศนคติจากจุดตั้งต้นของการอ่านหน้าแรก จนปัจจุบันที่ย้อนกลับไปเป็นเรื่องทีเกินจินตนาการ  กำลังใจและคำขอบคุณจากเพื่อนๆที่เห็นประโยชน์ ... ในระหว่างการพัฒนาตัวเอง ค้นหาตัวเอง เพื่อจดจำความรู้ การแบ่งปันออกไป ทำให้ยิ่งได้รับ ชีวิตเป็นเรื่องมหัศจรรย์และไม่ได้เป็นไปตามตรรกะที่มนุษย์ธรรมดาๆอย่างเราคิดไว้ อยากเติบโตขึ้น มีสองอย่างที่ต้องเข้าใจ คือ เข้าใจตัวเอง เข้าใจเพื่อนมนุษย์ และ'ให้ออกไป' ไม่ใช่คว้าเข้ามา

จุดพลังตัวเอง โดย Weena StyleCoach

เวลาเราไปทำงานในที่ใหม่ ตอนแรก เราเหมือนไม้ดอกที่ออกจากร้านต้นไม้ ใบเขียว ดอกสวย ดูดีมาก พอทำงานไปเรื่อยๆ จากหลายสิ่งแวดล้อม ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นไม้ดอก อาจกลายเป็นต้นสน ถ้าขาดความใส่ใจตัวเอง พัฒนาตัวเอง เฉกเช่นเดียวกัน ผู้หญิงและผู้ชายที่เพิ่งคบกัน รักกันและลงเอยด้วยการแต่งงาน ก็ไม่ต่างอะไร เพราะความเคยชิน และการคิดเอาเองว่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องอะไรเยอะหรอก,ฯ ทำให้คนเราก่อนและหลังดูต่างไป ทำยังไง ให้ยิ่งนานยิ่งดูดี ... ผู้หญิงอย่าเชื่อถ้าสามีบอกว่า อย่าแต่งตัว ไม่ต้องอะไรเยอะ เพราะอะไร? ลองถามตัวเองดูว่า พอเราเห็นคนที่ดูดี กับดูเยิ่น เราเองชอบดูแบบไหน ไม่ได้หมายความให้ดื้อดึง แต่ให้เข้าใจหลักการ (อาจไม่ต้องตอบ แต่อย่าปล่อยทำตามนั้น 555)... อย่าปล่อยตัว ไปตามยถา จำไว้เสมอ มือเราถือหางเสือเรือของเราเองอยู่ตลอดเวลา " Weena StyleCoach

หลายคนพยายามหาคู่ทาง Facebook หลายคนรู้สึกเดือดร้อนเพราะเพื่อนๆมีคู่กันแล้ว แต่เรายังเดี่ยวอยู่ ก็เลยพยายามๆๆ แท้ที่จริง เราอยากมีคู่จริงๆ หรือเราเดือดร้อนจากการเปรียบเทียบการมีหรือไม่มีนั้นกับคนอื่นกันแน่ การมีคู่นั้น มันมากกว่าการเจอกัน ไปเที่ยวกัน ดูหนังฟังเพลง ลองถามตัวเองว่าถ้ามีใครสักคนที่ต้องอยู่กับเราตลอดเวลา 24 ชม ทั้งสุขและเศร้า เราอาจมีปัญหาจากเขา เขาก็อาจมีปัญหากับเรา ต้องฝ่าฟัน อดทน ควงคู่กันไปในทุกสถานการณ์ ... มันไม่ใช่เรื่องหวือหวา ที่เอาไว้ประกาศกับคนอื่น ว่าฉันมีคู่แล้ว บางสถานการณ์คิดแบบเลวร้ายที่สุด อาจทำให้เราตาสว่างได้ " Weena StyleCoach

ไปก่อนล่ะ... เป็นชั่วโมงที่ยอดเยี่ยมที่ได้จากสิ่งที่อ่าน แต่ความยิ่งใหญ่ ความสำเร็จ ไม่ได้มาจากการแค่อ่านและรับรู้เท่านั้น ปลายทางของมันคือการลงมือทำ ถ้าไม่มีปลายทางนี้ เราก็แค่อ่านหนังสือจบไปอีกเล่มเท่านั้น " Weena Stylecoach 


มีโอกาสไปใช้บริการที่กรมสรรพกร ได้มุมมองบางอย่าง
ไปที่เคาน์เตอร์หนึ่ง เจอพนักงานหญิงที่แต่งตัว แต่งหน้าก็ ok พอถามว่า จะมาพบพนักงานอีกคนหนึ่ง ขอถามว่าเขาอยู่ที่ไหน คำตอบ คือ ชักสีหน้า แสดงความหงุดหงิด รำคาญ พูดแบบไม่มองหน้า 
ในฐานะโค้ช รู้สึกเสียดายแทนพนักงานหญิงคนนี้ ที่เสียเวลาแต่งหน้าแต่งตา เพื่อให้ตัวเองดูดี แต่ปล่อยให้ความคิดที่ไม่ดี แสดงออกมาทางการกระทำ นั่นทำให้ ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนดีนั้น สลายไปในพริบตา เราไม่สามารถบุคลิกที่ดีได้แต่ภายนอก เหมือนอาหารที่น่าตาดี แต่พอกินแล้ว คนส่ายหน้า ... ความพยายามปรับตัวเองข้างนอกอย่างเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนตัวตนที่แท้ของคุณได้ " Weena Stylecoach 


The Power ของ รอห์นดา เบิร์น เป็นเหมือนภาคต่อของเล่ม the magic โดยหลักๆของ the power พูดเรื่องเดียว คือ ความรัก โดยใช้หลักการของกฏแห่งแรงดึงดูดเหมิอนกัน ส่วน the magic พูดเรื่องของกฏแห่งการดึงดูด โดยการคิด จินตนาการ และการขอ .... น่าทึ่งกับเรื่องราวของเธอ ที่เปลี่ยนชีวิตโดยการใช้หลักการที่เธอบอก จากคนที่มีชีวิตติดลบ จนมาเป็นคนที่เขียนหนังสือเผยความลับจักรวาลและทำหนังที่โด่งดังไปทั่วโลก ...
 หลายคนอ่านเรื่องราวของคนสำเร็จ แล้วมักพูดว่า พวกเขาโชคดีที่... แต่ตัวเราเองได้แค่นี้ แท้ที่จริงกูรูระดับโลกส่วนใหญ่ ก็ผ่านความท้าทายในชีวิตกันมาทั้งนั้น คนที่ชีวิตไม่ไปไหนซ่ะที ก็เพราะมัวคิดลบ ใส่ความเชื่อที่ตัวเองบอกตัวเองอยู่นั่น ว่าความสำเร็จสำหรับตัวเอง เป็นไปไม่ได้... แท้ที่จริง เราจะบรรลุความสำเร็จแค้ไหนก็ได้ ที่เราอนุญาตให้ตัวเราเองสำเร็จ ดังที่เฮนรี่ ฟอร์ด บอกไว้ว่า 'ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณทำได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็ถูกอีกเช่นกัน'


คุณผูกความสุขตัวเอง ไว้กับเรื่องอะไร?
หลายคน บอกว่าความสุขอยู่ที่ วันที่ 1 และ 16 เมื่อเงินออก หวยออก แล้วความสุขที่ว่าจะเกิดขึ้นมันก็ผ่านไป บางคนผู้ความสุขไว้กับการกิน การเที่ยว ต้องได้ไป ต้องได้กินก่อน ถึงจะมีความสุข แล้วความสุขที่ว่านั้นก็ผ่านไป บางคนต้องได้เล่นเกมส์ก่อน ถึงจะรู้สึกสนุก ชีวิตมีอะไร แล้วความสุขที่ว่าก็ผ่านไป บางคนต้องได้ดูละคร ให้ตัวเองได้จินตนาการว่าเป็นคุณชายหรือคุณหญิงก่อน แล้วความสุขที่ว่านั้นก็ผ่านไป บางคนต้องมีเงินก่อน มีบ้านก่อน มีแฟนก่อน ได้ทำงานที่บริษัทนั้น มีเงินเดือนเท่านี้ แล้วความสุขที่ได้หรือทุกข์ที่ไม่ได้นั้นก็ผ่านไป
ความสุขภายนอกทุกอย่าง ไม่มีอะไรจีรัง มีแต่ความสุขที่เกิดขึ้นภายในใจ โดยไม่ต้องมีอะไรเกิดขึ้นก่อนแล้วถึงจะมีได้เท่านั้น ถึงจะเป็นความสุขที่แท้ บางทีการยืนเงียบๆได้รับลมเย็นๆมาปะทะหน้า ก็มีความสุขแล้ว เรากำหนดใจเราให้มีความสุข อยู่ในสภาวะที่อิ่ม เต็ม ไม่มีเงื่ิอนไขใดๆมากำหนด สิ่งนี้คือสุขแท้" Weena StyleCoach


คุณแค่ทำงาน ให้ผ่านไปแต่ละวันรึป่าว?
หลายคนตั้งเป้าทำงานแต่ละวันให้ดี ให้มัน 'ผ่าน'ไปถือว่า ok แล้ว ในบางครั้งก็รู้สึกว่าวงจรชีวิตนี้ สิ่งที่มันจะผ่านเข้ามานั้น รู้หมดว่ามันจะเป็นยังไง ในอีกนัยคือ ชีวิตไม่มีอะไรมาทำให้ประหลาดใจได้ แล้ววงจรที่เลือกก็หมุนไปวันแล้ววันเล่า บางวันดี บางวันแย่ เบื่อๆอยากๆ แต่ก็ไม่ยอมเปลี่ยน
แท้ที่จริง วิวบนยอดเขา มีมากมายหลายวิว ขึ้นอยู่กับจุดที่เรายืน ชีวิตคนเราสั้นนัก การขอบคุณตัวเองที่ดีที่สุด คือการมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่า หลากหลาย เติบโตขึ้นในทุกมุมมองให้กับชีวิตตัวเอง เหมือนกับคนที่ตั้งเป้าตัวเองว่า 'อยากเป็นที่หนึ่ง' กับคนที่ตั้งเป้าตัวเอง 'ให้เป็นตำนาน ' ประสบการณ์ที่สองคนนี้ จะมอบให้ตัวเองจะมีความต่างอย่างมาก เพราะเป้าหมายที่ต้องยืดขยายตัวเองนั้นต่างกัน 

ขอบเขตความสบายใจของตัวเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเคลื่อนห่างจากภาพแห่งตนของเรา ความกังวละความตึงเครียดก็จะบุกเข้ามา เพราะปกติเราจะทำตัวเหมือนคนที่เรามองว่าเราเป็นอยู่ร่ำไป ภาพแห่งตนของเราก็คือสิ่งที่เราเชื่อว่าสามารถทำอะไรได้ในตอนนี้

ในตอนแรก มันจะมีความขัดแย้งระหว่างจุดที่คุณยืนอยู่ หรือสิ่งที่คุณมีอยู่ กับสิ่งที่คุณยอมรับอยู่ในจิตใต้สำนึก อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของจิตใต้สำนึกก็คือ การขจัดปัดเป่าความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เราคิดคำนึงและสิ่งที่เราพบเจอในความเป็นจริงของเรา และเนื่องจากจิตใต้สำนึกของเราคือตัวสร้าง มันจึงเริ่มสร้างสิ่งที่เราคิดถึงและสิ่งที่เราวาดไว้ในใจขึ้นมา

กุญแจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำตัวให้แตกต่างจากภาพเดิมของคุณ จงปรับเปลี่ยนภาพนั้นก่อน ความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเริ่มจากข้างในไปข้างนอก เราต้องเปลี่ยนแปลงภาพในใจเราก่อน เมื่อทำเช่นนี้ ดินแดนสบายใจของเราก็จะขยายออกโดยอัตโนมัติ แล้วนี่ก็จะกลายเป็นความจริงอย่างใหม่ของเรา จากนั้นเราก็จะทำตัวไปตามความจริงหรือความเชื่ออย่างใหม่นั่นเอง


เราดำเนินชีวิตอยู่ในคำพยากรณ์ที่สนองตัวเอง:
ถ้าคุณเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ยากไร้คนหนึ่ง คุณก็จะทำอะไรๆให้ตัวเองพ่ายแพ้โดยไม่รู้ตัว เมื่อคุณพ่ายแพ้ คุณคิดว่าคุณจะพูดยังไงกับตัวเองล่ะ 'ฉันก็เป็นอย่างนี้แหละ' 'ฉันมักจะเสียเปรียบอยู่เรื่อยเลย' 'ฉันไม่มีวันมีเงินทองได้หรอก' คำเหล่านี้จะไปเสริมแรงให้กับความหมายหรือภาพเหล่านั้น ซึ่งทำให้คุณล้มเหลวอีก แล้วก็จะทำให้คุณคุยกับตัวเองแบบแย่ๆ จากนั้นมันก็จะไปเสริมแรงให้กับภาพแย่ๆ แล้วก็สร้างวงจรแบบนี้ขึ้นมา คนที่ไม่มีเงินจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจก็คือ พวกเขาดำเนินชีวิตตามคำพยากรณ์ของตัวเอง ที่สนองตนเอง นี่คือเหตุผลที่คนรวยได้แต่รวยเอาๆ และคนจนก็ได้แต่จนเอาๆ มันคือจิตใจที่แต่ละคนเป็นอยู่ มันไม่ได้เกี่ยวกับเงินเลยสักนิด !

คนที่มองตัวเองด้วยภาพแห่งตนแบบผู้ชนะจะทำให้พวกเขาทำอะไรๆที่ชนะ ถ้าพวกเขาพ่ายแพ้เป็นครั้งคราว พวกเขาก็จะไม่ยอมรับว่ามันเป็นชะตากรรมของพวกเขา พวกเขารู้ว่าการพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับพวกเขา พวกเขาจะปัดมันทิ้งไปด้วยการพูดว่า 'แบบนี้มันไม่ยักเหมือนฉันเลย ฉันจะเปลี่ยนมันใหม่'


ทัศนคติจะช่วยดัน หรือก็ช่วยดับความสำเร็จ:
ทัศนคติมีความสำคัญสุดๆในการกำหนดความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว แล้วทัศนคติคืออะไร?  ทัศนคติก็คือความเชื่อที่โดดเด่น ทัศนคตินั้น ทั้งในตัวมันและโดยตัวมันแล้ว ไม่ใช่บวกหรือลบ การประเมินทัศนคติใดๆจะเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเราเสมอ เมื่อเราตั้งเป้าไว้แล้ว ทัศนคติก็จะสนับสนุนเรา หรือไม่ก็กีดกันเราจากการบรรลุถึงเป้าหมาย เช่น การชอบเก็บปากเก็บคำนั้น โดยตัวมันเองถือว่าเป็นกลาง แต่ถ้าเป้าหมายของคุณ คือการเป็นนักพูดในที่ชุมชน ทัศนคติแบบนั้นจะไม่สนับสนุนคุณในการบรรลุเป้าหมายเลย

ทัศนคติที่เราพัฒนาขึ้นจะทำให้เราแสวงหาหรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ เรามักได้ทัศนคติมาโดยไม่เจตนาเป็นส่วนใหญ่ แล้วส่วนใหญ่ของมันก็ก่อตัวขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยเสียด้วย

ในทางตรงข้าม ถ้าเรามีทัศนคติที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ เราก็ตัดสินอย่างมีสติได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติเหล่านั้น ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือสร้างคำยืนกรานขึ้นมาใหม่ จินตนาการถึงผลลัพธ์ในบั้นปลาย ซึ่งก็คือการตอบสนองที่เราเลือกว่าจะมี แล้วก็วาดภาพตัวเองใหม่ว่าเป็นคนที่มีการตอบสนองทางอารมณ์ในแบบนั้น คุณสามารถจินตนาการให้ตัวเองแสวงหาการกระทำบางอย่างในชีวิตประจำวันของคุณได้ หรือในบางกรณีก็หลีกเลี่ยง ถ้าคุณเลือกนะ ทัศนคติจะอนุญาตให้เราเติบโตก็ได้ หรือกีดกันเราจากการเติบโตก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันยังไง

หน้าที่หลักของจิตใต้สำนึก
จิตใต้สำนึกคือระบบตรวจสอบและถ่วงดุล มันจะคอยดูแลให้ภาพในใจเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงของเรากลายเป็นความจริงอยู่เสมอ มันจะลุยโลดเพื่อไม่ให้เราผิดแผกออกไป เนืีองจากจิตใต้สำนึกจะบันทึกนิสัยการคิดของเราเอาไว้ ไม่ว่ามันจะดีหรือแย่สำหรับเรา เราจึงต้องหันมาประเมินว่าเราดำเนินการไปด้วยข้อมูลที่เข้าท่าหรือเปล่า มันเหมาะสมสำหรับจุดที่เราเลือกยืนตอนนี้มั๊ย  ในการรับมือกับโลกรอบตัว การกระทำของเราจะอิงกับนิสัยการคิดเหล่านั้น ซึ่งได้รับการยอมรับจากจิตใต้สำนึก เราต้องพินิจพิเคราะห์นิสัยการคิดของตัวเอง เพื่อดูว่ามันสัมพันธ์กับความสำเร็จของเราหรือเปล่า และนิสัยแบบไหนที่จะผลักดันให้เรารุดหน้าไปสู่เป้าหมาย นิสัยไหนที่ไม่ผลักเลย

เราจะอยู่ในจุดเดิมก็ได้ หรือจะอาศัยเจตนารมณ์อันจงใจมากล่อมให้เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเอื้อประโยชน์กับเรามากที่สุดก็ได้ ถ้าเราเลือกที่จะเปลี่ยน เราก็ต้องจินตนาการว่าตัวเรามุ่งมั่นกับความเชื่อใหม่นั้น การคุยกับตัวเองในเชิงก่อ และการวาดภาพในใจจะดึงเพดานที่กด การใช้ความสามารถซึ่งประเมินไว้ล่วงหน้าออก แล้วยอมให้เราก้าวหน้าแบบไม่สติแตก ปราศจากความเครียด ความกังวล และการโต้ตอบในแง่ลบ

อย่ารอ 'พรุ่งนี้'



การรอคอยคือกับดักอย่างหนึ่ง: ทำไมเราถึงต้องรอให้ตัวเองแข็งแรง มีความสุข มีชีวิตชีวา มั่งคั่ง เริ่มธุรกิจได้ ตกหลุมรัก การรอคอยเป็นกับดักดีๆนี่เอง เราต่างรอให้อัตราดอกเบี้ยต้ำลง รอให้เศรษฐกิจดีขึ้น รอให้บางคนเปลี่ยนแปลงไป รอให้เทศกาลเฉลิมฉลองผ่านไปก่อนค่อยลดน้ำหนัก แต่มันจะมีเหตุผลให้รอคอยต่อไปอยู่เสมอ

ความปรารถนาที่จะให้คนอื่นหยิบยื่นความสุขแก่เรา หรือเชื่อว่าเราสามารถมอบความสุขให้คนอื่น เป็นเหตุให้มีกระบวนการอันไม่จบสิ้น ของการวางแผนทางสังคมและการผลักดันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้มีโลกที่ดีกว่า
ระบบของสังคมในการเปลี่ยนแปลงจึงรังแต่จะโปะภาระใหม่ลงไปบนภาระเก่า จิตใจอันท่วมท้นล้นปรี่ของเราไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับแผนการโน่นนี่ที่สังคมยัดเยียดมาให้ แต่การดิ้นรนสุดชีวิตที่จะทำให้อะไรๆดีขึ้นได้บีบให้เรา พยายามทำ 'สิ่งที่ไม่ได้เรื่อง'ให้มันได้เรื่อง ปัญหาคือเราพยายามจะทำให้ สิ่งผิดๆ ของโลกกลายเป็นสิ่งถูก โดยลงมือจากข้างนอกเข้ามาข้างใน เราตะเกียกตะกายที่จะปฏิรูปโลกภายนอก ด้วยการบีบบังคับสภาวะภายนอกให้เปลี่ยนแปลง โชคร้ายตรงที่วิธีแบบข้างนอกเข้ามาข้างในเช่นนี้จะต้องล้มเหลวท่าเดียว เพราะเราไปจัดการกับผล แทนที่จะจัดการกับเหตุนั่นเอง

เราต้องเตือนตัวเองและทุกคนบนโลกนี้ ว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกจากในออกนอกได้ และต้องทำเช่นนั้นด้วย เรามีข้อพิสูจน์อยู่ล้นโลกที่บอกว่าวิธีแบบนอกเข้าในมันไม่ได้ผล ทางออกในระยะยาวสำหรับความยากจน ความขาดแคลน และขีดจำกัดอยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนศักยภาพภายในของเรา ให้กลายเป็นความจริง

วิธีเดียวที่จะเยียวยาโลกนี้ได้อย่างแท้จริง ก็คือ เยียวยาตัวเราเองก่อน ถึงนี่จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราก็ต้องเตือนตัวเองว่า เราเป็นใคร และทำอะไรได้บ้าง เราต้องเป็นคนก่อกำเนิดทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา จากกฏแห่งการดึงดูด เราเป็นคนดึงดูดทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเข้ามา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ว่าคนอื่นจะทำอะไรกับเรา เราต่างมีส่วนร่วมในการกระทำเหล่านั้นทั้งสิ้น และเป็นต้นเหตุของมันในระดับหนึ่งทั้งสิ้น หลักๆก็คือ โลกนี้ไม่มีเหยื่อ มีแต่คนที่ทำโดยสมัครใจ นี่อาจจะเหมือนยาที่กลืนลงยากสักหน่อย แต่เราไม่มีทางเปลี่ยนอะไรๆให้ดีขึ้นได้เลย นอกจากจะยอมรับอย่างนี้เสียก่อน

เรากลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการกล่าวโทษไปแล้ว เช่น ถ้านาฬิกาข้อมือของคุณบอกเวลาผิด คุณจะทำยังไงกับมันล่ะ คุณจะไปขอให้เพื่อนบ้านช่วยตั้งนาฬิกาให้คุณใหม่หรือเปล่า หรือว่าจะทำเอง โชคไม่ดีที่เราไม่แก้ไขด้วยวิธีเดียวกันเมื่อชีวิตมันไม่ยอมเดินดีๆ แทนที่จะทำเช่นนั้น เรากลับยืนกรานว่าสภาพความเป็นจริงควรจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ ความคิดผิดๆของตัวเรา

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
อำนาจอันไร้ขีดจำกัดของคุณอยู่ที่ความสามารถในการควบคุมความคิด จิตใจอันสับสนจะทำงานในทิศทางของความเจ็บไข้ได้ป่วย ความยากจน ความขาดแคลน และข้อจำกัดมากกว่าจะทำงานในทิศทางของความมั่งคั่ง ความแข็งแรง และความสำเร็จ ถ้าเราไม่สร้างชีวิตในแบบที่อยากให้เป็น นั่นแสดงว่าเราสร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่เนื่องจากชีวิตคือ ความสำนึกรู้ งานที่สำคัญที่สุดของเรา จึงเป็นการพัฒนาความสำนึกรู้ที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขึ้นมา เราทำแบบนี้ได้ด้วยการมองไปยังสภาวะต่างๆของชีวิตเรา แล้วก็ท้าทายความเชื่อที่มีอยู่ ถึงแม้มันจะเป็นการคุกคามอีโก้ของเราก็ตาม เมื่อไหร่ที่เราต้องการอะไรสักอย่างในชีวิต เราจะต้องทิ้งอะไรก็ตามแต่ที่มาขวางระหว่างสิ่งที่เราเชื่อ กับสิ่งที่เราต้องการ

ในใจนั้น คุณรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร และถ้าคุณจะยอมฟังการหยั่งรู้ของคุณ มันก็จะบอกคุณเอง จิตใจ(ความคิด) ของคุณ อาจทำให้คุณเสียท่าได้ แต่การหยั่งรู้จะไม่มีวันทำอย่างนั้น การหยั่งรู้ของคุณ ก็คือ ความเชื่อมโยงที่คุณมีต่ออำนาจอันเป็นที่สุด จงหัดเชื่อใจมัน คนอื่นสามารถควบคุมคุณผ่านทางจิตใจ( ความคิด)ของคุณได้ แต่พวกเขาไม่มีวันควบคุมคุณผ่านทางการหยั่งรู้ของคุณได้เลย

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คุณบอกอะไร กับตัวเองอยู่

ข้อเท็จจริงของชีวิตแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าเราไม่ได้ทำตัวสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่เรา สามารถทำได้ แต่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่เรา เชื่อ ว่าตัวเองสามารถทำได้ ฉะนั้น ถ้าเราเปลี่ยนแปลงความเชื่อของตัวเองได้ เราก็เปลี่ยนแปลงการกระทำได้

ทุกๆความคิดที่มีอารมณ์จะทิ้งบันทึกไว้ในโครงสร้างเซลล์ประสาทของสมอง เราไม่ได้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นหรอก แต่เราบันทึกสิ่งที่ เราคิดว่าเกิดขึ้น มากกว่า นี่คือบันทึกแห่งการตีความ ซึ่งจะเริ่มก่อร่างสร้างบุคลิกของเราขึ้นมา เช่น เด็กๆที่มีภูมิหลังทางครอบครัวเหมือนกัน แต่กลับพัฒนาบุคลิกลักษณะและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันขึ้นมา สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาตอนเด็กๆหรอก แต่เป็นสิ่งที่พวกเขามองว่าเกิดขึ้นนั่นเอง การตีความ ของพวกเขานี่แหละ คือ สิ่งที่ก่อรูปก่อร่างบุคลิกลักษณะและทัศนคติที่แตกต่างกัน ถึงแม้พวกเขาจะมีภูมิหลังทางครอบครัวที่เหมือนกันก็ตาม

แค่ความคิดเดียวโดดๆ ไม่อาจก่อให้เกิดภาพแห่งตนของเราขึ้นมาได้ มันต้องใช้ประสบการณ์หรือความคิดที่สั่งสมมาถึงจะสร้างภาพแห่งตนขึ้นมาได้ กุญแจที่นำไปสู่อิสรภาพก็คือ การควบคุมสิ่งที่เราคิด และรับรู้ความเป็นจริงอย่างที่เห็น คนอื่นอาจหยิบยื่นความคิดเกี่ยวกับตัวเราเองมาให้ พวกเขาจะบอกว่าเรายอดเยี่ยมแค่ไหนก็ได้ หรือจะเหยียบย่ำเราก็ได้ ข้อมูลนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในระบบความเชื่อของเราเลย จนกว่าเราจะยอมรับมันด้วยความคิดของเราเอง ถ้าเรามองตัวเองหรือเชื่อว่าตัวเองเป็นแบบใดแบบหนึ่ง เราก็จะกระทำในแบบที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม

การปล่อยวางไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเชื่ออะไรอย่างรุนแรง เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าสิ่งที่เรารู้คือความจริง นั่นเท่ากับเราได้ขังตัวเองอยู่ในความเชื่อนั้น ให้มันเป็นปราการที่ขวางกั้นความเชื่อต่างๆที่ขัดแย้งกับของเรา เราไม่อาจยึดถือความเชื่อที่สร้างความขัดแย้งไว้ในใจได้โดยที่ไม่วิตกกังวลหรือทุกข์ตรม ฉะนั้น สิ่งที่เราทำก็คือรวบรวมข้อมูลและข่าวสารที่สนับสนุนเพื่อพิสูจน์ว่าเราถูก และไม่ได้บ้าบอ ที่เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ นี่อาจสกัดเราในการแสวงหาความจริงได้ เพราะเราทำอะไรๆไปตามความเป็นจริงที่เรามองเห็น ไม่ใช่ความเป็นจริงอย่างที่มันเป็นอยู่

บางครั้งเราก็ยึดถือความคิดเห็น ทัศนคติ และความเชื่อที่ไม่มีประโยชน์กับเราอีกต่อไป เอาไว้ นี่คือ เหตุผลที่เราต้องพินิจพิเคราะห์ความเชื่อของตัวเองอยู่เป็นนิจ จะได้เห็นว่าเราอาจโกหกตัวเองหรือกีดกันข้อมูลบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องมากกว่า ทำไมเราถึงไม่ยอมสำรวจอย่างนี้กันล่ะ ที่เรากันความเป็นจริงนั้นออกไป ก็เพราะว่าเราไม่อยากผิดพลาด ทำพลาดหรือรู้สึกแย่นั่นเอง

ความเปลี่ยนแปลงท่่มีความหมายและอยู่ยั้งยืนยงต่างก็เริ่มขึ้นจากความนึกคิดหรือจินตนาการของเราทั้งสิ้น จากนั้นก็ค่อยๆไต่ออกมาสู่สภาพความเป็นจริง ทุกคำพูดล้วนมีผลกระทบต่อจิตใต้สำนึกของคุณ ฉะนั้น มันจึงสำคัญมากที่คุณจะระมัดระวังสิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับตัวเอง จงระลึกไว้ว่าคนอื่นสามารถให้ความเห็นที่มีต่อตัวคุณได้ แต่สิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับตัวเองมากกว่า ที่กำหนดภาพแห่งตนของคุณ

ฉลากแบบไหนที่คุณตีตราตัวเองไว้ ในชั่วชีวิตนี้ พวกเราแต่ละคนต่างก็ตีตราตัวเองไว้เป็น สิบๆอย่าง อาจจะนับร้อยเลยด้วย 'ฉันเป็นผู้จัดการที่เก่งกาจ ฉันขี้อาย อบอุ่น เป็นมิตร โง่เง่า ขี้โมโห เข้าด้วยยาก ขี้เกียจ หรือยากจน' เพราะเราทำตัวเหมือนกับที่เรามองตัวเอง การตีตราหรือความเห็นเหล่านี้จึงครอบงำพฤติกรรมของเรา การตีตราบางอย่างก็มีประโยชน์ แต่การจะก้าวหน้าและเติบโตขึ้นนั้น จะต้องเปลี่ยนแปลงฉลากบางอย่าง ที่เราปิดให้กับตัวเอง

เราต้องระมัดระวังเวลาพูดจากับตัวเอง ปัญหาก็คือภาพแห่งตนแบบไหนก็ตามแต่ที่เรายอมรับนั้นจะสร้างเพดานให้กับการใช้ศักยภาพของเรา เพดานไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสามารถของเราในการใช้ศักยภาพหรอก แต่เราจะลงมือหรือดำเนินการได้เหมือนกับคนที่เรามองว่าตัวเองเป็นเท่านั้น เราจึงต้องควบคุมการคุยกับตัวเองอย่างจงใจ ไม่งั้นมันจะควบคุมเราแน่

ความเห็นหรือการตีตราที่เรามอบให้กับตัวเองไม่อาจลบล้างไปได้โดยสิ้นเชิง เพราะมันโดนเก็บไว้ในความทรงจำของจิตใต้สำนึก แต่มันจะโดน 'เขี่ยออกไป' ได้ด้วยการคุยกับตัวเอง ข้อความใหม่ในแง่บวกจะกลายเป็นความเห็นเด่นๆของเราซึ่งก็ทำไปตามความคิดเห็นอันโดดเด่นหรือความเชื่อของเราด้วยสิ

เหตุผลสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนภาพแห่งตนของเรา เมื่อเราไม่พอใจกับการดำเนินการของตัวเองในด้านใดๆ นั้นเป็นเพราะว่าภาพแห่งตนของเราคือ สิ่งที่ควบคุมผลงานการปฏิบัติของเรานั่นเอง การกระทำของเราจะทำไปโดยอัตโนมัติ เราจะทำไปในแบบเดิมๆอย่างนี้เรื่อยๆโดยอัตโนมัติ จนกว่าเราจะเปลี่ยนแปลงภาพที่มีต่อตนเองนั่นแหละ ภาพแห่งตนของเราคือสิ่งที่ควบคุมการใช้ศักยภาพของเรา

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตัวคุณ

อย่ากลัวที่จะเปิดเผยข้อด้อยในตัวเอง การเปิดเผยจุดอ่อนก็คือจุดเริ่มต้นของจุดแข็ง จงระลึกไว้ว่า ทุกอย่างที่คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองคือ ข่าวดีทั้งสิ้น ไม่ว่ามันอาจจะทำใจลำบากหรือน่าประหลาดใจขนาดไหน มันก็เป็นข่าวดีเสมอ จงจำไว้อย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ความเป็นจริงอย่างใหม่ปะทะกับความเชื่อที่คุณ รู้ว่าต้องสลัดทิ้งไปให้ได้ แต่ก็ยังอิดๆเอื้อนๆที่จะทำ คนฉลาดจะเต็มใจสละถ่านหินเพื่อแลกกับเพชร เมืีอไหร่ที่กล้าทำเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงตัวเองก็จะเริ่มขึ้น
คุณไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากคนอื่น จึงจะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้หรอก อย่าถามว่า 'มันถูกหรือเปล่าที่ฉันจะต่อต้านทุกอย่างที่ถูกพร่ำสอนให้เชื่อน่ะ' แต่จงพูดออกมาว่า 'ไหนดูสิว่า ฉันจะใส่ความจริงจังลงไปในการค้นหาได้สักแค่ไหน' ความปรารถนาอิสรภาพของคุณนั่นแหละ ที่เป็นหมายค้นเพียงอย่างเดียวที่คุณต้องมี

ขณะที่เราเคลื่อนไปตามเส้นทางของการค้นพบตัวเอง เราย่อมต้องทำผิดพลาดบ้างอยู่แล้ว สิ่งที่เรียกกันว่าความผิดพลาด บกพร่อง บาป หรือความพลาดพลั้งน่ะ ไม่ใช่คุณสักหน่อย จงแน่ใจได้ว่าคุณแยก 'ใครที่คุณเป็น' ออกจาก 'สิ่งที่คุณทำหรือสิ่งที่คุณมี' คุณจะอยู่เหนือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเอง เมื่อคุณตระหนักได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่เรื่องชั่วคราว และจะเปลี่ยนแปลงไปเสมอ
สิ่งสำคัญก็คือ คุณต้องเข้าใจว่า 'ตัวตนที่สูงกว่า' ของคุณจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เมื่อคุณไปแสดงตัวเป็นเจ้าของกับธรรมชาติชั่วคราวของคุณ นั่นเท่ากับว่าคุณหันมายอมรับความเชืีอที่ว่า สิ่งที่คุณมีและทำ คือตัวจริงของคุณ นั่นแหละคือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะทำได้ในชีวิตนี้

การจะพบกับความยิ่งใหญ่ของตัวเอง คุณต้องแยกสิ่งที่คุณมีและสิ่งที่คุณทำ ออกจาก ใครที่คุณเป็น ให้ได้ จงหัดแยกผลงานการแสดงออกจากผู้แสดง แล้วหันมาเกี่ยวพันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ แต่ไม่แสดงตัวเป็นเจ้าของธรราติชั่วคราวของคุณ


ผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียวอยู่ภายในตัวคุณนี่เอง:
เมื่อคุณเริ่มตั้งคำถามและมองชีวิตตัวเองอย่างจริงใจ คุณก็จะมาถึงจุดที่เริ่มตระหนักได้ว่า ผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียวนั้นอยู่ภายในตัวคุณ เราคาดหวังให้ผู้มีอำนาจคนอื่นๆ บอกว่าเราต้องทำอะไรบ้างก็จริง แต่คนเดียวที่รู้ว่าต้องทำอะไรคือตัวเราเอง

มันง่ายที่จะหันไปโทษคนอื่น แต่การคิดแบบนี้จะยิ่งทำให้เราเป็นทาสหนักขึ้นไปอีก เพราะเราไปสร้างขอบเขตให้กับอิสรภาพของตัวเอง จงสะสางวิธีคิดของเรา ถึงการแยกสิ่งที่เรามีและทำออกจาก ใครที่เรา 'เป็น'อยู่ข้างใน หรือ แยก'ผู้ทำ'ออกจาก 'การกระทำ' ความลับก็คือการใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ แต่อย่ายอมให้โลกเข้ามาอยู่ในตัวเรา

เราอยากให้เรือของเราลอยอยู่บนท้องน้ำ แต่เราไม่อยากให้น้ำเข้ามาอยู่ในเรือ เวลาที่น้ำเข้ามาในเรือ เราจะเริ่มจม แล้วเราก็ต้องวิดน้ำกันเป็นบ้าเป็นหลังเพืีอให้ตัวเองลอยอยู่ได้ ปัญหาก็คือ เรามักจะพบว่าตัวเองกำลังจมลงไปในท้องน้ำแห่งผลกระทบทางรูปธรรมที่เราสร้างขึ้นมาในชีวิต เมื่อจมไปแล้ว เราจะไม่รู้วิธีอื่นในการจัดการกับมันเลย ยกเว้นการต่อสู้สุดใจขาดดิ้นและพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของตัวเอง

ผู้คนและเหตุการณ์ไม่เคยทำอะไรกับเราเลย พวกเขาแค่จุดชนวนความรู้สึก ที่อยู่ในตัวเราอยู่แล้ว ถ้าเราย้อนกลับไปยังหลักการพื้นฐานของชีวิต เราก็จะเข้าใจว่าไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่จะเกิดขึ้นโดยที่ลึกลงไปในสำนึกของเรานั้น เราไม่ได้อนุญาตให้มันเกิด 'มันจะเกิดขึ้นกับคุณ เหมือนกับที่คุณเชื่อ' บางครั้งความเชื่อเหล่านั้นก็หยั่งรากลึกเอามากๆ หลักๆแล้วมันจะเข้ากันกับประสบการณ์ภายนอกของเรา ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีอะไรตั้งหลายอย่างในชีวิตที่ในยามที่รู้ตัวนั้น คุณไม่ได้ต้องการมันเลย ความจริงในเรื่องนี้ก็คือ คุณกำลังสนองความต้องการที่อยู่ลึกลงไปข้างในต่างหาก

นึกภาพคนหมดความสุขนั่งอยู่บ้าน พร้อมกับพูดว่า ''ฉันอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง' คนๆนี้ตกแต่งบ้านใหม่ แต่ก็พบว่าตัวเองก็ไร้สุขพอๆกับเมื่อก่อน เขาเลยตกแต่งมันใหม่อีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ถ้าคุณจริงใจกับตัวเอง แล้วดูสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ดี คุณก็จะค้นพบสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ฉะนั้น จึงเห็นๆกันอยู่ว่าถ้าเราพยายามและประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบภายนอก แต่ไม่ยอมเปลี่ยน สาเหตุภายใน เราก็จะได้แต่สร้างประสบการณ์เดิมๆขึ้นมาอีกเท่านั้น

ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะทำยังไงอีกต่อไป กระบวนการประเมินตัวเองเช่นนี้ นับว่าเป็นเส้นทางที่ดีมากในการค้นหาตัวเอง มันจะช่วยให้คุณเข้าใจว่า กระบวนการคิดแบบเครื่องจักรไม่อาจอยู่เหนือระดับอันมีขีดจำกัดของมันได้ ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงดี หรือถ้าคุณกระวนกระวาย ก็อย่าพยายามค้นหาวิธีที่จะหลุดพ้นจากความกระวนกระวายนั้น แค่อยู่ในที่ที่คุณอยู่ แล้วปล่อยให้มันบอกอะไรที่ล้ำเลิศแก่คุณก็พอ ซึ่งมันจะบอกคุณแน่!
 ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณก็คือ คุณไม่ใช่สิ่งที่คุณมี ไม่ใช่สิ่งที่คุณทำ คุณมีความพร้อมมูล สมบูรณ์แบบ และไร้ที่ติในทางจิตวิญญาณ ความสำเร็จและความสุขในชีวิตคุณนั้น มีสัดส่วนโดยตรงกับความสามารถในการยอมรับความจริงข้อนี้ ที่เกี่ยวกับตัวคุณเอง