weenalovecookie

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กล้าฝัน กล้าทำ John C. Maxwell

มีใครบ้างไหม ที่ไม่มีความฝัน
มีใครบ้างไหม ที่ไม่อยากเดินในหนทางที่ปรารถนา
มีใครบ้างไหม ที่ไม่อยากได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แต่จะมีสักกี่คน ที่กล้าฝัน และกล้าทำ จนมันสำเร็จ เมื่อพูดถึงความฝัน ต่างคนต่างก็ฝันกันไปร้อยแปด ทว่าที่แปลกคือ ในความต่างทั้งร้อยแปด กลับมีเพียงวิธีเดียวที่ขะทำให้มันเป็นจริงได้ นั่นคือ การมีกำลังใจอันเปี่ยมไปด้วยความรัก ที่ผลักดันให้พากเพียรพยายาม เฝ้าทะนุถนอมเอาใจใส่ และรู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดโดยไม่เลิกกลางคัน

คนส่วนใหญ่ไม่อาจบันดาลฝันของตนให้เป็นจริงได้ ที่พวกเขาล้มเลิกเพราะไม่มีความสามารถพอ บ้างก็เฉไฉออกนอกเส้นทางแล้วทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับที่ ก่อนจะหันไปทำอย่างอื่นที่คิดว่าจำเป็นต้องทำแทน หรือมิเช่นนั้นความฝันของเขาก็คงจิ๊บจ๊อยด้อยค่าเกินไป

บางทีคุณอาจกำลังหวาดหวั่นกับฝันอันวิจิตร เพราะคุณไม่อยากล้มเหลวหรือเสียอกเสียใจจากความผิดหวัง คนอื่นเขาก็กลัวพอๆกับคุณนั่นแหละ ทว่าการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยเกินเหตุมักนำไปสู่ความเสียดายในบั้นปลายชีวิตแทบทั้งสิ้น ประธานาธิบดีสหรัฐ ธีโอดอร์ รูสเวลเคยกล่าวเตือนใจไว้ว่า " มันดีกว่าเสมอ ยามกล้าหาญท้า้ทายสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อคว้าชัยในรางวัลน่าภาคภูมิ แม้เราจะถูกรุกฆาตด้วยความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังน่าสรรเสริญกว่าดวงวิญญาณน้อยๆ ซึ่งไม่เคยลิ้มรสของสุขหรือทุกข์อย่างเต็มที่ เพราะมัวหลบเร้นอยู่ใต้ร่มเงาแห่งความมืดมิด ที่ห่างไกลจากคำว่า 'ชัยชนะหรือพ่ายแพ้'"

'อย่ากดดันตนเองด้วยการคิดว่า ความฝันที่วางไว้ยังไม่รอบคอบพอ หรือความสามารถของเรายังบกพร่องอยู่' เนื่องจากเราไม่ได้ลงทุนฝันเพื่ออวดฉลาดกับใคร แต่เราฝันเพื่อน้อมนำความสุขและความรื่นรมย์มาเติมเต็มชีวิตในส่วนที่เราขาดแคลนให้บริบรูณ์ต่างหาก

ความฝันเป็นเรื่องอุดมคติ ที่คาบเกี่ยวระหว่างการสำเนียกรู้ความเป็นไปได้ มากกว่าความน่าจะเป็น เล็งเห็นศักยภาพมากกว่าเงื่อนไขข้อจำกัด มันสะท้อนการมองโลกในแง่ดี ความหวัง และคุณค่าแห่งจินตนาการแสนบรรเจิด ผูกพันแนบแน่นกับจิตวิญญาณ ความฝันช่วยผลักดันเราไปข้างหน้า ไปยังขีดขั้นที่ไม่เคยสัมผัส และทลายขีดจำกัดทั้งปวงที่เราเคยยัดเยียดให้กับตัวเอง " โรเบิร์ต ครีเกล

เมื่อผู้ค้นพบความฝันของตนเองและอุทิศชีวิตเพื่อมัน เราย่อมคาดเดาไม่ได้ว่า ความฝันนั้นจะสร้างผลกระทบมากมายมหาศาลแค่ไหนในภายภาคหน้า

สิ่งที่ใจเห็นและเชื่อมั่น ย่อมนำความสำเร็จมาให้
ถ้าคุณไม่ชอบคิดบวก ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ขจัดความคิดลบๆในจิตใจให้สิ้นซาก จากนั้นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คงเพียงพอแล้ว

ผู้ประสบความสำเร็จจะตัดคำว่า 'ไม่' ออกจากสารระบบ: เจมส์ อัลเลน ประกาศว่า 'โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์คือผลพวงทางความคิด ส่วนบุคลิกภาพก็คือ ผลิตผลจากความคิดสะสมทั้งหมด' มันจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งืี่จะรักษาความคิดให้อยู่กับร่องกับรอย

ที่บรรดานักล่าฝันไม่ล้มเลิกความพยายามจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ก็เพราะพวกเขาไม่เคยผูกคุณค่าของตนเองไว้กับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ตรงกันข้าม พวกเขายึดมั่นอยู่กับคุณค่าภายในที่หล่อหลอมเป็นตัวตน ผู้ประสบความสำเร็จจึงไม่ชอบพิรี้พิไรว่า 'ฉันมันพวกทำอะไรไม่สำเร็จ, ฉันคงเอาดีอะไรไม่ได้' แต่จะเชิดหน้ายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า 'อันนั้นฉันทำพลาดไปเอง, อันนี้ฉันทำผิดไป' แล้วค่อยแก้ไขกันใหม่

นักจิตวิทยา มาร์ติน อี เซลิกแมน เชิ่อว่าหลังจากเราทำสิ่งใดล้มเหลว ทางเลิอกจะเหลือเพียงสอง นั่นคือเราจะละทิ้งความล้มเหลวไว้ข้างนอกหรือยัดเยียดมันไว้ข้างใน 'คนที่เอาแต้โทษตัวเองเมื่อล้มเหลว มักคิดว่าตัวเองไร้ค่า ไร้พรสวรรค์และไม่เป็นที่รักของใครๆ' ส่วนคนที่โยนความล้มเหลวให้เป็นเรื่องธรรมชาติหรือปัจจัยภายนอก จะไม่สูญเสียความเคารพในตนเองบบบบบาบบบ่
เมื่อโดนเหตุการณ์ร้ายจู่โจม เพื่อรักษามุมมองให้เหมาะสม คุณต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง แต่อย่านำความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมาเป็นปมปัญหาส่วนตัวเด็ดขาด

ผู้ประสบความสำเร็จ จะมองเรื่องยุ่งยากเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว
ผู้ประสบความสำเร็จจะหันเข้าหาสิ่งใหม่ๆด้วยความเต็มใจ

เพื่อไล่ล่าฝันจงอย่าปล่อยให้ความล้มเหลวเหนี่ยวรั้งคุณไว้ จงอดทนเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เริ่มจากความคิดอ่านของเราเป็นอันดับแรก ดังที่ท่านนายพล จอร์เจีย เอสแพ็ตตอนกล่าวว่า 'ถ้าท่านอยากชนะศึกสงคราม สิ่งที่ท่านต้องทำคือการใช้จิตใจบังคับร่างกาย อย่าปล่อยให้กายเป็นตัวกำหนดว่าควรจะทำอย่างไร เพราะมันรังแต่จะยกธงขาวอยู่เสมอ'

จงให้เวลาตนเองได้ครุ่นคิด: มนุษย์ส่วนใหญ่พยายามทำตัวยุ่งวุ่นวายมากเกินไป พวกเขาสับสนระหว่างปริมาณกิจกรรมกับอัตราความสำเร็จ โดยนึกว่ามันแปรตามกัน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เลย การทำงานอย่างมีประสิทธิผล เริ่มจากวิจารณญาณอันเหมาะสมของผู้ทำ นั่นหมายถึึงไอเดียเด็ดๆ จะไม่หลั่งไหลออกมา ตราบเท่าที่เจ้าตัวไม่เคยเผื่อเวลาสำหรับการครุ่นคิดพิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบ

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

How to win friend and influence people

'มันน่าฉงนสนเท่ห์ แต่เป็นความจริงที่ผู้พูดแก่เราอย่างกักขฬะ สบประมาท และทำให้เจ็บใจ ที่แท้ก็คือเป็นคนภายในบ้านเราเอง' ดอโรธี ดิกส์

'ความสุภาพอ่อนโยน เป็นลักษณะดีงามของหัวใจที่จะมองข้ามประตูรั้วที่หักพัง และเอาใจใส่เฉพาะแต่ดอกไม้ที่สนามหญ้าถัดจากประตูนั้น' เฮ็นรี่ เคลย์ ริสเนอร์

ดอโรธี ดิกส์ กล่าวเรื่องการแต่งงานไว้ว่า ' ผู้หญิงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมผู้ชายจึงไม่ใช้ความมานะพยายามจัดให้บ้านของเขาดำเนินอยู่ในลักษณะเดียวกับที่เขาได้จัดการธุรกิจ อาชีพหรือความสำเร็จ ถึงแม้ผู้ชายจะถือว่าการมีภรรยาที่ถูกอกถูกใจและมีบ้านที่สะพรั่งพร้อมด้วยความสุขเป็นสิ่งมีราคาสำหรับเขายิ่งกว่าทำรายได้หนึ่งล้านเหรียญ หากไม่มีผู้ชายแม้แต่ 1 ใน 100 คนที่จะมีความคิดจริงจัง หรือมานะพยายามอย่างแท้จริง ที่จะทำให้การแต่งงานของเขาได้รับความสำเร็จ (ต่อ)เขาปล่อยให้การแต่งงาน อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอยู่ในความรับผิดชอบของโชคชะตา ซึ่งเขาอาจชนะหรือพ่ายแพ้ก็แล้วแต่โชคชะตาจะเข้าข้างเขาหรือไม่ ผู้หญิงไม่สามารถเข้าใจว่าทำไมสามีของเธอจึงไม่ปฏิบัติอย่างนุ่มนวลแทนความกระโชกโฮกฮาก
(ต่อ) ผู้ชายทุกคนรู้ดีว่าเขาสามารถชักนำภรรยาของเขาให้เต็มอกเต็มใจทำทุกสิ่งแม้ปราศจากการตอบแทนใดๆ ด้วยการใช้คำพูดอ่อนหวาน เขารู้ดีว่าเพียงเยินยอแก่หล่อนว่าเป็นผู้จัดการทางบ้านดีเยี่ยม หล่อนจะเป็นผู้ช่วยที่หาตัวจับยาก หล่อนจะกระเหม็ดกระแหม่ทุกสตางค์ ผู้ชายรู้ดีว่าถ้าเขาบอกหล่อนว่าสวยและมีเสน่ห์ในชุดที่ตัเมื่อปีกลายหล่อนจะไม่ยอมแลกชุดนั้นกับชุดใหม่ที่สั่งตรงจากปารีส ด้วยการจูบอย่างรักใคร่ หล่อนจะกลายเป็นคนใบ้ที่ไม่มีปากเสียงแต่อย่างใด'

7 วิธีปฏิบัติ เพื่อทำให้ชีวิตในครอบครัวของท่านมีความสุขยิ่งขึ้น
1) อย่าเป็นคนจู้จี้ขี้เอาเรื่อง
2) อย่าพยายามเป็นเจ้าหัวใจคู่แต่งงานของท่าน
3) อย่าตำหนิติเตียน
4) จงให้คำยกย่องสรรเสริญด้วยสุจริตใจ
5) จงเอาใจใส่สิ่งเล็กๆน้อยๆ
6) จงมีกิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน
7) จงอ่านหนังสือดีๆเกี่ยวกับเรื่องกามารมณ์ในการแต่งงาน

วิธีปฏิบัติ 9 ปวะการเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้อื่น โดยไม่รู้สึกขุ่นเคือง

1) จงเริ่มสนทนาด้วยคำพูดยกย่องสรรเสริญอย่างสุจริตใจ
2) จงอย่าเตือนผู้อื่น อย่างตรงไปตรงมา ว่าเขาผิด
3) จงพูดถึงความผิดของท่านก่อน แล้วจึงตำหนิผู้อื่น
4) จงขอความเห็นแทนจะออกคำสั่งตรงๆ
5) จงกู้หน้าอีกฝ่ายหนึ่ง
6) จงยกย่องสรรเสริญผู้อื่นแม้เขาได้ทำสิ่งใดๆดีขึ้นเพียงเล็กน้อยและยกย่องทุกครั้งที่เขาทำสิ่งใดๆได้ดียิ่งขึ้น 'จงเห็นพ้องด้วยนำ้ใสใจจริงและยกย่องชมเชยอย่างเต็มที่'
7) จงอุปโลกน์ผู้อื่นในสิ่งดีงาม เพื่อจะได้เป็นไปตามนั้น
8) จงใช้การสนับสนุนให้กำลังใจ จงทำให้ความผิดดูเป็นของง่ายที่จะแก้ไข
9) จงทำให้ผู้อื่นมีความสุขที่จะกระทำในสิ่งที่ท่านเสนอแนะแก่เขา

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

12 วิธี เพื่อจูงใจผู้อื่นให้คล้อยตามแนวคิดของท่าน

กฏข้อที่ 1) วิธีระงับการโต้แย้งที่ดีที่ก็คิอ จงหลีกเลี่ยงเสีย
2) จงเคารพต่อความคิดเห็นของอีกฝ่าย อย่าบอกว่าผู้ใดผิดเป็นอันขาด
3) ถ้าท่านผิด จงรับผิดอย่าได้รอช้าและรับด้วยเสียงอันหนักแน่น
4)จงเริ่มต้นด้วยไมตรี
5) จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตอบรับคำว่า 'ค่ะ ครับ ใช่' ทันทีที่สนทนา
6) จงปล่อยให้อีกฝ่ายพูดเป็นส่วนมาก
7) จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกว่า มีความคิดเป็นของเขา
8) จงพยายามอย่างสุจริตใจที่จะมองสิ่งต่างๆในแง่คิดของอีกฝ่ายหนึ่ง
9) จงเห็นอกเห็นใจต่อความรู้สึกนึกคิดและความปรารถนาของอีกฝ่ายหนึ่ง
10) จงขอร้องด้วยการพูดให้รู้สึกว่าเป็นเจตนาอันดีงามกว่ากัน
11) จงแสดงความเห็นของท่านให้เป็นที่เร้าใจ
12) จงพูดท้าทาย

หนทางอันเลิศ ที่จะเข้าถึงเหตุผลของผู้อื่น

ถ้าบุคคลใดมีใจปวดร้าวอยู่ด้วยความขุ่นแค้นและโกรธเคืองท่าน ท่านจะไม่สามารถจูงใจเขาให้คล้อยตามแนวคิดของท่านเป็นอันขาด แม้จะหลักตรรกวิทยาที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกใบนี้ พ่อแม่ที่ชอบดุด่า สามีหรือเจ้านายที่ชอบใช้อำนาจ ภรรยาที่ชอบจู้จี้ ทั้งหมดควรจะรู้ความจริงว่าจากการปฏิบัติดังกล่าวจะไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนใจ เราไม่สามารถบังคับให้ใครมาเห็นพ้องกับเราได้ แต่ถ้าเราสุภาพอ่อนโยนอย่างกันเอง ยิ่งมากเท่าใด เราก็ยิ่งสามารถจูงใจเขาเหล่านั้นให้คล้อยตามแนวคิดเราได้

'นำ้ผึ้งหยดเดียว จับแมลงวันได้มากกว่าบอระเพ็ดหนึ่งแสนแกลลอน' ถ้าท่านต้องการจูงใจผู้อื่นให้มาเห็นคล้อยด้วย สิ่งแรกที่สุดที่ท่านจะต้องปฏิบัติคือ ทำให้เขาเชื่อว่าท่านเป็นมิตรสุจริตของเขา หากท่านจะใช้นำ้ผึ้งสักหยดหนึ่งเหยาะในหัวใจของอีกฝ่ายหนึ่งให้ชื่นฉำ่ ด้วยการพูดอะไรแก่เขาก็ตาม จะเป็นทางอันเลิศที่จะดึงเหตุผลของเขาให้หันมาสอดคล้องกับท่าน

มีความจริงอยู่ว่า มิตรสหายทั้งหลายของเรา พอใจที่จะคุยกับเราถึงเรื่องความสำเร็จต่างๆของเขา ยิ่งกว่าจะฟังเราโม้ถึงเรื่องของเรา ลา โรเชฟูโกลด์ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า ' ถ้าท่านต้องการศัตรู จงเป็นคนเก่งกล้าสามารถเหนือกว่าเพื่อนของท่าน แต่ถ้าท่านต้องการมิตร จงให้เพื่อนของท่านเก่งกล้าสามารถเหนือไปกว่าท่าน'

เราควรถ่อมตัวของเรา ทั้งนี้พวกเราต่างก็ไม่วิเศษวิโสไปกว่ากัน เมื่อเราต่างตายจากกันไป เราต่างจะไม่มีชีวิตในโลกนี้และจะไม่มีใครรู้จัก ชีวิตเป็นของสั้นจนเกินไป ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ชีวิตอันสั้นของเราสร้างความรำคาญแก่ผู้อื่นด้วยการคุยโอ้อวดถึงความสำเร็จขี้ปะติ๋วของเรา เราจงส่งเสริมให้ผู้อื่นคุยเสียบ้าง โปรดคิดดูให้ดี ท่านมิได้มีอะไรดีวิเศษมากมายที่จะคุยอวดโดยไม่รู้จักจบสิ้นเสียบ้าง

ท่านเล่าจื๊อ นักปราชญ์จีนได้กล่าววาทะที่น่าจดจำว่า 'เหตุที่แม่นำ้ลำคลองและทะเลทั้งหลายสามารถจะต้อนรับสายนำ้หลายร้อยสายจากภูเขา เนื่องจากเพราะอยู่ตำ่กว่า แม่นำ้ลำคลองและทะเลจึงเก่งกว่าสายนำ้จ่กภูเขา เพราะสามารถรับกระแสนำ้ทั้งหมดไว้ได้ ผู้ที่เฉลียวฉลาด ถ้าปรารถนาจะอยู่เหนือผู้อื่น จะต้องทำตนให้อยู่หลังผู้อื่น ดังนั้นแม้ว่า เขาจะเป็นผู้มีบุณวาสนาเหนือกว่า แต่เขาจะไม่หยอ่งผยองและถือว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เขาจะไม่อวดเด่นให้บาดใจผู้อื่น'

อย่าลืมว่าบุคคลใดก็ตามอาจจะทำความผิดอย่างไม่มีทางแก้ตัว แต่บุคคลนั้นจะคิดว่าเขาไม่ผิดเลย ท่านจงอย่าปรักปรำลงโทษเขาผู้นั้น เพราะการกระทำเช่นนี้คนโง่ทุกคนย่อมทำได้ ท่านจงพยายามเข้าใจเขาให้ถี่ถ้วนถ่องแท้ เพราะการพยายามเข้าใจการกระทำของผู้ผิด คือคนฉลาด คนที่มีนำ้อดนำ้ทน และมีคุณสมบัติพิเศษเท่านั้นจึงจะสามารถปฏิบัติได้

3/4 ของคนที่ท่านจะพบปะวันพรุ่งนี้ ล้วนแล้วแต่หิวกระหายที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ จงให้มันแก่เขา แล้วเขาจะรักท่าน

'การเห็นอกเห็นใจ' เป็นความหิวกระหายทั่วๆไปในหมู่เผ่าพันธ์มนุษย์ เด็กๆชอบอวดบาดแผล เพื่อจะได้รับความเห็นใจจากผู้ใหญ่ ด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน หนุ่มสาวจะเล่าถึงความเจ็บปวด ความสมเพชเวทนาตัวเอง สำหรับเคราะห์กรรมนานาชนิดที่เกิดขึ้นหรืออาจเป็นแค่ในจินตนาการ ทั้งหมดนี้เป็นการปฏิบัติที่มีอยู่ในมนุษย์ทั่วไป