ข้อเท็จจริงของชีวิตแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าเราไม่ได้ทำตัวสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่เรา สามารถทำได้ แต่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่เรา เชื่อ ว่าตัวเองสามารถทำได้ ฉะนั้น ถ้าเราเปลี่ยนแปลงความเชื่อของตัวเองได้ เราก็เปลี่ยนแปลงการกระทำได้
ทุกๆความคิดที่มีอารมณ์จะทิ้งบันทึกไว้ในโครงสร้างเซลล์ประสาทของสมอง เราไม่ได้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นหรอก แต่เราบันทึกสิ่งที่ เราคิดว่าเกิดขึ้น มากกว่า นี่คือบันทึกแห่งการตีความ ซึ่งจะเริ่มก่อร่างสร้างบุคลิกของเราขึ้นมา เช่น เด็กๆที่มีภูมิหลังทางครอบครัวเหมือนกัน แต่กลับพัฒนาบุคลิกลักษณะและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันขึ้นมา สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาตอนเด็กๆหรอก แต่เป็นสิ่งที่พวกเขามองว่าเกิดขึ้นนั่นเอง การตีความ ของพวกเขานี่แหละ คือ สิ่งที่ก่อรูปก่อร่างบุคลิกลักษณะและทัศนคติที่แตกต่างกัน ถึงแม้พวกเขาจะมีภูมิหลังทางครอบครัวที่เหมือนกันก็ตาม
แค่ความคิดเดียวโดดๆ ไม่อาจก่อให้เกิดภาพแห่งตนของเราขึ้นมาได้ มันต้องใช้ประสบการณ์หรือความคิดที่สั่งสมมาถึงจะสร้างภาพแห่งตนขึ้นมาได้ กุญแจที่นำไปสู่อิสรภาพก็คือ การควบคุมสิ่งที่เราคิด และรับรู้ความเป็นจริงอย่างที่เห็น คนอื่นอาจหยิบยื่นความคิดเกี่ยวกับตัวเราเองมาให้ พวกเขาจะบอกว่าเรายอดเยี่ยมแค่ไหนก็ได้ หรือจะเหยียบย่ำเราก็ได้ ข้อมูลนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในระบบความเชื่อของเราเลย จนกว่าเราจะยอมรับมันด้วยความคิดของเราเอง ถ้าเรามองตัวเองหรือเชื่อว่าตัวเองเป็นแบบใดแบบหนึ่ง เราก็จะกระทำในแบบที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม
การปล่อยวางไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเชื่ออะไรอย่างรุนแรง เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าสิ่งที่เรารู้คือความจริง นั่นเท่ากับเราได้ขังตัวเองอยู่ในความเชื่อนั้น ให้มันเป็นปราการที่ขวางกั้นความเชื่อต่างๆที่ขัดแย้งกับของเรา เราไม่อาจยึดถือความเชื่อที่สร้างความขัดแย้งไว้ในใจได้โดยที่ไม่วิตกกังวลหรือทุกข์ตรม ฉะนั้น สิ่งที่เราทำก็คือรวบรวมข้อมูลและข่าวสารที่สนับสนุนเพื่อพิสูจน์ว่าเราถูก และไม่ได้บ้าบอ ที่เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ นี่อาจสกัดเราในการแสวงหาความจริงได้ เพราะเราทำอะไรๆไปตามความเป็นจริงที่เรามองเห็น ไม่ใช่ความเป็นจริงอย่างที่มันเป็นอยู่
บางครั้งเราก็ยึดถือความคิดเห็น ทัศนคติ และความเชื่อที่ไม่มีประโยชน์กับเราอีกต่อไป เอาไว้ นี่คือ เหตุผลที่เราต้องพินิจพิเคราะห์ความเชื่อของตัวเองอยู่เป็นนิจ จะได้เห็นว่าเราอาจโกหกตัวเองหรือกีดกันข้อมูลบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องมากกว่า ทำไมเราถึงไม่ยอมสำรวจอย่างนี้กันล่ะ ที่เรากันความเป็นจริงนั้นออกไป ก็เพราะว่าเราไม่อยากผิดพลาด ทำพลาดหรือรู้สึกแย่นั่นเอง
ความเปลี่ยนแปลงท่่มีความหมายและอยู่ยั้งยืนยงต่างก็เริ่มขึ้นจากความนึกคิดหรือจินตนาการของเราทั้งสิ้น จากนั้นก็ค่อยๆไต่ออกมาสู่สภาพความเป็นจริง ทุกคำพูดล้วนมีผลกระทบต่อจิตใต้สำนึกของคุณ ฉะนั้น มันจึงสำคัญมากที่คุณจะระมัดระวังสิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับตัวเอง จงระลึกไว้ว่าคนอื่นสามารถให้ความเห็นที่มีต่อตัวคุณได้ แต่สิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับตัวเองมากกว่า ที่กำหนดภาพแห่งตนของคุณ
ฉลากแบบไหนที่คุณตีตราตัวเองไว้ ในชั่วชีวิตนี้ พวกเราแต่ละคนต่างก็ตีตราตัวเองไว้เป็น สิบๆอย่าง อาจจะนับร้อยเลยด้วย 'ฉันเป็นผู้จัดการที่เก่งกาจ ฉันขี้อาย อบอุ่น เป็นมิตร โง่เง่า ขี้โมโห เข้าด้วยยาก ขี้เกียจ หรือยากจน' เพราะเราทำตัวเหมือนกับที่เรามองตัวเอง การตีตราหรือความเห็นเหล่านี้จึงครอบงำพฤติกรรมของเรา การตีตราบางอย่างก็มีประโยชน์ แต่การจะก้าวหน้าและเติบโตขึ้นนั้น จะต้องเปลี่ยนแปลงฉลากบางอย่าง ที่เราปิดให้กับตัวเอง
เราต้องระมัดระวังเวลาพูดจากับตัวเอง ปัญหาก็คือภาพแห่งตนแบบไหนก็ตามแต่ที่เรายอมรับนั้นจะสร้างเพดานให้กับการใช้ศักยภาพของเรา เพดานไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสามารถของเราในการใช้ศักยภาพหรอก แต่เราจะลงมือหรือดำเนินการได้เหมือนกับคนที่เรามองว่าตัวเองเป็นเท่านั้น เราจึงต้องควบคุมการคุยกับตัวเองอย่างจงใจ ไม่งั้นมันจะควบคุมเราแน่
ความเห็นหรือการตีตราที่เรามอบให้กับตัวเองไม่อาจลบล้างไปได้โดยสิ้นเชิง เพราะมันโดนเก็บไว้ในความทรงจำของจิตใต้สำนึก แต่มันจะโดน 'เขี่ยออกไป' ได้ด้วยการคุยกับตัวเอง ข้อความใหม่ในแง่บวกจะกลายเป็นความเห็นเด่นๆของเราซึ่งก็ทำไปตามความคิดเห็นอันโดดเด่นหรือความเชื่อของเราด้วยสิ
เหตุผลสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนภาพแห่งตนของเรา เมื่อเราไม่พอใจกับการดำเนินการของตัวเองในด้านใดๆ นั้นเป็นเพราะว่าภาพแห่งตนของเราคือ สิ่งที่ควบคุมผลงานการปฏิบัติของเรานั่นเอง การกระทำของเราจะทำไปโดยอัตโนมัติ เราจะทำไปในแบบเดิมๆอย่างนี้เรื่อยๆโดยอัตโนมัติ จนกว่าเราจะเปลี่ยนแปลงภาพที่มีต่อตนเองนั่นแหละ ภาพแห่งตนของเราคือสิ่งที่ควบคุมการใช้ศักยภาพของเรา