จักรวาลก็เหมือนแม่น้ำ แม่น้ำจะไหลไปเรื่อยๆไม่มีหยุด มันไม่สนว่าคุณสุขเศร้าหรือเซ็ง เป็นคนดีหรือเป็นคนเลว มันแค่ไหลไปเรื่อยๆ บางคนก็เดินลงไปที่แม่น้ำ แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ บางคนก็ไปที่นั่นอย่างสุขใจ แต่แม่น้ำสนที่ไหนล่ะ มันเอาแต่ไหลไปเรื่อยๆของมันต่อไป เราจะใช้ประโยชน์จากมันและรื่นรมย์กับมันก็ได้ หรือจะกระโดดลงไปให้จมน้ำตายก็ได้ แม่น้ำจะไหลไปเรื่อยๆ เพราะว่ามันไม่ยินดียินร้าย จักรวาลก็เหมือนกัน จักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้สามารถโอบอุ้มเรา หรือจะทำลายเราก็ได้ การตีความและการที่เราใช้กฏนี้ต่างหากล่ะ ที่จะกำหนดผลกระทบหรือผลลัพธ์ของเรา
เราจะได้รับก็แต่สิ่งที่จิตใจหรือความคิด เราสามารถยอมรับได้เท่านั้น เราจะก้าวไปสู่สายธารแห่งชีวิตพร้อมกับช้อนชาก็ได้ ส่วนคนอื่นอาจจะไปพร้อมกับถ้วยทั้งใบ บางคนอาจจะถึงกับเอาถังไปด้วย หรือแม้กระทั่งขนถังไม้ยักษ์ใบใหญ่ไปเลย กระนั้น ความมั่งคั่งล้นของสายธารหรือจักรวาลก็ยังมีอยู่เสมอ และรอท่าอยู่ตลอดเวลา สำนึกของเรา แนวคิดของเรา กรอบความคิดของเรา และระบบความเชื่อของเรา คือ สิ่งที่กำหนดว่าเราจะเดินไปสู่สายธารแห่งชีวิตพร้อมกับช้อนชา ถ้วยชา หรือว่าถังใบใหญ่
ถ้าเรายากจนทางความคิด และก้าวไปสู่สายน้ำแห่งชีวิตโดยพกช้อนไปแค่คันเดียว เราก็อาจสาปแช่งสิ่งที่เรามีอยู่น้อยนิดในช้อนชานั้น เราอาจถึงกับสาปแช่งคนอื่นที่มีมากกว่าด้วย แต่ขอให้ระลึกว่า อะไรก็ตามที่เราแช่ง จะแช่งเรา สายธารมันก็อยู่ตรงนั้นเอง ทะลักทะล้นด้วยความมั่งคั่งดาษดื่น เราจะเดินไปสู่สายธารแห่งชีวิตพร้อมกับช้อนชา ถังเล็ก หรือถังใหญ่ได้ทุกเมื่อ ตามแต่ใจเราเลย เราจะตักตวงอะไรจากมันบ้างขึ้นอยู่กับเรา ขีดจำกัดเพียงอย่างเดียวอยู่ที่ความนึกคิดของเรา ความจริงก็คือ เราสามารถมีทุกอย่างที่ปรารถนาได้ ถ้าเราจะสลัดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจครอบครองมันได้ออกไปซ่ะ ง่ายๆและธรรมดาแค่นี้เอง
ความเชื่อกลายเป็นข้อจำกัด: ประสบการณ์ทุกอย่างจะชักนำเราไปสู่การเชื่ออะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราเอง ความเชื่อจะเป็นจริงหรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับ ถ้าเรายอมรับว่ามันเป็นความจริง งั้นมันก็เป็นจริงสำหรับเรา ถ้าเราพูดตอกย้ำเป็นเวลานานพอ มันจะกลายเป็นกฏของเรา ถ้าเราพูดมันออกมาอย่างแรงกล้าพอ มันจะกลายเป็นข้อจำกัดของคุณจริงๆ ไม่ว่าความเชื่อของคุณจะเป็นความจริงหรือว่าบ้าบอสุดๆ ถ้าคุณยอมรับมัน ชีวิตคุณก็จะเป็นแบบนั้น
จงมองไปยังความเชื่อที่ก่อรากฐานขึ้นมาในชีวิตของคุณ เราเต็มไปด้วยความเชื่อที่สั่งสมมาเป็นแรมปี ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ แนวคิด ความเห็น ประกอบการฝึกมันจนชิน แถวเรายังเต็มไปด้วยสิ่งที่รู้สึกว่า เมืีอถูกท้าทายเราจะยืนกระต่ายขาเดียวเพื่อยืนยันความเชื่อที่เป็นของเรา เราใช้ชีวิตอยู่กับความเชื่อขุดหนึ่งที่เรียกว่าศาสนา ความเชื่ออีกชุดหนึ่งที่เรียกว่าการเมือง ความเชื่ออีกชุดที่เกี่ยวกับตัวเราเอง และความเชื่ออีกชุดเกี่ยวกับคนที่เราชอบหรืแไม่ชอบ
ความจริงของเรื่องนี้ก็คือ เราประสบความสำเร็จได้ก็แต่ในระดับที่เราเต็มใจจะสลัดความเชื่อผิดๆออกไปเท่านั้น เมื่อเราเจอกับความเจ็บไข้ได้ป่วย ความล้มเหลว หรือความขาดแคลน บ่อยครั้งที่มันเป็นเพราะข้อจำกัดในจิตใจของเราเอง
เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ถึงแม้เราจะรู้ว่าชีวิตเรามันไม่เจิดจรัสในบางด้าน แต่เราก็ยังกลัวการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี เราขังตัวเองอยู่ในดินแดนที่เราสบายใจกับมัน ไม่ว่ามันจะทำลายตัวเองสักแค่ไหนก็ตาม วิธีเดียวที่จะหลุดจากดินแดนนั้นมาได้ และเป็นอิสระจากปัญหาและข้อจำกัดทั้งหลายแหล่ก็คือ การทำตัวให้ไม่สบายซ่ะ เราจะได้รับอิสรภาพในสัดส่วนที่ผันตรงต่อความมากน้อยของความเป็นจริงที่เราเต็มใจจะยอมรับโดยไม่หนีเท่านั้น
เราจะต้องเลิกหลอกตัวเอง เลิกโทษตัวเอง และเลิกหลีกเลี่ยงการตัดสินใจอันไม่น่าอภิรมย์ หันมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า เราอาจจะยอมรับความเชื่อที่เราเคยรู้สึกว่า ใช้การไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนจากการคิดแง่ลบไปสู่แง่บวก แต่เป็นเรืีองของการย้ายไปสู่ " ความคิดที่ถูกต้อง" ซึ่งหมายถึง การหันมารู้ถึงความเป็นจริงอันแท้จริงเกี่ยวกับคนที่เราเป็น และความสัมพันธ์ของเรากับชีวิต
การคิดที่ถูกต้องนั้น ต้องวางรากฐานอยู่บนพื้นฐานของ 'ความจริงแท้ (truth)' ไม่ใช่ความเชื่อผิดๆ มันเป็นรากฐานที่กำหนดความน่าเชื่อถือของการคิดทั้งหมด การคิดบวกะการคิดลบ ต่างก็กรองผ่านระบบความเชื่อของเราทั้งสิ้น แต่การคิดที่ถูกต้องจะมาจากการรับทราบถึงความจริงแท้หรือความเป็นจริงของสถานการณ์ใดๆ
การรับรู้ความจริงแท้ทำให้คุณเป็นอิสระ: จงขวนขวายที่จะรู้ถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ใดๆที่คุณเกี่ยวข้องด้วยเสมอ มองไปหลังฉากของระบบความเชื่อในตอนนี้ แล้วถาม 'ตัวตนที่มีสติปัญญา higher self ของคุณว่า ความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้คืออะไร? ตัวตนที่สูงกว่านี้จะเผยความจริงกับคุณเสมอ ถ้าคุณพร้อมจะฟัง เมื่อคุณทำไปตามความเป็นจริง นั่นเท่ากับคุณได้ใช้การคิดที่ถูกต้องแล้ว มันไม่ใช่เรื่องของการเป็นบวกหรือเป็นลบ แค่เป็นตัวคุณเอง และเมื่อคุณเป็นตัวของคุณเอง ซึ่งหมายความว่าคุณยอมให้ตัวตนที่มีสติปัญญาได้เผยความเป็นจริงออกมา ทุกสถานการณ์ที่คุณเผชิญอยู่ก็จะคลี่คลายมันเองอย่างสวยงาม ฟังแล้วอาจจะเหมือนมหัศจรรย์พันลึก แต่มันเป็นแค่การที่กฏแห่งเหตุและผลสำแดงเดชเท่านั้น