weenalovecookie

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ภาพในใจของตัวเอง


เราเคลื่อนเข้าหาสิ่งที่เราวาดภาพไว้ในใจ:
เราเดินหน้าเข้าหาสิ่งที่เราวาดภาพเอาไว้ เราได้สร้างสิ่งที่เรายึดถือไว้ในฐานะภาพวาดในใจทั้งทางกาย อารมณ์ และจิตใจ ผ่านทางกิจกรรมและความเคลื่อนไหวกับสิ่งที่เราเชื่อและวาดภาพไว้ ไม่ว่าภาพนั้นจะดีสำหรับเราหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่เรายึดเหนี่ยวภาพนั้นเอาไว้ เราก็จะถูกดูดไปหามัน เราควบคุมภาพในใจผ่านทางการคุยกับตัวเองแบบที่มีการกำกับนั่นเอง

เราสามารถวาดภาพว่าตัวเองมีพฤติกรรมใหม่ได้ ถึงแม้ในตอนนี้มันอาจจะตรงข้ามกับพฤติกรรมหรือการกระทำของเราก็ตาม จำไว้ว่าความคิดจะต้องมาก่อนการกระทำ อย่ากังวลเรื่องการกระทำของตัวเอง ห่วงแต่การคุยกับตัวเองและวาดภาพในใจก็พอ ดูให้แน่ใจว่ามันถูกควบคุมให้นำมาซึ่งผลลัพธ์ในบั้นปลายที่คุณปรารถนา เมื่อภาพนั้นในใจเปลี่ยนไป ผลงานการปฏิบัติของคุณก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

กลไกการสร้างของจิตใต้สำนึกนั้นรู้ดีว่าเราอยู่ตรงไหนในกาลและอวกาศ ในแง่ของความสัมพันธ์กับเป้าหมาย ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ของจุดที่เราอยู่ในตอนนี้กับผลลัพธ์ในบั้นปลายที่เราพยายามบรรลุ ถ้าเราออกนอกลู่นอกทาง ผลสะท้อนที่เป็นลบก็จะกระตุ้นให้เราอยู่ในลู่ทาง นี่จะปลุกเร้าพลังงานสร้างสรรค์และผลักดันให้มีการดึงดูดผู้คน สิ่งของ หนังสือใหม่ๆ การสัมมนา หรืออะไรอื่นที่เราต้องการเพื่อสร้างภาพในใจให้เป็นจริง แต่ยังไงๆภาพก็ต้องมาก่อนเสมอ เราจะเริ่มโดยไม่มีภาพในใจไม่ได้

กลไกการสร้างของจิตใต้สำนึกจะมอบเทคนิคอันทรงพลังให้แก่เรา เพื่อใช้ความสามารถในการสร้างให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากเราเคลื่อนเข้าหาสิ่งที่เราวาดไว้ในใจ มันจึงสำคัญที่เราจะควบคุมสิ่งที่เราวาดภาพไว้ เป้าหมายจะต้องชัดเจนและกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง เราไล่ตามอะไรอยู่ มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าคุณบรรยายมันไม่ได้ คุณก็ไม่มีทางจะได้มันมา

การบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะก่อให้เกิดความล้มเหลว:
หนึ่งในกับดักใหญ่ยักษ์ที่สุดที่เราหล่นโคร่มลงไปก็คือ การบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างการพยายามดัดนิสัยตัวเอง โดยบอกว่า 'ฉันต้องทำอย่างนี้''ฉันต้องลดน้ำหนัก' 'ฉันต้องทำงานให้หนักขึ้น การผลักดันแบบสุดๆเช่นนี้ ก็คือการที่จิตใต้สำนึกทำงานต่อต้านผลลัพธ์บั้นปลายดีๆนี่เอง

เมื่อไหร่ที่คุณบอกตัวเองว่าคุณ 'ต้อง'ทำอะไรบางอย่าง จิตใต้สำนึกของคุณจะมีหน้าที่ในการบอกว่า ''ไม่ อย่านะ' 'เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย' 'ฉันจะพาเธอไปให้พ้นเรื่องนี้เอง' แล้วคุณก็จะค้นพบวิธีที่จะไม่ทำสิ่งนั้น โดยหลีกเลี่ยงที่จะสร้าง การผัดวันประกันพรุ่ง หรือหนทางใดๆที่เป็นไปได้ เวลาที่คุณบอกว่าจะต้อง นั่นเท่ากับคุณบอกว่า 'ฉันต้องทำ แต่ถ้าทำตามใจฉันได้ ฉันก็อยากจะทำอย่างอื่นมากกว่า' ยิ่งคุณพยายามทำอะไรอย่างหนักหน่วงเท่าไร คุณก็ยิ่งต่อต้านกลไกการสร้างตามธรรมชาติของจิตใต้สำนึกมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเราตระหนักได้ว่าเราทำได้ เราจะเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง หรืออยากเปลี่ยนแปลง เพราะมันเป็นไอเดียของเราที่อยากให้ตัวเองเป็นแบบนั้น ที่นี้เราก็จะมีอำนาจอยู่ถ้วนทั่ว ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะถอดใจ เมื่อคิดได้ว่าเราเป็นคนที่สร้างอะไรๆขึ้นมาด้วยตัวเอง ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว และคิดได้ว่าความสำเร็จและล้มเหลวอยู่ในกำมือ เราก็จะเลิกพูดว่า 'ฉันต้อง' แต่หันมาพูดว่า 'ฉันเลือกที่จะ" แทน เราสามารถเป็นเหมือนกับมโนภาพบอกว่าเราเป็นได้ จากนั้นก็เดินหน้าในเชิงสร้างไปสู่ผลลัพธ์บั้นปลายด้วยพลังงานและแรงผลักดันที่ทั้งตื่นเต้นและดึงดูด


จงระลึกไว้ว่าคำพูดของคุณคือกฎ: 
เมื่อคุณเชื่อใจในสัญญาที่ให้กับตัวเองและคนอื่นได้แล้ว คุณก็จะกลายเป็นคนที่ทรงอำนาจ เราจะแข็งแรงได้เท่ากับถ้อยคำของเราที่แข็งแรงเท่านั้นแหละ ถ้าคุณสัญญาอะไรไว้ คุณก็ต้องทำตามนั้นให้ได้ เพราะทุกครั้งที่คุณไม่รักษาคำพูด คุณจะสูญเสียอำนาจไป

นี่ไม่ใช่แค่คำพูดที่คุณให้กับคนอื่นเท่านั้น เพราะคุณสามารถแก้ตัวได้ แต่มันยังรวมถึงคำพูดที่คุณให้กับตัวเอง เวลาคุณบอกว่าคุณตั้งใจจะทำอะไรอีกด้วย เมื่อคุณสัญญากับตัวเอง คุณจะรู้ตัวว่สคุณเชื่อถือตัวเองได้ ด้วยอำนาจนั้น ความรู้สึกนั้น ความเชื่อนั้น ก็แทบไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้เลย เพราะคุณรู้ว่าคุณทำให้อะไรๆเกิดขึ้นได้นั่นเอง

มันเป็นแค่เรื่องของการเก็บจิตใจให้ห่างจากสิ่งที่เราไม่ต้องการ โดยมุ่งสนใจอยู่กับสิ่งที่เราต้องการแทน อย่าใช้เวลาไปกับการจินตนาการและฝังใจกับสิ่งที่คุณพยายามหลีกเลี่ยง แทนที่จะเอาแต่หลีกลี้จากสิ่งที่คุณไม่ต้องการ จงพุ่งเข้าใส่สิ่งที่คุณต้องการ เพราะบ่อยครั้งที่เราหลงติดอยู่กับการเน้นเหตุผลที่สมจริง 'ฉันก็เป็นแบบนี้นี่แหละ' อย่าเตร่ไปในรอยทางของอดีต ทุกๆชั่วขณะล้วนเป็นการเริ่มต้นใหม่ทั้งสิ้น