หลายคนรู้สึกว่า ไม่รู้จะดูแลตัวเองไปทำไม เช่น ไม่รู้ว่าจะไปออกกำลังกายให้เหนื่อยไปทำไม ต้องเดินทาง มีค่าใช้จ่าย รู้สึกเหนื่อยไป, ไม่เห็นว่าจะต้องเลือกกินผัก ผลไม้ไปทำไม กินอะไรให้มันอิ่มก็พอ, ไม่รู้ว่าจะต้องพยายามพัฒนาตัวเองไปทำไม ในเมื่องานมันก็คงไม่ก้าวไปกว่านี้, ไม่เห็นจะต้องมาแต่งตัวดีอะไร ไม่รู้จะแต่งไปให้ใครมองฯลฯ แล้วชีวิตก็ดำเนินผ่านไป วันแล้ววันเล่า หลายคนจู่ๆก็รู้สึกเหมือนตื่นขึ้นมา แล้วลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น การทำตัวเองให้ดูดี มีเหตุผลมากมายถ้าหากเราเลือกและอยากที่จะทำ หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกดีกับตัวเอง ความรู้สึกนี้มันจะเปลี่ยนวันเดิมๆของคุณ ให้เป็นวันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา " Weena Stylecoach
ทำไม คนไทยภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง? ง่ายมาก เพราะเราไม่ค่อยได้ใช้ไง
วันนี้อยากแบ่งปันเทคนิคการพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง แบบประหยัดและได้ผล คือ 1. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายว่า ทำไมคุณถึงต้องมาฝึกภาษาอังกฤษ มันต้องมีแรงจูงใจที่อยู่ในเป้าหมายนั้นมากพอ คุณถึงจะแรงฮึดและไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน 2. ซื้อหน้งสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ แนะนำ Bangkok post เพราะกลางๆ 3. ใน หนึ่งอาทิตย์อ่านออกเสียง ไม่ใช่งึมงำๆ ถั่วงาๆ ไม่เอา อ่านไม่ต้องเร็ว ให้ได้ยินเสียงตัวเอง จัดเวลาสำหรับการอ่านนี้ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง( ถ้าบ้านเปิดโล่ง ก็แจ้งเพื่อนบ้านเสียหน่อยว่าเรากำลังฝึก เดี๋ยวเขาคิดว่าเราโดนของ) 4. ดูหนังฝรั่ง ไม่ต้องอ่านแปล ฟังอย่างเดียว รู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง อย่าได้ไปกังวล 5. ฟังวิทยุภาษาอังกฤษ ฝึกฟัง 6. หาสมุดโน๊ตเล่มเล็กๆจดคำศัพท์ ท่องวันละ 15-20คำ 7. เจอฝรั่ง ให้รีบเข้าไปทักทาย สตรอเบอรี่ทันที นี้คือโอกาสทองที่คุณฝึกอย่างดี ใช้ชีวิตทุกวัน แบบนี้ให้นานพอ จนกว่าคุณจะพอใจกับสำเนียง ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของคุณ ... บางคนบอกว่า ต้องดัดจริตถึงตะพูดภาษาอังกฤษได้ดี นั่นเป็นคำพูดที่ถูกต้อง เพราะภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาของเรา พูดแบบภาษาไทย มันก็ฟังได้ แต่มันไม่สมฐานะที่อุดส่าห์ฝึกมาขนาดหนัก
ไม่เกี่ยวกับสถาบันไหน ไม่เกี่ยวกับคุณจะลงคอร์สเป็นหมื่นเป็นแสน ไม่มีใครมาการันตีว่าคุณจะพูดได้ดี คุณจะพูดได้ดีเมื่อคุณฝึกมันจนนานพอเท่านั้น ... ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ เพราะถ้าได้มาง่ายๆ คุณจะไม่ซาบซึ้งกับคุณค่าของมัน " Weena Stylecoach
นี่เป็นหนังสือที่แค่เพิ่งเริ่มอ่าน ก็รู้สึกวางไม่ลงเลย ความรู้สึกตื่นเต้นที่ค่อยๆได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของ เมล กิล์ล เขาเป็นคนที่ผ่านการตายไป 19 นาที และเล่าเรื่องราวความรู้สึกของชีวิตหลังความตายนั้น เป็นประสบการณ์ของ 'การได้สัมผัสโลกใหม่' อีกเรืีองที่เขาพูดถึง the magic ที่ รอนดา เบิร์น เขียนถึงกฏของแรงดึงดูดไว้ว่า มันเป็นเหมือน appetizer หรืออาหารเรียกน้ำย่อย ที่พวกเราต่างดีใจที่ได้กินมัน จนบางทีเราลืมไปเลยว่า เราไม่อาจอิ่มจากการกิน appetizer ได้ จริงๆมันยังมีอาหารหลักที่รอเสริ์ฟอยู่อีก เป็นการเตือนเรา เวลาที่เราปักใจเชืีออะไรสักอย่าง อย่าโหมกระหน่ำจนไม่เปิดตามองโลก เพราะบางทีโลกที่เรายึดอาจเป็นการก้มมองกระดาษอยู่แผ่นเดียวก็เป็นได้ " Weena Stylecoach
ตอนนี้เมืองไทยรณรงค์เรืี่องการอ่าน เพราะจากสถิติที่ค่าเฉลี่ยคนไทยเราอ่านเป็นบรรทัดต่อปี เขาก็ตั้งเป้าให้เป็นเล่ม 10-15 เล่มต่อปี หลายคนแพ้ทางกับการอ่านมาก เห็นหนังสือก็ตาปรือแล้ว บางทีเราอาจยังค้นไม่พบหนังสือที่ชอบก็ได้ คำแนะนำ อย่าหยุดอ่าน หาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ ... ในมุมมองของตัวเอง ก็ถือว่าเป็นการเริ่มที่ดี แต่คำถามคือไม่ว่ากี่เล่มที่อ่าน สำคัญคือ อ่านอะไร เหมือนบริษัทตั้ง kpi ในการอบรมว่า มีคนผ่านการอบรมจำนวนเท่าไหร่ ทำไมไม่ตั้งว่า อบรมมาแล้วเกิดผลลัพธ์ที่ดีอย่างไรต่อบริษัทจากเรืรองที่อบรม บางทีส่วนงานอาจรู้สึกถึงความเสี่ยงและกลัวตก kpi เราก็เลยได้แต่ตัวเลข แล้วก็หลอกตัวเองว่าทำได้้แล้ว
you are what eat อ่านอะไรก็ได้อย่างนั้น อาจารย์ท่านหนึ่งเคยแนะว่า หนังสือที่อ่าน ควรมี 3 ประเภท คือ หนึ่ง อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับสิ่งที่ทำอยู่ เพื่อเพิ่มมุมมองในด้านนั้น สอง อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง เพืีอให้ตัวเองมีความเข้าใจตัวเองและผู้อื่นให้มากขึ้น สาม หนังสือธรรมะ เพื่อให้เข้าถึงหลักการใช้ชีวิตและดำรงอยู่ ... แท้ที่จริงความรู้จากการอ่าน ไม่ใช่สิ่งที่บอกผลลัพธ์ใดๆ มันเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น จนกว่าคนที่อ่านนั้นจะเข้าใจและนำความรู้ที่ได้ไปทำ จนกระทั่งขีวิตพบทางที่ดีขึ้น ... ความรู้ไม่ได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่การกระทำที่เกิดจากความรู้นั่นต่างหากที่ใช่ " Weena Stylecoach
จาที่มีโอกาสได้ฟังการ Present งาน หลากหลายตั้งแต่ top executive ไปจนกระทั่งพนักงาน สิ่งหนึ่งที่เห็นที่ทำให้เกิดความแตกต่างมาก ไม่ใช่เกิดจากเนื้อหาที่นำเสนอ แต่มันคือความมั่นใจในตัวเอง และต่อสิ่งที่จะนำเสนอ, ความรู้สึกที่มีต่อตัวเองที่นำเสนอออกมา, ความภาคภูมิใจในตนเอง, ทัศนคติที่เขามีต่อตนเอง ซึ่งเป็นเรื่อง soft side เสียส่วนใหญ่ที่ทำให้เราแตกต่าง ถึงแม้พวกเขาจะไปศึกษาเทคนิคการนำเสนอที่สุดยอดอย่างไร แต่ถ้ายังไม่เข้าถึง soft side ของตัวเอง เทคนิคนั้นก็เป็นเรื่องที่รู้ แต่เข้าไม่ถึง. " Weena Stylecoach
เวลาที่จะนำเสนอ พวกเรามักทุ่มเทความพยายามในการใส่เนื้อหา อัดแน่น ด้วยความหวังให้คนฟังเกิดความเข้าใจเรืีองที่เราอยากจะนำเสนอ สไลด์ก็จะเต็มไปด้วยตัวหนังสือ พิมพ์เต็มหน้า แล้วก็อ่านสไลด์นั้นเพื่อสื่อความตั้งใจเต็มที่ แท้ที่จริงสิ่งที่ควรทำให้เกิด คือ ขั้นตอนแรก ทำให้คนฟังสนใจคนที่จะพูดหรือสิ่งที่จะพูดก่อน ถ้าไม่เกิดความสนใจหนึ่งในสองส่วนนี้ อย่าหวังว่าเขาจะมาพยายามเข้าใจอะไร เทคนิค คือ ก่อนที่จะเตรียมสไลด์ ก่อนที่จะคิดใส่อะไรลงไป ลองมานั่งฝั่งคนที่ฟัง จินตนาการดูว่า ถ้าเราเป็นพวกเขา อยากเห็นอะไร อยากฟังอะไร อยากให้การนำเสนอเป็นอย่างไร ... ดีกว่า มาได้ยินนอกห้อง คนที่ฟังคุยกันว่า เมื่อกี้เขาพูดเรื่องอะไรน่ะ? !!!! " Weena Stylecoach