เด็กๆเป็นเทพเจ้าแห่งความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆก็ตาม พวกเขาคิดแต่จะเล่นสนุกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแสดงพรสวรรค์ออกมาเสมอ พวกเขาไม่เคยสบถและไม่เคยติดอยู่กับปัญหาใด และเห็นทางเลือกใหม่เสมอและสนุกสนานอย่างเต็มที่กับสิ่งที่ได้รับ หากอยากมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรให้คิดถึงตอนคุณเป็นเด็ก หรือเรียนรู้จากเด็ก
เด็กทุกคนล้วนเป็นศิลปิน แต่ปัญหาคือ จะทำให้ความเป็นศิลปินนั้นคงอยู่ได้อย่างไร เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น 'พาโบล พิกาสโซ
การถามคำถามที่ถูกต้องจะช่วยให้เราขบปัญหาใดๆก็ตามให้แตกออกได้ และหากคำถามหนึ่งมันไม่เวิร์ก ทางแก้ง่ายๆ เพียงคุณเปลียนคำถามไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบคำตอบที่ทำให้คุณเคลื่อนต่อและพบแลงลว่างได้
เรายังคงมุ่งไปข้างหน้า เปิดประตูใหม่ๆและทำในสิ่งใหม่ๆ เพราะเราอยากรู้อยากเห็น และความอยากรู้อยากเห็นนั่นเอง ที่ยังคงนำพาเราก้าวลึกลงไปในเส้นทางใหม่ๆอยู่เสมอ' วอลต์ ดิสนีย์
ยิ่งคุณอ่านมากเท่าไร คุณก็ยิ่งรู้เรื่องต่างๆมากเท่านั้น ยิ่งคุณเรียนรู้มากเท่าไร คุณก็ยิ่งไปที่ต่างๆได้มากเท่านั้น ' Dr. Seuss
ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจเลือกสภาวะทางอารมณ์ด้วยตัวเอง จิตใต้สำนึกก็จะเลือกสภาวะอย่างหนึ่งให้แทน ดังนั้น จงตื่นขึ้น แล้วเลือกด้วยตัวเอง
รวมทุกเรื่องไม่ว่าจะแต่งตัวทั้งหญิงและชาย สไตล์โค้ชวีณา มุมมอง ความคิด อาชีพ Image Coach Inspiration ที่อ่านแล้วสปาร์คๆ จากใจถึงใจ เราไปด้วยกันคะ
วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
คุณค่าในตัวเอง
คุณค่าของตัวเองอยู่ที่ไหน?: หากคุณผูกงานกับตัวคุณในฐานะแหล่งพึ่งพาทางใจ คุณจะมีความสุขกับการได้ช่วยเหลือคนรอบข้าง ภูมิใจกับของตน อยากไปทำงาน คิดถึงที่ทำงาน รู้สึกว่าที่ทำงานเป็นบ้านที่สอง บ่อยครั้งที่รู้ความเป็นไปของที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน แต่หากคุณพ้นจากงานนั้นความรู้สึกไร้คุณค่าจะเกิดและเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป
คุณค่าของตัวเอง อาจมาจากหลายปัจจัยที่ผ่านมาหรือสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ หล่อหลอมจนเกิดเป็นสิ่งที่คุณมองและเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่คนอื่นมองคุณก็ได้ หากสิ่งใดที่คุณเห็นคุณค่ามาก ความคิด กิจกรรมต่างๆของคุณก็จะวนเวียนอยู่กับสิ่งนั้น หากสิ่งนั้นเป็นบวกกับตัวคุณสิ่งรอบตัวต่างๆก็จะเอื้อกับตัวคุณ แต่ถ้ามันเป็นลบ มันจะเป็นตัวที่ฉุดรั้งคุณ โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอึดอัดขับข้องใจ ไม่ได้ดั่งใจก็ตามมา หลายคนโทษสิ่งต่างๆรอบตัวที่ทำให้เป็นแบบนี้ แต่หารู้ไม่ว่าความคิดคนอื่นหรือสิ่งรอบนอกไม่อาจบังคับให้คุณเป็นไปต่างๆนาๆได้ ถ้าคุณไม่ยอมรับมา... คุณคิดบวกหรือลบกับตัวเอง?
คุณค่าของตัวเอง อาจมาจากหลายปัจจัยที่ผ่านมาหรือสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ หล่อหลอมจนเกิดเป็นสิ่งที่คุณมองและเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่คนอื่นมองคุณก็ได้ หากสิ่งใดที่คุณเห็นคุณค่ามาก ความคิด กิจกรรมต่างๆของคุณก็จะวนเวียนอยู่กับสิ่งนั้น หากสิ่งนั้นเป็นบวกกับตัวคุณสิ่งรอบตัวต่างๆก็จะเอื้อกับตัวคุณ แต่ถ้ามันเป็นลบ มันจะเป็นตัวที่ฉุดรั้งคุณ โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอึดอัดขับข้องใจ ไม่ได้ดั่งใจก็ตามมา หลายคนโทษสิ่งต่างๆรอบตัวที่ทำให้เป็นแบบนี้ แต่หารู้ไม่ว่าความคิดคนอื่นหรือสิ่งรอบนอกไม่อาจบังคับให้คุณเป็นไปต่างๆนาๆได้ ถ้าคุณไม่ยอมรับมา... คุณคิดบวกหรือลบกับตัวเอง?
วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553
การเปลี่ยนแปลง
สนุกกับการเปลี่ยนแปลง
อะไรทำให้การเปลี่ยนแปลงในชีวิตคุณเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน ถ้าเป็นเพียงแค่การตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลง คุณก็คงมีชีวิตตามที่ฝันไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องง่ายๆขนาดนั้น คุณก็น่าจะมีงานในอุดมคติทำ มีบ้านในอุดมคติกับคู่ชีวิตในฝัน นำ้หนักตัว รูปร่างอยู่ในระดับที่ปรารถนา บัญชีธนาคารก็น่าจะมีตัวเลขตามต้องการ และก็คงได้ไปเที่ยวพักร้อนตามที่ใฝ่ฝันทุกปี แต่อะไรเล่าที่มาสกัดคุณไว้
การเปลี่ยนแปลงไม่อาจหนีความไม่แน่นอนได้ หากคุณไม่สบายใจกับความไม่แน่นอน คุณก็ไม่สบายใจที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ยิ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ขึ้น ยิ่งไม่สบายใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงหนีไม่พ้นภาวะ 'ได้อย่าง- เสียอย่าง' เช่น ตัดสินใจลดนำ้หนัก ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องตัดสินใจทานผักผลไม้แทนขนมหวานหรือไอศกรีม เมื่อใดก็ตามที่คุณเลือกทางเลือกหนึ่ง คุณก็สูญเสียทางเลือกอื่น ถ้าคุณลำบากใจกับการสูญเสีย การเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้
เลือกเส้นทางที่จะช่วยคุณก้าวสู่เป้าหมายหนึ่งก้าว แล้วเดินไปตามทิศทางนั้น คุณไม่สามารถเก็บเส้นทางทุกสายให้เปิดรอคุณได้ตลอดเวลา แต่สามารถเลือกทางอื่นได้ในครั้งต่อไป ตราบาใดที่การตัดสินใจไม่ได้ทำให้คุณหลงทางไปไกลเกินควร การเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดนำ้หนักเป็นประจำ มิได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้ลิ้มรสขนมหวานไปตลอดกาล
ชีวิตเป็นเรื่องง่ายหากสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ การมีชีวิตอยู่โดยไม่เคยเสียใจ เป็นเรื่องเร้นลับที่ยังไม่มีใครค้นพบ การฝึกฝนตัวเองเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัจจุบันของสิ่งที่คุณอยากสร้างให้แก่ตัวเองในอนาคต เราเรียนรู้จากอดีตได้ แต่อย่าให้อดีตมาขัดขวางสิ่งที่เราเชื่อว่าสามารถทำสำเร็จได้ในวันข้างหน้า
คุณเคยเริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างแน่วแน่ แต่แล้วก็มีปัญหาที่จะรักษาแรงจูงใจของตัวเอง อาจเพราะคุณใช้วิธี 'เดิมพันหมดหน้าตัก' คุณอาจตั้งเป้าหมายที่ใหญ่มาก โดยหวังการสัมฤทธิผลในครั้งเดียว แต่พอเจอว่ามันยากเกินกว่าจะทำได้ คุณก็เลยยอมแพ้เอบดื้อๆ เพราะเชื่ออยู่ลึกๆว่ามันเป็นไปไม่ได้
การแบ่งเป้าหมายออกเป็นระยะสั้นๆที่พอจะทำได้ทีละขั้นตอน การเฝ้าตามดูความคืบหน้าเป็นเรื่องจำเป็น การยอมรับการชื่นชมความสำเร็จก้าวเล็กๆในแต่ละก้าว ก็จะช่วยให้คุณมีสมาธิและรักษาแรงจูงใจให้อยู่ในระดับเข้ทข้นตลอดไปได้
สิ่งที่ควรจำถ้าคุณตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง 'การถอยหลังเข้าคลอง'ไม่ใช่เรื่องแปลก แทนที่จะถอดใจยอมแพ้และยกเลิกไป อย่าไปฟังเสียงลบในใจคุณ การเปลี่ยนนิสัยต้องใช้เวลา ต้องมีความอดทนอดกลั้น และต้องทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีกับตัวเอง
'ก้าวสั้นๆแต่ต่อเนื่อง จะถึงเป้าหมายได้กว่า'
อะไรทำให้การเปลี่ยนแปลงในชีวิตคุณเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน ถ้าเป็นเพียงแค่การตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลง คุณก็คงมีชีวิตตามที่ฝันไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องง่ายๆขนาดนั้น คุณก็น่าจะมีงานในอุดมคติทำ มีบ้านในอุดมคติกับคู่ชีวิตในฝัน นำ้หนักตัว รูปร่างอยู่ในระดับที่ปรารถนา บัญชีธนาคารก็น่าจะมีตัวเลขตามต้องการ และก็คงได้ไปเที่ยวพักร้อนตามที่ใฝ่ฝันทุกปี แต่อะไรเล่าที่มาสกัดคุณไว้
การเปลี่ยนแปลงไม่อาจหนีความไม่แน่นอนได้ หากคุณไม่สบายใจกับความไม่แน่นอน คุณก็ไม่สบายใจที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ยิ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ขึ้น ยิ่งไม่สบายใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงหนีไม่พ้นภาวะ 'ได้อย่าง- เสียอย่าง' เช่น ตัดสินใจลดนำ้หนัก ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องตัดสินใจทานผักผลไม้แทนขนมหวานหรือไอศกรีม เมื่อใดก็ตามที่คุณเลือกทางเลือกหนึ่ง คุณก็สูญเสียทางเลือกอื่น ถ้าคุณลำบากใจกับการสูญเสีย การเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้
เลือกเส้นทางที่จะช่วยคุณก้าวสู่เป้าหมายหนึ่งก้าว แล้วเดินไปตามทิศทางนั้น คุณไม่สามารถเก็บเส้นทางทุกสายให้เปิดรอคุณได้ตลอดเวลา แต่สามารถเลือกทางอื่นได้ในครั้งต่อไป ตราบาใดที่การตัดสินใจไม่ได้ทำให้คุณหลงทางไปไกลเกินควร การเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดนำ้หนักเป็นประจำ มิได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้ลิ้มรสขนมหวานไปตลอดกาล
ชีวิตเป็นเรื่องง่ายหากสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ การมีชีวิตอยู่โดยไม่เคยเสียใจ เป็นเรื่องเร้นลับที่ยังไม่มีใครค้นพบ การฝึกฝนตัวเองเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัจจุบันของสิ่งที่คุณอยากสร้างให้แก่ตัวเองในอนาคต เราเรียนรู้จากอดีตได้ แต่อย่าให้อดีตมาขัดขวางสิ่งที่เราเชื่อว่าสามารถทำสำเร็จได้ในวันข้างหน้า
คุณเคยเริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างแน่วแน่ แต่แล้วก็มีปัญหาที่จะรักษาแรงจูงใจของตัวเอง อาจเพราะคุณใช้วิธี 'เดิมพันหมดหน้าตัก' คุณอาจตั้งเป้าหมายที่ใหญ่มาก โดยหวังการสัมฤทธิผลในครั้งเดียว แต่พอเจอว่ามันยากเกินกว่าจะทำได้ คุณก็เลยยอมแพ้เอบดื้อๆ เพราะเชื่ออยู่ลึกๆว่ามันเป็นไปไม่ได้
การแบ่งเป้าหมายออกเป็นระยะสั้นๆที่พอจะทำได้ทีละขั้นตอน การเฝ้าตามดูความคืบหน้าเป็นเรื่องจำเป็น การยอมรับการชื่นชมความสำเร็จก้าวเล็กๆในแต่ละก้าว ก็จะช่วยให้คุณมีสมาธิและรักษาแรงจูงใจให้อยู่ในระดับเข้ทข้นตลอดไปได้
สิ่งที่ควรจำถ้าคุณตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง 'การถอยหลังเข้าคลอง'ไม่ใช่เรื่องแปลก แทนที่จะถอดใจยอมแพ้และยกเลิกไป อย่าไปฟังเสียงลบในใจคุณ การเปลี่ยนนิสัยต้องใช้เวลา ต้องมีความอดทนอดกลั้น และต้องทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีกับตัวเอง
'ก้าวสั้นๆแต่ต่อเนื่อง จะถึงเป้าหมายได้กว่า'
วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พลังของคำถาม ... เมื่อคุณเผชิญความยากลำบากที่จะไปต่อ ให้ถาม ????
คำถามที่ช่วยพาคุณเข้าใกล้คำตอบ
? เราเลือกที่จะทำอะไร
? ต้องมีอะใรเกิดขึ้นเราถึงจะทำเรื่องนี้
? ถ้าอยากได้รับการสนับสนุน เราจะขอความช่วยเหลือจากใคร
? เราจะพูดอะไรับเขา
? จะไปคุยกับเขาเมื่อไหร่
? จะมีงุปสรรคอะไรบ้างไหม
? จะเอาชนะอุปสรรคนี้อย่างไร
? เราเลือกที่จะทำอะไร
? ต้องมีอะใรเกิดขึ้นเราถึงจะทำเรื่องนี้
? ถ้าอยากได้รับการสนับสนุน เราจะขอความช่วยเหลือจากใคร
? เราจะพูดอะไรับเขา
? จะไปคุยกับเขาเมื่อไหร่
? จะมีงุปสรรคอะไรบ้างไหม
? จะเอาชนะอุปสรรคนี้อย่างไร
อยากเลิกสูบบุหรี่.... ต้องอ่านนี่
กลุ่มคำถามที่ท้าทาย หากคุณจริงจังในการตอบ คุณก็จะก้าวผ่านมันไปได้
- คุณอยากเป็นคนสูบบุหรี่ หรือไม่สูบบุหรี่
- เมื่อเลิกสูบบุหรี่แล้ว คุณเห็นตัวเองทำอะไรได้บ้าง
- มันมีความหมายต่อคุณอย่างไร
- แล้วอะไรที่ขัดขวางไม่ให้คุณทำอย่างนั้นได้ล่ะ
- มีครั้งใดไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ คุณเคยอดทนจนทำสำเร็จบ้าง
- แล้วคุณตัดสินใจอย่างไรล่ะ เกี่ยวกับการสูบบุหรี่
- หากคุณตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่่ คุณเห็นตัวเองทำอะไรในฐานะคนที่ไม่สูบบุหรี่
- แล้วมีอุปสรรคขัดขวางอะไรอีกมั๊ย ในการเลิกสูบบุหรี่ของคุณ
- หากมี ทำอย่างไรที่คุณจะเอาชนะอุปสรรคนี้ได้
- คุณอยากเป็นคนสูบบุหรี่ หรือไม่สูบบุหรี่
- เมื่อเลิกสูบบุหรี่แล้ว คุณเห็นตัวเองทำอะไรได้บ้าง
- มันมีความหมายต่อคุณอย่างไร
- แล้วอะไรที่ขัดขวางไม่ให้คุณทำอย่างนั้นได้ล่ะ
- มีครั้งใดไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ คุณเคยอดทนจนทำสำเร็จบ้าง
- แล้วคุณตัดสินใจอย่างไรล่ะ เกี่ยวกับการสูบบุหรี่
- หากคุณตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่่ คุณเห็นตัวเองทำอะไรในฐานะคนที่ไม่สูบบุหรี่
- แล้วมีอุปสรรคขัดขวางอะไรอีกมั๊ย ในการเลิกสูบบุหรี่ของคุณ
- หากมี ทำอย่างไรที่คุณจะเอาชนะอุปสรรคนี้ได้
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
NLP ส่งท้าย
การอยู่ในมุมสบายๆไปวันๆอย่างที่เคยชิน ไม่เคยสร้างประโยชน์อะไร จำไว้ว่าทุกสิ่งในชีวิตและทุกสิ่งในจักรวาลอยู่ภายใต้กฏอันเดียวกัน คือถ้าไม่ก้าวหน้าก็ถอยหลัง ถ้าไม่เติบโตก็ร่วงโรย ถ้าไม่แข็งแรงขึ้นก็อ่อนแอลง... ไม่เคยมีอะไรที่คงที่
สูตรเร่งรัดความสำเร็จ 10 ประการ
1) ทุกๆวันให้คาดหวังว่าสิ่งดีกำลังเกิดขึ้น; จงตื่นมาพร้อมกับความคาดหวัง หวังทุกๆวัน ในทุกๆเช้าที่ตื่นขึ้นมา จินตนาการถึงสิ่งที่ต้องการ เฝ้ารอด้วยอารมณ์จดจ่อ แล้วจักรวาลจะเผยความลับออกมา
2) เริ่มต้นแต่ละวันด้วยการหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความคิดในแง่บวก: ตามกฏของการดึงดูด law of attraction คุณคิดบวก คุณก็ดึงสิ่งต่างที่เป็นบวก ที่ดีเข้าหาตัวเอง แต่ถ้าคุณคิดลบทั้งกับตัวเองหรือคนอื่น ก็จะมีแต่สิ่งลบๆที่จะมาหาคุณ
3) มุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น อย่าคิดถึงอดีต อย่าเหลียวหลัง: หลายคนครำ่ครวญถึงสิ่งต่างๆที่คนอื่นๆพูดดูถูกตนเองไว้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า สามีหรือภรรยา และก็วนอยู่ในความคับข้องใจนั้น จนหาทางออกไม่ได้ หยุดคิดเดี๋ยวนี้ คุณรู้ว่ามันไม่ช่วยแถมยังบั่นทอน จงทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง วิ่งหาเป้าหมายให้เต็มแรง อย่าสนใจอะไรทั้งสิ้น มุ่งไปให้ถึงเป้าหมายเท่านั้น
4) จงฝันกลางวัน; หัดเป็นคนเพ้อฝัน ฝันถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเรา จินตนาการว่าเราทำสำเร็จแล้ว ซึมซับความรู้สึกอิ่มเอมจากความสำเร็จนั้น ตื่นเต้นเหมือนมันได้เกิดขึ้นแล้ว ให้พลังความรู้สึกนี้ขับเคลื่อนตัวเรา
5) กล้าที่จะกำหนดเป้าหมายที่สูงส่ง ไม่ต้องสนใจว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร; คนไม่น้อยไม่กล้าที่จะฝันให้ไกลเพราะถูกความเชื่อเก่าๆครอบงำ ความจริงแล้วไม่มีอะไรไกลเกินเอื้อม ปัญหาจริงๆคือ คุณกล้าที่จะตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่หรือเปล่า คุณยอมแลกทุกสิ่งเพื่อให้ได้มันมาหรือเปล่า คุณต้องการมันจริงหรือเปล่า
6)ปลูกฝังความเชื่อใหม่ลงในจิตใจ เป็นความเชื่อที่ตอบสนองเป้าหมาย และขจัดความเชื่อที่กักขังคุณ
7) เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองแล้วก้าวต่อไป: 'ไม่มีอะไรดีหรือไม่ดี ทุกอย่างเป็นการประเมินค่าของตัวเราทั้งสิ้น คำว่า'ผิดพลาด'หรือล้มเหลว นั่นเพราะเราตีตรามันให้เป็นอย่างนั้น ทุกเหตุการณ์มีคุณค่าในตัวมันเอง จงค้นหาและเรียนรู้จากมัน หากไม่มีความผิดพลาด อาจจะทำให้คุณไปอยู่ในที่อีกที่หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ที่ๆคุณต้องการอย่างแท้จริงก็ได้
8) ดื่มด่ำกับอาทิตย์อัสดง: ให้รู้สึกขอบคุณพลังที่ก่อเกิดสรรพสิ่ง พลังแห่งบุณที่คุ้มครองเราอยู่ ทำให้แต่ละวันของเราลุล่วงอย่างปลอดภัย มองเห็นความงดงามของธรรมชาติ รู้สึกขอบคุณกับทุกสิ่งรอบๆตัวเรา
9) เปิดรับโอกาส ที่เข้ามาในชีวิต: อย่าดูแคลนแม้นสิ่งเล็กน้อย เพราะสิ่งเล็กเหล่านี้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่
10) อยู่กับความฝันทุกๆวัน
สูตรเร่งรัดความสำเร็จ 10 ประการ
1) ทุกๆวันให้คาดหวังว่าสิ่งดีกำลังเกิดขึ้น; จงตื่นมาพร้อมกับความคาดหวัง หวังทุกๆวัน ในทุกๆเช้าที่ตื่นขึ้นมา จินตนาการถึงสิ่งที่ต้องการ เฝ้ารอด้วยอารมณ์จดจ่อ แล้วจักรวาลจะเผยความลับออกมา
2) เริ่มต้นแต่ละวันด้วยการหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความคิดในแง่บวก: ตามกฏของการดึงดูด law of attraction คุณคิดบวก คุณก็ดึงสิ่งต่างที่เป็นบวก ที่ดีเข้าหาตัวเอง แต่ถ้าคุณคิดลบทั้งกับตัวเองหรือคนอื่น ก็จะมีแต่สิ่งลบๆที่จะมาหาคุณ
3) มุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น อย่าคิดถึงอดีต อย่าเหลียวหลัง: หลายคนครำ่ครวญถึงสิ่งต่างๆที่คนอื่นๆพูดดูถูกตนเองไว้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า สามีหรือภรรยา และก็วนอยู่ในความคับข้องใจนั้น จนหาทางออกไม่ได้ หยุดคิดเดี๋ยวนี้ คุณรู้ว่ามันไม่ช่วยแถมยังบั่นทอน จงทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง วิ่งหาเป้าหมายให้เต็มแรง อย่าสนใจอะไรทั้งสิ้น มุ่งไปให้ถึงเป้าหมายเท่านั้น
4) จงฝันกลางวัน; หัดเป็นคนเพ้อฝัน ฝันถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเรา จินตนาการว่าเราทำสำเร็จแล้ว ซึมซับความรู้สึกอิ่มเอมจากความสำเร็จนั้น ตื่นเต้นเหมือนมันได้เกิดขึ้นแล้ว ให้พลังความรู้สึกนี้ขับเคลื่อนตัวเรา
5) กล้าที่จะกำหนดเป้าหมายที่สูงส่ง ไม่ต้องสนใจว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร; คนไม่น้อยไม่กล้าที่จะฝันให้ไกลเพราะถูกความเชื่อเก่าๆครอบงำ ความจริงแล้วไม่มีอะไรไกลเกินเอื้อม ปัญหาจริงๆคือ คุณกล้าที่จะตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่หรือเปล่า คุณยอมแลกทุกสิ่งเพื่อให้ได้มันมาหรือเปล่า คุณต้องการมันจริงหรือเปล่า
6)ปลูกฝังความเชื่อใหม่ลงในจิตใจ เป็นความเชื่อที่ตอบสนองเป้าหมาย และขจัดความเชื่อที่กักขังคุณ
7) เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองแล้วก้าวต่อไป: 'ไม่มีอะไรดีหรือไม่ดี ทุกอย่างเป็นการประเมินค่าของตัวเราทั้งสิ้น คำว่า'ผิดพลาด'หรือล้มเหลว นั่นเพราะเราตีตรามันให้เป็นอย่างนั้น ทุกเหตุการณ์มีคุณค่าในตัวมันเอง จงค้นหาและเรียนรู้จากมัน หากไม่มีความผิดพลาด อาจจะทำให้คุณไปอยู่ในที่อีกที่หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ที่ๆคุณต้องการอย่างแท้จริงก็ได้
8) ดื่มด่ำกับอาทิตย์อัสดง: ให้รู้สึกขอบคุณพลังที่ก่อเกิดสรรพสิ่ง พลังแห่งบุณที่คุ้มครองเราอยู่ ทำให้แต่ละวันของเราลุล่วงอย่างปลอดภัย มองเห็นความงดงามของธรรมชาติ รู้สึกขอบคุณกับทุกสิ่งรอบๆตัวเรา
9) เปิดรับโอกาส ที่เข้ามาในชีวิต: อย่าดูแคลนแม้นสิ่งเล็กน้อย เพราะสิ่งเล็กเหล่านี้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่
10) อยู่กับความฝันทุกๆวัน
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553
www.weenalovecookie.blogspot.com: ใหม่ที่สุด!!!! ครั้งแรกในเมืองไทยกับหลักสูตร 'Sty...
www.weenalovecookie.blogspot.com: ใหม่ที่สุด!!!! ครั้งแรกในเมืองไทยกับหลักสูตร 'Sty...: "วันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2554 นี้ ที่ Monkey Club (โครงการศุภาลัยปาร์ค)สุขุมวิท 39(พร้อมพงษ์) 09:00-16:00 น. กับ 'Stylecoaching' Discovery New ..."
ใหม่ที่สุด!!!! ครั้งแรกในเมืองไทยกับหลักสูตร 'Stylecoaching'
วันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2554 นี้ ที่ Monkey Club (โครงการศุภาลัยปาร์ค)สุขุมวิท 39(พร้อมพงษ์) 09:00-16:00 น. กับ 'Stylecoaching' Discovery New look in New You ที่จะทำให้คุณหลงรักตัวเองอย่างที่ไม่เคยมาก่อน หลักสูตรใหม่ที่พัฒนาต่อจาก image consultant ที่ไม่ได้มุ่งปรับบุคลิกภายนอกให้ดูดีขึ้นเท่านั้น แต่มุ่งการปรับจากภายใน ให้รู้ตัวตนที่แท้ เข้าใจตัวเอง ซึ่งจะเป็นการปรับตัวตนใหม่ที่คุณจะไม่หวนไปเป็นเหมือนเดิมอีกเลย
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่.....
> ตู้เสื้อผ้ามีแต่เสื้อสีดำ ขาวและเทาเท่านั้น
> คุณมีกระเป๋าใบเดียว ที่ไปกับคุณทุกโอกาส
> หลังจากช็อปปิ้ง คุณกลับมาด้วยความรู้สึกหดหู่ สับสนกับเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าที่ซื้อมา
> คุณมีรูปถ่ายที่ถ่ายต่างเวลากัน แต่ทรงผม สไตล์ เสื้อผ้ายังดูเหมือนเดิม
> คุณอยากปฏิวัติตัวเองเรื่องการแต่งตัว แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
รายละเอียด
@ เรียนรู้ style personality เข้าใจในสไตล์ตัวเอง รู้เหตุผลในสไตล์ที่เลือกและเป็นอยู่ และจะเป็นแนวที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนจากนี้
@ Body Shape วัดตัวเฉพาะแต่ละคน รู้รูปร่างของตัวเอง เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ และเป็นจุดเริ่มของการแต่งตัวทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าต่างๆ และจะทำให้ประสบการณ์การช็อปปิ้งของคุณเปลี่ยนไปตลอดกาล
@ Color analysis รู้โทนสีเสื้อผ้าเหมาะกับคุณ รวมถึงโทนสีที่คุณจะใช้แต่งหน้าด้วย เป็นสิ่งสำคัญมากในการที่จะทำให้ดูดีขึ้นได้ง่ายๆ
@ การจัดการตู้เสื้ผ้า wardrobe de-cluttering รู้วิธีจัดการตู้เสื้อผ้าให้เหมาะกับไลฟสไตล์ของตัวเอง หลังจากจัดการตู้เสื้อผ้าแล้ว คุณจะรู้สึกโล่งสบาย
@ เรียนรู้การเข้าใจตัวเอง Inner ด้วย concept ของ NLP (Neurolinquistic program)ที่เข้าใจง่ายๆและนำไปปรับเปลี่ยนชีวิตคุณได้
@ ลดนำ้หนักในแบบสุขภาพดีกับการใช้ NLP
ช่วงสาธิต Demonstrate
- เทคนิคการแต่งหน้า เสริมจุดเด่น ปิดจุดด้อย
- แบบผมที่ทำเองง่ายๆ : French twist และ bun ที่แอร์โฮสเตสชอบทำ
ช่วงแขกรับเชิญ
- how to สำหรับชุดชั้นใน จากบริษัท Triumph
พิเศษ!! สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกนี้ กับซื้อ 1 แถม 1 ในราคาสุดพิเศษ 8,000 บาท ราคาปกติคนละ 4,500 บาท มีเอกสารแจก ฟังกันสบายๆ ในสถานที่สวยงาม สะดวกสบายพร้อม coffee break เช้าและบ่าย อาหารกลางวัน
รับเพียง 15 คนเท่านั้น โทร. 088-695-1115 หรือ 02-931-7213 e-mail: weena28shop@yahoo.com หรือ www.facebook.com/weenalovecookie
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่.....
> ตู้เสื้อผ้ามีแต่เสื้อสีดำ ขาวและเทาเท่านั้น
> คุณมีกระเป๋าใบเดียว ที่ไปกับคุณทุกโอกาส
> หลังจากช็อปปิ้ง คุณกลับมาด้วยความรู้สึกหดหู่ สับสนกับเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าที่ซื้อมา
> คุณมีรูปถ่ายที่ถ่ายต่างเวลากัน แต่ทรงผม สไตล์ เสื้อผ้ายังดูเหมือนเดิม
> คุณอยากปฏิวัติตัวเองเรื่องการแต่งตัว แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
รายละเอียด
@ เรียนรู้ style personality เข้าใจในสไตล์ตัวเอง รู้เหตุผลในสไตล์ที่เลือกและเป็นอยู่ และจะเป็นแนวที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนจากนี้
@ Body Shape วัดตัวเฉพาะแต่ละคน รู้รูปร่างของตัวเอง เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ และเป็นจุดเริ่มของการแต่งตัวทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าต่างๆ และจะทำให้ประสบการณ์การช็อปปิ้งของคุณเปลี่ยนไปตลอดกาล
@ Color analysis รู้โทนสีเสื้อผ้าเหมาะกับคุณ รวมถึงโทนสีที่คุณจะใช้แต่งหน้าด้วย เป็นสิ่งสำคัญมากในการที่จะทำให้ดูดีขึ้นได้ง่ายๆ
@ การจัดการตู้เสื้ผ้า wardrobe de-cluttering รู้วิธีจัดการตู้เสื้อผ้าให้เหมาะกับไลฟสไตล์ของตัวเอง หลังจากจัดการตู้เสื้อผ้าแล้ว คุณจะรู้สึกโล่งสบาย
@ เรียนรู้การเข้าใจตัวเอง Inner ด้วย concept ของ NLP (Neurolinquistic program)ที่เข้าใจง่ายๆและนำไปปรับเปลี่ยนชีวิตคุณได้
@ ลดนำ้หนักในแบบสุขภาพดีกับการใช้ NLP
ช่วงสาธิต Demonstrate
- เทคนิคการแต่งหน้า เสริมจุดเด่น ปิดจุดด้อย
- แบบผมที่ทำเองง่ายๆ : French twist และ bun ที่แอร์โฮสเตสชอบทำ
ช่วงแขกรับเชิญ
- how to สำหรับชุดชั้นใน จากบริษัท Triumph
พิเศษ!! สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกนี้ กับซื้อ 1 แถม 1 ในราคาสุดพิเศษ 8,000 บาท ราคาปกติคนละ 4,500 บาท มีเอกสารแจก ฟังกันสบายๆ ในสถานที่สวยงาม สะดวกสบายพร้อม coffee break เช้าและบ่าย อาหารกลางวัน
รับเพียง 15 คนเท่านั้น โทร. 088-695-1115 หรือ 02-931-7213 e-mail: weena28shop@yahoo.com หรือ www.facebook.com/weenalovecookie
ป้ายกำกับ:
หลักสูตร Stylecoaching
NLP
คนเราทุกคนเหมือนกัน เนื้อที่ขนาดสมองเท่ากัน ร่างกายประกอบด้วยสสารชนิดเดียวกัน มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนกันหมด สิ่งที่ทำให้เราต่างกันคือ โปรแกรมที่บรรจุเข้าไปในตัวเรา ที่ทำให้เรามีความสุข ก้าวหน้า รำ่รวย มีสุขำาพดี มีความสัมพันธ์ที่ดี หรืออาจเป็นทั้งหมดที่ตรงข้ามกัน เจ้าโปรแกรมที่ว่าก็คือ ความเชื่อหรือ belief ที่เป็นตัวกำหนดให้เราทำสิ่งต่างๆ
ด้วยความเชื่อที่ถูกโปรแกรมนี่เอง ทำให้เราเหมือนคนทั่วๆไป ไม่แตกต่างจากคนอื่น ไม่ประสบความสำเร็จมากกกว่าคนอื่น ไม่มีความสุขมากกว่าคนอื่น หรือไม่มีอิสรภาพทางการเงินมากกว่าคนอื่น มารู้ตัวอีกทีเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนหมู่มากไปเสียแล้ว
สาเหตุที่คนไม่ประสบความสำเร็จ มี 3 ประการ 1) ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ 2) ยังไม่มีความรู้สึกว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ 3) กลัวที่จะเปลี่ยนแปลง
รูปแบบพฤติกรรมสร้างความเป็นเลิศ
1) พูดถึงเป้าหมายเสมอ
2) ระบุว่า อะไรคือสิ่งที่ทำได้เลยเดี๋ยวนี้
3) ระบุวัน เวลา สถานที่และคนที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุเป้าหมายให้ชัดเจน
4) สร้างสภาวะการรับรู้ด้วยถ้อยคำ
5) หั่นแผนการออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทำทีละชิ้น ทำไปเรื่อยๆ
6) พกพาความฝันติดตัวตลอดเวลา เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม
7) หาตัววัดความสำเร็จเตรียมไว้
8) สร้างอารมณ์ดึงดูดใจให้นั่งไม่ติด ในการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น
9) ตรวจสอบสภาพแวดล้อม ที่เป็นอยู่ว่าเอื้อหรือค้านกับฝันนั้น แล้วต้องปรับอะไรมั็ยเพื่อให้ยังตามฝันได้
คำถามเพื่อหาตัวตนที่แท้
1) ฉันเป็นใคร
2) ชีวิตฉันมีค่าแค่ไหน, ฉันมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
3) อะไรในตัวฉันที่มีค่ามากที่สุดตอนนี้
4) อะไรที่เป็นความสามารถพิเศษ ทักษะ และอะไรคือสิ่งที่มั่นใจที่สุดที่ฉันมีอยู่ตอนนี้
5) ฉันเป็นที่รัก มีเสน่ห์ และกระตือรือร้นหรือไม่
6) ฉันมีสิทธิที่จะประสบความสำเร็จ มีความสุข สนุกสนาน และมีสิทธิเป็นที่รักของคนอื่นหรือไม่
7) ฉันเป็นคนอย่างไรในสายตาคนอื่น
ศาสตร์ของ NLP เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมากมายไม่มีที่สิ้นสุดหากรู้จักนำมาใช้อย่างถูกวิธี ไม่ว่าใครก็มีสิทธิเอื้อมคว้าสิ่งที่ดีที่สุดได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดมีอยู่อย่างจำกัดไม่พอสำหรับทุกคน เพราะอย่างนั้นมันถึงมีคุณค่า คุณก็ทำเช่นนั้นได้ หากพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวตนเป็นคนใหม่
ด้วยความเชื่อที่ถูกโปรแกรมนี่เอง ทำให้เราเหมือนคนทั่วๆไป ไม่แตกต่างจากคนอื่น ไม่ประสบความสำเร็จมากกกว่าคนอื่น ไม่มีความสุขมากกว่าคนอื่น หรือไม่มีอิสรภาพทางการเงินมากกว่าคนอื่น มารู้ตัวอีกทีเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนหมู่มากไปเสียแล้ว
สาเหตุที่คนไม่ประสบความสำเร็จ มี 3 ประการ 1) ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ 2) ยังไม่มีความรู้สึกว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ 3) กลัวที่จะเปลี่ยนแปลง
รูปแบบพฤติกรรมสร้างความเป็นเลิศ
1) พูดถึงเป้าหมายเสมอ
2) ระบุว่า อะไรคือสิ่งที่ทำได้เลยเดี๋ยวนี้
3) ระบุวัน เวลา สถานที่และคนที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุเป้าหมายให้ชัดเจน
4) สร้างสภาวะการรับรู้ด้วยถ้อยคำ
5) หั่นแผนการออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทำทีละชิ้น ทำไปเรื่อยๆ
6) พกพาความฝันติดตัวตลอดเวลา เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม
7) หาตัววัดความสำเร็จเตรียมไว้
8) สร้างอารมณ์ดึงดูดใจให้นั่งไม่ติด ในการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น
9) ตรวจสอบสภาพแวดล้อม ที่เป็นอยู่ว่าเอื้อหรือค้านกับฝันนั้น แล้วต้องปรับอะไรมั็ยเพื่อให้ยังตามฝันได้
คำถามเพื่อหาตัวตนที่แท้
1) ฉันเป็นใคร
2) ชีวิตฉันมีค่าแค่ไหน, ฉันมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
3) อะไรในตัวฉันที่มีค่ามากที่สุดตอนนี้
4) อะไรที่เป็นความสามารถพิเศษ ทักษะ และอะไรคือสิ่งที่มั่นใจที่สุดที่ฉันมีอยู่ตอนนี้
5) ฉันเป็นที่รัก มีเสน่ห์ และกระตือรือร้นหรือไม่
6) ฉันมีสิทธิที่จะประสบความสำเร็จ มีความสุข สนุกสนาน และมีสิทธิเป็นที่รักของคนอื่นหรือไม่
7) ฉันเป็นคนอย่างไรในสายตาคนอื่น
ศาสตร์ของ NLP เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมากมายไม่มีที่สิ้นสุดหากรู้จักนำมาใช้อย่างถูกวิธี ไม่ว่าใครก็มีสิทธิเอื้อมคว้าสิ่งที่ดีที่สุดได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดมีอยู่อย่างจำกัดไม่พอสำหรับทุกคน เพราะอย่างนั้นมันถึงมีคุณค่า คุณก็ทำเช่นนั้นได้ หากพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวตนเป็นคนใหม่
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
Neuro Linguistic Program
หากคุณเป็นคนความจำแย่หรือนึกอะไรไม่ค่อยออก หากต้องการจำสิ่งใด ให้คิดถึงสิ่งนั้นแล้วตีกรอบไว้ด้วยเส้นหนาสีดำ ใช้เวลาสักสองสามวินาทีนึกถึงเรื่องนั้นอยู่ในกรอบสีดำ แล้วจินตนาการว่า นำภาพนั้นไปใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์แล้วดึงภาพเข้าๆออกๆทำซำ้ๆ สัก 5-6 ครั้งในจินตนาการ ภายในเสี้ยววินาที คุณก็จะจำสิ่งนั้นได้ไม่มีวันลืม
เคล็ดลับในการควบคุมสมอง 'จงโกหกตัวคุณเองอย่างมีเป้าหมาย ทำให้เป็นระบบอย่างมีขั้นตอน แล้วคุณจะควบคุมสมอง จิตใจและการกระทำได้อย่างสิ้นเชิง' สมองมนุษย์ต้องการกระตุ้นตลอดเวลา การพอใจในสภาพเดิมๆ ไม่กระตือรือร้นจะทำให้สมองทำงานตามความสามารถตามธรรมชาติ แล้วในที่สุดสมองจะควบคุมพฤติกรรมของเรา
กฏธรรมชาติมีอยู่ว่า ไม่มีอะไรคงที่ ทุกๆอย่างถ้าไม่ดีขึ้นก็จะต้องเสื่อมลง ไม่มีข้อยกเว้นในเรื่องใดไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ สุขภาพ ชีวิต การงานและการเงิน คุณจึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตื่นตัวอยู่เสมอ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงด้านใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด ด้วยการเริ่มที่การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความคิด ความจำ ให้เดินตามแบบที่คุณต้องการ
ไดอะล็อคแห่งความสำเร็จ 'ฉันเชื่อมั่นในตัวเองมากที่สุด สมอง ร่างกายและจิตใจฉัน ทั้งหมดรวมกันเป็นสินทรัพย์ทั่มีค่ามากที่สุด เวลานี้ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ ไม่มีใครที่จะทาฉุดฉันให้ละทิ้งความฝันได้ มีแต่ตัวฉันเท่านั้นที่จะทำให้มันเป็นจริง ความสำเร็จรอฉันอยู่ข้างหน้าไม่ไกลจากนี้ ฉันมองเห็นมันรางๆแล้ว ฉันเข้าใกล้เป้าหมายเข้าไปทุกที ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันล้มเลิกได้ ไม่มีจริงๆ ใครก็หยุดฉันไม่ได้ มีแต่ตัวฉันคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินความสำเร็จหรือความล้มเหลว คนอื่นไม่ใช่ สำหรับตัวฉันแล้ว ไม่มีอะไรดีใปกว่าความรู้สึกแห่งความสำเร็จ ความสำเร็จเท่านั้น คือ สิ่งที่ฉันรออยู่ ไม่ใช่อย่างอื่น'
สมองมนุษย์มีศักยภาพมากก็จริง แต่ก็เป็นทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์ มันทำหน้าที่ตามข้อมูลที่ป้อนให้มันเท่านั้น หากเลือกป้อนข้อมูลที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดีก็จพตามมา สิ่งสำคัญคือ แต่ละวัน คุณป้อนข้อมูลอะไรเข้าไปบ้าง
'ในการบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ใช่สักแต่ว่าลงมือทำอย่างเดียว แต่คุณต้องมีความฝันด้วย ไม่ใช่วางแผนอย่างเดียว คุณต้องมีความเชื่อมั่นด้วย' อนาโตลี ฟรานส์
" ริชาร์ด แบนเลอร์ ปรมาจารย์เรื่อง NLP
เคล็ดลับในการควบคุมสมอง 'จงโกหกตัวคุณเองอย่างมีเป้าหมาย ทำให้เป็นระบบอย่างมีขั้นตอน แล้วคุณจะควบคุมสมอง จิตใจและการกระทำได้อย่างสิ้นเชิง' สมองมนุษย์ต้องการกระตุ้นตลอดเวลา การพอใจในสภาพเดิมๆ ไม่กระตือรือร้นจะทำให้สมองทำงานตามความสามารถตามธรรมชาติ แล้วในที่สุดสมองจะควบคุมพฤติกรรมของเรา
กฏธรรมชาติมีอยู่ว่า ไม่มีอะไรคงที่ ทุกๆอย่างถ้าไม่ดีขึ้นก็จะต้องเสื่อมลง ไม่มีข้อยกเว้นในเรื่องใดไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ สุขภาพ ชีวิต การงานและการเงิน คุณจึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตื่นตัวอยู่เสมอ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงด้านใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด ด้วยการเริ่มที่การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความคิด ความจำ ให้เดินตามแบบที่คุณต้องการ
ไดอะล็อคแห่งความสำเร็จ 'ฉันเชื่อมั่นในตัวเองมากที่สุด สมอง ร่างกายและจิตใจฉัน ทั้งหมดรวมกันเป็นสินทรัพย์ทั่มีค่ามากที่สุด เวลานี้ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ ไม่มีใครที่จะทาฉุดฉันให้ละทิ้งความฝันได้ มีแต่ตัวฉันเท่านั้นที่จะทำให้มันเป็นจริง ความสำเร็จรอฉันอยู่ข้างหน้าไม่ไกลจากนี้ ฉันมองเห็นมันรางๆแล้ว ฉันเข้าใกล้เป้าหมายเข้าไปทุกที ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันล้มเลิกได้ ไม่มีจริงๆ ใครก็หยุดฉันไม่ได้ มีแต่ตัวฉันคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินความสำเร็จหรือความล้มเหลว คนอื่นไม่ใช่ สำหรับตัวฉันแล้ว ไม่มีอะไรดีใปกว่าความรู้สึกแห่งความสำเร็จ ความสำเร็จเท่านั้น คือ สิ่งที่ฉันรออยู่ ไม่ใช่อย่างอื่น'
สมองมนุษย์มีศักยภาพมากก็จริง แต่ก็เป็นทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์ มันทำหน้าที่ตามข้อมูลที่ป้อนให้มันเท่านั้น หากเลือกป้อนข้อมูลที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดีก็จพตามมา สิ่งสำคัญคือ แต่ละวัน คุณป้อนข้อมูลอะไรเข้าไปบ้าง
'ในการบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ใช่สักแต่ว่าลงมือทำอย่างเดียว แต่คุณต้องมีความฝันด้วย ไม่ใช่วางแผนอย่างเดียว คุณต้องมีความเชื่อมั่นด้วย' อนาโตลี ฟรานส์
" ริชาร์ด แบนเลอร์ ปรมาจารย์เรื่อง NLP
วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
The presentation secret of Steve Jobs
คุณจะต้องค้นให้พบว่าคุณมีใจรักให้กับอะไร การงานเป็นส่วนกนึ่งในชีวิตของคุณ คุณจะพึงพอใจกับมันได้เมื่อคุณคิดว่ามันยิ่งใหญ่ยอดเยี่ยม และมันจะยิ่งใหญ่ยอดเยี่ยมได้ก็ต่อเมื่อคุณมีความรักให้กับมันเท่านั้น หากคุณยังหามันไม่พบ ก็จงค้นหาต่อไป อย่าหยุดแค่ตรงนี้ 'สตีฟ จ๊อปส์
คำพูดในโฆษณา 'คิดให้แตกต่าง' ที่ดังสะท้านวงการของ Apple ที่เปิดตัวภาพของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, ริชาร์ด แบรนสัน, จอห์น เลนนอน, อมีเลีย เอียฮาร์ด, มูฮัมหมัด อาลี, ลูซิล บอล และบ๊อบ ดีแลน พร้อมกับคำกล่าวของ ริชาร์ด เดรย์ฟัสว่า (ต่อ)" บุคคลพวกนี้คือพวกบ้าบอ เข้ากับใครไม่ได้ ขบถ สร้างแต่ปัญหา เป็นพวกที่มองเห็นสิ่งต่างๆแตกต่างออกไป พวกเขาใม่ชอบกฏเกณฑ์ และไม่แยแสต่อสถานะทางสังคม คุณอาจยกย่องหรือดูถูกพวกเขา แต่สิ่งเดียวที่คุณทำกับพวกเขาไม่ได้ก็คือ การเมินเฉยต่อพวกเขา เพราะพวกเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ขับเคลื่อนมนุษยชาติให้ก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่บางคนมองว่าเขาบ้าบอ แต่พวกเรามองเห็นความเป็นอัจฉริยะในตัวพวกเขา เพราะคนพวกนี้บ้าพอที่จะคิดว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และพวกเขาก็ทำได้จริงๆ"
Chris Gardner เจ้าของเรื่องราวที่่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The pursuit of happiness ตอบคำถามที่ว่า 'คุณเอาความเข้มแข็งที่ทำ' ให้เดินหน้าต่อไปได้มาจากไหน?' เขาตอบว่า 'ค้นหาสิ่งที่คุณรักและอยากทำให้พบ ขนาดทนรอให้พระอาทิตย์ขึ้นก่อนไม่ไหวน่ะแหละ'
' ความมีใจรักในสิ่งที่คุณทำ และเชื่ออย่างสิ้นสงสัยในมัน คือกุญแจแห่งความสำเร็จ อาจมีบางคน(ซึ่งน้อยมาก) จะประสบความสำเร็จในงานที่ตัวเองเกลียด แต่ก็จะไปได้ไม่ไกล และไม่มีวันจะเป็นนักสื่อสารที่จุดประกายให้คนอื่นได้เลย'
ความอุตสาหะบากบั่นแยกผู้ที่สำเร็จออกจากผู้ที่ล้มเหลว ความมานะบากบั่นนั้นมาจากความมีใจรัก คุณไม่มีทางไปรอดเลยหากขาดความมีใจรักในบางอย่างเป็นอันมาก เพราะคุณจะทนทำมันต่อไปไม่ไหวแล้วยอมเลิกทำมันในที่สุด ดังนั้นคุณจะต้องมีไอเดีย หรือมีปัญหาหรือได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไปและอยากแก้ไขให้ถูกต้อง และคุณมีใจรักอยากจะทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นคุณก็จะไม่มีความบากบั่นมุ่งมั่นจนบรรลุความสำเร็จ และนั่นคือครึ่งหนึ่งของสงครามที่คุณต้องเอาชนะให้ได้
บุคคลจะเกิดแรงบันดาลใจจากค่านิยมและจุดมุ่งหมายในชีวิต ที่ไม่ใช่การหาเงินอย่างเดียว ' จากหนังสือ Build to last โดย Jim Collins. และ Jerry Porras
จ๊อปส์ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ใน Triumph of the Nerds ว่า 'ผมมีความมั่งคั่งมากกว่า 1ล้านดอลลาร์ตอน 23ปี และมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์เมื่อ 24 ปี และมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์เมื่อ 25 ปี แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผม เพราะผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน ชายที่รำ่รวยที่สุดในสุสาน ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชม แต่สิ่งที่เขาอยากให้เป็นคือ เขาสามารถพูดกับตัวเองในเวลาเข้านอนตอนกลางคืนว่า 'เราได้ทำสิ่งที่แสนวิเศษแล้ว สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญสำหรับผม'
บรรดาผู้นำจะหลงใหลอยู่กับอนาคต คุณเองก็อาจเป็นผู้นำได้ เพียงคุณมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่หยุดหย่อน ร้อนรนกับิความก้าวหน้า และไม่พอใจกับสถานะที่กำลังเป็นอยู่อย่างมากมาย' ในฐานะผู้นำคุณจะต้องไม่หยุดความพอใจไว้แค่สิ่งที่คุณได้รับในปัจจุบัน เพราะในหัวของคุณมีภาพอนาคตที่ดีกว่านี้ รวมทั้งไฟสำนึกรู้ระหว่าง 'สิ่งที่เป็นอยู่' กับ 'สิ่งที่เป็นไปได้'ก็กำลังลุกโชนเผาผลาญคุณจนนั่งไม่ติดจนต้องก้าวไปข้างหน้า นี่แหละสภาพการเป็นผู้นำ'บักกิงแฮม
คำพูดในโฆษณา 'คิดให้แตกต่าง' ที่ดังสะท้านวงการของ Apple ที่เปิดตัวภาพของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, ริชาร์ด แบรนสัน, จอห์น เลนนอน, อมีเลีย เอียฮาร์ด, มูฮัมหมัด อาลี, ลูซิล บอล และบ๊อบ ดีแลน พร้อมกับคำกล่าวของ ริชาร์ด เดรย์ฟัสว่า (ต่อ)" บุคคลพวกนี้คือพวกบ้าบอ เข้ากับใครไม่ได้ ขบถ สร้างแต่ปัญหา เป็นพวกที่มองเห็นสิ่งต่างๆแตกต่างออกไป พวกเขาใม่ชอบกฏเกณฑ์ และไม่แยแสต่อสถานะทางสังคม คุณอาจยกย่องหรือดูถูกพวกเขา แต่สิ่งเดียวที่คุณทำกับพวกเขาไม่ได้ก็คือ การเมินเฉยต่อพวกเขา เพราะพวกเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ขับเคลื่อนมนุษยชาติให้ก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่บางคนมองว่าเขาบ้าบอ แต่พวกเรามองเห็นความเป็นอัจฉริยะในตัวพวกเขา เพราะคนพวกนี้บ้าพอที่จะคิดว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และพวกเขาก็ทำได้จริงๆ"
Chris Gardner เจ้าของเรื่องราวที่่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The pursuit of happiness ตอบคำถามที่ว่า 'คุณเอาความเข้มแข็งที่ทำ' ให้เดินหน้าต่อไปได้มาจากไหน?' เขาตอบว่า 'ค้นหาสิ่งที่คุณรักและอยากทำให้พบ ขนาดทนรอให้พระอาทิตย์ขึ้นก่อนไม่ไหวน่ะแหละ'
' ความมีใจรักในสิ่งที่คุณทำ และเชื่ออย่างสิ้นสงสัยในมัน คือกุญแจแห่งความสำเร็จ อาจมีบางคน(ซึ่งน้อยมาก) จะประสบความสำเร็จในงานที่ตัวเองเกลียด แต่ก็จะไปได้ไม่ไกล และไม่มีวันจะเป็นนักสื่อสารที่จุดประกายให้คนอื่นได้เลย'
ความอุตสาหะบากบั่นแยกผู้ที่สำเร็จออกจากผู้ที่ล้มเหลว ความมานะบากบั่นนั้นมาจากความมีใจรัก คุณไม่มีทางไปรอดเลยหากขาดความมีใจรักในบางอย่างเป็นอันมาก เพราะคุณจะทนทำมันต่อไปไม่ไหวแล้วยอมเลิกทำมันในที่สุด ดังนั้นคุณจะต้องมีไอเดีย หรือมีปัญหาหรือได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไปและอยากแก้ไขให้ถูกต้อง และคุณมีใจรักอยากจะทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นคุณก็จะไม่มีความบากบั่นมุ่งมั่นจนบรรลุความสำเร็จ และนั่นคือครึ่งหนึ่งของสงครามที่คุณต้องเอาชนะให้ได้
บุคคลจะเกิดแรงบันดาลใจจากค่านิยมและจุดมุ่งหมายในชีวิต ที่ไม่ใช่การหาเงินอย่างเดียว ' จากหนังสือ Build to last โดย Jim Collins. และ Jerry Porras
จ๊อปส์ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ใน Triumph of the Nerds ว่า 'ผมมีความมั่งคั่งมากกว่า 1ล้านดอลลาร์ตอน 23ปี และมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์เมื่อ 24 ปี และมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์เมื่อ 25 ปี แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผม เพราะผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน ชายที่รำ่รวยที่สุดในสุสาน ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชม แต่สิ่งที่เขาอยากให้เป็นคือ เขาสามารถพูดกับตัวเองในเวลาเข้านอนตอนกลางคืนว่า 'เราได้ทำสิ่งที่แสนวิเศษแล้ว สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญสำหรับผม'
บรรดาผู้นำจะหลงใหลอยู่กับอนาคต คุณเองก็อาจเป็นผู้นำได้ เพียงคุณมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่หยุดหย่อน ร้อนรนกับิความก้าวหน้า และไม่พอใจกับสถานะที่กำลังเป็นอยู่อย่างมากมาย' ในฐานะผู้นำคุณจะต้องไม่หยุดความพอใจไว้แค่สิ่งที่คุณได้รับในปัจจุบัน เพราะในหัวของคุณมีภาพอนาคตที่ดีกว่านี้ รวมทั้งไฟสำนึกรู้ระหว่าง 'สิ่งที่เป็นอยู่' กับ 'สิ่งที่เป็นไปได้'ก็กำลังลุกโชนเผาผลาญคุณจนนั่งไม่ติดจนต้องก้าวไปข้างหน้า นี่แหละสภาพการเป็นผู้นำ'บักกิงแฮม
วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
Magic ladder to success
บรรดาผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จเสียทีนั้น มักจะหลงอยู่กับแรงกระตุ้นหลายๆอย่างที่แตกต่างและหลากหลาย โดยมากแล้วพวกเขาต้องการเงินทองหรือไม่ก็ชื่อเสียง แต่ก็ต้องการความมั่นคงในชีวิต แต่อยากขอทำแต่สิ่งที่คุ้นเคย ไม่ได้อยากเปลี่ยนอะไรจริงจัง เพราะไม่อยากาะทิ้งสิ่งที่ชื่นชอบ ซึ่งอาจเป็นงานที่มั่นคงแต่ให้ผลตอบแทนตำ่ เวลาว่าง การไม่ต้องแบกความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนฉุดรั้งและบั่นทอนความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ
ยิ่งคุณลามารถรวบรวมความรู้เข้ามา และใช้มันมากเท่าใด คุณก็ยิ่งไปได้ไกลมากขึ้นเท่านั้น ความรู้ที่เป็นระบบมีค่ามากกว่าเงินทุนหรือการยอมรับนับถือ เพราะมันสามารถแปรรูปตัวเองให้กลายเป็นทั้งสองอย่างนั้นได้
'คุณแน่ใจหรือว่า ชีวิตที่สะดวกสบายและหรูหราเป็นความต้องการสูงสุดของชีวิต โดยความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราต้องการเพื่อให้มีความสุขนั้นคือ สิ่งที่สร้างความกระตือรือร้นให้กับเราได้ต่างหาก' ชาร์ลส์ คิงส์ลีย์ นักเขียนชาวอังกฤษ
จูดิธ บาร์ดวิค ตั้งข้อสังเกตว่า 'มีคนจำนวนน้อยมากที่มีความทะเยอทะยาน ในภาพของจิตใจที่ชัดเจนว่าตนเองอยากได้อะไร คนส่วนใหญ่จะมองแค่สิ่งที่จะทำต่อไป หรือเงินที่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น' เช่นเดียวกับ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ที่กล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า 'การจัดการตามวัตถุประสงค์จะได้ผลก็ต่อเมื่อคุณรู้วัตถุประสงค์ แต่ 90% ของเวลาทั้งหมด คุณกลับไม่รู้'
'การยอมรับความกลัวใด้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับมัน การปฏิเสธว่าไม่มีความกลัวและความสงสัยอันเนื่องมาจากความกลัว มีแต่จะทำให้ความกลัวมีพลังมากขึ้น การยอมรับความกลัวไม่ใช่ความขี้ขลาด คนเราจะเรียกว่ามีความกล้าหาญได้ ก็ต่อเมื่อสามารถทำสิ่งต่างๆต่อไปได้ แม้มีความกลัว'
เป้าหมายหลักที่ชัดเจนเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งมวล แต่ความมั่นใจในตนเองเป็นแรงที่มองไม่เห็น ที่โน้มน้าว ผลักดันและนำอย่างไม่หยุดยั้ง จนเป้าหมายนั้นเป็นจริงได้ หากขาดความมั่นใบในตัวเองเป้าหมายก็ไม่อาจกลายเป็นความสำเร็จได้ คนจำนวนมบกมีเป้าหมายลางๆแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาขาดความมั่นใจในตัวเองในการสร้างแผนการที่ชัดเจนเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ในบรรดากับดักและหลุมพรางในชีวิตทั้งหมด การดูถูกตัวเองถือเป็นหลุมพรางที่ร้ายกาจที่สุด และยากที่จะหลุดพ้นมากที่สุด เพราะมันเป็นหลุมพรางที่ถูกออกแบบและขุดขึ้นด้วยมือของเราเอง ซึ่งสามารถสรุปเป็นคำพูดได้ว่า 'ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันทำไม่ได้' 'แมกซ์เวลล์ มอลท์ซ
'เรือที่อยู่ในท่านั้นปลอดภัยแน่นอน แต่เรือก็ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นเช่นนั้น 'เกรซ เมอเรย์ ฮอปเปอร์
ยิ่งคุณลามารถรวบรวมความรู้เข้ามา และใช้มันมากเท่าใด คุณก็ยิ่งไปได้ไกลมากขึ้นเท่านั้น ความรู้ที่เป็นระบบมีค่ามากกว่าเงินทุนหรือการยอมรับนับถือ เพราะมันสามารถแปรรูปตัวเองให้กลายเป็นทั้งสองอย่างนั้นได้
'คุณแน่ใจหรือว่า ชีวิตที่สะดวกสบายและหรูหราเป็นความต้องการสูงสุดของชีวิต โดยความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราต้องการเพื่อให้มีความสุขนั้นคือ สิ่งที่สร้างความกระตือรือร้นให้กับเราได้ต่างหาก' ชาร์ลส์ คิงส์ลีย์ นักเขียนชาวอังกฤษ
จูดิธ บาร์ดวิค ตั้งข้อสังเกตว่า 'มีคนจำนวนน้อยมากที่มีความทะเยอทะยาน ในภาพของจิตใจที่ชัดเจนว่าตนเองอยากได้อะไร คนส่วนใหญ่จะมองแค่สิ่งที่จะทำต่อไป หรือเงินที่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น' เช่นเดียวกับ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ที่กล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า 'การจัดการตามวัตถุประสงค์จะได้ผลก็ต่อเมื่อคุณรู้วัตถุประสงค์ แต่ 90% ของเวลาทั้งหมด คุณกลับไม่รู้'
'การยอมรับความกลัวใด้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับมัน การปฏิเสธว่าไม่มีความกลัวและความสงสัยอันเนื่องมาจากความกลัว มีแต่จะทำให้ความกลัวมีพลังมากขึ้น การยอมรับความกลัวไม่ใช่ความขี้ขลาด คนเราจะเรียกว่ามีความกล้าหาญได้ ก็ต่อเมื่อสามารถทำสิ่งต่างๆต่อไปได้ แม้มีความกลัว'
เป้าหมายหลักที่ชัดเจนเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งมวล แต่ความมั่นใจในตนเองเป็นแรงที่มองไม่เห็น ที่โน้มน้าว ผลักดันและนำอย่างไม่หยุดยั้ง จนเป้าหมายนั้นเป็นจริงได้ หากขาดความมั่นใบในตัวเองเป้าหมายก็ไม่อาจกลายเป็นความสำเร็จได้ คนจำนวนมบกมีเป้าหมายลางๆแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาขาดความมั่นใจในตัวเองในการสร้างแผนการที่ชัดเจนเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ในบรรดากับดักและหลุมพรางในชีวิตทั้งหมด การดูถูกตัวเองถือเป็นหลุมพรางที่ร้ายกาจที่สุด และยากที่จะหลุดพ้นมากที่สุด เพราะมันเป็นหลุมพรางที่ถูกออกแบบและขุดขึ้นด้วยมือของเราเอง ซึ่งสามารถสรุปเป็นคำพูดได้ว่า 'ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันทำไม่ได้' 'แมกซ์เวลล์ มอลท์ซ
'เรือที่อยู่ในท่านั้นปลอดภัยแน่นอน แต่เรือก็ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นเช่นนั้น 'เกรซ เมอเรย์ ฮอปเปอร์
Magic ladder to success by Napoleon Hill's
' คนที่ประลบความสำเร็จ ก็จะลร้างความสำเร็จต่อๆไป และเมื่อใครก็ตามที่มีความสุขและความพึงพอใจแล้ว เขาก็จะสร้างความสุขและความพึงพอใจให้เกิดต่อๆไป'
ถ้าคุณทำงานหนัก และมีวิสัยทัศน์ในสิ่งที่คุณทำ คุณก็ยกระดับตัวคุณเองได้'แนวทางและความฝันของอเมริกันชน
ใครก็ตามที่สามารถกระตุ้นจิตใจของตนให้เกิดแรงปรารถนาที่รุนแรง ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการนั้นมากกว่าคนปกติทั่วไป แรงปรารถนามีพลังที่จะทำให้คนลุกขึ้นมาทำและเดินตามความปรารถนานั้น แต่ความอยากได้เป็นเพียงแรงปรารถนาที่ไร้กำลัง ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านสถานะนี้ไปได้
สิ่งที่พิสูจน์ถึงแรงปรารถนาของคนเรา ก็คือ'การกระทำ'เพื่อไล่ตามความปรารถนาของแต่าะคนนั้น เพราะความเคลื่อนไหวทางความคิด จะนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวทางการกระทำเสมอ
การก้าวข้ามจากความอยากได้ไปสู่แรงปรารถนาเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ คนเหล่านี้รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร แต่ก็ไม่เคยสามารถกระพือให้ความอยากที่คุกรุ่นอยู่ ให้กลายเป็นแรงปรารถนาที่ลุกโชนได้ ถ้าพวกเขามีชีวิตอยู่ดี เขาก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ถ้าเผชิญความอยากลำบาก สิ่งที่พวกเขาจะทำคือบอกว่ามันเป็นโชคร้าย แต่ก็ไม่ได้คิดที่เปลี่ยนแปลงให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างใด
ในทางตรงข้าม คนที่มีไฟแห่งแรงปรารถนาท่วมท้นอยู่ จะดูเหมือนเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า คือมีความเคลื่อนไหวทั้งความคิดและการกระทำ ที่ทำให้สภาพแวดล้อมตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป เขาจะขจัดอุปสรรคทั้งหลายแหล่ และปูทางที่เขาจะเดินไปหาสิ่งที่เขาต้องการ นี่แหละคือบุคคลที่กำลังมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นคำที่โด่งดังของนโปเลียน ฮิลส์ ที่ว่า " อะไรก็ตามที่จิตใจสามารถคิดได้ และเชื่อได้ สิ่งนั้นก็จะบรรลุ"
คุณไม่อาจประสบความสำเร็จได้เพียงเพราะว่าครอบครัวของคุณเชื่อว่าคุณจะประสบความสำเร็จ แต่คุณจะต้องสร้างประกายแห่งความมุ่งมั่นขึ้นมาเอง หมายถึงความคิดที่จะทำให้จินตนาการคุณลุกโชน ถึงขนาดทำให้คุณอยากลงมือทำบางอย่าง
กุญแจสู่ความสำเร็จ ของนโปเลียน ฮิลส์ 1.การเอาตัวรอด 2. ความรัก 3. ความกลัว 4. แรงปรารถนาทางเพศ 5. แรงปรารถนาเกี่นวกับชีวิตหลังความตาย 6. อิสรภาพทางความคิดและร่างกาย 7. ความโกรธ 8. ความเกลียดชัง 9. แรงปรารถนาการยอมรับและการแสดงตัวตน 10. ความมั่งคั่ง
มีแรงกระตุ้นพื้นฐาน 8 อย่าง ซึ่งแรงใดแรงหนึ่งหรือหลายแรงรวมกัน คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันโดดเด่นทุกครั้งของมนุษย์ แรงกระตุ้นนั้นคือ 1.การเอาตัวรอด 2. แรงปรารถนาสัมพันธ์ทางเพศ 3. แรงปรารถนาทางการเงิน 4.แรงปรารถนาเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย 5.แรงปรารถนาชื่อเสียง อำนาจ 6.ความรัก 7.อยากล้างแค้น (คนที่มีใจหยาบกระด้าง)8.ความถือดี หรือ Ego
ถ้าคุณทำงานหนัก และมีวิสัยทัศน์ในสิ่งที่คุณทำ คุณก็ยกระดับตัวคุณเองได้'แนวทางและความฝันของอเมริกันชน
ใครก็ตามที่สามารถกระตุ้นจิตใจของตนให้เกิดแรงปรารถนาที่รุนแรง ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการนั้นมากกว่าคนปกติทั่วไป แรงปรารถนามีพลังที่จะทำให้คนลุกขึ้นมาทำและเดินตามความปรารถนานั้น แต่ความอยากได้เป็นเพียงแรงปรารถนาที่ไร้กำลัง ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านสถานะนี้ไปได้
สิ่งที่พิสูจน์ถึงแรงปรารถนาของคนเรา ก็คือ'การกระทำ'เพื่อไล่ตามความปรารถนาของแต่าะคนนั้น เพราะความเคลื่อนไหวทางความคิด จะนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวทางการกระทำเสมอ
การก้าวข้ามจากความอยากได้ไปสู่แรงปรารถนาเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ คนเหล่านี้รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร แต่ก็ไม่เคยสามารถกระพือให้ความอยากที่คุกรุ่นอยู่ ให้กลายเป็นแรงปรารถนาที่ลุกโชนได้ ถ้าพวกเขามีชีวิตอยู่ดี เขาก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ถ้าเผชิญความอยากลำบาก สิ่งที่พวกเขาจะทำคือบอกว่ามันเป็นโชคร้าย แต่ก็ไม่ได้คิดที่เปลี่ยนแปลงให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างใด
ในทางตรงข้าม คนที่มีไฟแห่งแรงปรารถนาท่วมท้นอยู่ จะดูเหมือนเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า คือมีความเคลื่อนไหวทั้งความคิดและการกระทำ ที่ทำให้สภาพแวดล้อมตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป เขาจะขจัดอุปสรรคทั้งหลายแหล่ และปูทางที่เขาจะเดินไปหาสิ่งที่เขาต้องการ นี่แหละคือบุคคลที่กำลังมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นคำที่โด่งดังของนโปเลียน ฮิลส์ ที่ว่า " อะไรก็ตามที่จิตใจสามารถคิดได้ และเชื่อได้ สิ่งนั้นก็จะบรรลุ"
คุณไม่อาจประสบความสำเร็จได้เพียงเพราะว่าครอบครัวของคุณเชื่อว่าคุณจะประสบความสำเร็จ แต่คุณจะต้องสร้างประกายแห่งความมุ่งมั่นขึ้นมาเอง หมายถึงความคิดที่จะทำให้จินตนาการคุณลุกโชน ถึงขนาดทำให้คุณอยากลงมือทำบางอย่าง
กุญแจสู่ความสำเร็จ ของนโปเลียน ฮิลส์ 1.การเอาตัวรอด 2. ความรัก 3. ความกลัว 4. แรงปรารถนาทางเพศ 5. แรงปรารถนาเกี่นวกับชีวิตหลังความตาย 6. อิสรภาพทางความคิดและร่างกาย 7. ความโกรธ 8. ความเกลียดชัง 9. แรงปรารถนาการยอมรับและการแสดงตัวตน 10. ความมั่งคั่ง
มีแรงกระตุ้นพื้นฐาน 8 อย่าง ซึ่งแรงใดแรงหนึ่งหรือหลายแรงรวมกัน คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันโดดเด่นทุกครั้งของมนุษย์ แรงกระตุ้นนั้นคือ 1.การเอาตัวรอด 2. แรงปรารถนาสัมพันธ์ทางเพศ 3. แรงปรารถนาทางการเงิน 4.แรงปรารถนาเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย 5.แรงปรารถนาชื่อเสียง อำนาจ 6.ความรัก 7.อยากล้างแค้น (คนที่มีใจหยาบกระด้าง)8.ความถือดี หรือ Ego
วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
คำสอนของ ท่านประธานธนินทร์ เจียรวนนท์
คนที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ไม่ควรมองที่จุดด้อยของคนอื่น แล้วมองแต่จุดเด่นของตัวเอง เพราะถ้าพยายามมองจุดด้อยของคนอื่น ก็จะคิดว่าตัวเองเก่งอยู่ทุกครั้งไป จึงไม่ได้มีความพยายามปรับตัว เราต้องมองหาจุดเด่นของคนอื่น แล้วหาทางใช้จุดเด่นของเขาให้เป็นประโยชน์ จึงสามารถทำงานใหญ่ได้
มนุษย์เราทุกคนมีความสำเร็จอยู่ในตัวเองทั้งนั้น ชีวิตคนทุกคนต้องมีจุดเด่นที่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าเหลิง หลงว่าตัวเองเก่ง เพราะวันนี้เก่ง พรุ่งนี้อาจจะไม่เก่งก็ได้ อาจจะมีคนเก่งกว่าเราก็ได้ ถ้าเราเหลิง จะมีแต่ถอยหลัง อย่าลืมว่าโลกของเรามีแต่จะก้าวไปข้างหน้า
ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ความลามารถแล้ว ยังต้องมองการณ์ไกล สละได้รับความไว้วางใจจากพนักงานในระดับปฏิบัติการอย่างเต็มความสามารถ เจ้านายที่ดีต้องอย่าทำตัวดหมือนนก'แต่ให้เป็นเหมือน 'หนอน' เพราะนกมักชอบบินสูงอยู่บนฟ้า คิดว่าตัวเองอยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา บางครั้งก็อยู่สูงจนมองไม่เห็นความเป็นไปบนพื้นดิน'ท่านประธานธนินทร์ เจียรวนนท์
'เมื่อจะทำอะไรก็ตามต้องคำนึงถึงส่วนใหญ่เป็นหลัก ใครก็ตามที่คิดแต่ผลประโยชน์ของตนเอง คนนั้นยากที่จะเจริญก้าวหน้าและยากที่จะเป็นผู้นำ'
การที่คนเราจะเจริญได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบคือ 1. ต้องมีโอกาส 2. ต้องมองจุดเด่นของคนอื่น 3. ต้องเป็นคนมีจิตใจให้อภัยไม่อาฆาต 4. ต้องหาปมด้อยของตนเอง 5. ต้องรู้จักเสียเปรียบ 'คัมภีร์เจ้าสัว
'ต้องหาคนเก่ง เข้ามาเสริมในจุดที่เราไม่เก่ง เพราะถ้าเรารอสร้างคน เราอาจเสียเวลาเพราะอาจใช้เวลาถึง 10 ปี หากเลยไปถึงจุดนั้น โอกาสก็ผ่านไปแล้ว'
คนเราจะเก่งหรือขยันและอดทนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูงด้วย ใครก็ตามหากว่าไม่มีความรับผิดชอบเลีนแล้ว ก็ยากจะเป็นคนใหญคนโตได้ และยากที่จะประกอบธุรกิจให้ได้ผลสำเร็จ 'คัมภีร์เจ้าสัว
นักธุรกิจที่แท้จริงจะแข่งขันกันอยู่ในขอบเขต ไม่ใช่แข่งกันจนตายไปข้างหนึ่ง เราจะไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งพังไปเพื่อทำให้เราชนะเขา'
'ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ความเก่งมาเป็นอันดับสอง คนที่ไม่เก่งถ้าขยันก็จะกลายเป็นคนเก่ง ต่อให้เก่งอย่างไรถ้าไม่มีความรับผิดชอบก็ไม่มีวันสำเร็จ บางคนตัวเองทำผิดพลาดเสียหายแทนที่จะวิเคราะห์ว่าพลาดเพราะอะไร กลับไปกล่บวโทษคนอื่นว่าทำให้ตนล้มเหลว คือเอาความล้มเหลวไปให้คนอื่น เลยจากเก่งกลายเป็นไม่เก่ง น่าจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ'
หลักของเครือซีพี ในการเลือกสรรผู้ที่จะมาร่วมงานด้านบริหาร ประการแรก คือจะต้องเลือกผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง ประการที่สองจะต้องเป็นผู้ที่มีความขยัน ประการที่สาม จะต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน ประการที่สี่จะต้องเลือกผู้ที่มีความพยายามสูง และประการสุดท้ายจะต้องเลือกผู้ร่วมงานที่ไม่เห็นแก่ตัว
'คนที่ไม่เห็นว่าสังคมสำคัญ คนนั้นจิตใจจะคับแคบ การบริหารงานใหญ่นั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าเก่งแล้วใช้คนไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าใช้คนเป็น แต่ลร้างคนไม่เป็น ก็ไม่ไหวใช้แล้วหมด'
เมื่อเราอยู่ยุคมืดที่สุด ผมมักจะมองว่า แสดงว่าแสงสว่างกำลังจะมา เราถึงจะมีกำลังใจ และฉวยวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส วิกฤตไม่ใช่เป็นสิ่งที่เลวร้ายเสมอไป หากแต่วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาส ถ้าไม่มีวิกฤติก็จะไม่มีโอกาสที่่ดี 'เมื่อมืดที่สุดแล้ว แสงสว่างกำลังจะมา'
ท่านประธานธนินทร์ เจียรวนนท์ กล่าวไว้ใน 'คัมภีร์เจ้าสัว' ถึงประเทศจีนว่า 'จีนมีผู้มีความสามารถมากมาย ม้าพันลี้ต้องการระยะในการควบคุม ผู้มีความสามารถก็ต้องการพลัง ขอเพียงตนเองมีความแน่วแน่ ก็จะสามารถแสดงสติปัญญาและศักยภาพของตนออกมาได้งย่างเต็มที่ และจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่'
'ผู้บริหารแต่ละคนไม่ใช่บริหารได้โดยไม่ผิดพลาดเสมอไป และใน 100% หากผิด 30% ก็นับว่าเก่งแล้ว แต่ที่สำคัญผู้ที่ผิดพลาดไปแล้ว จะต้องยอมรับบทเรียนจากความผิดพลาดนั้น เพื่อที่จะไม่ผิดซำ้อีก ไนโลกนี้ไม่มีใครทำงานแล้วไม่ผิดพลาด คนยิ่งทำงามากยิ่งผิดพลาดมาก คนที่ไม่เคยผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย ถ้าผิดพลาดในขอบเขตถือว่าไม่เป็นไร'
ท่านประธานธนินทร์ พูดไว้ถึงนโยบายการบริหารในคัมภีร์เจ้าสัวว่า 'นโยบายในการบริหารงานของผม ผมมักจะเน้นเรื่องเป้าหมาย ส่วนวิธีการให้เขาคิดหากันเอง'
ท่านประธานธนินทร์ พูดไว้ในคัมภีร์เจ้าสัว เรื่องสไตล์การบริหารว่า 'ผมให้ความสำคัญ ให้อำนาจแก่ผู้ร่วมงานทุกคน ให้เขามีความพยายามด้วยตัวเองจนถึงที่สุด มากกว่าจะไปบังคับให้เขาทำ ผมรู้ดีว่าผู้มีความสามารถจะไม่ชอบให้ใครบังคับ เพราะเขาจะขาดความสนุกในการทำงาน หากเราไปบังคับเขาถึงวิธีการลงรายละเอียดในการทำงาน เราควรจะทำเองจะดีกว่า แล้วคนที่ถูกบังคับก็จะไม่มีความกระตือรือร้น ถึงไม่อาจจะไม่พอใจก็ได้'
แต่หลักการในการหาคนคือ 'การหา'คนดี'ที่่'เก่ง'มาทำงาน ไม่ใช่คนเก่งแต่ไม่ดี เพราะคนดีสามารถพัฒนาให้เก่งได้ แต่คนเก่งจะทำให้เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง เสียสละเพื่อส่วนรวมนั้น อาจยากกว่าหลายเท่า ธุรกิจจะดำเนินไปได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนในองค์กร เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากคน เงินก็มาจากคน เทคโนโลยีก็มาจากคน คนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ที่ลำ้ค่า และเป็นหัวใจของทุกองค์กร
'การถอยก้าวหนึ่งนั้น ไม่ใช่การแพ้ แต่ทำให้กลับมายืนในจุดที่มั่นคงแข็งแกร่ง และพร้อมที่ก้าวต่อยไปอย่างยิ่งใหญ่'
การสรรหาคนเก่ง 'ถ้าเราเชิญคนเก่งมาทำงาน เราต้องมั่นใจในตัวเขาและต้องเชื่อเขาด้วย เพราะถ้าเชิญมาแล้ว เรายังบปกว่าตรงนั้น ตรงนี้ เขาจะบอกว่าถ้าอย่างนั้นคุณทำเองแล้วกัน คนเก่งเขาต้องการ 1. อำนาจ 2. ต้องการเกียรติ ข้อ 3. ถึงจะเป็นเงิน เพราะว่าคนเก่งต้องการมีอำนาจไปแสดงความเก่งของเขา ถ้าเขาไม่มีอำนาจ เขาจะไปแสดงอะไร' คัมภีร์เจ้าสัว
มนุษย์เราทุกคนมีความสำเร็จอยู่ในตัวเองทั้งนั้น ชีวิตคนทุกคนต้องมีจุดเด่นที่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าเหลิง หลงว่าตัวเองเก่ง เพราะวันนี้เก่ง พรุ่งนี้อาจจะไม่เก่งก็ได้ อาจจะมีคนเก่งกว่าเราก็ได้ ถ้าเราเหลิง จะมีแต่ถอยหลัง อย่าลืมว่าโลกของเรามีแต่จะก้าวไปข้างหน้า
ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ความลามารถแล้ว ยังต้องมองการณ์ไกล สละได้รับความไว้วางใจจากพนักงานในระดับปฏิบัติการอย่างเต็มความสามารถ เจ้านายที่ดีต้องอย่าทำตัวดหมือนนก'แต่ให้เป็นเหมือน 'หนอน' เพราะนกมักชอบบินสูงอยู่บนฟ้า คิดว่าตัวเองอยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา บางครั้งก็อยู่สูงจนมองไม่เห็นความเป็นไปบนพื้นดิน'ท่านประธานธนินทร์ เจียรวนนท์
'เมื่อจะทำอะไรก็ตามต้องคำนึงถึงส่วนใหญ่เป็นหลัก ใครก็ตามที่คิดแต่ผลประโยชน์ของตนเอง คนนั้นยากที่จะเจริญก้าวหน้าและยากที่จะเป็นผู้นำ'
การที่คนเราจะเจริญได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบคือ 1. ต้องมีโอกาส 2. ต้องมองจุดเด่นของคนอื่น 3. ต้องเป็นคนมีจิตใจให้อภัยไม่อาฆาต 4. ต้องหาปมด้อยของตนเอง 5. ต้องรู้จักเสียเปรียบ 'คัมภีร์เจ้าสัว
'ต้องหาคนเก่ง เข้ามาเสริมในจุดที่เราไม่เก่ง เพราะถ้าเรารอสร้างคน เราอาจเสียเวลาเพราะอาจใช้เวลาถึง 10 ปี หากเลยไปถึงจุดนั้น โอกาสก็ผ่านไปแล้ว'
คนเราจะเก่งหรือขยันและอดทนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูงด้วย ใครก็ตามหากว่าไม่มีความรับผิดชอบเลีนแล้ว ก็ยากจะเป็นคนใหญคนโตได้ และยากที่จะประกอบธุรกิจให้ได้ผลสำเร็จ 'คัมภีร์เจ้าสัว
นักธุรกิจที่แท้จริงจะแข่งขันกันอยู่ในขอบเขต ไม่ใช่แข่งกันจนตายไปข้างหนึ่ง เราจะไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งพังไปเพื่อทำให้เราชนะเขา'
'ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ความเก่งมาเป็นอันดับสอง คนที่ไม่เก่งถ้าขยันก็จะกลายเป็นคนเก่ง ต่อให้เก่งอย่างไรถ้าไม่มีความรับผิดชอบก็ไม่มีวันสำเร็จ บางคนตัวเองทำผิดพลาดเสียหายแทนที่จะวิเคราะห์ว่าพลาดเพราะอะไร กลับไปกล่บวโทษคนอื่นว่าทำให้ตนล้มเหลว คือเอาความล้มเหลวไปให้คนอื่น เลยจากเก่งกลายเป็นไม่เก่ง น่าจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ'
หลักของเครือซีพี ในการเลือกสรรผู้ที่จะมาร่วมงานด้านบริหาร ประการแรก คือจะต้องเลือกผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง ประการที่สองจะต้องเป็นผู้ที่มีความขยัน ประการที่สาม จะต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน ประการที่สี่จะต้องเลือกผู้ที่มีความพยายามสูง และประการสุดท้ายจะต้องเลือกผู้ร่วมงานที่ไม่เห็นแก่ตัว
'คนที่ไม่เห็นว่าสังคมสำคัญ คนนั้นจิตใจจะคับแคบ การบริหารงานใหญ่นั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าเก่งแล้วใช้คนไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าใช้คนเป็น แต่ลร้างคนไม่เป็น ก็ไม่ไหวใช้แล้วหมด'
เมื่อเราอยู่ยุคมืดที่สุด ผมมักจะมองว่า แสดงว่าแสงสว่างกำลังจะมา เราถึงจะมีกำลังใจ และฉวยวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส วิกฤตไม่ใช่เป็นสิ่งที่เลวร้ายเสมอไป หากแต่วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาส ถ้าไม่มีวิกฤติก็จะไม่มีโอกาสที่่ดี 'เมื่อมืดที่สุดแล้ว แสงสว่างกำลังจะมา'
ท่านประธานธนินทร์ เจียรวนนท์ กล่าวไว้ใน 'คัมภีร์เจ้าสัว' ถึงประเทศจีนว่า 'จีนมีผู้มีความสามารถมากมาย ม้าพันลี้ต้องการระยะในการควบคุม ผู้มีความสามารถก็ต้องการพลัง ขอเพียงตนเองมีความแน่วแน่ ก็จะสามารถแสดงสติปัญญาและศักยภาพของตนออกมาได้งย่างเต็มที่ และจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่'
'ผู้บริหารแต่ละคนไม่ใช่บริหารได้โดยไม่ผิดพลาดเสมอไป และใน 100% หากผิด 30% ก็นับว่าเก่งแล้ว แต่ที่สำคัญผู้ที่ผิดพลาดไปแล้ว จะต้องยอมรับบทเรียนจากความผิดพลาดนั้น เพื่อที่จะไม่ผิดซำ้อีก ไนโลกนี้ไม่มีใครทำงานแล้วไม่ผิดพลาด คนยิ่งทำงามากยิ่งผิดพลาดมาก คนที่ไม่เคยผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย ถ้าผิดพลาดในขอบเขตถือว่าไม่เป็นไร'
ท่านประธานธนินทร์ พูดไว้ถึงนโยบายการบริหารในคัมภีร์เจ้าสัวว่า 'นโยบายในการบริหารงานของผม ผมมักจะเน้นเรื่องเป้าหมาย ส่วนวิธีการให้เขาคิดหากันเอง'
ท่านประธานธนินทร์ พูดไว้ในคัมภีร์เจ้าสัว เรื่องสไตล์การบริหารว่า 'ผมให้ความสำคัญ ให้อำนาจแก่ผู้ร่วมงานทุกคน ให้เขามีความพยายามด้วยตัวเองจนถึงที่สุด มากกว่าจะไปบังคับให้เขาทำ ผมรู้ดีว่าผู้มีความสามารถจะไม่ชอบให้ใครบังคับ เพราะเขาจะขาดความสนุกในการทำงาน หากเราไปบังคับเขาถึงวิธีการลงรายละเอียดในการทำงาน เราควรจะทำเองจะดีกว่า แล้วคนที่ถูกบังคับก็จะไม่มีความกระตือรือร้น ถึงไม่อาจจะไม่พอใจก็ได้'
แต่หลักการในการหาคนคือ 'การหา'คนดี'ที่่'เก่ง'มาทำงาน ไม่ใช่คนเก่งแต่ไม่ดี เพราะคนดีสามารถพัฒนาให้เก่งได้ แต่คนเก่งจะทำให้เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง เสียสละเพื่อส่วนรวมนั้น อาจยากกว่าหลายเท่า ธุรกิจจะดำเนินไปได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนในองค์กร เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากคน เงินก็มาจากคน เทคโนโลยีก็มาจากคน คนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ที่ลำ้ค่า และเป็นหัวใจของทุกองค์กร
'การถอยก้าวหนึ่งนั้น ไม่ใช่การแพ้ แต่ทำให้กลับมายืนในจุดที่มั่นคงแข็งแกร่ง และพร้อมที่ก้าวต่อยไปอย่างยิ่งใหญ่'
การสรรหาคนเก่ง 'ถ้าเราเชิญคนเก่งมาทำงาน เราต้องมั่นใจในตัวเขาและต้องเชื่อเขาด้วย เพราะถ้าเชิญมาแล้ว เรายังบปกว่าตรงนั้น ตรงนี้ เขาจะบอกว่าถ้าอย่างนั้นคุณทำเองแล้วกัน คนเก่งเขาต้องการ 1. อำนาจ 2. ต้องการเกียรติ ข้อ 3. ถึงจะเป็นเงิน เพราะว่าคนเก่งต้องการมีอำนาจไปแสดงความเก่งของเขา ถ้าเขาไม่มีอำนาจ เขาจะไปแสดงอะไร' คัมภีร์เจ้าสัว
วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
The 100 best business 3
คนที่ไม่สนใจใยดีในเพื่อนมนุษย์นี่แหละ ที่มีปัญหาในชีวิตมากที่สุด และพลอยสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้งื่นอย่างแสบสันต์ที่สุด ความล้มเหลวของมนุษย์ทั้งหลายมีที่มาจากคนแบบนี้นี่เอง'อัลเฟรด แอดเลอร์ นักจิตวิทยา
ทำให้ผู้อื่น รู้สึกว่าเขามีความสำคัญอยู่เสมอ'How to Win Friends and Influent People by Dale Carnegie
The little Prince นิยายอมตะของอองตวน แซง-เต็กซูปรี:เป็นเรื่องของเด็กชายตัวน้อยจากต่างดาว ผู้เปลี่ยนชีวิตของคนวัยผู้ใหญ่ด้วยการตอกยำ้ถึงสัจจะธรรมง่ายๆ ที่มักหลงลืมกันไปเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กๆเรียนรู้จากการตั้งคำถาม ดอกไม้เบ่งบานเมื่อมันได้รับการบำรุงเลี้ยง การลงทุนลงแรง หาประโยชน์อันใดมิได้หากขาดเป้าประสงค์ คุณต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกเสียก่อน จึงจะชื่นชมมันได้ ยังมีเวลาสำหรับการผูกมิตร และสิ่งที่ลึกซึ้งในความหมายคือ 'เราจะมองเห็นแจ่มชัด ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา'
ผู้นำที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เข้าถึงและสามารถแสดงออกซึ่งตัวตนที่แท้จริง 'ไม่มีผู้นำคนไหน ที่คิดจะเป็นผู้นำตั้งแต่แรก เส้นทางรู้แจ้งเห็นจริงส่วนบุคคลโดยตรงนั้นไม่มี ' On Becoming a Leader
เมื่อมีการตั้งคำถามว่า 'ค่านิยม บุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัยแบบใด ที่คุณมองหาหรือชื่นชมในตัวของคนที่เป็นผู้นำ' มี 4 คำตอบที่คนตอบมากที่สุด คือ ความซื่อสัตย์ ชอบมองไปข้างหน้า มีแรงบันดาลใจ และมีความสามารถ แต่คุณสมบัติของการเป็นคนที่มองไปข้างหน้า ที่ยกระดับคนจากการเป็นคนน่าเชื่อถือ สู่การเป็นผู้นำ
หลักปฏิบัติของการปกครอง 5 ประการคือ 1. Model the way หรือกำหนดวิธีการ 2.inspire a Shared Vision จุดประกายวิสัยทัศน์ร่วมกัน 3. การท้าทาย 4. Enable others to Act สนับสนุนให้ผู้อื่นลงมือทำ 5. Encourage the Heart กระตุ้นใจให้ฮึกเหิม
กำลังอ่าน Who says Elephants can't dance? เคยได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้ ชื่อตั้งได้ดี แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร วันนี้รู้แล้ว... เป็นหนึ่งในหนังสือที่ต้องอ่านทีเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ Louise V. Gerstner Jr. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็น CEO ของบิ๊กบลู (ไอบีเอ็ม)ในวัน April fool day 1 เมย 1993 เกริ์สเนอร์ทำสิ่งที่กล้าหาญมากคือ ขายระบบสื่อสารให้เอทีแอนด์ที เพราะเห็นแล้วว่าระบบนี้กำลังจะถูกแทนที่บอรดแบน,ปลด พนักงานเพิ่มอีก 25,000คน จากที่ปลดไปแล้ว 45,000คน และที่น่าสนใจคือ เกิร์สตเนอร์บอกว่า ไอบีเอ็มตกอยู่กับภาวะความอิ่มเอมจากการเป็นผู้นำมานาน จนคนในองค์กรไม่คิดขยับอะไร คิดว่าความสำเร็จที่เคยมีมา จะคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง แนวคิดนี้เหมือนกับที่หนังสือเรื่อง 'หลุมพรางแห่งความสำเร็จ'ทุกประการเลย
เกิร์สตเนอร์ ปิดท้ายหนังสือ 'Who say Elephens can't dance? ไว้อย่างน่ารักว่า 'ขนาดที่ใหญ่มีความสำคัญ เพราะขนาดเป็นสิ่งที่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่ความกว้างมีความลึกเอื้อต่อการลงทุนเพิ่มขึ้น กล้าเสี่ยงมากขึ้นและมีความอดทนรอผลตอบแทนในอนาคตได้ยาวนานขึ้น มันไม่ใช่คำถามว่า 'ช้างเอาชนะมดได้ไหม?' ไม่ใช่'ช้างตัวไหนเต้นระบำได้บ้าง?' เพราะถ้ามันเต้นจริงๆ มดคงพากันทิ้งฟลอร์เต้นรำแน่นอน
'ความเป็นผู้นำไม่ได้อยู่ในยีน และไม่ใช่สิ่งที่สืบทอดกันได้ ความเป็นผู้นำคือการมีทักษะที่สามารถระบุได้ และเป็นความสามารถที่เรามีกันได้ทุกคน' The Leadership Challenge' The Leadership Challenge
ในหนังสือ Good to Great ของ จิม คอลลิน ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวับลักษณะของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ และต้องติดอันดับ fortune top 500 ติดต่อกัน 15ปี เขาบอกว่ามีลักษณะหนึ่งที่บริษัทที่ว่านี้มีคือ คอนเซ็ปชื่อ hedgehog concept ซึ่งกล่าวว่า 'สุนัขจิ้งจอกรู้อะไรหลายอย่าง แต่เม่นรู้สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว'
ความคิดของเม่น(Hedgehog concept)มันอยู่ที่ตรงกลางวงที่สามเหลี่ยมที่เหลื่อมกัน และประยุกต์ใช้กับลักษณะของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ คือ 1.สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดในโลกคืออะไร 2.สิ่งที่ขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจของคุณคืออะไร 3.สิ่งที่คุณคลั่งไคล้ไหลหลงที่สุดคืออะไร
ทำให้ผู้อื่น รู้สึกว่าเขามีความสำคัญอยู่เสมอ'How to Win Friends and Influent People by Dale Carnegie
The little Prince นิยายอมตะของอองตวน แซง-เต็กซูปรี:เป็นเรื่องของเด็กชายตัวน้อยจากต่างดาว ผู้เปลี่ยนชีวิตของคนวัยผู้ใหญ่ด้วยการตอกยำ้ถึงสัจจะธรรมง่ายๆ ที่มักหลงลืมกันไปเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กๆเรียนรู้จากการตั้งคำถาม ดอกไม้เบ่งบานเมื่อมันได้รับการบำรุงเลี้ยง การลงทุนลงแรง หาประโยชน์อันใดมิได้หากขาดเป้าประสงค์ คุณต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกเสียก่อน จึงจะชื่นชมมันได้ ยังมีเวลาสำหรับการผูกมิตร และสิ่งที่ลึกซึ้งในความหมายคือ 'เราจะมองเห็นแจ่มชัด ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา'
ผู้นำที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เข้าถึงและสามารถแสดงออกซึ่งตัวตนที่แท้จริง 'ไม่มีผู้นำคนไหน ที่คิดจะเป็นผู้นำตั้งแต่แรก เส้นทางรู้แจ้งเห็นจริงส่วนบุคคลโดยตรงนั้นไม่มี ' On Becoming a Leader
เมื่อมีการตั้งคำถามว่า 'ค่านิยม บุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัยแบบใด ที่คุณมองหาหรือชื่นชมในตัวของคนที่เป็นผู้นำ' มี 4 คำตอบที่คนตอบมากที่สุด คือ ความซื่อสัตย์ ชอบมองไปข้างหน้า มีแรงบันดาลใจ และมีความสามารถ แต่คุณสมบัติของการเป็นคนที่มองไปข้างหน้า ที่ยกระดับคนจากการเป็นคนน่าเชื่อถือ สู่การเป็นผู้นำ
หลักปฏิบัติของการปกครอง 5 ประการคือ 1. Model the way หรือกำหนดวิธีการ 2.inspire a Shared Vision จุดประกายวิสัยทัศน์ร่วมกัน 3. การท้าทาย 4. Enable others to Act สนับสนุนให้ผู้อื่นลงมือทำ 5. Encourage the Heart กระตุ้นใจให้ฮึกเหิม
กำลังอ่าน Who says Elephants can't dance? เคยได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้ ชื่อตั้งได้ดี แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร วันนี้รู้แล้ว... เป็นหนึ่งในหนังสือที่ต้องอ่านทีเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ Louise V. Gerstner Jr. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็น CEO ของบิ๊กบลู (ไอบีเอ็ม)ในวัน April fool day 1 เมย 1993 เกริ์สเนอร์ทำสิ่งที่กล้าหาญมากคือ ขายระบบสื่อสารให้เอทีแอนด์ที เพราะเห็นแล้วว่าระบบนี้กำลังจะถูกแทนที่บอรดแบน,ปลด พนักงานเพิ่มอีก 25,000คน จากที่ปลดไปแล้ว 45,000คน และที่น่าสนใจคือ เกิร์สตเนอร์บอกว่า ไอบีเอ็มตกอยู่กับภาวะความอิ่มเอมจากการเป็นผู้นำมานาน จนคนในองค์กรไม่คิดขยับอะไร คิดว่าความสำเร็จที่เคยมีมา จะคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง แนวคิดนี้เหมือนกับที่หนังสือเรื่อง 'หลุมพรางแห่งความสำเร็จ'ทุกประการเลย
เกิร์สตเนอร์ ปิดท้ายหนังสือ 'Who say Elephens can't dance? ไว้อย่างน่ารักว่า 'ขนาดที่ใหญ่มีความสำคัญ เพราะขนาดเป็นสิ่งที่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่ความกว้างมีความลึกเอื้อต่อการลงทุนเพิ่มขึ้น กล้าเสี่ยงมากขึ้นและมีความอดทนรอผลตอบแทนในอนาคตได้ยาวนานขึ้น มันไม่ใช่คำถามว่า 'ช้างเอาชนะมดได้ไหม?' ไม่ใช่'ช้างตัวไหนเต้นระบำได้บ้าง?' เพราะถ้ามันเต้นจริงๆ มดคงพากันทิ้งฟลอร์เต้นรำแน่นอน
'ความเป็นผู้นำไม่ได้อยู่ในยีน และไม่ใช่สิ่งที่สืบทอดกันได้ ความเป็นผู้นำคือการมีทักษะที่สามารถระบุได้ และเป็นความสามารถที่เรามีกันได้ทุกคน' The Leadership Challenge' The Leadership Challenge
ในหนังสือ Good to Great ของ จิม คอลลิน ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวับลักษณะของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ และต้องติดอันดับ fortune top 500 ติดต่อกัน 15ปี เขาบอกว่ามีลักษณะหนึ่งที่บริษัทที่ว่านี้มีคือ คอนเซ็ปชื่อ hedgehog concept ซึ่งกล่าวว่า 'สุนัขจิ้งจอกรู้อะไรหลายอย่าง แต่เม่นรู้สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว'
ความคิดของเม่น(Hedgehog concept)มันอยู่ที่ตรงกลางวงที่สามเหลี่ยมที่เหลื่อมกัน และประยุกต์ใช้กับลักษณะของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ คือ 1.สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดในโลกคืออะไร 2.สิ่งที่ขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจของคุณคืออะไร 3.สิ่งที่คุณคลั่งไคล้ไหลหลงที่สุดคืออะไร
วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553
CEO กับความรัก
การทำงานย่อมเป็นทุกข์ ถ้าเป็นแค่การฝืนทำตามหน้าที่หรือเพื่อเลี้ยงชีพ แต่การทำงานจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข เพียงเราเปลี่ยนมุมมอง ดังนั้นควรเริ่มที่เลือกงานที่เราชอบ แต่หากไม่สามารถเลือกสิ่งที่เราชอบได้ ก็ควรชอบในสิ่งที่เราทำ จนกว่าโอกาสของเราจะมาถึง
วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553
The 7 Habits of highly effective families
เราทุกคนผ่บนขั้นตอนในชีวิตหลายช่วง จากทุกข์ใจ กังวลในภาพลักษณ์ของตน อยากสร้างความประทับใจ อยากได้รับความนิยม เปรียบเทียบกับผู้อื่น มีความทะเยอทะยานสูงสุด อยากรำ่รวยมีเงินทองมหาศาล อยากมีชื่อเสียง อยากแสดอตัวตนให้ปรากฏ ..... เรื่องเหล่านี้ จะเลือนหายไปในยามที่ความรับผิดชอบ และคุณลักษณ์เติบใหญ่มั่นคง
'ไม่มีผู้ใดเข้าใจสถานการณ์ของคุณได้อย่างถ่องแท้ ไม่มีใครรู้จักเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัวไม่เหมือนใครของคุณ ไม่เห็นก้อนหินหรือภาระที่คุณแบกหามหรืออุดมการณ์ที่คุณมุ่งหวัง'
บททดสอบชีวิตจะสลักเสลาเราให้ผุดผ่อง ความจริงใจในสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนจะหล่อเลี้ยงชีวิต การครองตนด้วยบูรณภาพแสดงตัวตนแท้จริง สมัครใจยืนหยัดเผชิญปัญหาจะช่วยเราได้ในยามที่เรายื่นมือออกไปสัมผัสผู้อื่น สรรค์สร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทำตัวให้เป็นแบบอย่างและทำสิ่งที่ถูกต้อง เราจะได้รับแรงบันดาลใจอีกระลอกในระหว่างที่เราดิ้นรนดคี่ยวกรำตนเองเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น งดงามกว่าอดีต
อาร์โนลด์ ทอยบี นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวไว้ว่า " ไม่มีสิ่งใดล้มเหลวได้ เหมือนความสำเร็จ" ในยามที่การตอบสนองมีค่าเท่ากับความท้าทาย นั่นคือความสำเร็จ แต่เมื่อใดที่ปัญหาท้ทาย เปลี่ยนไป การตอบสนองเดิมๆ ไม่อาจนำมาใช้ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
คุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์ 4 ข้อ 1. การรู้ตนเอง (Self awareness) 2. มโนธรรม (conscience)3.จินตนาการ
(imagination)4.ความประสงค์อิสระ(independent will)
ภาษิตโลกตะวันออก กล่าวไว้ว่า " หยิบยื่นปลาให้คนอื่น คุณป้อนเขาได้ 1 วัน แต่ถ้าสอนวิธีตกปลาให้เขา คุณช่วยให้เขาอิ่มยปตลอดชีวิต"
Stephen R Covey บอกว่าเขาเจอข้อความหนึ่ง ในหนังสือเล่มหนึ่ง และมันมีอิทธิพลต่อชีวิตที่เหลือทั้งหมดของเขา " ระหว่างสิ่งเร้า กับ การตอบสอง มีช่องว่างคั่นกลางอยู่ ในช่องว่างนั้น มีอิสรภาพและอำนาจของเรา ที่จะเลือกตอบสนอง และในการตอบสนองของเรามีความเจริญเติบโตและอิสรภาพ"
'The 7 habits of highly effective Families by Stephen R. Covey
'ไม่มีผู้ใดเข้าใจสถานการณ์ของคุณได้อย่างถ่องแท้ ไม่มีใครรู้จักเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัวไม่เหมือนใครของคุณ ไม่เห็นก้อนหินหรือภาระที่คุณแบกหามหรืออุดมการณ์ที่คุณมุ่งหวัง'
บททดสอบชีวิตจะสลักเสลาเราให้ผุดผ่อง ความจริงใจในสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนจะหล่อเลี้ยงชีวิต การครองตนด้วยบูรณภาพแสดงตัวตนแท้จริง สมัครใจยืนหยัดเผชิญปัญหาจะช่วยเราได้ในยามที่เรายื่นมือออกไปสัมผัสผู้อื่น สรรค์สร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทำตัวให้เป็นแบบอย่างและทำสิ่งที่ถูกต้อง เราจะได้รับแรงบันดาลใจอีกระลอกในระหว่างที่เราดิ้นรนดคี่ยวกรำตนเองเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น งดงามกว่าอดีต
อาร์โนลด์ ทอยบี นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวไว้ว่า " ไม่มีสิ่งใดล้มเหลวได้ เหมือนความสำเร็จ" ในยามที่การตอบสนองมีค่าเท่ากับความท้าทาย นั่นคือความสำเร็จ แต่เมื่อใดที่ปัญหาท้ทาย เปลี่ยนไป การตอบสนองเดิมๆ ไม่อาจนำมาใช้ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
คุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์ 4 ข้อ 1. การรู้ตนเอง (Self awareness) 2. มโนธรรม (conscience)3.จินตนาการ
(imagination)4.ความประสงค์อิสระ(independent will)
ภาษิตโลกตะวันออก กล่าวไว้ว่า " หยิบยื่นปลาให้คนอื่น คุณป้อนเขาได้ 1 วัน แต่ถ้าสอนวิธีตกปลาให้เขา คุณช่วยให้เขาอิ่มยปตลอดชีวิต"
Stephen R Covey บอกว่าเขาเจอข้อความหนึ่ง ในหนังสือเล่มหนึ่ง และมันมีอิทธิพลต่อชีวิตที่เหลือทั้งหมดของเขา " ระหว่างสิ่งเร้า กับ การตอบสอง มีช่องว่างคั่นกลางอยู่ ในช่องว่างนั้น มีอิสรภาพและอำนาจของเรา ที่จะเลือกตอบสนอง และในการตอบสนองของเรามีความเจริญเติบโตและอิสรภาพ"
'The 7 habits of highly effective Families by Stephen R. Covey
วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Customer genius 2
เน้นลูกค้าหลักๆเพียงไม่กี่ราย แทนที่จะเป็นลูกค้าจำนวนมาก
หาทางสร้างความสัมพันธ์ให้ยาวนาน แทนที่จะเป็นลูกค้าจำนวนมาก
สร้างทีมงานที่ทุ่มเทให้แก่งานที่สนับสนุนลูกค้า
หาทางสร้างความสัมพันธ์ให้ยาวนาน แทนที่จะเป็นลูกค้าจำนวนมาก
สร้างทีมงานที่ทุ่มเทให้แก่งานที่สนับสนุนลูกค้า
ลูกค้า
หลายคนบอกว่าเราอยู่ในโลกของเหตุผล แต่ก็ไม่มีอะไรอยู่ไกลเกินความเป็นจริงได้ แม้ว่าความคิดเชิงเหตุผลจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดความรู้และทักษะ แต่อารมณ์ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดทัศนคติและพฤติกรรม ความคิดเชิงเหตุผลทำให้ลูกค้าสนใจ แต่อารมณ์ทำให้ขายของได้
งานวิจัยของ แอนโทนี ดามาทิโอ ผู้เขียน The Feeling of what happens: body and emotion in the making of conscious มีหลายวิธีที่จะดึงดูดความสนใจของคน และทำให้เขารู้สึกดีได้ ปัจจัยต่างๆที่กระตุ้นความรู้สึก อาทิ กลิ่นหอมช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น 75% เสียงเสนาะหูช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น 65% ภาพสวยๆ 46% สัมผัสอบอุ่น 29% รสชาติที่ถูกลิ้น 23%
เจฟฟ์ เบโซส์ผู้ก่อตั้ง amazon.com ให้สัมภาษณ์วารสารฮาร์วาร์ด บิซิเนส รีวิวว่า 'การทำกลยุทธ์โดยอาศัยสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น คนชอบถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน 5-10ปีข้างหน้า แต่ไม่ค่อยมีคนถามว่ามีอะไรที่สม่เปลี่ยนแปลงบ้าง' เขาบอกว่าการลงทุนกับปัจจัยนี้จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่สุด แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสร้างความแตกต่างในบางครั้ง
'ใครก็ปั้นธุรกิจที่น่าสนใจโดยใช้สมมติฐานด้านผลกำไร และอัตราส่วนลดในอนาคตได้ทั้งนั้น แต่การใช้เวลากับลูกค้า พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลูกค้บต้องการ และวิธีที่คุณจะสามารถทำอะไรให้ลูกค้าดีขึ้น เป็นปัจจัยชี้นำการตัดสินใจและลำดับความสำคัญทางธุรกิจได้ดีกว่า'Best Buy
'เราต้องหมั่นกระตุ้น "เด็ก" ที่อยู่ในตัวเราทุกคน' คเจลล์ เคิร์ก คริสเตียนเสน ผู้บริหาร Lego
@ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นตัว Lynx พบว่ากลิ่นที่นิยมใช้มากเป็นพิเศษในผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นเหงื่อในหมู่ลูกค้าหนุ่มคือ กลิ่นช็อกโกแลต ไม่ใช่เพราะกลิ่นสำคัญกับผู้ชาย แต่เป็นเพราะว่ากลิ่นนี้ ดึงดูดหญิงสาวที่พวกเขาลนใจใคร่ติดตาม
@ Mercedes Benz ส่งแผ่นพับไปให้ลูกค้าเป้าหมายในซองหนังอัดเนื้อนุ่ม เพื่อสะท้อนรสนิยมหรู
ดามาชิโอเปรียบเทียบเซลล์ประสาท 40,000ล้านเซลล์ในสมองเรากับทุ่งข้าวโพด คือเมื่อคุณเดินผ่านทุ่งข้าวโพด 1 ครั้ง ต้นข้าวโพดจะดีดตัวกลับไปตำแหน่งเดิมโดยไม่เหลือร่องรอยให้ใครติดตามได้ แต่ถ้าเดินผ่านทุ่งข้าวโพดซำ้ไปซำ้มาในทิศทางเดิม ต้นข้าวโพดเพแบนติดดิน หมายความว่ายิ่งสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมองมากเท่าไหร่ ความทรงจำก็จะดียิ่งขึ้นมากเท่านั้น เมื่อเราใช้ความรู้สึกสร้างความเชื่อมโยงมากเท่าไหร่ รอยประทับก็จะยิ่งมั่นคงและยาวนานขึ้นเท่านั้น
เหุผล. อารมณ์
ความจำเป็น- ความต้องการ
วัตถุประสงค์- ความมุ่งหวัง
ผลิตภัณฑ์- ทางออกของปัญหา
รูปลักษณ์- ประโยชน์
ความคงเส้นคงวา- การทำให้เฉพาะเป็นรายบุคคล
การดูแลหลังการขาย- ประสบการณ์
รางวัล- ความสัมพันธ์
ข้อมูลข่าวสาร- ความรู้ สิ่งที่เป็นปัญหาที่อยากรู้
ข้อมูล ตัวเลข- ความเป็นมนุษย์
ความพึงพอใจ- ความแปลกใจ
หลักการของมาสโลว์
เติมเต็มความฝัน
/
ความนับถือตัวเอง
/
ความรักและสัมพันธภาพ. ---- อารมณ์
/
ความปลอดภัย
/
ความต้องการทางกายภาพ ----- เหตุผล
งานวิจัยของ แอนโทนี ดามาทิโอ ผู้เขียน The Feeling of what happens: body and emotion in the making of conscious มีหลายวิธีที่จะดึงดูดความสนใจของคน และทำให้เขารู้สึกดีได้ ปัจจัยต่างๆที่กระตุ้นความรู้สึก อาทิ กลิ่นหอมช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น 75% เสียงเสนาะหูช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น 65% ภาพสวยๆ 46% สัมผัสอบอุ่น 29% รสชาติที่ถูกลิ้น 23%
เจฟฟ์ เบโซส์ผู้ก่อตั้ง amazon.com ให้สัมภาษณ์วารสารฮาร์วาร์ด บิซิเนส รีวิวว่า 'การทำกลยุทธ์โดยอาศัยสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น คนชอบถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน 5-10ปีข้างหน้า แต่ไม่ค่อยมีคนถามว่ามีอะไรที่สม่เปลี่ยนแปลงบ้าง' เขาบอกว่าการลงทุนกับปัจจัยนี้จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่สุด แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสร้างความแตกต่างในบางครั้ง
'ใครก็ปั้นธุรกิจที่น่าสนใจโดยใช้สมมติฐานด้านผลกำไร และอัตราส่วนลดในอนาคตได้ทั้งนั้น แต่การใช้เวลากับลูกค้า พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลูกค้บต้องการ และวิธีที่คุณจะสามารถทำอะไรให้ลูกค้าดีขึ้น เป็นปัจจัยชี้นำการตัดสินใจและลำดับความสำคัญทางธุรกิจได้ดีกว่า'Best Buy
'เราต้องหมั่นกระตุ้น "เด็ก" ที่อยู่ในตัวเราทุกคน' คเจลล์ เคิร์ก คริสเตียนเสน ผู้บริหาร Lego
@ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นตัว Lynx พบว่ากลิ่นที่นิยมใช้มากเป็นพิเศษในผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นเหงื่อในหมู่ลูกค้าหนุ่มคือ กลิ่นช็อกโกแลต ไม่ใช่เพราะกลิ่นสำคัญกับผู้ชาย แต่เป็นเพราะว่ากลิ่นนี้ ดึงดูดหญิงสาวที่พวกเขาลนใจใคร่ติดตาม
@ Mercedes Benz ส่งแผ่นพับไปให้ลูกค้าเป้าหมายในซองหนังอัดเนื้อนุ่ม เพื่อสะท้อนรสนิยมหรู
ดามาชิโอเปรียบเทียบเซลล์ประสาท 40,000ล้านเซลล์ในสมองเรากับทุ่งข้าวโพด คือเมื่อคุณเดินผ่านทุ่งข้าวโพด 1 ครั้ง ต้นข้าวโพดจะดีดตัวกลับไปตำแหน่งเดิมโดยไม่เหลือร่องรอยให้ใครติดตามได้ แต่ถ้าเดินผ่านทุ่งข้าวโพดซำ้ไปซำ้มาในทิศทางเดิม ต้นข้าวโพดเพแบนติดดิน หมายความว่ายิ่งสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมองมากเท่าไหร่ ความทรงจำก็จะดียิ่งขึ้นมากเท่านั้น เมื่อเราใช้ความรู้สึกสร้างความเชื่อมโยงมากเท่าไหร่ รอยประทับก็จะยิ่งมั่นคงและยาวนานขึ้นเท่านั้น
เหุผล. อารมณ์
ความจำเป็น- ความต้องการ
วัตถุประสงค์- ความมุ่งหวัง
ผลิตภัณฑ์- ทางออกของปัญหา
รูปลักษณ์- ประโยชน์
ความคงเส้นคงวา- การทำให้เฉพาะเป็นรายบุคคล
การดูแลหลังการขาย- ประสบการณ์
รางวัล- ความสัมพันธ์
ข้อมูลข่าวสาร- ความรู้ สิ่งที่เป็นปัญหาที่อยากรู้
ข้อมูล ตัวเลข- ความเป็นมนุษย์
ความพึงพอใจ- ความแปลกใจ
หลักการของมาสโลว์
เติมเต็มความฝัน
/
ความนับถือตัวเอง
/
ความรักและสัมพันธภาพ. ---- อารมณ์
/
ความปลอดภัย
/
ความต้องการทางกายภาพ ----- เหตุผล
ป้ายกำกับ:
Private
วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Customer genius
สก๊อต เบดเบอรี เจ้าของคำขวัญ ' Just do it' ของไนกี้ และต้นตำรับของคำว่าฟราบปูชิโน ในรายการเครื่องดื่มของสตาร์บัคส์ เคยพูดไว้ว่า 'แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ จะแบ่งขั้วผู้คนคือ มีทั้งรัก และมีทั้งชัง' ทีมฟุตบอลบาร์เซโลนา เป็นทีมฟุตบอลขวัญใจของคนทุกคนไม่ได้ แต่มันเป็นทุกอย่างสำหรับสาวกตัวยง แมคโดนัลด์เป็นสวรรค์ของบางคน และเป็นนรกสำหรับอีกหลายคน
แบรนด์ มีหลัก 3 อย่าง
1. Rational ความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่แบรนด์เอื้อโอกาสให้คนทำได้ เช่น ไนกี้ไม่ใช่รองเท้า หรือเสื้อกีฬาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องของคนเล่นกีฬา
2. Comparative เปรียบเทียบได้
3. Emotional ผลตามมาคือ ความรู้สึกของคนต่อแบรนด์
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายและแรงจูงใจ
1.identify ระบุตัวคนเหล่านั้น และหาวิธีที่จะเข้าถึงคนเหล่านั้น
2.attract ดึงดูดความสนใจของคนเหล่านั้น ด้วยข้อเสนอที่เหมาะกับพวกเขา
3.serve ให้บริการด้วยวิธีการที่เป็นส่วนตัว
4. Retain รักษาลูกค้าไว้ และเขาต้องยังสร้างกำไร
5.grow สานต่อความสัมพันธ์ และยังคงมำให้เขาทำกำไร
กลยุทธ์ลูกค้า
1.ใครเป็นลูกค้าเป้าหมายที่ดีที่สุด. 2.พวกเขาอยากได้อะไรจากเรา. 3.เราจะดึงดูดความสนใจของเขาโดยคงทำกำไรได้งย่างไร
สร้างฐานข้อมูลรายละเอียดของลูกค้าปัจจุบัน. เข้าใจปัญหา/ความมุ่งหวังของเขา พิจารณาทางออกที่เหมาะสมและเข้ากับลูกค้าได้
ระบุลูกค้าที่มีศักยภาพสูงสุดเป็นเป้าหมาย. กำหนดบริบทที่คุณสามารถให้บริการ. ทำข้อเสนอสำหรับแต่ละกลุ่ม
ประเมินลูกค้าด้านความสามารถในการทำกำไร. จำแนกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยแรงจูงใจที่ต่างกัน ดึอดูดความสนใจ ให้ประสบการณ์ที่ออกแบบเฉพาะกลุ่ม
พัฒนากลยุทธ์ทางเลือกอื่น สำหรับลูกค้รายอื่น. เข้าใจความจำเป็น/ความต้องการตามลำดับความสำคัญ รักษาและขยายฐานสร้างกิจกรรมและยังคงกำไร
คุณเคยพบกับลูกค้าธรรมดาๆสักคนมั๊ย?
ลูกค้าที่เป็นหนึ่งในผู้หญิงร้อยละ 51 ขับรถยนต์4ประตูสีเงิน มีลูก2.1 คน อยู่ในบ้านขนาด 2.7ห้องนอน กับแมว 1.2ตัว ไปซื้อของอาทิตย์ละ 3.4ครั้ง ไม่เคยเชื่อนักการเมืองแต่รักจอร์จ คลูนีย์
ไม่มีใครเป็นตัวเลขเฉลี่ย เพราะมีคนน้อยมากที่ต้องการเป็นเช่นนั้น แต่กระนั้นธุรกิจส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญและยึดถือในค่าเฉลี่ยนี้ตลอดมา ให้และเสนอบริการโดยยึดค่าเฉลี่ยนี้เป็นหลัก น่าเสียดายที่ความพยายามนั้นไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขขึ้นเลยทั้งบริษัทและลูกค้า'เฉลี่ย'นั้น เพราะมันกลายเป็นของพื้นๆสำหรับทุกคน
แบรนด์ มีหลัก 3 อย่าง
1. Rational ความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่แบรนด์เอื้อโอกาสให้คนทำได้ เช่น ไนกี้ไม่ใช่รองเท้า หรือเสื้อกีฬาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องของคนเล่นกีฬา
2. Comparative เปรียบเทียบได้
3. Emotional ผลตามมาคือ ความรู้สึกของคนต่อแบรนด์
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายและแรงจูงใจ
1.identify ระบุตัวคนเหล่านั้น และหาวิธีที่จะเข้าถึงคนเหล่านั้น
2.attract ดึงดูดความสนใจของคนเหล่านั้น ด้วยข้อเสนอที่เหมาะกับพวกเขา
3.serve ให้บริการด้วยวิธีการที่เป็นส่วนตัว
4. Retain รักษาลูกค้าไว้ และเขาต้องยังสร้างกำไร
5.grow สานต่อความสัมพันธ์ และยังคงมำให้เขาทำกำไร
กลยุทธ์ลูกค้า
1.ใครเป็นลูกค้าเป้าหมายที่ดีที่สุด. 2.พวกเขาอยากได้อะไรจากเรา. 3.เราจะดึงดูดความสนใจของเขาโดยคงทำกำไรได้งย่างไร
สร้างฐานข้อมูลรายละเอียดของลูกค้าปัจจุบัน. เข้าใจปัญหา/ความมุ่งหวังของเขา พิจารณาทางออกที่เหมาะสมและเข้ากับลูกค้าได้
ระบุลูกค้าที่มีศักยภาพสูงสุดเป็นเป้าหมาย. กำหนดบริบทที่คุณสามารถให้บริการ. ทำข้อเสนอสำหรับแต่ละกลุ่ม
ประเมินลูกค้าด้านความสามารถในการทำกำไร. จำแนกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยแรงจูงใจที่ต่างกัน ดึอดูดความสนใจ ให้ประสบการณ์ที่ออกแบบเฉพาะกลุ่ม
พัฒนากลยุทธ์ทางเลือกอื่น สำหรับลูกค้รายอื่น. เข้าใจความจำเป็น/ความต้องการตามลำดับความสำคัญ รักษาและขยายฐานสร้างกิจกรรมและยังคงกำไร
คุณเคยพบกับลูกค้าธรรมดาๆสักคนมั๊ย?
ลูกค้าที่เป็นหนึ่งในผู้หญิงร้อยละ 51 ขับรถยนต์4ประตูสีเงิน มีลูก2.1 คน อยู่ในบ้านขนาด 2.7ห้องนอน กับแมว 1.2ตัว ไปซื้อของอาทิตย์ละ 3.4ครั้ง ไม่เคยเชื่อนักการเมืองแต่รักจอร์จ คลูนีย์
ไม่มีใครเป็นตัวเลขเฉลี่ย เพราะมีคนน้อยมากที่ต้องการเป็นเช่นนั้น แต่กระนั้นธุรกิจส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญและยึดถือในค่าเฉลี่ยนี้ตลอดมา ให้และเสนอบริการโดยยึดค่าเฉลี่ยนี้เป็นหลัก น่าเสียดายที่ความพยายามนั้นไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขขึ้นเลยทั้งบริษัทและลูกค้า'เฉลี่ย'นั้น เพราะมันกลายเป็นของพื้นๆสำหรับทุกคน
วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Daily Drucker
ความรู้และฝีมือ มีลักษณะพื้นฐานที่ต่างกัน ฝีมือ- จะเปลี่ยนแปลงช้าๆ ส่วนความรู้จะเปลี่ยนแปลออย่างรวดเร็ว คนทำงานจะกลายเป็นคนตกยุค ล้าสมัยถ้าไม่หาความรู้เพิ่มเติมในวิชาชีพของตน
ถ้าคุณไม่สามารถทำซำ้ของบางอย่างได้ เพราะคุณไม่เข้าใจมันแล้วล่ะก็ นั่นแสดงว่ามันไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้น มันเพียงแต่ถูกทำให้เลร็จสิ้นเท่านั้นเอง
ถ้าคุณไม่สามารถทำซำ้ของบางอย่างได้ เพราะคุณไม่เข้าใจมันแล้วล่ะก็ นั่นแสดงว่ามันไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้น มันเพียงแต่ถูกทำให้เลร็จสิ้นเท่านั้นเอง
วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Customer genius
อ่านมุมมองของ Stender soap factory แล้วรู้สึกทึ่งเลยอยากแชร์: 'สเตนเดอร์เป็นฝันของ2 สาวลัตเวียที่เริ่มทำสบู่จากสูตรโบราณเธอกล่าวว่า 'พันธกิจของเราคือ ให้โอกาสผู้คนได้รู้จักตัวเองมากขึ้นและค้นหาคุณค่าเพื่อส่งเสริมตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์ แสวงหาและค้นพบความสงบ ความงามในความสัมพันธ์อื่นๆ เราเน้นความอบอุ่นด้วยความสัมพันธ์ในหมู่คน ฟื้นฟูธรรมเนียมเก่าแก่ของคน และค่านิยมของการดำเนินชีวิตที่สมดุลในยุคที่มีแต่ความเร่งรีบและฉาบฉวย
สเตนเดอร์สบอกว่า 'ครั้งที่ความงามเป็นยิ่งกว่าหน้าที่'
ประเด็นที่สำคัญในมุมมองที่สเตนเดอร์ส มองลูกค้าและน่าประทับใจ 'แบรนด์ของเราได้รับความสนใจจากตลาดใหม่ที่เราได้ลูกค้าใหม่ค่อนข้างง่าย แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังให้ความสำคัญอันดับแรกแก่ลูกค้าประจำที่ภักดีกับแบรนด์ของเรา โดยเราทุ่มเทให้ลูกค้าเหล่านี้มากขึ้น พร้อมกับตอบแทนความภักดีและสร้างความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกับลูกค้า เราให้ความใส่ใจลูกค้าทุกคนเสมือนหนึ่งว่าเขาเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวของเรา เรามีชีวิตอยู่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นทั้งลมหายใจและความฝันของเรา' หากใครมีความเชื่ออย่างจริงจังกับลูกค้ามากมายขนาดนี้ คุณทำธุรกิจอะไรก็ได้
สเตนเดอร์สบอกว่า 'ครั้งที่ความงามเป็นยิ่งกว่าหน้าที่'
ประเด็นที่สำคัญในมุมมองที่สเตนเดอร์ส มองลูกค้าและน่าประทับใจ 'แบรนด์ของเราได้รับความสนใจจากตลาดใหม่ที่เราได้ลูกค้าใหม่ค่อนข้างง่าย แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังให้ความสำคัญอันดับแรกแก่ลูกค้าประจำที่ภักดีกับแบรนด์ของเรา โดยเราทุ่มเทให้ลูกค้าเหล่านี้มากขึ้น พร้อมกับตอบแทนความภักดีและสร้างความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกับลูกค้า เราให้ความใส่ใจลูกค้าทุกคนเสมือนหนึ่งว่าเขาเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวของเรา เรามีชีวิตอยู่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นทั้งลมหายใจและความฝันของเรา' หากใครมีความเชื่ออย่างจริงจังกับลูกค้ามากมายขนาดนี้ คุณทำธุรกิจอะไรก็ได้
วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553
The 100 Best business books of the all time 2
สิ่งที่พนักงานทั่วไปเขาคิดกันคือ ความสามารถในการประจบสอพลอและพูดคุยเล่นหัวในที่ทำงาน ช่วยให้เขาเป็นที่สะดุดตาของคนที่ควรสะดุด แต่สิ่งทีพนักงานดาวเด่นรู้ก็คือ กลยุทธ์การทำงานต่างหากที่ช่วยนำทางให้พ้น การชิงดีชิงเด่นในองค์กร ได้รับการส่งเสริมให้ก้าวหน้า จัดการกับความขัดแย้งและจัดการภารกิจให้เสร็จสิ้นลงได้
ความโดดเด่นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่กำเนิด
กลยุทธ์ในการทำงาน 9ประการ
1. ริเริ่ม: บุกห้วงอากาศที่ยังบริสุทธิ์ขององค์กร
2. สร้างเครือข่าย: รู้ว่าใครรู้อะไรบ้าง เชื่อมต่อกับเครือข่ายความรู้
3. การจัดการตัวเอง
4. ภาพรวม; มองภาพใหญ่
5. การสนับสนุน ทิ้งอัตตาตัวเองไว้ข้างหน้าแล้วมองหาการสนับสนุน
6. ทีมเวิร์ก:
7. ความเป็นผู้นำ
8. เข้าใจองค์กรอย่างท่องแท้
9. สาธิตและอธิบาย
ในบรรดาแรงงานที่มีผลงานระดับเฉลี่ยหรือปานกลาง เป็นผู้ที่ไม่มีความคิดริเริ่มโดยธรรมชาติและมักต่อต้านการทำงานพิเศษ เพราะมองว่าเป็นการทำงานของผู้อื่นอยู่ประมาณ 60-80%
อุปนิสัย 7 ประการ จาก The 7 Habits of highly Effective People
1. มีอิลระในการเลือก Proactive 2. เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ ( รู้ว่าสุดท้ายต้องการอะไร) 3. ทำสิ่งที่'สำคัญก่อน 4. Think Win-Win 5. เข้าใจผู้อื่นก่อน ก่อนจะให้ผู้อื่นเข้าใจเรา Seek first to understand, then to be understood 6. ประสานพลังผสานความต่าง 7. ปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ Sharpen the saw ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ
ผู้บริหารมีความสามารถในการไต่บันไดแห่งความสำเร็จ แต่ การเป็นผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดว่า บันไดนั้นพาดอยู่บนกำแพงที่ถูกต้องหรือไม่' The 7 Habits
ความโดดเด่นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่กำเนิด
กลยุทธ์ในการทำงาน 9ประการ
1. ริเริ่ม: บุกห้วงอากาศที่ยังบริสุทธิ์ขององค์กร
2. สร้างเครือข่าย: รู้ว่าใครรู้อะไรบ้าง เชื่อมต่อกับเครือข่ายความรู้
3. การจัดการตัวเอง
4. ภาพรวม; มองภาพใหญ่
5. การสนับสนุน ทิ้งอัตตาตัวเองไว้ข้างหน้าแล้วมองหาการสนับสนุน
6. ทีมเวิร์ก:
7. ความเป็นผู้นำ
8. เข้าใจองค์กรอย่างท่องแท้
9. สาธิตและอธิบาย
ในบรรดาแรงงานที่มีผลงานระดับเฉลี่ยหรือปานกลาง เป็นผู้ที่ไม่มีความคิดริเริ่มโดยธรรมชาติและมักต่อต้านการทำงานพิเศษ เพราะมองว่าเป็นการทำงานของผู้อื่นอยู่ประมาณ 60-80%
อุปนิสัย 7 ประการ จาก The 7 Habits of highly Effective People
1. มีอิลระในการเลือก Proactive 2. เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ ( รู้ว่าสุดท้ายต้องการอะไร) 3. ทำสิ่งที่'สำคัญก่อน 4. Think Win-Win 5. เข้าใจผู้อื่นก่อน ก่อนจะให้ผู้อื่นเข้าใจเรา Seek first to understand, then to be understood 6. ประสานพลังผสานความต่าง 7. ปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ Sharpen the saw ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ
ผู้บริหารมีความสามารถในการไต่บันไดแห่งความสำเร็จ แต่ การเป็นผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดว่า บันไดนั้นพาดอยู่บนกำแพงที่ถูกต้องหรือไม่' The 7 Habits
Peter F. Drucker
ปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ 'ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพในสายตาผม ไม่ได้เริ่มต้นทำงานของเขาก่อน พวกเขาเริ่มกับเวลาของเขาก่อน พวกเขาจะดูว่าจะใช้เวลาทำอะไรบ้าง จากนั้นก็พยายามจัดการเวลาของพวกเขา และตัดงานที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ออกไป'
สิ่งที่ควรพิจารณาในฐานะที่เป็นตัวดูดเวลาของเราหลักๆ 3ข้อคือ 1. ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ 2. ทำสิ่งที่คนอื่นสามารถทำได้ดีกว่า 3. ทำสิ่งที่คนอื่นต้องพลอยมาทำสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย ' The Effective Executive by Peter F. Drucker
จิตวิญญาณขององค์กรหนึ่งๆถูกสร้างจากเบื้องบน ถ้าองค์กรหนึ่งมีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ ก็เป็นเพราะจิตวิญญาณของคนในระดับสูงสุดขององค์กรนั้นมันยิ่งใหญ่ ถ้ามันเสื่อมสลายลง ก็เป็นเพราะมันเสื่อมสลายลงจากเบื้องบน ดังสุภาษิตที่ว่า 'ต้นใม้ตายจากยอด' the Daily Drucker
ใครก็ตามที่สามารถปลูกต้นไม้ได้ 2 ต้นในที่ๆแต่ก่อนเคยปลูกได้ต้นเดียว ก็ถือว่าทำประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติได้ดีกว่านักปรัชญาเจ้าความคิดคนไหนๆ
องค์กรทุกแห่งจำเป็นต้องรู้ว่า ไม่มีโปรแกรมหรือกิจกรรมใดเลย ที่จะดำเนินได้อย่างมีประสิทธิผลเป็นเวลานาน โดยปราศจากการปรับแก้และออกแบบใหม่
'ไม่มีอะไรที่ยากลำบากและสิ้นเปลือง และไม่มีอะไรที่สูญเปล่า เท่ากับการพยายามรักษาซากศพใม่ให้เน่าเปื่อยอีกแล้ว'
ในการจัดการ'ฝึกฝนการ "ละทิ้ง" 3 ประการ 1.ละทิ้งผลิตภัณฑ์ บริการ ตลาดหรือกระบวนการที่ 'มีชีวิตเหลือไม่กี่ปี'เพราะกลุ่มที่กำลังจะตายนี้แหละ ที่เรียกร้องการเอาใจใส่และความพยายามมากที่สุดเสมอ 2.มันถูกตัดหนี้สูญแล้ว: เพราะเป้าอระสงค์ของการจัดการคือ ไม่มี'สินทรัพยที่ปราศจากต้นทุน'3. ผลิตภัณฑ์เก่าที่กำลังตกตำ่ ไปทำให้ผลิตภัณฑ์ บริการหรือตลาดใหม่ ที่กำลังเติบโตหยุดชะงัก
'ดึงดูดและรักษา 'คนทำงานที่มีความรู้และมีผลิตภาพสูงสุด' เอาไว้ด้วยการปฏิบัติต่อพวกเขา และความรู้ของพวกเขาเสมือนสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งขององค์กร Management Challange for the 21st Century
การบริหารแบบ'เผด็จการ'มีนายใหญ่ผู้ทรงอำนาจคนเดียว ทำหน้าที่แทนทุกคน และแทนที่ความรับผิดชอบด้วยความหวาดกลัว ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงความรื่นรมย์ที่ได้จากการทำสิ่งที่เป็นของเราเองแต่อย่างใด เป็นการกดทุกคนเอาไว้เบื้องล่าง ถึงแม้จะมีผลิตผลใดๆออกมา แต่จะไม่มีความต่อเนื่อง เป็นความสูญเปล่า มีต้นทุนในแง่ของความทุกข์ทรมาน ความอัปยศอดสูและสิ้นหวัง ดังนั้นเผด็จการจึงเป็นทางเลือกที่ตรงกันข้ามกับสถาบันที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ
การบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลมากที่สุด คือการสร้าง'ทัศนคติ' ให้กับคนทำงาน หากคนทำงานแม้ระดับตำ่ที่สุด มีทัศนคติที่ดีในการทำงานได้ ถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง' The new society by Peter Drucker
สิ่งที่ควรพิจารณาในฐานะที่เป็นตัวดูดเวลาของเราหลักๆ 3ข้อคือ 1. ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ 2. ทำสิ่งที่คนอื่นสามารถทำได้ดีกว่า 3. ทำสิ่งที่คนอื่นต้องพลอยมาทำสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย ' The Effective Executive by Peter F. Drucker
จิตวิญญาณขององค์กรหนึ่งๆถูกสร้างจากเบื้องบน ถ้าองค์กรหนึ่งมีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ ก็เป็นเพราะจิตวิญญาณของคนในระดับสูงสุดขององค์กรนั้นมันยิ่งใหญ่ ถ้ามันเสื่อมสลายลง ก็เป็นเพราะมันเสื่อมสลายลงจากเบื้องบน ดังสุภาษิตที่ว่า 'ต้นใม้ตายจากยอด' the Daily Drucker
ใครก็ตามที่สามารถปลูกต้นไม้ได้ 2 ต้นในที่ๆแต่ก่อนเคยปลูกได้ต้นเดียว ก็ถือว่าทำประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติได้ดีกว่านักปรัชญาเจ้าความคิดคนไหนๆ
องค์กรทุกแห่งจำเป็นต้องรู้ว่า ไม่มีโปรแกรมหรือกิจกรรมใดเลย ที่จะดำเนินได้อย่างมีประสิทธิผลเป็นเวลานาน โดยปราศจากการปรับแก้และออกแบบใหม่
'ไม่มีอะไรที่ยากลำบากและสิ้นเปลือง และไม่มีอะไรที่สูญเปล่า เท่ากับการพยายามรักษาซากศพใม่ให้เน่าเปื่อยอีกแล้ว'
ในการจัดการ'ฝึกฝนการ "ละทิ้ง" 3 ประการ 1.ละทิ้งผลิตภัณฑ์ บริการ ตลาดหรือกระบวนการที่ 'มีชีวิตเหลือไม่กี่ปี'เพราะกลุ่มที่กำลังจะตายนี้แหละ ที่เรียกร้องการเอาใจใส่และความพยายามมากที่สุดเสมอ 2.มันถูกตัดหนี้สูญแล้ว: เพราะเป้าอระสงค์ของการจัดการคือ ไม่มี'สินทรัพยที่ปราศจากต้นทุน'3. ผลิตภัณฑ์เก่าที่กำลังตกตำ่ ไปทำให้ผลิตภัณฑ์ บริการหรือตลาดใหม่ ที่กำลังเติบโตหยุดชะงัก
'ดึงดูดและรักษา 'คนทำงานที่มีความรู้และมีผลิตภาพสูงสุด' เอาไว้ด้วยการปฏิบัติต่อพวกเขา และความรู้ของพวกเขาเสมือนสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งขององค์กร Management Challange for the 21st Century
การบริหารแบบ'เผด็จการ'มีนายใหญ่ผู้ทรงอำนาจคนเดียว ทำหน้าที่แทนทุกคน และแทนที่ความรับผิดชอบด้วยความหวาดกลัว ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงความรื่นรมย์ที่ได้จากการทำสิ่งที่เป็นของเราเองแต่อย่างใด เป็นการกดทุกคนเอาไว้เบื้องล่าง ถึงแม้จะมีผลิตผลใดๆออกมา แต่จะไม่มีความต่อเนื่อง เป็นความสูญเปล่า มีต้นทุนในแง่ของความทุกข์ทรมาน ความอัปยศอดสูและสิ้นหวัง ดังนั้นเผด็จการจึงเป็นทางเลือกที่ตรงกันข้ามกับสถาบันที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ
การบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลมากที่สุด คือการสร้าง'ทัศนคติ' ให้กับคนทำงาน หากคนทำงานแม้ระดับตำ่ที่สุด มีทัศนคติที่ดีในการทำงานได้ ถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง' The new society by Peter Drucker
วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553
The 100 best business books of all time
กำลังเริ่มหนังสือเล่มใหม่ 'The 100 Best Business Books of All Time' โดย Jack Covert & Todd Sattersten.
เล่มแรกที่พูดถึงคือ ' Flow' โดย มิฮาย ซิกเซนต์มิฮาลยี พูดไว้ว่า 'การไขว้คว้าหาความสุขเป็นสิ่งที่นักคิดหลายยุคสมัยคิดมาตลอดจนปัจจุบัน ถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากมาย ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจอยู่ดี เราอาจพูดถึงมันเขียนถึงมัน แต่ถึงกระนั้นเราก็แทบไม่รู้จักมันเลย'
จริงๆแล้วเราต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับความสุขกันทุกคน ความสุขมักเกิดขึ้นในยามที่มีสมาธิ โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เป็นช่วงโมงยามที่ดูเหมือนผ่านไปโดยไม่ต้องเหลือบดูนาฬิกาบ่อยๆ เป็นจุดที่การตั้งการ์ตหรือการป้องกันในการแข่งขันสำคัญตกไป 3 ขีดโดยไม่รู้ตัว คือการที่นักเขียนนั่งอยู่หน้าคีย์บอร์ดแล้วปล่อยให้เรื่องูราวไหลลื่น ถ่ายทอดด้วยตัวมันเอง ในช่วงที่เราสัมผัสกับประสบการณ์นี้แหละ คือสิ่งที่มิฮายเรียกมันว่า 'Flow'
ภาวะความไหลลื่นหรือ Flow นี้ เป๊นเวลาที่ใจเราจดจ่ออย่างเต็มร้อยโดยไม่รู้สึกตัว และการบรรลุหรืออยู่ในภาวะของความไหลลื่นนี้เอง ที่นำมาซึ่งความสุขที่ปรารถนามานาน มิฮายแนะนำว่า ถ้าทำงานให้มีลักษณะเหมือนกับเล่นเกม ก็จะสามารถบรรลุถึงความสุขหรือภาวะไหลลื่นบ่อยครั้งขึ้น
Flow หรือความไหลลื่นคือ'ภาวะที่คนมีใจจดจ่อกับกิจกรรมหนึ่งถึงขนาดที่ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญอีกแล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับจากมัน เป็นความสำราญใจยิ่ง จนยอมที่จะทำแม้จะต้องสูญเสียอย่างหนัก เพียงเพื่อขอให้ได้ทำมันเท่านั้น'
ผลิตภาพเกิดจากภาวะทางจิตที่สงบนิ่ง ส่วนจิตที่ว้าวุ่นทำให้ความคิดอย่างมีจิตสำนึกหยุดชะงัก ในขณะที่รายการสิ่งที่ต้องทำที่ไม่มีความชัดเจน รังแต่จะทำให้สมองของเราตกอยู่ในวังวนของทางเลือกที่ไม่มีสิ้นสุดซำ่แล้วซำ้เล่า การเปลี่ยนจุดสนใจจากปัญหาเรื่องเวลา ข้อมูล มาเป็นการจัดลำดับความสำคัญที่ต้องทำ และทำ ภารกิจที่ดูคลุมเครือก็จะหายไป เหลือที่ว่างสำหรับการคิดอย่างมีแก่นสารมากขึ้น
คนส่วนใหญ่มักบ่นว่าเวลาไม่พอ แต่จริงๆแล้ว เวลาไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่คนส่วนใหญ่ ไม่สามารถชี้ชัดลงไปว่าสิ่งที่จำเป็นต้องทำคืออะไรต่างหาก
5 ขั้นตอนในการจัดการ'เคลื่อนงาน'ของเรา 1. รวบรวมสิ่งที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจเข้ามาไว้ด้วยกัน 2. พิจารณาว่าเป็นเรื่องอะไร และต้องดำเนินการกับมันอย่างไร 3. จำแนกแยกแยะให้เป็นหมวดหมู่ 4. ทบทวนทางเลือก สำหรับสิ่งที่เราจะทำ 5. ลงมือทำ
จาก 'Getting Things Done
เล่มแรกที่พูดถึงคือ ' Flow' โดย มิฮาย ซิกเซนต์มิฮาลยี พูดไว้ว่า 'การไขว้คว้าหาความสุขเป็นสิ่งที่นักคิดหลายยุคสมัยคิดมาตลอดจนปัจจุบัน ถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากมาย ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจอยู่ดี เราอาจพูดถึงมันเขียนถึงมัน แต่ถึงกระนั้นเราก็แทบไม่รู้จักมันเลย'
จริงๆแล้วเราต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับความสุขกันทุกคน ความสุขมักเกิดขึ้นในยามที่มีสมาธิ โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เป็นช่วงโมงยามที่ดูเหมือนผ่านไปโดยไม่ต้องเหลือบดูนาฬิกาบ่อยๆ เป็นจุดที่การตั้งการ์ตหรือการป้องกันในการแข่งขันสำคัญตกไป 3 ขีดโดยไม่รู้ตัว คือการที่นักเขียนนั่งอยู่หน้าคีย์บอร์ดแล้วปล่อยให้เรื่องูราวไหลลื่น ถ่ายทอดด้วยตัวมันเอง ในช่วงที่เราสัมผัสกับประสบการณ์นี้แหละ คือสิ่งที่มิฮายเรียกมันว่า 'Flow'
ภาวะความไหลลื่นหรือ Flow นี้ เป๊นเวลาที่ใจเราจดจ่ออย่างเต็มร้อยโดยไม่รู้สึกตัว และการบรรลุหรืออยู่ในภาวะของความไหลลื่นนี้เอง ที่นำมาซึ่งความสุขที่ปรารถนามานาน มิฮายแนะนำว่า ถ้าทำงานให้มีลักษณะเหมือนกับเล่นเกม ก็จะสามารถบรรลุถึงความสุขหรือภาวะไหลลื่นบ่อยครั้งขึ้น
Flow หรือความไหลลื่นคือ'ภาวะที่คนมีใจจดจ่อกับกิจกรรมหนึ่งถึงขนาดที่ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญอีกแล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับจากมัน เป็นความสำราญใจยิ่ง จนยอมที่จะทำแม้จะต้องสูญเสียอย่างหนัก เพียงเพื่อขอให้ได้ทำมันเท่านั้น'
ผลิตภาพเกิดจากภาวะทางจิตที่สงบนิ่ง ส่วนจิตที่ว้าวุ่นทำให้ความคิดอย่างมีจิตสำนึกหยุดชะงัก ในขณะที่รายการสิ่งที่ต้องทำที่ไม่มีความชัดเจน รังแต่จะทำให้สมองของเราตกอยู่ในวังวนของทางเลือกที่ไม่มีสิ้นสุดซำ่แล้วซำ้เล่า การเปลี่ยนจุดสนใจจากปัญหาเรื่องเวลา ข้อมูล มาเป็นการจัดลำดับความสำคัญที่ต้องทำ และทำ ภารกิจที่ดูคลุมเครือก็จะหายไป เหลือที่ว่างสำหรับการคิดอย่างมีแก่นสารมากขึ้น
คนส่วนใหญ่มักบ่นว่าเวลาไม่พอ แต่จริงๆแล้ว เวลาไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่คนส่วนใหญ่ ไม่สามารถชี้ชัดลงไปว่าสิ่งที่จำเป็นต้องทำคืออะไรต่างหาก
5 ขั้นตอนในการจัดการ'เคลื่อนงาน'ของเรา 1. รวบรวมสิ่งที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจเข้ามาไว้ด้วยกัน 2. พิจารณาว่าเป็นเรื่องอะไร และต้องดำเนินการกับมันอย่างไร 3. จำแนกแยกแยะให้เป็นหมวดหมู่ 4. ทบทวนทางเลือก สำหรับสิ่งที่เราจะทำ 5. ลงมือทำ
จาก 'Getting Things Done
ป้ายกำกับ:
The 100 best bizz books
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553
The 20% Factor (2)
รายงานจากการวิจัยแนะนำว่า'55% ของความปวะทับใจแรกมาจากภาพลักษณ์ 38% มาจากสิ่งที่เราแสดงออกในรูปแบบความมั่นใจ นำ้เสียงและสำเนียง มีเพียงแค่ 7% เท่านั้นที่มาจากสิ่งที่เราตั้งใจจะบอก
ข้อแนะนำเรื่องการแต่งกาย: การแต่งกายจะสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของคุณ, ลองเลียนแบบคนเหนือกว่าที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาปรับให้เข้ากับคุณ, พยายามสร้างความประทับใจ เมื่อแรกพบให้ดีที่สุด, แต่กายอย่างใช้สมอง และคิดถึงภาพลักษณ์ที่จะออกมา
คำชมช่วยให้นักศึกษามีผลงานที่พัฒนาขึ้น 87.5% ในทางตรงกันข้าม การประจานต่อหน้าสาธารณชนจะทำให้นักศึกษาผลงานแย่ลง 65.1% ความจริงแล้วมีวิธีการตำหนิเพียงวิธีเดียวที่เป็นที่ยอมรับ นั่นคือ การตำหนิเป็นการส่วนตัว ซึ่งจะทำให้ผลงานดีขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะหรือไม่ 80% ของความคิดลร้างสรรค์ มาจากการฝึกฝน ระเบียบวินัย การทำงานหนัก และการสั่งสมประสบการณ์ ส่วนอีก 20% นั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นความสามารถพิเศษ
ความสุขและความสำเร็จมาจากการแบ่งปันคุณค่า เป้าหมายร่วมกันระหว่างบุคลากรและองค์กร
ลองจินตนาการว่าองค์กรเป็นคนแต่ละคน อย่าเหมารวมว่าเหมือนกันหมด
เรียนรู้ที่จะฟังและคิดไปพร้อมๆกัน อย่าฟังแค่เพียงผ่าน
80% ของงานเขียนที่ดี เกิดจากการเตรียมตัวและเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้อ่าน
จงทำให้การกล่าวสุนทรพจน์หรือรายงาน เป็นไปอย่างสั้นๆและมีสไตล์
จิตวิญญาณของการช่วยเหลือตัวเองคือรากแก้ว ของการเติบโตอย่างแท้จริงของคน มันแสดงออกมาให้เห็นในชีวิตของหลายๆคน และเป็นบ่อเกิดแห่งความแข็งแรงและชีวิตชีวาอย่างแท้จริง การไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครนั้นมักทำให้เราสิ้นหวัง แต่การช่วยเหลือที่มาจากภายในตัวเราเองนั้น จะลร้างความชุ่มชื่นให้กับเราตลอดไป
จริงๆแล้วคนซึ่งทุ่มเทแรงกายพากเพียร จนสามารถยกระดับตัวเองจากจุดที่อยู่ขึ้นไปสูงขึ้นหรือสูงสุดในตำแหน่งอันทรงเกียรติทางสังคมนั้นมีมากมาย จนไม่มีคนไหนที่ดูเด่นเป็นพิเศษ แต่เมื่อลองดูความเป็นมาของบุคคลตัวอย่าง การได้เผชิญกับความยากลำบากและสถานการณ์เลวร้ายในช่วงต้น นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ของความสำเร็จ
การเป็นคนที่สำเร็จ เป็นที่รู้จักในระดับชาติหรือในวงสังคม ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ พวกเราเห็นสิ่งนั้น เมื่อพวกเขาได้มันมาแล้ว แต่เรามองข้ามไปว่า พวกเขาใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะได้มันมา
ข้อแนะนำเรื่องการแต่งกาย: การแต่งกายจะสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของคุณ, ลองเลียนแบบคนเหนือกว่าที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาปรับให้เข้ากับคุณ, พยายามสร้างความประทับใจ เมื่อแรกพบให้ดีที่สุด, แต่กายอย่างใช้สมอง และคิดถึงภาพลักษณ์ที่จะออกมา
คำชมช่วยให้นักศึกษามีผลงานที่พัฒนาขึ้น 87.5% ในทางตรงกันข้าม การประจานต่อหน้าสาธารณชนจะทำให้นักศึกษาผลงานแย่ลง 65.1% ความจริงแล้วมีวิธีการตำหนิเพียงวิธีเดียวที่เป็นที่ยอมรับ นั่นคือ การตำหนิเป็นการส่วนตัว ซึ่งจะทำให้ผลงานดีขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะหรือไม่ 80% ของความคิดลร้างสรรค์ มาจากการฝึกฝน ระเบียบวินัย การทำงานหนัก และการสั่งสมประสบการณ์ ส่วนอีก 20% นั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นความสามารถพิเศษ
ความสุขและความสำเร็จมาจากการแบ่งปันคุณค่า เป้าหมายร่วมกันระหว่างบุคลากรและองค์กร
ลองจินตนาการว่าองค์กรเป็นคนแต่ละคน อย่าเหมารวมว่าเหมือนกันหมด
เรียนรู้ที่จะฟังและคิดไปพร้อมๆกัน อย่าฟังแค่เพียงผ่าน
80% ของงานเขียนที่ดี เกิดจากการเตรียมตัวและเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้อ่าน
จงทำให้การกล่าวสุนทรพจน์หรือรายงาน เป็นไปอย่างสั้นๆและมีสไตล์
จิตวิญญาณของการช่วยเหลือตัวเองคือรากแก้ว ของการเติบโตอย่างแท้จริงของคน มันแสดงออกมาให้เห็นในชีวิตของหลายๆคน และเป็นบ่อเกิดแห่งความแข็งแรงและชีวิตชีวาอย่างแท้จริง การไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครนั้นมักทำให้เราสิ้นหวัง แต่การช่วยเหลือที่มาจากภายในตัวเราเองนั้น จะลร้างความชุ่มชื่นให้กับเราตลอดไป
จริงๆแล้วคนซึ่งทุ่มเทแรงกายพากเพียร จนสามารถยกระดับตัวเองจากจุดที่อยู่ขึ้นไปสูงขึ้นหรือสูงสุดในตำแหน่งอันทรงเกียรติทางสังคมนั้นมีมากมาย จนไม่มีคนไหนที่ดูเด่นเป็นพิเศษ แต่เมื่อลองดูความเป็นมาของบุคคลตัวอย่าง การได้เผชิญกับความยากลำบากและสถานการณ์เลวร้ายในช่วงต้น นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ของความสำเร็จ
การเป็นคนที่สำเร็จ เป็นที่รู้จักในระดับชาติหรือในวงสังคม ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ พวกเราเห็นสิ่งนั้น เมื่อพวกเขาได้มันมาแล้ว แต่เรามองข้ามไปว่า พวกเขาใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะได้มันมา
วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553
The 20% Factor
First impression หรือความประทับใจเมื่อแรกเห็น: 4-5 วินาที คือเวลาที่ยาวนานที่สุดที่คนอื่นๆจะสร้างหรือมีความเห็นเกี่ยวกับตัวคุณ จากการพบกันครั้งแรก จริงๆแล้วมันอาจจะใช่หรือไม่ใช่ความประทับใจเมื่อแรกเห็นก็ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่เขา 'คิดดกี่ยวกับตัวคุณ'โดยรวม สิ่งที่เราพูดหรือทำลงไปในช่วง 2-3 วินาทีแรก อาจทำให้ความเชื่อนั้นแข็งแกร่งมากขึ้น หรืออาจจะเป็นการเริ่มต้นของงานที่ยากและยาวนานที่จะเปลี่ยนแปลงมัน เพราะว่าไม่มีใครชอบที่จะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของตัวเอง
รายงานการวิจัยระบุว่า ความสำคัญของปัจจัยด้านอารมณ์และการไม่ใช้เหตุผลนั้นมีส่วนในขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อนนี้ และมักจะมีค่าเหนือกว่าการคิดอย่างมีเหตุผล งานวิจัยของไมเคิล อาร์ไจล์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้สรุปไว้ว่า รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย และท่าทางมีอิทธิพลเหนือกว่าคำพูดถึง 4.3 เท่า
ธีโอเดอร์ เลวิตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการกล่าวว่า'สามัญสำนึกบอกเราและการวิจัยช่วยยืนยันว่า คนเราใช้รูปลักษณ์ภายนอกในการตัดสินเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา' ดังนั้น " การพัฒนารูปลักษณ์ต่างๆขึ้นเพียง 20% มีค่าเทียบเท่ากับคำพูดมากกว่า 80%"
คุณเป็นเหมือนสิ่งที่คุณดูเหมือนว่าจะเป็น คุณเองก็ไม่ต่างไปจากแฟ้มที่มีป้ายเขียนไว้ด้วยหมึกที่ไม่สามารถลบออกได้ แล้วถูกนำเข้าไปเก็บไว้ในตู้สันแฟ้มเล็กๆนี้เอง ที่อาจมีความสำคัญที่คนอื่นมองเห็นคุณ และคุณก็อยากให้เขามองเห็น มันอาจเป็นต้นเหตุของทุกข์หรือสุขก็ได้ เพราะว่าความประทับใจเมื่อแรกเห็นนั้นจะติดอยู่ในใจเขาไปอีกนาน
เทคนิคการแต่งตัวสำหรับผู้หญิงตัวเล็กจาก Good Housekeeping : อย่า ใส่เสื้อที่มีลายใหญ่ ปกใหญ่ เครื่องประดับใหญ่ เพราะจะดูเทอะทะ - พยายามใส่เสื้อตัวยาว แคบและกางเกงพอดีตัว เลือกลายผ้าที่มีแนวดิ่ง จะทำให้ดูเท่และแลดูสูงขึ้น เส้นใยไลคราที่สามารถยืดหดได้ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้กับทุกรูปร่าง แนวคิดคือ 'ให้อำพรางจุดที่คุณคิดว่าด้อย แล้วเบี่ยงเบนความสนใจไปที่จุดเด่น
พอล เคียร์ ผู้เขียน The Gentleman's Wardrobe พูดไว้ว่า ให้ใช้เวลาแต่ละวันมากขึ้น เพื่อคิดถึงภาพลักษณ์ที่ออกมา หนึ่งในกุญแจดอกสำคัญ คือ ชุดของผู้ชายควรเป็นแบบอนุรักษ์นิยม เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นคือ ความเป็นมืออาชีพ'
แต่ต้องไม่ลืมว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องเล็กๆน้อย หรือไม่มีความสำคัญซักนิด เช่น สะเก็ดรังแคบนไหล่ รองเท้าที่ไม่ได้ขัดตอนเช้าและกำลังต้องการเปลี่ยนส้นใหม่ กางเกงที่มีรอยย่นไม่ได้รีด จุดเล็กมบกของซอสมะเขือเทศบนเน็คไทที่คุณคิดว่าคงไม่มีใครมองเห็น การใส่นำ้หอมหรืออาฟเตอร์เชฟมากเกินไป เล็บมือที่ยาวเกินไป มีรอยกัดหรือสกปรก เรื่องเล็กน้อยนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเจ้านายหรือลูกค้า กำลังจะพิจารณาเลือกหรือไม่เลือกอะไรบางอย่างจากคุณ
รายงานการวิจัยระบุว่า ความสำคัญของปัจจัยด้านอารมณ์และการไม่ใช้เหตุผลนั้นมีส่วนในขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อนนี้ และมักจะมีค่าเหนือกว่าการคิดอย่างมีเหตุผล งานวิจัยของไมเคิล อาร์ไจล์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้สรุปไว้ว่า รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย และท่าทางมีอิทธิพลเหนือกว่าคำพูดถึง 4.3 เท่า
ธีโอเดอร์ เลวิตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการกล่าวว่า'สามัญสำนึกบอกเราและการวิจัยช่วยยืนยันว่า คนเราใช้รูปลักษณ์ภายนอกในการตัดสินเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา' ดังนั้น " การพัฒนารูปลักษณ์ต่างๆขึ้นเพียง 20% มีค่าเทียบเท่ากับคำพูดมากกว่า 80%"
คุณเป็นเหมือนสิ่งที่คุณดูเหมือนว่าจะเป็น คุณเองก็ไม่ต่างไปจากแฟ้มที่มีป้ายเขียนไว้ด้วยหมึกที่ไม่สามารถลบออกได้ แล้วถูกนำเข้าไปเก็บไว้ในตู้สันแฟ้มเล็กๆนี้เอง ที่อาจมีความสำคัญที่คนอื่นมองเห็นคุณ และคุณก็อยากให้เขามองเห็น มันอาจเป็นต้นเหตุของทุกข์หรือสุขก็ได้ เพราะว่าความประทับใจเมื่อแรกเห็นนั้นจะติดอยู่ในใจเขาไปอีกนาน
เทคนิคการแต่งตัวสำหรับผู้หญิงตัวเล็กจาก Good Housekeeping : อย่า ใส่เสื้อที่มีลายใหญ่ ปกใหญ่ เครื่องประดับใหญ่ เพราะจะดูเทอะทะ - พยายามใส่เสื้อตัวยาว แคบและกางเกงพอดีตัว เลือกลายผ้าที่มีแนวดิ่ง จะทำให้ดูเท่และแลดูสูงขึ้น เส้นใยไลคราที่สามารถยืดหดได้ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้กับทุกรูปร่าง แนวคิดคือ 'ให้อำพรางจุดที่คุณคิดว่าด้อย แล้วเบี่ยงเบนความสนใจไปที่จุดเด่น
พอล เคียร์ ผู้เขียน The Gentleman's Wardrobe พูดไว้ว่า ให้ใช้เวลาแต่ละวันมากขึ้น เพื่อคิดถึงภาพลักษณ์ที่ออกมา หนึ่งในกุญแจดอกสำคัญ คือ ชุดของผู้ชายควรเป็นแบบอนุรักษ์นิยม เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นคือ ความเป็นมืออาชีพ'
แต่ต้องไม่ลืมว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องเล็กๆน้อย หรือไม่มีความสำคัญซักนิด เช่น สะเก็ดรังแคบนไหล่ รองเท้าที่ไม่ได้ขัดตอนเช้าและกำลังต้องการเปลี่ยนส้นใหม่ กางเกงที่มีรอยย่นไม่ได้รีด จุดเล็กมบกของซอสมะเขือเทศบนเน็คไทที่คุณคิดว่าคงไม่มีใครมองเห็น การใส่นำ้หอมหรืออาฟเตอร์เชฟมากเกินไป เล็บมือที่ยาวเกินไป มีรอยกัดหรือสกปรก เรื่องเล็กน้อยนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเจ้านายหรือลูกค้า กำลังจะพิจารณาเลือกหรือไม่เลือกอะไรบางอย่างจากคุณ
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Detox เพื่อสุขภาพ
เส้ยใยที่ไม่ละลายนำ้ ได้แก่ เส้นใยจากพืช ผักและผลไม้ต่างๆ เส้นใยชนิดนี้ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ระบบการขับถ่ายเป็นไปได้ด้วยดี
วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553
CEO บทส่งท้าย
'คนเก่งในงาน'ที่แท้คือต้องเก่งคนเหนือกว่าเก่งงาน หากเก่งงานแต่ขาดทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เห็นตัวเองแต่ไม่เห็นคนอื่นก็จะไม่ได้ความร่วมมือจากใคร งานยิ่งใหญ่ไม่สามารถทำได้โดยคนๆเดียว
'แกร่ง'หมายถึงไม่เปราะบางแตกหักง่าย มีอะไรกระทบกระทั่งก็น้อยใจ เพราะโลกควลมจริงปัญหากับการทำงานเป็นของคู่กัน เรือที่จะแล่นตัดคลื่นไปได้ต้องมีของหนักกดทับใต้ท้องเรือเพื่อไม่ให้เรือโคลงเคลง เปรียบกับคนที่ต้องมีความหนักแน่น จึงจะสามารถเผชิญกับคลื่นลมมรสุมของชีวิตและฝ่าฟันไปได้ คนที่ไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากปัญหาได้มากพอ จะรับผิดชอบงานใหญ่ได้อย่างไร
'กัดไม่ปล่อย' การมีจิตใจมุ่งมั่นแน่วแน่ ไม่ยอมแพ้กลางคัน ทำอะไรต้องทำถึงที่สุด ไม่หยุดยั้งถ้ายังไม่สำเร็จ งานบางอย่างอาจใช่เวลาเป็นปีหรือหลายปีหรือแม้กระทั่งตลอดชีวิตจึงจะเห็นผล ถ้าถอดใจเสียตั้งแต่ต้น เหมือนคนจับจด จะมีแค่เกือบได้ๆๆ แต่ก็ไม่ได้ซ่ะที เมื่อยังไม่ได้ก็ไปหาอะไรเริ่มใหม่ แต่สุดท้ายความอดทนไม่พอ กลายเป็นดูเหมือนทำมากมาย แต่หาผลงานไม่ได้ซ่ะอย่าง
'ถ้าผู้นำต้องการให้คนพูดความจริง อันดับแรกผู้นำต้องกล้ารับฟังความจริงเสียก่อน' นายกโจวเอินไหล
'แกร่ง'หมายถึงไม่เปราะบางแตกหักง่าย มีอะไรกระทบกระทั่งก็น้อยใจ เพราะโลกควลมจริงปัญหากับการทำงานเป็นของคู่กัน เรือที่จะแล่นตัดคลื่นไปได้ต้องมีของหนักกดทับใต้ท้องเรือเพื่อไม่ให้เรือโคลงเคลง เปรียบกับคนที่ต้องมีความหนักแน่น จึงจะสามารถเผชิญกับคลื่นลมมรสุมของชีวิตและฝ่าฟันไปได้ คนที่ไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากปัญหาได้มากพอ จะรับผิดชอบงานใหญ่ได้อย่างไร
'กัดไม่ปล่อย' การมีจิตใจมุ่งมั่นแน่วแน่ ไม่ยอมแพ้กลางคัน ทำอะไรต้องทำถึงที่สุด ไม่หยุดยั้งถ้ายังไม่สำเร็จ งานบางอย่างอาจใช่เวลาเป็นปีหรือหลายปีหรือแม้กระทั่งตลอดชีวิตจึงจะเห็นผล ถ้าถอดใจเสียตั้งแต่ต้น เหมือนคนจับจด จะมีแค่เกือบได้ๆๆ แต่ก็ไม่ได้ซ่ะที เมื่อยังไม่ได้ก็ไปหาอะไรเริ่มใหม่ แต่สุดท้ายความอดทนไม่พอ กลายเป็นดูเหมือนทำมากมาย แต่หาผลงานไม่ได้ซ่ะอย่าง
'ถ้าผู้นำต้องการให้คนพูดความจริง อันดับแรกผู้นำต้องกล้ารับฟังความจริงเสียก่อน' นายกโจวเอินไหล
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
CEO วิถีธรรมแห่งธุรกิจ
ธรรมะกับธุรกิจดูจะเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันจบกันได้ในความรู้สึกของคนทั่วไป แต่อันที่จริงนักธุรกิจที่มีหลักธรรมประจำใจก็ปรากฏตัวอยู่ในทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ไม่ได้รับการบอกเล่าให้รับรู้อย่างกว้างขวาง เท่ากับเรื่องราวของนักธุรกิจเจ้าเล่ห์ ที่นิยมสร้างกำไรบนความเดือดร้อนของผู้อื่น
'แม้การค้าไม่บรรลุผล แต่มิตรภาพยังคงอยู่'จิ้นซัง นักธุรกิจจีน ซึ่งได้รับการสั่งสอนมาว่า ให้ความสภคัญกับความซื่อสัตย์และคุณธรรม ก่อนคำนึงถึงผลประโยชน์
ท่านประธานธนินทร์ เจียรวรนนท์ กับหลักการทางธุรกิจ
1. ยอมเสียเปรียบดีกว่าเอาเปรีรยบคนอื่น
2. มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ
'ธุรกิจมิได้วัดกันที่ผลกำไร แต่อยู่ที่ชนะใจคนต่างหาก'ผู้ที่ชนะใจลูกน้อง ชนะใจลูกค้า ชนะใจคนในสังคม จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในที่สุด
'คุณค่าแห่งความซื่อสัตย์' ความซื่อสัตย์ถือเป็นทรัพย์สินมหัศจรรย์ของบริษัท ซึ่งไม่สามารถสร้างได้ในเวลาชั่วข้ามคืน ในประเทศตะวันตก บริษัทต่างๆจะให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์รับผิดชอบต่อลูกค้าเพราะการแข่งขันสูง และมีกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มงวดอย่างยิ่ง หากบกพร่องอาจถูกฟ้องร้องจนล้มละลายได้
ต่างกับสังคมตะวันออก ที่ความรับผิดชอบลูกค้ามาจากจิตสำนึกที่มีคุณธรรม ได้รับการบ่มเพาะมาด้วยระบบการศึกษาที่ส่งเสริมคุณค่าจริยธรรม มุ่งเน้นให้มนุษย์พัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นอริยชน มิใช่รำ่เรียนแต่เพียงวิธีสร้างกำไรจากผู้อื่นให้ได้มากที่สุด
ค่านิยมของพ่อแม่ ที่อยากมีหน้าตาทั้งของตนเองและจากลูกๆ ก็จะคอยกดดันและสร้างการเรียนรู้และเห็นค่าของ'เปลือกนอกมากกว่าเนื้อแท้อันทรงค่า' พอเรามีเงิน ก็อยากมีรถหรูๆ เราซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกคือรถยนต์มาประดับบารมีแต่ไม่เคยเข้าใจถึงวัฒนธรรมการใช้รถ เพราะเรานำแต่ฮาร์ดแวร์ แต่ไม่ได้นำมารยาทที่ดีในการขับรถมาด้วย ซึ่งทางตะวันตกเขาเข้มงวดมาก การมีรถดีราคาแพง ควรมาคู่กับมารยาทและวัฒนธรรมการใช้รถที่ดีด้วย
ครูยุคใหม่ไม่ตีเด็ก ด้วย concept 'child center' คือมุ่งให้เด็กหาความรู้ใส่ตัวเอง แต่ก็ไม่ให้นำ้หนักที่จะสอนเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม ให้เด็กได้เข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง และประพฤติตัวเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ทำให้ความผูกพันเป็นแค่ภารกิจของคนเรียนกับคนสอนเท่านั้น ต่างกับครูยุคก่อนที่มี 'ไม้เรียว' และเป็นเครื่องมือที่ทโมนตัวน้อยๆกลัวจนลนลาน จนแอบตั้งฉายาสารพัดให้ แต่เมื่อจบไปแล้ว เติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลับระลึกถึงครูที่คอยกวดขัน แวะเวียนไปมาหาสู่ท่านด้วยใจระลึกในบุณคุณ
คนที่มีความคิดจะไม่ปวะเมินคนจากข้อความบนนามบัตร หรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่มีดวงตาแห่งปัญญาที่จะมองจนทะลุ'เนื้อทองของเจ้าเงาะ'ที่ซ่อนอยู่ภายใน เพราะคนเก่งจริง ดีจริงมักจะไม่ชอบอวดโอ้โชว์ฟอร์มอยู่แล้ว ต่างจากพวกของปลอมซึ่งชอบ'ตีโป่ง'เหมือนกำไลทองที่กลวงใน แต่ภายนอกดูใหญ่โตโก้หรู
'แม้การค้าไม่บรรลุผล แต่มิตรภาพยังคงอยู่'จิ้นซัง นักธุรกิจจีน ซึ่งได้รับการสั่งสอนมาว่า ให้ความสภคัญกับความซื่อสัตย์และคุณธรรม ก่อนคำนึงถึงผลประโยชน์
ท่านประธานธนินทร์ เจียรวรนนท์ กับหลักการทางธุรกิจ
1. ยอมเสียเปรียบดีกว่าเอาเปรีรยบคนอื่น
2. มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ
'ธุรกิจมิได้วัดกันที่ผลกำไร แต่อยู่ที่ชนะใจคนต่างหาก'ผู้ที่ชนะใจลูกน้อง ชนะใจลูกค้า ชนะใจคนในสังคม จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในที่สุด
'คุณค่าแห่งความซื่อสัตย์' ความซื่อสัตย์ถือเป็นทรัพย์สินมหัศจรรย์ของบริษัท ซึ่งไม่สามารถสร้างได้ในเวลาชั่วข้ามคืน ในประเทศตะวันตก บริษัทต่างๆจะให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์รับผิดชอบต่อลูกค้าเพราะการแข่งขันสูง และมีกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มงวดอย่างยิ่ง หากบกพร่องอาจถูกฟ้องร้องจนล้มละลายได้
ต่างกับสังคมตะวันออก ที่ความรับผิดชอบลูกค้ามาจากจิตสำนึกที่มีคุณธรรม ได้รับการบ่มเพาะมาด้วยระบบการศึกษาที่ส่งเสริมคุณค่าจริยธรรม มุ่งเน้นให้มนุษย์พัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นอริยชน มิใช่รำ่เรียนแต่เพียงวิธีสร้างกำไรจากผู้อื่นให้ได้มากที่สุด
ค่านิยมของพ่อแม่ ที่อยากมีหน้าตาทั้งของตนเองและจากลูกๆ ก็จะคอยกดดันและสร้างการเรียนรู้และเห็นค่าของ'เปลือกนอกมากกว่าเนื้อแท้อันทรงค่า' พอเรามีเงิน ก็อยากมีรถหรูๆ เราซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกคือรถยนต์มาประดับบารมีแต่ไม่เคยเข้าใจถึงวัฒนธรรมการใช้รถ เพราะเรานำแต่ฮาร์ดแวร์ แต่ไม่ได้นำมารยาทที่ดีในการขับรถมาด้วย ซึ่งทางตะวันตกเขาเข้มงวดมาก การมีรถดีราคาแพง ควรมาคู่กับมารยาทและวัฒนธรรมการใช้รถที่ดีด้วย
ครูยุคใหม่ไม่ตีเด็ก ด้วย concept 'child center' คือมุ่งให้เด็กหาความรู้ใส่ตัวเอง แต่ก็ไม่ให้นำ้หนักที่จะสอนเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม ให้เด็กได้เข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง และประพฤติตัวเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ทำให้ความผูกพันเป็นแค่ภารกิจของคนเรียนกับคนสอนเท่านั้น ต่างกับครูยุคก่อนที่มี 'ไม้เรียว' และเป็นเครื่องมือที่ทโมนตัวน้อยๆกลัวจนลนลาน จนแอบตั้งฉายาสารพัดให้ แต่เมื่อจบไปแล้ว เติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลับระลึกถึงครูที่คอยกวดขัน แวะเวียนไปมาหาสู่ท่านด้วยใจระลึกในบุณคุณ
คนที่มีความคิดจะไม่ปวะเมินคนจากข้อความบนนามบัตร หรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่มีดวงตาแห่งปัญญาที่จะมองจนทะลุ'เนื้อทองของเจ้าเงาะ'ที่ซ่อนอยู่ภายใน เพราะคนเก่งจริง ดีจริงมักจะไม่ชอบอวดโอ้โชว์ฟอร์มอยู่แล้ว ต่างจากพวกของปลอมซึ่งชอบ'ตีโป่ง'เหมือนกำไลทองที่กลวงใน แต่ภายนอกดูใหญ่โตโก้หรู
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
กระบี่อยู่ที่ใจ
ถ้าคุณคิดว่าชีวิตมีปัญหา เต็มไปด้วยความทุกข์คุณก็จะอยู่กับความทุกข์ ตั้งแตลืมตาตื่นจนเข้านอน แถมอาจไม่สามารถหลับได้เนื่องด้วยเหตุต่างๆของความทุกข์นั้น แต่ถ้าคุณเปลี่ยนมุมมอง มองปัญหาเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าไม่ใช่ความทุกข์ เนื่องด้วยเป็นธรรมดาของชีวิตซึ่งทุกคนต้องเจอด้วยกันทั้งสิ้น อันที่จริงในทุกวันก็มีสิ่งดีๆแต่ถูกมองข้ามไป เพราะความใส่ใจเราไปพยายามอยู่กับทุกข์ เหมือนส่องแว่นขยายไปที่ 'ทุกข์'ของตน จนลืมว่ากรอบแว่นนั้นมันนิดเดียว หากเทียบพื้นที่ด้านนอกกรอบนั้น
หนุ่มสาวที่บอกว่าตนกำลังทนทุกข์จากการไม่สมหวังในความรัก หากลองใคร่ครวญให้ดีๆ ทุกข์เพราะรักจริงๆ แล้วไม่สมหวัง หรือทุกข์เพราะปกป้องอัตตาตัวเองจึงอยากเอาชนะ เพราะใม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นผู้พ่ายแพ้กันแน่ คำตอบจากการถามตัวเองนี้ อาจทำให้ความรู้สึกที่ว่าเราทุกข์เปลี่ยนไป
นักบริหารที่ดีต้องรู้เท่าทันอัตตาตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จสูง เพราะความสำเร็จในแต่ละระดับล้วนแต่เพิ่มอัตตาให้พอกพูนขึ้นเป็นเงาตามตัว และระดับความเสียหายก็จะร้ายแรงทวีคูณ จนอาจถึงขั้นทำลายอนาคตและชีวิตของเราเอง
'หาเงินเป็น สู้ใช้เงินเป็นไม่ได้' การรู้จักใช้ในเวลาที่ควรใช้ย่อมจะทำให้ชนะใจคน มีเพื่อนมากมายอยากอยู่ใกล้ชิดด้วย เมื่อมีเพื่อนฝูงมากก็จะมีคนนำโอกาสดีๆมาให้ และโอกาสเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเงินทองจำนวนมหาศาล ตรงกันข้ามคนตระหนี่ถี่เหนียว ต่อให้อดออมไปชั่วชีวิตก็เก็บเงินได้นิดเดียว ไม่เคยมีโอกาสดีๆในชีวิต เพราะสังคมคับแคบ เนื่องจากไม่เคยเผื่อแผ่ให้ใคร
ลองมองดูคนที่อยู่ในสถานะผู้นำ จำเป็นต้องใช้ทั้งพระเดชพระคุณในการปกครอง ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งตรงกันข้ามแต่ต้องมีทั้งคู่ให้สมดุล หากมีแต่พระเดช บรรยากาศการทำงานก็จะตึงเครียด ลูกน้องขาดความจงรักภักดี มีแต่พระคุณ ลูกน้องอาจจงรักภักดีแต่ขาดความเกรงใจ ผู้นำจึงต้องผสมสองความต่างนี้ให้ลงตัว ลูกน้องจึงจะรักและเกรงใจ ทำงานสบายใจแต่ไม่กล้าออกนอกลู่นอกทาง
คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ใครรวยกว่าใคร แต่อยู่ที่รู้จักความรักอันยิ่งใหญ่ และความสงบในใจ ซึ่งสิ่งนี้สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีการเปรียบเทียบ ต่างจากความรวยที่มีหน่วยวัดเป็นค่าเงินต่างๆ แต่ไม่มีหน่วยวัดว่าใครมีความสุขมากกว่าใคร ดังนั้นผู้ที่ทำงานไม่ว่าเขเป็นระดับใด ถ้าทำงานอยู่กับความรักและให้ต่อสังคม มีความสงบในจิตใจ ก็เหมือนอยู่ในการปฏิบัติธรรมทุกนาที
เบื้องหลังภาพที่เห็นด้วยตา มีสิ่งที่มองไม่เห็นกำกับอยู่ เหมือนกระบี่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะได้กลายร่างเป็นกระบี่ไร้สภาพอยู่ภายในใจ แต่ยังคงมีฤิทธิ์เดช รอจังหวะสำแดงพลังออกมาในเวลาที่ถูกต้องเหมาะสม สุดยอดกระบวนท่า คือไร้กระบวนท่า ทุกอย่างสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว สุดยอดการบริหาร คือการไม่ฝืนบริหาร ปล่อยให้ผู้บังคับบัญชาได้แสดงฝีมืออย่างเต็มศักยภาพ นักบริหารที่ดีไม่ใช่ผู้ที่ทำได้ทุกเรื่อง แต่คือผู้ที่รู้ว่าเรื่องใดควรทำ และเรื่องใดไม่จำเป็นต้องทำ
บทเรียนจากต้นใผ่ เป็นการผสมระหว่างความแข็งกับความอ่อน แต่เมื่ออยู่ร่วมกันแทนที่จะขัดแย้งกลับดูกลมกลืนและงดงาม ชีวิตมนุษย์เราก็เช่นกัน ในขณะที่จิตใจกำลังไขว่คว้าหาความสงบ แต่ชีวิตจริงกลับต้องเผชิญอยู่กับโลกที่โลาหลอลหม่าน เราก็ต้องพยายามปรับให้เราอยู่ในสองขั้วของความแตกต่างนี้ให้ได้ หรือเรียกตามทางพุทธว่าเดินสายกลาง อันเป็นสมดุลของชีวิต
หนุ่มสาวที่บอกว่าตนกำลังทนทุกข์จากการไม่สมหวังในความรัก หากลองใคร่ครวญให้ดีๆ ทุกข์เพราะรักจริงๆ แล้วไม่สมหวัง หรือทุกข์เพราะปกป้องอัตตาตัวเองจึงอยากเอาชนะ เพราะใม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นผู้พ่ายแพ้กันแน่ คำตอบจากการถามตัวเองนี้ อาจทำให้ความรู้สึกที่ว่าเราทุกข์เปลี่ยนไป
นักบริหารที่ดีต้องรู้เท่าทันอัตตาตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จสูง เพราะความสำเร็จในแต่ละระดับล้วนแต่เพิ่มอัตตาให้พอกพูนขึ้นเป็นเงาตามตัว และระดับความเสียหายก็จะร้ายแรงทวีคูณ จนอาจถึงขั้นทำลายอนาคตและชีวิตของเราเอง
'หาเงินเป็น สู้ใช้เงินเป็นไม่ได้' การรู้จักใช้ในเวลาที่ควรใช้ย่อมจะทำให้ชนะใจคน มีเพื่อนมากมายอยากอยู่ใกล้ชิดด้วย เมื่อมีเพื่อนฝูงมากก็จะมีคนนำโอกาสดีๆมาให้ และโอกาสเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเงินทองจำนวนมหาศาล ตรงกันข้ามคนตระหนี่ถี่เหนียว ต่อให้อดออมไปชั่วชีวิตก็เก็บเงินได้นิดเดียว ไม่เคยมีโอกาสดีๆในชีวิต เพราะสังคมคับแคบ เนื่องจากไม่เคยเผื่อแผ่ให้ใคร
ลองมองดูคนที่อยู่ในสถานะผู้นำ จำเป็นต้องใช้ทั้งพระเดชพระคุณในการปกครอง ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งตรงกันข้ามแต่ต้องมีทั้งคู่ให้สมดุล หากมีแต่พระเดช บรรยากาศการทำงานก็จะตึงเครียด ลูกน้องขาดความจงรักภักดี มีแต่พระคุณ ลูกน้องอาจจงรักภักดีแต่ขาดความเกรงใจ ผู้นำจึงต้องผสมสองความต่างนี้ให้ลงตัว ลูกน้องจึงจะรักและเกรงใจ ทำงานสบายใจแต่ไม่กล้าออกนอกลู่นอกทาง
คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ใครรวยกว่าใคร แต่อยู่ที่รู้จักความรักอันยิ่งใหญ่ และความสงบในใจ ซึ่งสิ่งนี้สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีการเปรียบเทียบ ต่างจากความรวยที่มีหน่วยวัดเป็นค่าเงินต่างๆ แต่ไม่มีหน่วยวัดว่าใครมีความสุขมากกว่าใคร ดังนั้นผู้ที่ทำงานไม่ว่าเขเป็นระดับใด ถ้าทำงานอยู่กับความรักและให้ต่อสังคม มีความสงบในจิตใจ ก็เหมือนอยู่ในการปฏิบัติธรรมทุกนาที
เบื้องหลังภาพที่เห็นด้วยตา มีสิ่งที่มองไม่เห็นกำกับอยู่ เหมือนกระบี่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะได้กลายร่างเป็นกระบี่ไร้สภาพอยู่ภายในใจ แต่ยังคงมีฤิทธิ์เดช รอจังหวะสำแดงพลังออกมาในเวลาที่ถูกต้องเหมาะสม สุดยอดกระบวนท่า คือไร้กระบวนท่า ทุกอย่างสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว สุดยอดการบริหาร คือการไม่ฝืนบริหาร ปล่อยให้ผู้บังคับบัญชาได้แสดงฝีมืออย่างเต็มศักยภาพ นักบริหารที่ดีไม่ใช่ผู้ที่ทำได้ทุกเรื่อง แต่คือผู้ที่รู้ว่าเรื่องใดควรทำ และเรื่องใดไม่จำเป็นต้องทำ
บทเรียนจากต้นใผ่ เป็นการผสมระหว่างความแข็งกับความอ่อน แต่เมื่ออยู่ร่วมกันแทนที่จะขัดแย้งกลับดูกลมกลืนและงดงาม ชีวิตมนุษย์เราก็เช่นกัน ในขณะที่จิตใจกำลังไขว่คว้าหาความสงบ แต่ชีวิตจริงกลับต้องเผชิญอยู่กับโลกที่โลาหลอลหม่าน เราก็ต้องพยายามปรับให้เราอยู่ในสองขั้วของความแตกต่างนี้ให้ได้ หรือเรียกตามทางพุทธว่าเดินสายกลาง อันเป็นสมดุลของชีวิต
วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553
CEO โลกตะวันออก
(ค่อจากเมื่อวาน) โรคหลงตัวเอง คิดว่าตนเองเลอเลิศที่สุด ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงได้ คนประเภทนี้แม้สำเร็จเพียงเล็กน้อย ก็จะหลงใหลได้ปลื้มยกใหญ่ อยากให้คนทั้งโลกร่วมรับรู้และเฉลิมฉลองให้กับตัวเอง ในที่สุดความสำเร็จนี้ก็จะเป็นภัยอันใหญ่หลวง เป็นภาพลวงตาว่า สามารถประสบความสำเร็จในงานอื่นได้โดยง่ายๆ ทั้งๆที่ไม่มีความรู้ความชำนาญในงานนั้นแม้แต่น้อย
บางคนสับสนระหว่าง 'ความเชื่อมั่นในตัวเอง'กับ 'ความหลงตัวเอง' ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นสิ่งที่ดี ทำให้มีความพยายามทำงานที่ยากให้ประสบความสำเร็จ แต่ทั้งนี้เกิดจากการวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่าตนมีศักยภาพที่จะทำได้จริง ต่างจากความหลงตัวเอง ที่ไม่ได้อาศัยเหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนแม้แต่น้อย อาศัยเพียงความรู้สึกว่าตนเป็นคนมีความสามารถสูง ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีสิ่งที่ทำไม่ได้
โรคเจ้าทิฐิ อาการคือดื้อรั้น ยึดมั่นแต่ความคิดของตน คนที่มีสถานภาพจะป่วยเป็นโรคนี้กันมาก เห็นขุนเขาเป็นแค่ก้อนกรวด ไม่ว่าจะทำสิ่งใดตนเป็นฝ่ายถูกวันยังคำ่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิด มักมองว่ามาจากความบกพร่องของผู้อื่นทั้งสิ้น คนเจ้าทิฐิจะรักหน้าตาของตัวเองเป็นที่สุด ไม่ยอมให้ถูกหยามได้ ทำให้เป็นคนไม่ยอมรับผิด แม้รู้ว่าตัวผิดก็จะพยายามกลบเกลื่อน โดยการใช้อำนาจที่อยู่ในมือ
ในองค์กรเดียวกัน บางคนพยายามก่อกำแพงแบ่งพื้นที่ เพื่อเป็นเขตแดนเฉพาะของตนเอง กำแพงเหล่านี้แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่ต่างก็รู้สึกได้ สาเหตุจากความใจแคบ และขาดคขามเชื่อมั่นในตนเอง จะเปิดใจรับเฉพบะพวกที่สวามิภักดิ์ต่อตัวเองเท่านั้น แม้คนอื่นจะมีความลามารถรับรู้แต่ก็ไม่เปิดโอกาส แต่หากเป็นพวกเดียวกัน แม้มือไม่ถึงตัวเองก็รับรู้แต่แสร้งไม่เข้าใจและดันทุรังจะผลักดัน
คนบางคนเข้าใจว่าตนเองฉลาดที่สุดในโลก จึงหาทางเอาเปรียบ หรือข่มคนอื่นอยู่ตลอดเวลา โดยคิดว่าคนอื่นไม่รู้เท่าทัน จนใครๆพากันเอือมระอาใม่กล้าเข้าใกล้ แต่เขาก็ยังไม่รู้ตัว พวกนี้จะตระหนี่ผลงาน ไม่ยอมแบ่งความดีความชอบให้ผู้อื่น บางคนถึงขั้นแย่งชิงผลงานผู้อื่นซึ่งๆหน้า อย่างไม่ละอายแก่ใจ ไม่เคยเสียสละอะไรให้ใคร หากจะต้องให้ก็จะใคร่ครวญผลตอบแทนที่จะได้ ถ้าตัวได้มากกว่าถึงจะยอม
บางคนสับสนระหว่าง 'ความเชื่อมั่นในตัวเอง'กับ 'ความหลงตัวเอง' ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นสิ่งที่ดี ทำให้มีความพยายามทำงานที่ยากให้ประสบความสำเร็จ แต่ทั้งนี้เกิดจากการวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่าตนมีศักยภาพที่จะทำได้จริง ต่างจากความหลงตัวเอง ที่ไม่ได้อาศัยเหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนแม้แต่น้อย อาศัยเพียงความรู้สึกว่าตนเป็นคนมีความสามารถสูง ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีสิ่งที่ทำไม่ได้
โรคเจ้าทิฐิ อาการคือดื้อรั้น ยึดมั่นแต่ความคิดของตน คนที่มีสถานภาพจะป่วยเป็นโรคนี้กันมาก เห็นขุนเขาเป็นแค่ก้อนกรวด ไม่ว่าจะทำสิ่งใดตนเป็นฝ่ายถูกวันยังคำ่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิด มักมองว่ามาจากความบกพร่องของผู้อื่นทั้งสิ้น คนเจ้าทิฐิจะรักหน้าตาของตัวเองเป็นที่สุด ไม่ยอมให้ถูกหยามได้ ทำให้เป็นคนไม่ยอมรับผิด แม้รู้ว่าตัวผิดก็จะพยายามกลบเกลื่อน โดยการใช้อำนาจที่อยู่ในมือ
ในองค์กรเดียวกัน บางคนพยายามก่อกำแพงแบ่งพื้นที่ เพื่อเป็นเขตแดนเฉพาะของตนเอง กำแพงเหล่านี้แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่ต่างก็รู้สึกได้ สาเหตุจากความใจแคบ และขาดคขามเชื่อมั่นในตนเอง จะเปิดใจรับเฉพบะพวกที่สวามิภักดิ์ต่อตัวเองเท่านั้น แม้คนอื่นจะมีความลามารถรับรู้แต่ก็ไม่เปิดโอกาส แต่หากเป็นพวกเดียวกัน แม้มือไม่ถึงตัวเองก็รับรู้แต่แสร้งไม่เข้าใจและดันทุรังจะผลักดัน
คนบางคนเข้าใจว่าตนเองฉลาดที่สุดในโลก จึงหาทางเอาเปรียบ หรือข่มคนอื่นอยู่ตลอดเวลา โดยคิดว่าคนอื่นไม่รู้เท่าทัน จนใครๆพากันเอือมระอาใม่กล้าเข้าใกล้ แต่เขาก็ยังไม่รู้ตัว พวกนี้จะตระหนี่ผลงาน ไม่ยอมแบ่งความดีความชอบให้ผู้อื่น บางคนถึงขั้นแย่งชิงผลงานผู้อื่นซึ่งๆหน้า อย่างไม่ละอายแก่ใจ ไม่เคยเสียสละอะไรให้ใคร หากจะต้องให้ก็จะใคร่ครวญผลตอบแทนที่จะได้ ถ้าตัวได้มากกว่าถึงจะยอม
วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553
CEO โลกตะวันออก 4
พวกเราล้วนได้สิ่งที่บริโภคในชีวิตปวะจำวันมาจาก การที่คนจนจำนวนมากต้องตรากตรำทำงานหนัก จึงถือเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตอบแทน คืนให้คนด้อยโอกาสกว่า นี่คือคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งแต่ละคนจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจ ในฐานะเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคม ต่อเมื่อได้ให้คนอื่นมากกว่าที่ตัวเองบริโภค
ทุกวันนี้สังคมไทยในเมือง กลายเป็นสังคมไร้ราก เยาวชนขาดหลักยึด ขาดที่พึ่งพาทางจิตใจ จึงหันไปหาสิ่งเสพติดทั้งหลาย เพราะพ่อแม่ก็ยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน ครูบาอาจารย์ก็เห็นลูกศิษย์เป็นลูกค้า ที่สามารถหากำไรได้ นักเรียนก็เห็นอาจารย์เป็นลูกจ้าง มีหน้าที่สอน ไม่มีความเคารพรัก ไม่มีความผูกพันใดๆ องค์กรเองก็สามารถมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม เริ่มจากการดูแลพนักงานให้อยู่ดีมีสุข ก็เท่ากับเป็นการช่วยสังคมทางอ้อม เพราะคนในองค์กรก็คือหนึ่งในสมาชิกของสังคมนั่นเอง
คุณค่าของคนอยู่ที่ผลการกระทำตลอดชีวิตของเรา ซึ่งจะมีค่าเพียงใด สังคมจะเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้าย คนส่วนใหญ่มองว่าคุณค่าอยู่ที่ความสำเร็จ หากเป็นดังนั้นคนที่ประสาความสำเร็จก็เป็นคนที่มีคุณค่า ได้รับการยกย่องจากสังคม ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า องค์ประกอบความสำเร็จแท้จริงคืออะไร
ในยุคก่อน ค่าของคนอยู่ที่เป็นคนของใคร ต่อมาค่าของคนอยู่ที่ผลของงานที่นำเสนอ ว่าสร้างภาพให้ตัวเองเก่งเพียงใด แต่ยุคนี้และต่อจากนี้ไป ค่าของคนอยู่ที่ผลต่อสังคมที่บุคคลจะพึงกระทำได้ในชั่วชีวิตหนึ่งของเขานั่นเอง
ในการทำงานในองค์กร 70-80% ตามสถิติพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ทันทีในระดับคนทำงาน ไม่จำเป็นต้องรอผู้บริหารระดับสูงให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีมแบบมี cross functional จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
ปัจจุบันคนในสังคมเมืองโดยเฉพาะในองค์กร ป่วยเป็นโรคหลบในหรือโรคทางใจกันมาก โรคแรกที่พบได้ทั่วไปคือ โรคสอพลอผู้ใหญ่- ทำร้ายเด็ก ผู้ที่เป็นโรคนี้จะบูชาผลประโยชน์และอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมประจบเอาใจ คนที่ให้คุณให้โทษได้ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ พูดง่ายๆคือ ยอมขายตัวขายวิญญาณ ขาดอุดมการณ์ที่เคยมี แลกกับการเป็นที่โปรดปราน เพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่
การประจบเอาใจนาย ถ้าไม่เกินเลยจนเกินไปก็ยังพอรับได้ ตามประสาปุถุชนที่มุ่งแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพ แต่สิ่งที่เลวร้ายคือเมื่อพบเจอผู้ที่อยู่ในสถานะตำ่กว่า ก็จะอวดเบ่งข่มเหงรังแก ทั้งนี้เกิดจากปมด้อยในจิตใจของตนที่เก็บเอาไว้ เมื่อได้โอกาสก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของตนออกมาให้เห็น
อันที่จริงคนที่มีสุขภาพจิตดี จะมีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่อยู่ในฐานะด้อยกว่าตน ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความแข็งกระด้างต่อผู้ที่เหนือกว่า สำหรับผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์แล้ว จะสุภาพอ่อนโยนต่อคนทุกระดับ ด้วยมองเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของเพื่อนมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
การสร้างทีม เป็นเรื่องท้าทายและยากเรื่องหนึ่ง บางองค์กรคิดว่าถ้าอยากได้คนเก่ง ก็ไปซื้อตัวมา แต่ทีมที่ซื้อได้ด้วยเงินมักจะไม่ใช่ทีมที่เข้มแข็ง อาจเป็นเพียงขุนพลอยพยักชอบประจบสอพลอ มากกว่าจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ส่วนทีมที่มีศักยภาพสูง สมาชิกในทีมนั้นมักจะมีความคิดเป็นของตัวเอง และชอบมีอิลรทางความคิด มากกว่าการทำตามคำบอกทั้งที่บางครั้งอาจไม่เห็นด้วยเลย
ทุกวันนี้สังคมไทยในเมือง กลายเป็นสังคมไร้ราก เยาวชนขาดหลักยึด ขาดที่พึ่งพาทางจิตใจ จึงหันไปหาสิ่งเสพติดทั้งหลาย เพราะพ่อแม่ก็ยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน ครูบาอาจารย์ก็เห็นลูกศิษย์เป็นลูกค้า ที่สามารถหากำไรได้ นักเรียนก็เห็นอาจารย์เป็นลูกจ้าง มีหน้าที่สอน ไม่มีความเคารพรัก ไม่มีความผูกพันใดๆ องค์กรเองก็สามารถมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม เริ่มจากการดูแลพนักงานให้อยู่ดีมีสุข ก็เท่ากับเป็นการช่วยสังคมทางอ้อม เพราะคนในองค์กรก็คือหนึ่งในสมาชิกของสังคมนั่นเอง
คุณค่าของคนอยู่ที่ผลการกระทำตลอดชีวิตของเรา ซึ่งจะมีค่าเพียงใด สังคมจะเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้าย คนส่วนใหญ่มองว่าคุณค่าอยู่ที่ความสำเร็จ หากเป็นดังนั้นคนที่ประสาความสำเร็จก็เป็นคนที่มีคุณค่า ได้รับการยกย่องจากสังคม ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า องค์ประกอบความสำเร็จแท้จริงคืออะไร
ในยุคก่อน ค่าของคนอยู่ที่เป็นคนของใคร ต่อมาค่าของคนอยู่ที่ผลของงานที่นำเสนอ ว่าสร้างภาพให้ตัวเองเก่งเพียงใด แต่ยุคนี้และต่อจากนี้ไป ค่าของคนอยู่ที่ผลต่อสังคมที่บุคคลจะพึงกระทำได้ในชั่วชีวิตหนึ่งของเขานั่นเอง
ในการทำงานในองค์กร 70-80% ตามสถิติพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ทันทีในระดับคนทำงาน ไม่จำเป็นต้องรอผู้บริหารระดับสูงให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีมแบบมี cross functional จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
ปัจจุบันคนในสังคมเมืองโดยเฉพาะในองค์กร ป่วยเป็นโรคหลบในหรือโรคทางใจกันมาก โรคแรกที่พบได้ทั่วไปคือ โรคสอพลอผู้ใหญ่- ทำร้ายเด็ก ผู้ที่เป็นโรคนี้จะบูชาผลประโยชน์และอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมประจบเอาใจ คนที่ให้คุณให้โทษได้ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ พูดง่ายๆคือ ยอมขายตัวขายวิญญาณ ขาดอุดมการณ์ที่เคยมี แลกกับการเป็นที่โปรดปราน เพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่
การประจบเอาใจนาย ถ้าไม่เกินเลยจนเกินไปก็ยังพอรับได้ ตามประสาปุถุชนที่มุ่งแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพ แต่สิ่งที่เลวร้ายคือเมื่อพบเจอผู้ที่อยู่ในสถานะตำ่กว่า ก็จะอวดเบ่งข่มเหงรังแก ทั้งนี้เกิดจากปมด้อยในจิตใจของตนที่เก็บเอาไว้ เมื่อได้โอกาสก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของตนออกมาให้เห็น
อันที่จริงคนที่มีสุขภาพจิตดี จะมีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่อยู่ในฐานะด้อยกว่าตน ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความแข็งกระด้างต่อผู้ที่เหนือกว่า สำหรับผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์แล้ว จะสุภาพอ่อนโยนต่อคนทุกระดับ ด้วยมองเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของเพื่อนมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
การสร้างทีม เป็นเรื่องท้าทายและยากเรื่องหนึ่ง บางองค์กรคิดว่าถ้าอยากได้คนเก่ง ก็ไปซื้อตัวมา แต่ทีมที่ซื้อได้ด้วยเงินมักจะไม่ใช่ทีมที่เข้มแข็ง อาจเป็นเพียงขุนพลอยพยักชอบประจบสอพลอ มากกว่าจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ส่วนทีมที่มีศักยภาพสูง สมาชิกในทีมนั้นมักจะมีความคิดเป็นของตัวเอง และชอบมีอิลรทางความคิด มากกว่าการทำตามคำบอกทั้งที่บางครั้งอาจไม่เห็นด้วยเลย
วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553
CEO โลกตะวันออก 3
คนทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่า 'บารมี' คืออำนาจ แท้จริงแล้วบารมี หมายถึง การที่คุณได้ลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง จนคนอื่นเชื่อถือ ศรัทธายอมปฏิบัติตาม ผู้มีบารมี แม้หมดอำนาจก็ยังมีคนเคารพยกย่อง นับหน้าถือตาในขณะที่คนมีอำนาจ จะเป็นที่นับถือ ก็เฉพาะในเวลาที่ยังรุ่งเรืองอยู่เท่านั้น 'พระธรรมปิฎก
'ก่อนที่ฟ้าจะประทานภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ใคร จักต้องเคี่ยวกรำผู้นั้นอย่างหนักหนาสาหัสเสียก่อน'อำนาจเป็นตัวกัดกร่อนความดี จึงต้องคอยตรวจสอบว่า ตัวเองได้ให้ความสำคัญกับทีมงาน ให้เกียรติเขาให้เหมาะสมกับเขาหรือไม่ เพราะความสำเร็จของงานเกิดจาก 'ทีม'ไม่ใช่จากคนๆเดียว
'จริยวัตรแห่งวิญญูชน ลงบจิตเพื่อฝึกฝนอบรมตน สะกดความทะยานอยากเพื่อบ่มเพาะคุณธรรม หากลุ่มหลงในกิเลสก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมินิ่งสงบ ก็มิอาจคิดการณ์ไกล อันว่าการศึกษานั้นต้องการความสงบสงัดจึงจะก่อให้เกิดปัญญา หากไม่ทุ่มเทศึกษา ก็ยากจะพัฒนาความสามารถ หากจิตไม่สงบพอ ก็มิอาจศึกษาอย่างได้ผล เกียจคร้านเฉื่อยชาก็มิอาจเข้าถึงแก่นความรู้ ร้อนรนกระวนกระวายก็จะขาดวิจารณญาณ แต่ละขวบปีผ่านไปโดยรวดเร็ว ความแน่วแน่ของปณิธานถดถอยลงทุกวันประหนึ่งใบไม้แห้งร่วงโรย จนก้าวไม่ทันโลก จากนั้นแม้จะพรำ่รำพันอยู่ในความยากไร้ โอกาสที่ดีในชีวิตก็ไม่หวนคืนกลับมา'" ขงเบ้ง สอนบุตร
'ชาวนาเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ไร้ข้าวสารกรอกหม้อ คนทอผ้าทำงานวันแล้ววันเล่า แต่ต้องหนาวตายเพราะไร้เสื้อผ้าสวมใส่ ดังนั้นจงจดจำ... ข้าวทุกคำ คือพระคุณของชาวนา อาภรณ์ที่งดงาม คือหยาดเหงื่อของผู้ถักทอ"
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ มองข้ามคุณค่าของการให้ เกิดจากระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นให้แก่งแย่ง ตั้งแต่สอนให้เรียนหนังสือให้ดี ให้ได้คะแนนสูงๆ เพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดให้ได้ จากนั้นก็พยายามเรียนให้ได้เกียรตินิยม เพื่อให้ได้ทำงานดีๆ แต่ไม่มีการสั่งสอนเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่ต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตที่แท้จริง
ขงจื้อ แบ่งชีวิตคนเราออกเป็น 3 ช่วงวัย
ดรุณวัย เลือดลมยังใม่เข้าที่ ควรหักห้ามเรื่องกามารมณ์
มัชฌิมวัย เลือดลมเพิ่งจะอยู่ตัว ต้องระวังการต่อสู้ช่วงชิง
ปัจฌิมวัย เลือดลมเริ่มอ่อนล้า ระวังความโลภเข้าครอบงำ
การมีจิตใจเป็นผู้ให้ เต็มเปี่ยมจากภายในจนไหลล้นไปสู่ผู้อื่น จะช่วยให้จิตใจดติมเต็ม ไม่ว่างเปล่า มีความหมายและมีความสุขไปตลอดชีวิต แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆแล้วก็ตาม
ข้าพเจ้ามีทรัพย์วิเศษ 3 สิ่งซึ่งรักษามาตลอด สิ่งแรกคือความเมตตา จึงกล้าหาญ สิ่งที่สองคือความมัธยัสถ์ จึงมั่งคั่ง กว้างขวาง สิ่งที่สามคือ การไม่แย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง จึงเป็นผู้นำในการงานทั้งปวง
ปัจจุบันนี้ หากละทิ้งความเมตตา แสวงหาแต่ความกล้าหาญ หากละทิ้งความมัธยัสถ์ แสวงหาแต่ความมั่งคั่ง กว้างขวาง หากละทิ้งการอยู่เบื้องหลัง แสวงหาความโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า ย่อมไปสู่ความหายนะ เมตตาธรรมนั้น หากใช้ในการรุกรบ จะพบชัยชนะ หากใช้ในการตั้งรับ จะเข้มแข็งมั่นคง" คำสอนของเล่าจื้อ
'ก่อนที่ฟ้าจะประทานภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ใคร จักต้องเคี่ยวกรำผู้นั้นอย่างหนักหนาสาหัสเสียก่อน'อำนาจเป็นตัวกัดกร่อนความดี จึงต้องคอยตรวจสอบว่า ตัวเองได้ให้ความสำคัญกับทีมงาน ให้เกียรติเขาให้เหมาะสมกับเขาหรือไม่ เพราะความสำเร็จของงานเกิดจาก 'ทีม'ไม่ใช่จากคนๆเดียว
'จริยวัตรแห่งวิญญูชน ลงบจิตเพื่อฝึกฝนอบรมตน สะกดความทะยานอยากเพื่อบ่มเพาะคุณธรรม หากลุ่มหลงในกิเลสก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมินิ่งสงบ ก็มิอาจคิดการณ์ไกล อันว่าการศึกษานั้นต้องการความสงบสงัดจึงจะก่อให้เกิดปัญญา หากไม่ทุ่มเทศึกษา ก็ยากจะพัฒนาความสามารถ หากจิตไม่สงบพอ ก็มิอาจศึกษาอย่างได้ผล เกียจคร้านเฉื่อยชาก็มิอาจเข้าถึงแก่นความรู้ ร้อนรนกระวนกระวายก็จะขาดวิจารณญาณ แต่ละขวบปีผ่านไปโดยรวดเร็ว ความแน่วแน่ของปณิธานถดถอยลงทุกวันประหนึ่งใบไม้แห้งร่วงโรย จนก้าวไม่ทันโลก จากนั้นแม้จะพรำ่รำพันอยู่ในความยากไร้ โอกาสที่ดีในชีวิตก็ไม่หวนคืนกลับมา'" ขงเบ้ง สอนบุตร
'ชาวนาเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ไร้ข้าวสารกรอกหม้อ คนทอผ้าทำงานวันแล้ววันเล่า แต่ต้องหนาวตายเพราะไร้เสื้อผ้าสวมใส่ ดังนั้นจงจดจำ... ข้าวทุกคำ คือพระคุณของชาวนา อาภรณ์ที่งดงาม คือหยาดเหงื่อของผู้ถักทอ"
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ มองข้ามคุณค่าของการให้ เกิดจากระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นให้แก่งแย่ง ตั้งแต่สอนให้เรียนหนังสือให้ดี ให้ได้คะแนนสูงๆ เพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดให้ได้ จากนั้นก็พยายามเรียนให้ได้เกียรตินิยม เพื่อให้ได้ทำงานดีๆ แต่ไม่มีการสั่งสอนเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่ต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตที่แท้จริง
ขงจื้อ แบ่งชีวิตคนเราออกเป็น 3 ช่วงวัย
ดรุณวัย เลือดลมยังใม่เข้าที่ ควรหักห้ามเรื่องกามารมณ์
มัชฌิมวัย เลือดลมเพิ่งจะอยู่ตัว ต้องระวังการต่อสู้ช่วงชิง
ปัจฌิมวัย เลือดลมเริ่มอ่อนล้า ระวังความโลภเข้าครอบงำ
การมีจิตใจเป็นผู้ให้ เต็มเปี่ยมจากภายในจนไหลล้นไปสู่ผู้อื่น จะช่วยให้จิตใจดติมเต็ม ไม่ว่างเปล่า มีความหมายและมีความสุขไปตลอดชีวิต แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆแล้วก็ตาม
ข้าพเจ้ามีทรัพย์วิเศษ 3 สิ่งซึ่งรักษามาตลอด สิ่งแรกคือความเมตตา จึงกล้าหาญ สิ่งที่สองคือความมัธยัสถ์ จึงมั่งคั่ง กว้างขวาง สิ่งที่สามคือ การไม่แย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง จึงเป็นผู้นำในการงานทั้งปวง
ปัจจุบันนี้ หากละทิ้งความเมตตา แสวงหาแต่ความกล้าหาญ หากละทิ้งความมัธยัสถ์ แสวงหาแต่ความมั่งคั่ง กว้างขวาง หากละทิ้งการอยู่เบื้องหลัง แสวงหาความโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า ย่อมไปสู่ความหายนะ เมตตาธรรมนั้น หากใช้ในการรุกรบ จะพบชัยชนะ หากใช้ในการตั้งรับ จะเข้มแข็งมั่นคง" คำสอนของเล่าจื้อ
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
CEO โลกตะวันออก 2
คำสอนของเต๋า เน้นให้ประหยัดพลัง การไม่ยึดติดในกิเลส ตัณหา อยากมี อยากเป็น ทำให้ไม่หลงในวัตถุ จึงไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังแสวงหาสิ่งต่างๆ มาบำเรอความสุข ซึ่งดูเหมือนตรงข้ามกับค่านิยมของสังคมโลก แต่เป็นสัจธรรมที่ควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง "จะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ต้องถอยมาอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ยืนกร่างอยู่ข้างหน้า" เพราะจะได้ความร่วมมือจากผู้อื่น
ซุนวูสนับสนุนให้ " ชนะโดยไม่ต้องรบ" ในคำราพิชัยสงคราม บทที่ 3 " ในยุทธวิธีทั้งปวงสามารถสยบข้าศึก โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อถือว่าเป็นเลิศ การตีกองทัพข้าศึกให้แตกพ่ายถือว่าเป็นรอง"
ดังนั้น "รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งจึงมิจัดว่ายอดเยี่ยม ทว่าข้าศึกยอมสยบโดยมิต้องรบ จึงนับว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง"
" สูงสุดคือ ชนะโดยใช้กุศโลบาย รองลงมาคือ ชนะโดยการใช้การฑูต รองลงมาอีกคือ ชนะโดยทำลายกองทหารของฝ่ายตรงข้าม ขั้นตำ่ที่สุดคือ ชนะโดยการบุกโจมตีเมืองของข้าศึก"
เป้าหมายการรบคือ เพื่อสันติภาพไม่ใช่ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บ ล้มตายและเสียหายจากการรบ ฝ่ายเสียเปรียบจะรีบยอมแพ้และขอยุติสงคราม ถ้าฝ่ายชนะเปิดโอกาสให้ นี่คือปรัชญาแห่งการทำศึกสงครามของซุนวู น่าเสียดายที่บางประเทศเรียนรู้ไม่ลึกซึ้ง จึงนำประชาชนไปสู่หายนะ
" ชนะโดยไม่ต้องรบ คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
วิหคที่เหินหาวอยู่บนห้วงเวหา ต้องอาศัยปีกทั้งสองฉันใด องค์กรที่จะรุ่งโรจน์สู่จุดสูงสุด ก็ต้องอาศัย 'เต๋า' และกลยุทธ์ ฉันนั้น เต๋า คือ วิถีแห่งคุณธรรมที่คอยกำกับอยู่ภายใน กลยุทธ์คือ เทคนิคที่ประยุกต์มาปฏิบัติ
เคล็ดลับสำคัญคือเทคนิคต้องตั้งอยู่บนเต๋า หรือวิถีแห่งคุณธรรม ไม่ใช่แยกใช้เทคนิคเพียงลำพัง เทคนิคเหล่านี้เปรียบเสมือนเพลงกระบี่ที่ร่ายรำเป็นกระบวนท่าที่ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไป แต่เพลงกระบี่เหล่านี้จะกลายเป็นเพียงการร่ายรำที่ใร้อานุภาพ หากใช้โดยไม่เข้าใจ 'เคล็ดวิชา'และขาดพื้นฐาน 'กำลังภายใน'ที่แข็งแกร่ง
จิตวิญญาณขององค์กร คือ คน การตระหนักถึงพลังของทีมงานจะสร้างความสำเร็จขององค์กร จึงต้องรู้จักรักถนอมทีมงานของตน ต้องหลีกเลี่ยงการทำให้กองกำลังอ่อนล้าโดยไม่จำเป็น เรามักใส่ใจใน Hardware Software แต่กลับหลงลืม Humanware ไปอย่างน่าเสียดาย
'ต้นไม้สูงใหญ่ กำเนิดจากหน่ออ่อน หอสูงเก้าชั้น เกิดจากดินหนึ่งกอง การเดินทางพันลี้ เริ่มที่ก้าวแรก'
'ผู้ที่ยืนเขย่งเท้า จะยืนได้ไม่มั่นคง ผู้ที่ก้าวเท้ายาวเกินไป จะเดินได้ไม่ไกล' ยืนเขย่งเท้า อาจทำให้คุณดูสูงขึ้น แต่คุณจะฝืนยืนได้นานแค่ไหน ก้าวยาวเกินไป ก็อ่อนล้าได้ง่ายไปไม่ได้ไกล
คนที่มีชีวิตไร้แรงกดดันใดๆ ก็คล้ายเรือลำใหญ่ที่ไม่มีสิ่งของใดๆอยู่ในท้องเรือ เมื่อเผชิญคลื่นลมแม้เพียงเล็กน้อย ก็โคลงเคลงเป็นการใหญ่ ง่ายต่อการพลิกควำ่
การมีแรงกดดันแต่พอสมควร จึงทำให้ชีวิตเรามั่นคงแข็งแรงขึ้น ไม่เช่นนั้นเราจะมีชีวิตที่แสนจะเปราะบาง เกิดเหตุกระทบกระทั่ง แม้เพียงเล็กน้อยก็แตกสลายไม่มีชิ้นดี
"ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ถ้างานของคุณฉายแวว 'ดาวรุ่ง'ย่อมมีคนอิจฉาเป็นธรรมดา ไม่ต้องโต้เถียง ไม่จำเป็นต้องยอมแพ้ ใช้ความอดทน ไม่คิดร้ายใคร ทุ่มเทใจให้การทำงาน พร้อมสนับสนุนจุนเจือผู้อื่น แล้วกาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์'ความเป็นทองแท้'ของคุณ
เพราะขาดความอบอุ่นของสัมพันธภาพ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คนเราควรมีเยื่อใยเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน ไม่ควรถูกพันธนาการไว้รวมกัน ด้วยโซ่ตรวนแห่งเงินตราเท่านั้น
ซุนวูสนับสนุนให้ " ชนะโดยไม่ต้องรบ" ในคำราพิชัยสงคราม บทที่ 3 " ในยุทธวิธีทั้งปวงสามารถสยบข้าศึก โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อถือว่าเป็นเลิศ การตีกองทัพข้าศึกให้แตกพ่ายถือว่าเป็นรอง"
ดังนั้น "รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งจึงมิจัดว่ายอดเยี่ยม ทว่าข้าศึกยอมสยบโดยมิต้องรบ จึงนับว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง"
" สูงสุดคือ ชนะโดยใช้กุศโลบาย รองลงมาคือ ชนะโดยการใช้การฑูต รองลงมาอีกคือ ชนะโดยทำลายกองทหารของฝ่ายตรงข้าม ขั้นตำ่ที่สุดคือ ชนะโดยการบุกโจมตีเมืองของข้าศึก"
เป้าหมายการรบคือ เพื่อสันติภาพไม่ใช่ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บ ล้มตายและเสียหายจากการรบ ฝ่ายเสียเปรียบจะรีบยอมแพ้และขอยุติสงคราม ถ้าฝ่ายชนะเปิดโอกาสให้ นี่คือปรัชญาแห่งการทำศึกสงครามของซุนวู น่าเสียดายที่บางประเทศเรียนรู้ไม่ลึกซึ้ง จึงนำประชาชนไปสู่หายนะ
" ชนะโดยไม่ต้องรบ คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
วิหคที่เหินหาวอยู่บนห้วงเวหา ต้องอาศัยปีกทั้งสองฉันใด องค์กรที่จะรุ่งโรจน์สู่จุดสูงสุด ก็ต้องอาศัย 'เต๋า' และกลยุทธ์ ฉันนั้น เต๋า คือ วิถีแห่งคุณธรรมที่คอยกำกับอยู่ภายใน กลยุทธ์คือ เทคนิคที่ประยุกต์มาปฏิบัติ
เคล็ดลับสำคัญคือเทคนิคต้องตั้งอยู่บนเต๋า หรือวิถีแห่งคุณธรรม ไม่ใช่แยกใช้เทคนิคเพียงลำพัง เทคนิคเหล่านี้เปรียบเสมือนเพลงกระบี่ที่ร่ายรำเป็นกระบวนท่าที่ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไป แต่เพลงกระบี่เหล่านี้จะกลายเป็นเพียงการร่ายรำที่ใร้อานุภาพ หากใช้โดยไม่เข้าใจ 'เคล็ดวิชา'และขาดพื้นฐาน 'กำลังภายใน'ที่แข็งแกร่ง
จิตวิญญาณขององค์กร คือ คน การตระหนักถึงพลังของทีมงานจะสร้างความสำเร็จขององค์กร จึงต้องรู้จักรักถนอมทีมงานของตน ต้องหลีกเลี่ยงการทำให้กองกำลังอ่อนล้าโดยไม่จำเป็น เรามักใส่ใจใน Hardware Software แต่กลับหลงลืม Humanware ไปอย่างน่าเสียดาย
'ต้นไม้สูงใหญ่ กำเนิดจากหน่ออ่อน หอสูงเก้าชั้น เกิดจากดินหนึ่งกอง การเดินทางพันลี้ เริ่มที่ก้าวแรก'
'ผู้ที่ยืนเขย่งเท้า จะยืนได้ไม่มั่นคง ผู้ที่ก้าวเท้ายาวเกินไป จะเดินได้ไม่ไกล' ยืนเขย่งเท้า อาจทำให้คุณดูสูงขึ้น แต่คุณจะฝืนยืนได้นานแค่ไหน ก้าวยาวเกินไป ก็อ่อนล้าได้ง่ายไปไม่ได้ไกล
คนที่มีชีวิตไร้แรงกดดันใดๆ ก็คล้ายเรือลำใหญ่ที่ไม่มีสิ่งของใดๆอยู่ในท้องเรือ เมื่อเผชิญคลื่นลมแม้เพียงเล็กน้อย ก็โคลงเคลงเป็นการใหญ่ ง่ายต่อการพลิกควำ่
การมีแรงกดดันแต่พอสมควร จึงทำให้ชีวิตเรามั่นคงแข็งแรงขึ้น ไม่เช่นนั้นเราจะมีชีวิตที่แสนจะเปราะบาง เกิดเหตุกระทบกระทั่ง แม้เพียงเล็กน้อยก็แตกสลายไม่มีชิ้นดี
"ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ถ้างานของคุณฉายแวว 'ดาวรุ่ง'ย่อมมีคนอิจฉาเป็นธรรมดา ไม่ต้องโต้เถียง ไม่จำเป็นต้องยอมแพ้ ใช้ความอดทน ไม่คิดร้ายใคร ทุ่มเทใจให้การทำงาน พร้อมสนับสนุนจุนเจือผู้อื่น แล้วกาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์'ความเป็นทองแท้'ของคุณ
เพราะขาดความอบอุ่นของสัมพันธภาพ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คนเราควรมีเยื่อใยเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน ไม่ควรถูกพันธนาการไว้รวมกัน ด้วยโซ่ตรวนแห่งเงินตราเท่านั้น
วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553
CEO โลกตะวันออก
บริษัททุกที่ต่าง อยากได้คนดีคนเก่งมาทำงานด้วย และก็คิดว่ามันก็ไม่น่าจะยากอะไร แต่ทว่า " ทำอย่างไร" และจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือ " คนดีมีฝีมือแท้จริง" และจะทำอย่างไร จึงจะให้คนเหล่านี้ช่วนเหลือด้วยความพร้อมใจ และทำอย่างไร จึงจะสามารถรักษาคนดีๆ ให้อยู่กับองค์กรโดยตลอด
บริษัทที่เป็นของครอบครัว ส่วนใหญ่มองพนักงานทั้งหลายของตนว่า "คนใช้ที่มีดีกรี เท่านั้น" เมื่อไม่มีใครให้กียรติ ให้คุณค่าในสติปัญญาความสามารถ ลูกจ้างทั้งหลายจึงพยายามหาลู่ทาง มุ่งมั่นจะออก ไม่มีความผูกพัน ทำงานเพื่อเงิน เห็นบริษัทเป็นเพียงแหล่งรายได้เท่านั้น และจะพยายามหาที่ใหม่ ที่จะจ่ายมากกว่าเสมอ
การบริหารคือการใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือสิ่งที่ทำให้ "จอมทัพ" แตกต่างจาก "แม่ทัพ"ธรรมดาทั่วไป ในขณะที่แม่ทัพจะดูแลสนามรบ มุ่งมั่นที่เพเอาชนะศึกสมรภูมินั้น แต่คนเป็นจอมทัพ อ่านทะลุจุดแข็งจุดอ่อน ของสองฝ่ายด้วยควาทเป็นกลาง เยือกเย็น สุขุม รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิดความต่าง
"ชนะโดยไม่คิดเอาชนะ" การคิดจะเอาชนะคนอื่น มีต้นทุนสูง มีผลเสียมากกว่าผลดี แท้จริงคือการแข่งกันทนความยั่วจากสถานการณ์ที่มาชักจูงให้เกิดความโลภ อยากทำลายคู่ต่อสู้ ผู้ชนะคือ ผู้ที่ทนยั่วได้นานกว่า ผู้ที่ไม่คิดชนะก็จะกลายเป็นชนะไปเอง " การชนะจึงมาจากการที่สังคมมอบให้ ห้ามไปเอามา"
ในชีวิตประจำวัน เราก็ไม่ควรไปเอาชนะใคร เพราะใครๆก็ไม่อยากเสียหน้า องค์กรควรใช้ทรัพยากรที่มีน้อยไปในการพัฒนาตัวเองหนีคู่แข่ง ไม่ควรใช้ทรัพยากรไปในการทำลายคู่แข่ง เพราะนอกจากสร้างความบาดหมางแล้ว ยังมิได้ใช่ทรัพยากรไปในทางลร้างลรรค์
ชัยชนะที่แท้จริง คือการบรรลุเป้าหมายของงาน ไม่ใช้การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง และนี่คือเหตุผลเบื้องหลังปรัชญา " ชนะได้ เพราะไม่คิดเอาชนะ"
มนุษย์เราต้องรู้จักละวาง ทำตัวให้ว่าง เพื่อจะทำคุณประโยชน์ได้อย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นการ "กล้าทิ้ง" กล้าตัดสินใจละวาง จะช่วยเพิ่มความว่าง ลดภาระ ซึ่งก็คือ การเพิ่มพลังให้แก่ตัวเอง
กลยุทธ์ในการใช้พลังคือ ใช้พลังให้น้อยที่สุด โดยให้ผลที่มากที่สุด" โดยคำนึงผลปรโยชน์ให้น้อยที่สุดหรือไม่คิดเลย ตรงข้ามกับแผนกาวที่หวังจะเอาประโยชน์ใส่ตัว ต้องคอยกลบเกลื่อน หลบซ่อน ใช้พลังงานมากเกินจำเป็น เล่าจื้อและขงจื้อต่างเน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม แม้งานสำเร็จก็ไม่เรียกร้องผลตอบแทนใด และสูงสุดคือค่อย fade out สลายตัวจากไปจนไร้ร่องรอย
บริษัทที่เป็นของครอบครัว ส่วนใหญ่มองพนักงานทั้งหลายของตนว่า "คนใช้ที่มีดีกรี เท่านั้น" เมื่อไม่มีใครให้กียรติ ให้คุณค่าในสติปัญญาความสามารถ ลูกจ้างทั้งหลายจึงพยายามหาลู่ทาง มุ่งมั่นจะออก ไม่มีความผูกพัน ทำงานเพื่อเงิน เห็นบริษัทเป็นเพียงแหล่งรายได้เท่านั้น และจะพยายามหาที่ใหม่ ที่จะจ่ายมากกว่าเสมอ
การบริหารคือการใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือสิ่งที่ทำให้ "จอมทัพ" แตกต่างจาก "แม่ทัพ"ธรรมดาทั่วไป ในขณะที่แม่ทัพจะดูแลสนามรบ มุ่งมั่นที่เพเอาชนะศึกสมรภูมินั้น แต่คนเป็นจอมทัพ อ่านทะลุจุดแข็งจุดอ่อน ของสองฝ่ายด้วยควาทเป็นกลาง เยือกเย็น สุขุม รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิดความต่าง
"ชนะโดยไม่คิดเอาชนะ" การคิดจะเอาชนะคนอื่น มีต้นทุนสูง มีผลเสียมากกว่าผลดี แท้จริงคือการแข่งกันทนความยั่วจากสถานการณ์ที่มาชักจูงให้เกิดความโลภ อยากทำลายคู่ต่อสู้ ผู้ชนะคือ ผู้ที่ทนยั่วได้นานกว่า ผู้ที่ไม่คิดชนะก็จะกลายเป็นชนะไปเอง " การชนะจึงมาจากการที่สังคมมอบให้ ห้ามไปเอามา"
ในชีวิตประจำวัน เราก็ไม่ควรไปเอาชนะใคร เพราะใครๆก็ไม่อยากเสียหน้า องค์กรควรใช้ทรัพยากรที่มีน้อยไปในการพัฒนาตัวเองหนีคู่แข่ง ไม่ควรใช้ทรัพยากรไปในการทำลายคู่แข่ง เพราะนอกจากสร้างความบาดหมางแล้ว ยังมิได้ใช่ทรัพยากรไปในทางลร้างลรรค์
ชัยชนะที่แท้จริง คือการบรรลุเป้าหมายของงาน ไม่ใช้การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง และนี่คือเหตุผลเบื้องหลังปรัชญา " ชนะได้ เพราะไม่คิดเอาชนะ"
มนุษย์เราต้องรู้จักละวาง ทำตัวให้ว่าง เพื่อจะทำคุณประโยชน์ได้อย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นการ "กล้าทิ้ง" กล้าตัดสินใจละวาง จะช่วยเพิ่มความว่าง ลดภาระ ซึ่งก็คือ การเพิ่มพลังให้แก่ตัวเอง
กลยุทธ์ในการใช้พลังคือ ใช้พลังให้น้อยที่สุด โดยให้ผลที่มากที่สุด" โดยคำนึงผลปรโยชน์ให้น้อยที่สุดหรือไม่คิดเลย ตรงข้ามกับแผนกาวที่หวังจะเอาประโยชน์ใส่ตัว ต้องคอยกลบเกลื่อน หลบซ่อน ใช้พลังงานมากเกินจำเป็น เล่าจื้อและขงจื้อต่างเน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม แม้งานสำเร็จก็ไม่เรียกร้องผลตอบแทนใด และสูงสุดคือค่อย fade out สลายตัวจากไปจนไร้ร่องรอย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)