weenalovecookie

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

องค์ประกอบของความสำเร็จ

นโปเลียน ฮิลล์ เคยพูดไว้ว่า 'สิ่งใดก็ตามที่สมองสามารถเข้าใจและเชื่อได้ จะสามารถทำให้สำเร็จได้' สมองเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง มันสามารถมอบเกือบืุกสิ่งที่คุณต้องการได้ แต่คุณเองต้องเชิ่อว่า สิ่งที่คุณต้องการนั้นเป็นไปได้ เหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายล้วนมาพร้อมกับเมล็ดพันธ์แห่งผลประโยชน์ที่เท่าเทียมหรือเหนือกว่า " นโปเลียน ฮิลล์. เราจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ดึงศักยภาพของตัวเองออกมา เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย จงทำให้แน่ใจว่าได้เขียนเป้าหมายยากๆไว้ด้วย เพราะมันจะดึงศักยภาพของเราออกมา เป้าหมายที่บีบให้เราต้องเติบโตขึ้นเพื่อบรรลุผลสำเร็จนั้นมีประโยชน์ การมีเป้าหมายที่ทำให้เร่รู้สึกอึดอัดบ้างเล็กๆน้อยๆถือเป็นเรื่องดี เพราะนอกจากจะทำให้เราประสบความสำเร็จทางวัตถุแล้ว ยังทำให้เราเป็นผู้ชำ่ชองการใช้ชีวิตด้วย เพราะการที่จะทำอย่างนั้นได้ต้องอาศัยการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ การขยายมุมมองเพื่อให้เห็นความเป็นไปได้ การสร้างสัมพันธ์ใหม่ๆ และการเรียนรู้ที่จะเอาชนะความกลัว ความลังเล และอุปสรรค สร้างเป้าหมายแบบก้าวกระโดด มันจะเป็นการกระโดดจากที่หนึ่งไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าในทันใด เพราะเราส่วนใหญ่จะตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองซึ่งจะเป็นการปรับปรุงตัวเองเล็กๆน้อยๆ เหมือนกับการขว้างลูกอเมริกันฟุตบอลให้ได้ระยะทางเพิ่มขึ้นแค่ 4 หลา แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทันทีที่คุณลงสนามแล้วขว้างลูกเดียวกันได้ไกลถึง 50 หลา ทำให้การบรรลุเป้าหมายเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง มันจึงเป็นเป้าหมายที่ควรค่าแก่การไล่ล่่าด้วยความกระตือรือร้น เป็นสิ่งที่ต้องรีบทำให้สำเร็จใช่หรือไม่ เป้าหมายเดียวไม่พอ: ถ้าคุณเบื่อหน่่ายกับชีวิต ถ้าคุณไม่ได้ตื่นนอนทุกเช้ามาพร้อมกับความปรารถนาอย่างเต็มเปี่ยม ที่จะทำสิ่งต่างๆ นั่นหมายความว่าจำนวนเป้าหมายของคุณยังไม่มากพอ " ลู โฮล์ทซ์ เมื่อคุณตั้งเป้าหมาย จะมี 3 สิ่งเกิดขึ้นนั่นคือ ความกังวล ความกลัวและสิ่งกีดขวาง อันที่จริงแล้ว ทั้งสามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ นั่นหมายความว่าคุณยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่พอที่จะดึงศักยภาพของคุณออกมาและทำให้คุณสามารถเติบโตขึ้นได้หมายถึง ยังไม่ใช่การพัฒนาตัวเองอย่างแท้จริง ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการเอาชนะความกังวล ความกลัวและสิ่งกีดขวาง ไม่ใช่การตอบแทนในรูปวัตถุต่างๆ แต่เป็นการพัฒนาตัวเองที่เราจะได้รับในระหว่างการเดินตามเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นั้น การจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น เราต้องกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ด้วย เราต้องพัฒนาทักษะ ทัศนคติ. และความสามารถใหม่ๆ พัฒนาศักยภาพของตัวเอง เมื่อทำเช่นนี้แล้วศักยภาพของเราจะสูงขึ้นตลอดเวลา ความลับของการก้าวไปข้างหน้าคือ การเริ่มต้น ความลับของการเริ่มต้นคือ การแบ่งงานซับซ้อนที่มีอยู่ล้นมือ ให้เป็นงานเล็กๆที่สามารถจัดการได้ จากนั้นจึงเริ่มทำงานชิ้นแรก ". มาร์ก ทเวน ปัญหายากๆที่เราต้องเผชิญ ไม่อาจแก้ได้ด้วยการใช้ความคิดแบบเดียวกับที่สร้างมันขึ้นมา " อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ การนึกภาพ visualization เป็นการสร้างภาพที่มีพลังในจินตนาการของเรา อาจเป็นเครื่องมือของความสำเร็จที่อาจถูกใช้น้อยที่สุด ทั้งที่มันจะช่วยให้เราสามารถถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นอย่างมาก 1) การนึกภาพจะกระตุ้นจิตใต้สำนึกของเรา 2) การนึกภาพช่วยให้สมองแน่วแน่ โดยอาศัยการตั้งโปรแกรมให้กับระบบจิตใต้สำนึกหรือ reticular activating system (ras) เพื่อให้สามารถสังเกตุเห็นทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่ แต่ไม่อาจสังเกตุเห็นก่อนหน้านี้ 3) การนึกภาพจะดึงดูดผู้คน ทรัพยากรต่างๆ โอกาสที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายของเราเข้ามา การนึกภาพช่วยให้ผลงานดีขึ้นอย่างไร ในแต่ละวัน เมื่อเรานึกภาพเป้าหมายราวกับว่า มันสำเร็จแล้ว มันเกิดขึ้นแล้ว จะเกิดความไม่สอดคล้องขึ้นมาในระดับจิตใต้สำนึกของเรา ระหว่างภาพปัจจุบันที่เราอยู่กับภ่พในจิตนาการของเรา จิตใต้สำนึกของเราจะพยายามเยียวยาความไม่สอดคล้องนั้น ด้วยการปรับเปลี่ยนสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของเรา ไปสู่อนาคตใหม่ๆที่น่าตื่นเต้นกว่า เมื่อเวลาผ่านไปความไม่สอดคล้องจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะการนึกภาพอย่างต่อเนื่องจะมี3 สิ่งเกิดขึ้น 1) มันจะกำหนดระบบประสาทที่ทำให้จิตใต้สำนึกตื่นตัว (ras)ให้เริ่มเปิดรับบางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมาย 2) มันจะกระตุ้นจิตใต้สำนึกของเรา ให้สร้างทางออกเพื่อไปให้ถึงยังเป้าหมายที่เราต้องการ เราจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมกับความคิดใหม่ๆ ที่บางที่ก็โผล่มา ตอนอาบน้ำ ขับรถฯ 3) มันจะเพิ่มแรงจูงใจของเรา เราจะเริ่มสังเกตุเห็นว่าตัวเองทำสิ่งต่างๆซึ่งพาตัวเองไปสู่เป้าหมายโดยไม่ได้คาดคิดเอาไว้ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด เช่นการยกมือตอบ การออมเงิน ขยันมากขึ้น การชำระบัตรเครดิตจนหมด หรือตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้นในชีวิตส่วนตัว งานเลี้ยงที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้ ในปี 1986 มีงานเลี้ยงหนึ่งของ ไดอาน่า ฟอน เวละเนตซ์ ร่วมกับนิตยสารอินไซด์เอดจ์ จัดงานที่ส่งผลกระทบมหาศาลกับชีวิตผู้คน งานนี้ชื่อ " มาในแบบคุณจะเป็นในปี 1991" ในงานเลี้ยงทุกคนต้องแต่งตัว ใช้อุปกรณ์ประกอบความฝันของตัวเองในปี 1991 ไม่ว่ารางวัล เช็คมูลค่ามหาศาล บ้านหรือคฤหาสน์ พูดคุยกันประหนึ่งว่ามันเป็นไปตามนั้นแล้วจริงๆ และงานนี้ก็ได้สร้าง ซูซาน เจฟเฟอร์ส จากไม่มีผลงานให้กลายเป็นนักเขียนหนังสือขายดีถล่มทลายทั่วโลกอย่าง Feel the fear and do it away. และ Jack Canfield กับหนังสือที่ขายดีติดอันดับ chicken soup of the sole และได้รางวัลสุดยอดหนังสือขายดี 7 เล่มใน new York time สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราคิด หรือสิ่งที่เราเชื่อ ท้ายที่สุดแล้วจะมีผลน้อยมาก ผลที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เราทำเท่านั้น " จอห์น รัสกิน

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The success principle by Jack Canfield

พวกเราส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังให้กล่าวโทษสิ่งต่างๆ นอกจากตัวเองว่ามีส่วนทำให้เรามีชีวิตที่เราไม่ชอบ เราโทษพ่อแม่ เจ้านาย เพื่อนฝูง สื่อ เพื่อนร่วมงาน ความยากจน ดวงชะตา .... เรากล่าวโทษทุกคนหรือทุกสิ่งที่สามารถกล่าวโทษได้ เราไม่เคยมองว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ทั้งๆที่ปัญหาอยู่ที่ตัวเราเอง ถ้าเราต้องการสร้างชีวิตในฝันของตัวเอง เราจะต้องรับผิดชอบชีวิตของเรา 100% ด้วยเช่นกัน นั่นหมายถึงการเลิกใช้ข้อแก้ตัว เลิกอ้างถึงเรื่องราวของการตกเป็นเหยื่อ เลิกยกสารพัดเหตุผลว่าทำไมเราถึงทำไม่ได้ และยังไม่ลงมือทำจนถึงตอนนี้ และเลิกกล่าวโทษสถานการณ์ภายนอก เราจะต้องทิ้งมันไปตลอดกาล ผู้คนมากมายเอาชนะปัจจัยต่างๆที่ถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่มีทางเป็นปัจจัยที่จะม่จำกัดศักยภาพของตัวเรา สิ่งที่หยุดยั้งเราไม่ใช่เหตุการณ์ภายนอกหรือเงื่อนไขต่างๆน่ๆ แต่เป็นตัวเราเอง เราหยุดยั้งตัวเราเอง เราคิดถึงแต่ข้อจำกัดและแสดงพฤติกรรมที่ทำให้ตัวเองพ่ายแพ้ เราแก้ตัวให้กับนิสัยบ่อนทำลายของตัวเองด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เราไม่สนใจข้อมูลป้อนกลับที่เป็นประโยชน์และเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง ไม่เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องในชีวิต ร่วมวงนินืาไร้สาระ กินอ่หารทำลายสุขภาพ มช้เงินมากกว่าที่หาได้ ไม่กล้าขอในสิ่งที่อยากได้ แล้วก็ได้แต่นั่งพรำ่บ่นว่า ทำไมชีวิตของเราถึงไม่ได้เรื่อง ทุกอย่างที่คุณเจอในวันนี้ คือ ผลลัพธ์ของสิ่งที่คุณเลือกทำในอดีต: เราแค่ควบคุม 3 สิ่งในชีวิตของเราให้ไ้ด้ นั่นคืิอ ความคิดต่างๆที่เรามี ภาพในใจที่เราดห็น และสิ่งที่เรากระทำ 3 วิธีนี้จะกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะได้พบเจอ การกล่าวโทษรังแต่จะทำให้เสียเวลา ไม่ว่าเราจะหาข้อผิดพลาดของคนคนหนึ่งได้มากเท่าไหร่ และไม่ว่าเร่จะกล่าวโทษเขามากเพียงใด มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงตัวเราเองได้" เวย์น ไดเออร์ how to get what you really want !! คนที่บ่นว่าลูกกระดอนไม่เป็นใจ มักจะเป็นคนทำลูกหล่นเอง " ลู โฮล์ทซ์ สุดยอดโค้ช NCAA การบ่น: สถานการณ์ที่เราบ่นถึง โดยธรรมชาติล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราเลือกที่จะไม่เปลี่ยน คนเราจะบ่นแต่เฉพาะสิ่งที่เราสามารถจะทำอะไรบางอย่างกับมันได้ แต่เราจะไม่บ่น ในสิ่งที่เราไม่มีอำน่จเหนือมัน อาทิ แรงโน้มถ่วงของโลก พระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ลง การบ่นหมายความว่า เรามีจุดอ้างอิงเป็นบางสิ่งที่ดีกว่าและเป็นสิ่งที่เราชอบมากกว่า แต่เราไม่กล้าเสี่ยงที่จะสร้างมันขึ้นมา เรา ต้องยอมรับว่า เราเป็นคนเลือกอยู่ในจุดที่เราอยู่ตอนนี้ ยืดอกรับผิดชอบต่อทางเลือกของตัวเราเอง แล้วเลิกบ่นซ่ะ หรือไม่ก็กล้าที่จะเสี่ยง เพื่อสร้างชีวิตในแบบที่เราต้องการอย่างแท้จริง สังเกตมั๊ยว่า ผู้คนส่วนใหญ่ชอบบ่นผิดคน โดยบ่นกับคนที่ไม่อาจทำอะไรกับสิ่งที่พวกเขาบ่นได้เลย พวกเขาไปทำงานและบ่นถึงคนรักของตัวเอง พอกลับม่บ้านพวกเขาก็บ่นให้คนรักฟังถึงที่ทำงาน ทำไมน่ะหรือ เพราะมันง่ายและเสี่ยงน้อยกว่าการจะบอกกับคนรักคุณเองว่า คุณไม่มีความสุขกับความเป็นไปต่างๆนาๆในบ้านนั้น มันจำเป็นต้องมีความกล้า การขอร้องให้ใครสักคนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต้องอาศัยความกล้า คุณสร้างทุกอย่างขึ้นมาเอง หรือปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นกับคุณ: คุณเป็นผู้ก่อให้เกิดบางอย่างขึ้นโดยตรงด้วยการลงมือทำหรือไม่ลงมือทำ เช่น คุณไม่อ่านเพิ่มหรือปฏิเสธการเข้าฟังสัมนาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจเพร่ะคุณยุ่งมาก ตอนนี้รุ่นน้องหน้าใหม่เพิ่งได้ปรับตำแหน่งและ แซงคุณไป, คุณไม่มีเวลาซ่อมบำรุงรถของคุณ และตอนนี้คุณกำลังรู้สึกจนปัญญาที่มันเกิดดับขึ้นมาดื้อๆ, คุณไม่มีเวลาฝึกสุนัข ตอนนี้ก็เลยควบคุมมันไม่ได้ ขอให้รู้ว่า ในกรณีเหล่านี้คุณไม่ได้ตกเป็นเหยื่อ แต่เพราะคุณยืนอยู่นิ่งๆและปล่อยให้มันเกิดขึ้น คุณไม่ได้พูด ไม่ได้เรียกร้อง ไม่อ้อนวอน ไม่ปฏิเสธ ไม่พยายามทำอะไรใหม่ๆทั้งๆที่รู้ว่ามันดี ผู้ที่ประสบความสำเร็จ จะเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงไปตรงๆ พวกเขากล้าทำสิ่งที่น่าลำบากใจและลงมือสร้างผลลัพท์ที่ปรารถนา ผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่รอให้หายนะบังเกิด แล้วจึงโทษอะไรสักอย่างหรือใครสักคน ตัดสินใจเลือกจุดมุ่งหมายที่สำคัญในชีวิตออกมา และจัดกิจกรรมทั้งหมดของคุณให้สอดคล้องกับมัน " ไบรอัน เทรซี่ หากปราศจากจุดมุ่งหมายซึ่งเป็นเข็มทิศนำทางให้คุณ เป้าหมายและแผนการของคุณย่อมไม่อาจสมปรารถนาได้ในท้ายที่สุด คุณคงไม่อยากไต่บันไดไปถึงขั้นบนสุดแล้วพบว่า คุณพาดบันไดกับผนังผิดด้าน เราเกิดมาพร้อมกับระบบนำทางภายในที่จะบอกว่า เรากำลังเดินไปสู่จุดหมายหรือออกนอกลู่นอกทาง โดยดูจากปริมาณความสุขที่เราได้รับในเวลานั้น เมื่อเรารู้ชัดเจนว่าอะไรนำความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดมาให้ เราจะมีความเข้าใจในจุดมุ่งหมายอย่างถ่องแท้ ขั้นตอนแรกซึ่งขาดไม่ได้ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่คุณต้องการในชีวิตึือ ตัดสินใจให้ได้ว่าคุณต้องการอะไร " เบน สไตน์ หนึ่งในเหตุผลหลักที่คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการคือ พวกเขายังตัดสินใจไม่ได้ว่าต้องการอะไร พวกเขายัไม่ได้กำหนดความปรารถนาของตนให้ มีรายละเอียดที่ชัดเจนและดึงดูดพอ หรือในความคิดของคุณความสำเร็จมีหน้าตาเป็นเช่นไร อย่าใช้ชีวิตตามฝันของคนอื่น: หลัจากถูกปิดกั้นจากสิ่งแวดล้อมเดิมนานๆ สุดท้ายเราส่วนใหญ่ก็จะห่างเหินไปจากความต้องการของร่างกายและความปรารถนาในจิตใจของตัวเอง ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง เราก็ติดแหงกกับการพยายามค้นหาว่าคนอื่นต้องการให้เราทำอะไร เราเรียนรู้ว่าจะทำและเป็นอย่างไรให้ได้รับการยอมรับจากพวกเขา ผลในตอนนี้คือ เราต้องทำสิ่งต่างๆมากมายที่เราไม่ค้องการจะทำ เพียงเพื่อให้หลายๆคนพอใจ การไม่รู้แน่ชัดว่าคุณต้องการอะไร และการให้ความสำคัญกับความต้องการและความปรารถนาของผู้อื่นมากกว่าของตัวเอง เป็นเพียงนิสัยหนึ่งเท่านั้น คุณสามารถเลิกได้ด้วยการฝึกฝนนิสัยที่ตรงกันข้าม จงฝันให้ยิ่งใหญ่ไว้เสมอ ความฝันที่ยิ่งใหญ่จะดึงดูดผู้คนที่ยิ่งใหญ่เข้ามา "ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จสุดยอดกับคนอื่นๆในโลกนี้ คือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จขั้นสุดยอดมีฝันที่ยิ่งใหญ่กว่า จอห์น เอฟเคนเนดี้ ฝันถึงการนำคนไปอยู่บนดวงจันทร์, มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ ฝันถึงประเทศที่ไร้ซึ่งอคติ บิลล์ เกตส์ ฝันถึงโลกใบหนึ่งที่ทุกบ้่านมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต บักมินสเตอร์ ฝน ถึงโลกที่ทุกคนมีพลังงานไฟฟ้าใช้ แล้วความฝันของคุณล่ะ ?

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ออกจากพื้นที่ผ่อนคลาย

เราสูญเสีย สามส่วนสี่ ของตัวเรา เพื่อเลียนแบบคนอื่น 'อาเธอร์ โชเพนฮอยเออร์

วิศวกรไม่ได้ต่อเรือกำปั่นยักษ์ เพื่อจอดแช่ไว้ที่ท่าเฉยๆ ชีวิตของเราก็ไม่ได้ถือกำเนิดมาเพื่อกบดานอยู่ในที่ปลอดภัย มนุษย์ถูกสร้างสรรค์ให้มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูจากสภาพบอบชำ้และสั่งสมความโชกโชนจ่กประสบการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี คุณจึงไม่จำเป็นต้องกลัว กระวนกระวายกับปัญหาอุปสรรคที่เข้ามาให้มากมายไปนัก

ภายในโซนของความผ่อนคลาย ชัยชนะช่างอยู่ไกลเกินเอื้อม: การที่เราหลบเร้นอยู่ในที่เรารู้สึกสบาย แล้วอยากได้ความสำเร็จ อยากได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ดูจะเป็นเรื่องมักง่ายจนเกินไป เราต้องลงมือทำในสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย แม้คู่แข่งจะล้มเราในป้อมของเราไม่ได้ แต่เราเองก็ไม่สามารถและไม่มีวันพิชิตเขาด้วยการนั่งนอนสบายอยู่กับที่เช่นกัน ถึงแม้ว่าคงไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จหากก้าวออกมา แต่ถ้าไม่คิดออกไปไหนเลย ก็เท่ากับเราการันตีความพ่ายแพ้ให้แก่ตัวเองเรียบร้อยแล้ว

10 คำถามที่ควรถามตัวเอง ก่อนตัดสินใจออกจาก comfort zone หรือโซนปลอดภัยของตัวเรา
1) มีใครเคยทำแบบนี้บ้างไหม
2) สิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นคือออะไร
3) สิ่งที่คุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นคืออะไร
4) ลอง ชิมลาง ดูก่อนมั๊ย
5) มีโอกาสสำหรับความผิดพลาดมากพอมั๊ย
6) อดีตของคุณ ยำ้เตือนว่า ควรลุย ใช่ไหม
7) มีแรงส่งพอตะทำสำเร็จแค่ไหน
8) ฉันศรัทธาในตนเองพอหริอยัง
9) ฉันศรัทธาในืีมงานของฉันพอหรือยัง
10) สิ่งศักดิ์สิทธิ ส่งสัญญาณชี้นำอะไรบ้าง

แนวทางการเรียนรู้: มีบุคคลอยู่ 3 จำพวกในโลกนี้ คือ
1) พวกที่เรียนรู้สิ่งต่างๆจากประสบการณ์ของตนเอง คือ 'พวกฉลาดหลักแหลม'
2) พวกที่เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นคือ 'พวกเปี่ยมสุข'
3) พวกสุดท้ายไม่คิดรำ่เรียนทั้งจากประสบการณ์ของตนเองและของผู้อื่น คือ 'พวกโง่เขลาเบาปัญญา'
ลอร์ด เชสเตอร์ฟิลด์ รัฐบุรุษชาวอังกฤษ

กติกาในเกมการเรียนรู้
1) จงฉกฉวยทุกๆโอกาส เพื่อแลกกับความรู้
2) จงยอมรับข้อโต้แย้งหรือการคัดค้านโดยดุษฎี
3) จงระดมสมองเพื่อหาทางออก เพราะมัยใช้ได้ผลเสมอ
4) จงมองภาพรวมให้รู้แจ้งแทงตลอด

ผลงานอันยิ่งใหญ่มักถูกรังสรรค์ ไม่ใช่ด้วยกำลัง แต่ด้วยความมานะอดทน
เขาผู้ซึ่งสาวเท้าอย่างขะมักเขม้นเพียงสามชั่วโมงต่อวัน จะพิชิตระยะทางเทียบเท่าเส้นรอบวงของโลกภายในเจ็ดปี ' ชาร์ล จอห์นสัน

ถ้าคุณอธิษฐานขอความสำเร็จในชีวิต
ก็จงเปิดรับ ความขยันหมั่นเพียร ไว้เป็นสหายสนิท
จงรับ ประสบการณ์ ไว้เป็นที่ปรึกษา
จงอาศัย ความรอบคอบ ไว้เป็นพี่ใหญ่คอยดูแล
และใช้ ความหวัง ในฐานะผู้พิทักษ์แสนปราดเปรื่อง " โจเซฟ แอดดิสัน

แนวคิดสำหรับการลงมือทำ

แนวคิดสำหรับการลงมือทำ
1) คุณไม่จำเป็นต้องรอเก่งถึงจะลงมือทำ แต่คุณต้องเริ่มลงมือทำถึงจะเก่ง
2) พยัญชนะสองตัวแรกในคำว่า Goal หรือเป้าหมายคือ GO ซึ่งแปลว่าลุยไปเลย
3) คนบางคนมัวเพ้อฝันถึงความสำเร็จอันงดงาม ในขณะที่คนอื่นลืมตาตื่นและลงมือทำกันแล้ว
4) ใครก็ตามที่ชอบโอ้อวดสิ่งที่เขาคิดจะทำพรุ่งนี้ บางทีเขาอาจโม้เรื่องเดียวกันมาตั้งแต่วันวาน
5) เขาจะไม่มีวันกลายเป็นสิ่งที่เขาควรจะเป็น จนกว่าจะเริ่มทำ ในสิ่งที่ควรทำ

ชีวิตคุณจะไปได้สักกี่นำ้ ขึ้นกับความเอ็นดูที่คุณมีต่อผู้อ่อนเยาว์ ขึ้นกับนำ้จิตที่เผื่อแผ่แด่คนสูงอายุ ขึ้นกับความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ทุกข์ร้อน รวมถึงใจเสมอภาคระหว่างบุคคลที่อ่อนแอและแข็งแรง เพราะชีวิตในวันหนึ่งของคุณ จักต้องกลายเป็นบุคคลเหล่านี้ทั้งหมด

แองเจลิน่า โจลี่ จากดาราสาวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เธอให้สัมภาษณ์ว่า 'จำได้ฝั่งใจว่า ตอนที่รู้สึกซึมเศร้าที่สุดในชีวิตคือตอนที่รุ่งโรจน์ที่สุดในอาชีพการงาน แถมความรักก็ลงตัว แต่ความรู้สึกคิดในหัวคือ ในเมื่อฉันถูกปรนเปรอด้วยความสุขสมที่มนุษย์ทุกคนใฝ่หาแล้ว แต่ทำไมฉันไม่มีความสุขเลย' เมื่อเธอได้เล่นหนัง 'Beyond Borders' เธอบอกว่า 'ถ้าเราสร้าง รร หรือชุบเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ หรือทำให้คุณภาพชีวิตคนอื่นดีขึ้น.. มันจะทำให้รู้สึกดีขึ้นเอง' เธอได้พูดอีกว่า 'เราอาจตายวันตายพรุ่ง หรือเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าผลงานที่หลงเหลือไว้คือภาพยนตร์กับรางวัลไม่กี่ชิ้น มันจะมีความหมายอะไร แต่ถ้าเราสร้าง รร หรืออุ้มชูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ หรืบางสิ่งบางอย่างอย่างให้คุณภาพชีวิตของคนอื่นๆดีขึ้น เมื่อนั้นแหละความอิ่มเอมจะบังเกิด ชีวิตก็จะพบความสุขความเจริญอันยั่งยืน'

ไม่ว่าคุณจะทำงานได้มากมายแค่ไหน ไม่ว่าบุคลิกภาพคุณจะน่าดึงดูดใจเพียงใด บางที... คุณอาจไม่ก้าวหน้าในแวดวงธุรกิจก็ได้ หากคุณทำงานร่วทกับผู้อื่นไม่เป็น " จอห์น เคร็ก

5 สิ่งเกี่ยวกับผู้คน โดย ซิดนีย์ เจ แฮร์ริส
1) ไม่ว่าใครก็ตาม ล้วนมีบุคคลที่เขาอยากจะเป็น
2) ไม่มีใครสนใจว่าคุณรู้มากแค่ไหน จนกว่าพวกเขาจะรู้ว่าคุณใส่ใจเขามากแค่ไหน
3) คนทุกคนต้องการใครบางคนเสมอ
4) ใครก็ตามที่ช่วยเหลือใครสักคน ย่อมทรงอิทธิพลต่อใครอีกหลายคน
5) ใครบางคนในวันนี้ จะเติบโตเป็นใครบางคนในวันหน้า
ถ้าคุณหาความสุขกายสบายใจให้ตัวเองไม่ได้ ก็อย่าหวังจะพบความสุขกายสบายใจจากคนอื่น

มนุษย์แต่ละคนควรแสวงหาความถนัดที่ติดตัวมาให้พบ เพื่อยกระดับชีวิตให้สูงขึ้น ท่ามกลางกระแสโสกธรรมอันเชี่ยวกรากที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่เช่นนั้นชีวิตจะไม่หลงเหลือจุดหมายสูงส่งใดๆให้มุ่งมาดปรารถนาเลย ' มัวไรส์ เมเธอร์ลิงก์ นักประพันธ์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาศิลปะ ชาวเบลเยี่ยม

หลักปฏิบัติเพื่อความสำเร็จของทีมและงาน
วางคนผิด ในตำแหน่งที่ผิด = ความเสื่อมถอย
วางคนผิด ในตำแหน่งที่ถูก = ความโกรธเกรี้ยวหรือหมดกำลังใจ
วางคนถูก ในตำแหน่งผิด=ความมุ่งมั่น
วางคนถูก ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสม = ความเจริญก้าวหน้า
วงาคนถูก ในคำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมหลายๆตำแหน่ง = การขยับขยายแบบทวีคูณ

'ไม่ว่าความสามารถเฉพาะตัวคุณจะมากมายขนาดไหน ก็ไม่อาจชดเชยจิตใจอ่อนไหวกระสับกระส่ายได้ ถ้าคุณปล่อยให้ความวิตกกังวลเข้าครอบงำเมื่อไหร่ล่ะก็ คุณจะกลายเป็นคนจนตรอกที่แข็งขืนต่อการเปลี่ยนแปลง ล้วถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการจะหยุดลงทันที

จงไว้ใจประสบการณ์ของตนเอง: เมื่อถึงคราวต้องจริงจัง หนทางเดียวที่จะรู้ว่า คุณค้นพบพลังความสามารถที่แท้จริงแล้วก็คือ การทุ่มเทสุดกำลังในสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง แล้วกอบโกยประสบการณ์ให้มากที่สุด โดยใช้มันเป็นครู เรียนรู้จากความผิดพลาดและความสำเร็จทุกประการที่เกิดขึ้น
ยามสำเหนียกว่าตนเองเกิดมาเพื่อสิ่งใด หัวใจคุณจะขับขานบทเพลงอันน่าอัศจรรย์ มันจะรำ่ร้องอย่างเบิกบานว่า ไม่มีที่ไหนที่ใกล้เคียงกว่าที่แห่งนี้ ไม่มีสถานที่ไหนที่รู้สึกใช่อย่างที่นี่ ดังนั้นมันต้องเป็นที่ตรงนี้อย่างแน่นอน ' หนังสือ The 17 indisputable law of teamwork

โศกนาฏกรรมอันแท้จริงของชีวิต หาใช่การมีพรสวรรค์อันจำกัด แต้คิอความล้มเหลวในการนำพรสวรรค์นั้นออกมาใช้ " เอ็ดการ์ด ดับเบิลยู เวิร์ก

การที่บุรุษคนหนึ่งมีพรสวรรค์แต่ไม่อาจช่วงใช้มันได้
เท่ากับเขาล้มเหลวโดยสมบูรณ์
หากดึงมาใช้ได้เพียงครึ่งเดียว ถือว่าเขาล้มเหลวบางส่วน
จนกว่าชายคนนั้นจะรู้วิธีใช้พรสวรรค์ได้เต็มร้อย เขาถึงจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
รวมทั้งคว้าเกียรติยศอันน่าพิสมัย ซึ่งลูกผู้ชายอีกนับไม่ถ้วนไม่มีวันลิ้มลอง 'โทมัส โวลฟ์

ดึงมันออกมาให้มากที่สุด: เป็นที่เล่าขานกันว่า ยอดนักประดิษฐ์บันลือโลกอย่าง โทมัส แอลวา เอดิสัน ได้ตั้งเป้าอย่างทะเยอทะยานว่า จะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์สะเทือนวงการวิทยาศาตร์ให้ได้ทุกๆ6 เดือน รวมถึงสร้างผลงานปลีกย่อยขึ้นทุก 10 วัน บทสรุปของเขาคือ ตราบจนวันสิ้นชีพของเอดิสัน เขาจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ภายใต้ชื่อของเขา 1,093 ชิ้นในสหรัฐ และอีกกว่า 2,000 ชิ้นในต่างประเทศ รวมถึงได้สร้างบริษัทภาพยานต์ Edison Trust อีกเป็นของแถม

เปลี่ยนจิตใจของคุณเสีย 'กล้าฝัน กล้าทำ' John C Maxwell

1) จงให้เวลาตัวเองได้ครุ่นคิด
2) จงหาสถานที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรร
3) จงบังคับตัวเองให้คิดบ่อยๆ
4) จงมองปัญหาเสมือนโอกาส
5) จงท้าพิสูจน์ข้อสมมุติฐานที่ตั้งไว้
6) จงตรวจสอบทุกความเป็นไปได้
7) จงแสวงหานักคิดเก่งกาจมาช่วยเหลือคุณ

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กล้าฝัน กล้าทำ John C. Maxwell

มีใครบ้างไหม ที่ไม่มีความฝัน
มีใครบ้างไหม ที่ไม่อยากเดินในหนทางที่ปรารถนา
มีใครบ้างไหม ที่ไม่อยากได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แต่จะมีสักกี่คน ที่กล้าฝัน และกล้าทำ จนมันสำเร็จ เมื่อพูดถึงความฝัน ต่างคนต่างก็ฝันกันไปร้อยแปด ทว่าที่แปลกคือ ในความต่างทั้งร้อยแปด กลับมีเพียงวิธีเดียวที่ขะทำให้มันเป็นจริงได้ นั่นคือ การมีกำลังใจอันเปี่ยมไปด้วยความรัก ที่ผลักดันให้พากเพียรพยายาม เฝ้าทะนุถนอมเอาใจใส่ และรู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดโดยไม่เลิกกลางคัน

คนส่วนใหญ่ไม่อาจบันดาลฝันของตนให้เป็นจริงได้ ที่พวกเขาล้มเลิกเพราะไม่มีความสามารถพอ บ้างก็เฉไฉออกนอกเส้นทางแล้วทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับที่ ก่อนจะหันไปทำอย่างอื่นที่คิดว่าจำเป็นต้องทำแทน หรือมิเช่นนั้นความฝันของเขาก็คงจิ๊บจ๊อยด้อยค่าเกินไป

บางทีคุณอาจกำลังหวาดหวั่นกับฝันอันวิจิตร เพราะคุณไม่อยากล้มเหลวหรือเสียอกเสียใจจากความผิดหวัง คนอื่นเขาก็กลัวพอๆกับคุณนั่นแหละ ทว่าการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยเกินเหตุมักนำไปสู่ความเสียดายในบั้นปลายชีวิตแทบทั้งสิ้น ประธานาธิบดีสหรัฐ ธีโอดอร์ รูสเวลเคยกล่าวเตือนใจไว้ว่า " มันดีกว่าเสมอ ยามกล้าหาญท้า้ทายสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อคว้าชัยในรางวัลน่าภาคภูมิ แม้เราจะถูกรุกฆาตด้วยความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังน่าสรรเสริญกว่าดวงวิญญาณน้อยๆ ซึ่งไม่เคยลิ้มรสของสุขหรือทุกข์อย่างเต็มที่ เพราะมัวหลบเร้นอยู่ใต้ร่มเงาแห่งความมืดมิด ที่ห่างไกลจากคำว่า 'ชัยชนะหรือพ่ายแพ้'"

'อย่ากดดันตนเองด้วยการคิดว่า ความฝันที่วางไว้ยังไม่รอบคอบพอ หรือความสามารถของเรายังบกพร่องอยู่' เนื่องจากเราไม่ได้ลงทุนฝันเพื่ออวดฉลาดกับใคร แต่เราฝันเพื่อน้อมนำความสุขและความรื่นรมย์มาเติมเต็มชีวิตในส่วนที่เราขาดแคลนให้บริบรูณ์ต่างหาก

ความฝันเป็นเรื่องอุดมคติ ที่คาบเกี่ยวระหว่างการสำเนียกรู้ความเป็นไปได้ มากกว่าความน่าจะเป็น เล็งเห็นศักยภาพมากกว่าเงื่อนไขข้อจำกัด มันสะท้อนการมองโลกในแง่ดี ความหวัง และคุณค่าแห่งจินตนาการแสนบรรเจิด ผูกพันแนบแน่นกับจิตวิญญาณ ความฝันช่วยผลักดันเราไปข้างหน้า ไปยังขีดขั้นที่ไม่เคยสัมผัส และทลายขีดจำกัดทั้งปวงที่เราเคยยัดเยียดให้กับตัวเอง " โรเบิร์ต ครีเกล

เมื่อผู้ค้นพบความฝันของตนเองและอุทิศชีวิตเพื่อมัน เราย่อมคาดเดาไม่ได้ว่า ความฝันนั้นจะสร้างผลกระทบมากมายมหาศาลแค่ไหนในภายภาคหน้า

สิ่งที่ใจเห็นและเชื่อมั่น ย่อมนำความสำเร็จมาให้
ถ้าคุณไม่ชอบคิดบวก ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ขจัดความคิดลบๆในจิตใจให้สิ้นซาก จากนั้นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คงเพียงพอแล้ว

ผู้ประสบความสำเร็จจะตัดคำว่า 'ไม่' ออกจากสารระบบ: เจมส์ อัลเลน ประกาศว่า 'โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์คือผลพวงทางความคิด ส่วนบุคลิกภาพก็คือ ผลิตผลจากความคิดสะสมทั้งหมด' มันจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งืี่จะรักษาความคิดให้อยู่กับร่องกับรอย

ที่บรรดานักล่าฝันไม่ล้มเลิกความพยายามจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ก็เพราะพวกเขาไม่เคยผูกคุณค่าของตนเองไว้กับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ตรงกันข้าม พวกเขายึดมั่นอยู่กับคุณค่าภายในที่หล่อหลอมเป็นตัวตน ผู้ประสบความสำเร็จจึงไม่ชอบพิรี้พิไรว่า 'ฉันมันพวกทำอะไรไม่สำเร็จ, ฉันคงเอาดีอะไรไม่ได้' แต่จะเชิดหน้ายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า 'อันนั้นฉันทำพลาดไปเอง, อันนี้ฉันทำผิดไป' แล้วค่อยแก้ไขกันใหม่

นักจิตวิทยา มาร์ติน อี เซลิกแมน เชิ่อว่าหลังจากเราทำสิ่งใดล้มเหลว ทางเลิอกจะเหลือเพียงสอง นั่นคือเราจะละทิ้งความล้มเหลวไว้ข้างนอกหรือยัดเยียดมันไว้ข้างใน 'คนที่เอาแต้โทษตัวเองเมื่อล้มเหลว มักคิดว่าตัวเองไร้ค่า ไร้พรสวรรค์และไม่เป็นที่รักของใครๆ' ส่วนคนที่โยนความล้มเหลวให้เป็นเรื่องธรรมชาติหรือปัจจัยภายนอก จะไม่สูญเสียความเคารพในตนเองบบบบบาบบบ่
เมื่อโดนเหตุการณ์ร้ายจู่โจม เพื่อรักษามุมมองให้เหมาะสม คุณต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง แต่อย่านำความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมาเป็นปมปัญหาส่วนตัวเด็ดขาด

ผู้ประสบความสำเร็จ จะมองเรื่องยุ่งยากเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว
ผู้ประสบความสำเร็จจะหันเข้าหาสิ่งใหม่ๆด้วยความเต็มใจ

เพื่อไล่ล่าฝันจงอย่าปล่อยให้ความล้มเหลวเหนี่ยวรั้งคุณไว้ จงอดทนเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เริ่มจากความคิดอ่านของเราเป็นอันดับแรก ดังที่ท่านนายพล จอร์เจีย เอสแพ็ตตอนกล่าวว่า 'ถ้าท่านอยากชนะศึกสงคราม สิ่งที่ท่านต้องทำคือการใช้จิตใจบังคับร่างกาย อย่าปล่อยให้กายเป็นตัวกำหนดว่าควรจะทำอย่างไร เพราะมันรังแต่จะยกธงขาวอยู่เสมอ'

จงให้เวลาตนเองได้ครุ่นคิด: มนุษย์ส่วนใหญ่พยายามทำตัวยุ่งวุ่นวายมากเกินไป พวกเขาสับสนระหว่างปริมาณกิจกรรมกับอัตราความสำเร็จ โดยนึกว่ามันแปรตามกัน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เลย การทำงานอย่างมีประสิทธิผล เริ่มจากวิจารณญาณอันเหมาะสมของผู้ทำ นั่นหมายถึึงไอเดียเด็ดๆ จะไม่หลั่งไหลออกมา ตราบเท่าที่เจ้าตัวไม่เคยเผื่อเวลาสำหรับการครุ่นคิดพิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบ

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

How to win friend and influence people

'มันน่าฉงนสนเท่ห์ แต่เป็นความจริงที่ผู้พูดแก่เราอย่างกักขฬะ สบประมาท และทำให้เจ็บใจ ที่แท้ก็คือเป็นคนภายในบ้านเราเอง' ดอโรธี ดิกส์

'ความสุภาพอ่อนโยน เป็นลักษณะดีงามของหัวใจที่จะมองข้ามประตูรั้วที่หักพัง และเอาใจใส่เฉพาะแต่ดอกไม้ที่สนามหญ้าถัดจากประตูนั้น' เฮ็นรี่ เคลย์ ริสเนอร์

ดอโรธี ดิกส์ กล่าวเรื่องการแต่งงานไว้ว่า ' ผู้หญิงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมผู้ชายจึงไม่ใช้ความมานะพยายามจัดให้บ้านของเขาดำเนินอยู่ในลักษณะเดียวกับที่เขาได้จัดการธุรกิจ อาชีพหรือความสำเร็จ ถึงแม้ผู้ชายจะถือว่าการมีภรรยาที่ถูกอกถูกใจและมีบ้านที่สะพรั่งพร้อมด้วยความสุขเป็นสิ่งมีราคาสำหรับเขายิ่งกว่าทำรายได้หนึ่งล้านเหรียญ หากไม่มีผู้ชายแม้แต่ 1 ใน 100 คนที่จะมีความคิดจริงจัง หรือมานะพยายามอย่างแท้จริง ที่จะทำให้การแต่งงานของเขาได้รับความสำเร็จ (ต่อ)เขาปล่อยให้การแต่งงาน อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอยู่ในความรับผิดชอบของโชคชะตา ซึ่งเขาอาจชนะหรือพ่ายแพ้ก็แล้วแต่โชคชะตาจะเข้าข้างเขาหรือไม่ ผู้หญิงไม่สามารถเข้าใจว่าทำไมสามีของเธอจึงไม่ปฏิบัติอย่างนุ่มนวลแทนความกระโชกโฮกฮาก
(ต่อ) ผู้ชายทุกคนรู้ดีว่าเขาสามารถชักนำภรรยาของเขาให้เต็มอกเต็มใจทำทุกสิ่งแม้ปราศจากการตอบแทนใดๆ ด้วยการใช้คำพูดอ่อนหวาน เขารู้ดีว่าเพียงเยินยอแก่หล่อนว่าเป็นผู้จัดการทางบ้านดีเยี่ยม หล่อนจะเป็นผู้ช่วยที่หาตัวจับยาก หล่อนจะกระเหม็ดกระแหม่ทุกสตางค์ ผู้ชายรู้ดีว่าถ้าเขาบอกหล่อนว่าสวยและมีเสน่ห์ในชุดที่ตัเมื่อปีกลายหล่อนจะไม่ยอมแลกชุดนั้นกับชุดใหม่ที่สั่งตรงจากปารีส ด้วยการจูบอย่างรักใคร่ หล่อนจะกลายเป็นคนใบ้ที่ไม่มีปากเสียงแต่อย่างใด'

7 วิธีปฏิบัติ เพื่อทำให้ชีวิตในครอบครัวของท่านมีความสุขยิ่งขึ้น
1) อย่าเป็นคนจู้จี้ขี้เอาเรื่อง
2) อย่าพยายามเป็นเจ้าหัวใจคู่แต่งงานของท่าน
3) อย่าตำหนิติเตียน
4) จงให้คำยกย่องสรรเสริญด้วยสุจริตใจ
5) จงเอาใจใส่สิ่งเล็กๆน้อยๆ
6) จงมีกิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน
7) จงอ่านหนังสือดีๆเกี่ยวกับเรื่องกามารมณ์ในการแต่งงาน

วิธีปฏิบัติ 9 ปวะการเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้อื่น โดยไม่รู้สึกขุ่นเคือง

1) จงเริ่มสนทนาด้วยคำพูดยกย่องสรรเสริญอย่างสุจริตใจ
2) จงอย่าเตือนผู้อื่น อย่างตรงไปตรงมา ว่าเขาผิด
3) จงพูดถึงความผิดของท่านก่อน แล้วจึงตำหนิผู้อื่น
4) จงขอความเห็นแทนจะออกคำสั่งตรงๆ
5) จงกู้หน้าอีกฝ่ายหนึ่ง
6) จงยกย่องสรรเสริญผู้อื่นแม้เขาได้ทำสิ่งใดๆดีขึ้นเพียงเล็กน้อยและยกย่องทุกครั้งที่เขาทำสิ่งใดๆได้ดียิ่งขึ้น 'จงเห็นพ้องด้วยนำ้ใสใจจริงและยกย่องชมเชยอย่างเต็มที่'
7) จงอุปโลกน์ผู้อื่นในสิ่งดีงาม เพื่อจะได้เป็นไปตามนั้น
8) จงใช้การสนับสนุนให้กำลังใจ จงทำให้ความผิดดูเป็นของง่ายที่จะแก้ไข
9) จงทำให้ผู้อื่นมีความสุขที่จะกระทำในสิ่งที่ท่านเสนอแนะแก่เขา

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

12 วิธี เพื่อจูงใจผู้อื่นให้คล้อยตามแนวคิดของท่าน

กฏข้อที่ 1) วิธีระงับการโต้แย้งที่ดีที่ก็คิอ จงหลีกเลี่ยงเสีย
2) จงเคารพต่อความคิดเห็นของอีกฝ่าย อย่าบอกว่าผู้ใดผิดเป็นอันขาด
3) ถ้าท่านผิด จงรับผิดอย่าได้รอช้าและรับด้วยเสียงอันหนักแน่น
4)จงเริ่มต้นด้วยไมตรี
5) จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตอบรับคำว่า 'ค่ะ ครับ ใช่' ทันทีที่สนทนา
6) จงปล่อยให้อีกฝ่ายพูดเป็นส่วนมาก
7) จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกว่า มีความคิดเป็นของเขา
8) จงพยายามอย่างสุจริตใจที่จะมองสิ่งต่างๆในแง่คิดของอีกฝ่ายหนึ่ง
9) จงเห็นอกเห็นใจต่อความรู้สึกนึกคิดและความปรารถนาของอีกฝ่ายหนึ่ง
10) จงขอร้องด้วยการพูดให้รู้สึกว่าเป็นเจตนาอันดีงามกว่ากัน
11) จงแสดงความเห็นของท่านให้เป็นที่เร้าใจ
12) จงพูดท้าทาย

หนทางอันเลิศ ที่จะเข้าถึงเหตุผลของผู้อื่น

ถ้าบุคคลใดมีใจปวดร้าวอยู่ด้วยความขุ่นแค้นและโกรธเคืองท่าน ท่านจะไม่สามารถจูงใจเขาให้คล้อยตามแนวคิดของท่านเป็นอันขาด แม้จะหลักตรรกวิทยาที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกใบนี้ พ่อแม่ที่ชอบดุด่า สามีหรือเจ้านายที่ชอบใช้อำนาจ ภรรยาที่ชอบจู้จี้ ทั้งหมดควรจะรู้ความจริงว่าจากการปฏิบัติดังกล่าวจะไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนใจ เราไม่สามารถบังคับให้ใครมาเห็นพ้องกับเราได้ แต่ถ้าเราสุภาพอ่อนโยนอย่างกันเอง ยิ่งมากเท่าใด เราก็ยิ่งสามารถจูงใจเขาเหล่านั้นให้คล้อยตามแนวคิดเราได้

'นำ้ผึ้งหยดเดียว จับแมลงวันได้มากกว่าบอระเพ็ดหนึ่งแสนแกลลอน' ถ้าท่านต้องการจูงใจผู้อื่นให้มาเห็นคล้อยด้วย สิ่งแรกที่สุดที่ท่านจะต้องปฏิบัติคือ ทำให้เขาเชื่อว่าท่านเป็นมิตรสุจริตของเขา หากท่านจะใช้นำ้ผึ้งสักหยดหนึ่งเหยาะในหัวใจของอีกฝ่ายหนึ่งให้ชื่นฉำ่ ด้วยการพูดอะไรแก่เขาก็ตาม จะเป็นทางอันเลิศที่จะดึงเหตุผลของเขาให้หันมาสอดคล้องกับท่าน

มีความจริงอยู่ว่า มิตรสหายทั้งหลายของเรา พอใจที่จะคุยกับเราถึงเรื่องความสำเร็จต่างๆของเขา ยิ่งกว่าจะฟังเราโม้ถึงเรื่องของเรา ลา โรเชฟูโกลด์ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า ' ถ้าท่านต้องการศัตรู จงเป็นคนเก่งกล้าสามารถเหนือกว่าเพื่อนของท่าน แต่ถ้าท่านต้องการมิตร จงให้เพื่อนของท่านเก่งกล้าสามารถเหนือไปกว่าท่าน'

เราควรถ่อมตัวของเรา ทั้งนี้พวกเราต่างก็ไม่วิเศษวิโสไปกว่ากัน เมื่อเราต่างตายจากกันไป เราต่างจะไม่มีชีวิตในโลกนี้และจะไม่มีใครรู้จัก ชีวิตเป็นของสั้นจนเกินไป ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ชีวิตอันสั้นของเราสร้างความรำคาญแก่ผู้อื่นด้วยการคุยโอ้อวดถึงความสำเร็จขี้ปะติ๋วของเรา เราจงส่งเสริมให้ผู้อื่นคุยเสียบ้าง โปรดคิดดูให้ดี ท่านมิได้มีอะไรดีวิเศษมากมายที่จะคุยอวดโดยไม่รู้จักจบสิ้นเสียบ้าง

ท่านเล่าจื๊อ นักปราชญ์จีนได้กล่าววาทะที่น่าจดจำว่า 'เหตุที่แม่นำ้ลำคลองและทะเลทั้งหลายสามารถจะต้อนรับสายนำ้หลายร้อยสายจากภูเขา เนื่องจากเพราะอยู่ตำ่กว่า แม่นำ้ลำคลองและทะเลจึงเก่งกว่าสายนำ้จ่กภูเขา เพราะสามารถรับกระแสนำ้ทั้งหมดไว้ได้ ผู้ที่เฉลียวฉลาด ถ้าปรารถนาจะอยู่เหนือผู้อื่น จะต้องทำตนให้อยู่หลังผู้อื่น ดังนั้นแม้ว่า เขาจะเป็นผู้มีบุณวาสนาเหนือกว่า แต่เขาจะไม่หยอ่งผยองและถือว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เขาจะไม่อวดเด่นให้บาดใจผู้อื่น'

อย่าลืมว่าบุคคลใดก็ตามอาจจะทำความผิดอย่างไม่มีทางแก้ตัว แต่บุคคลนั้นจะคิดว่าเขาไม่ผิดเลย ท่านจงอย่าปรักปรำลงโทษเขาผู้นั้น เพราะการกระทำเช่นนี้คนโง่ทุกคนย่อมทำได้ ท่านจงพยายามเข้าใจเขาให้ถี่ถ้วนถ่องแท้ เพราะการพยายามเข้าใจการกระทำของผู้ผิด คือคนฉลาด คนที่มีนำ้อดนำ้ทน และมีคุณสมบัติพิเศษเท่านั้นจึงจะสามารถปฏิบัติได้

3/4 ของคนที่ท่านจะพบปะวันพรุ่งนี้ ล้วนแล้วแต่หิวกระหายที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ จงให้มันแก่เขา แล้วเขาจะรักท่าน

'การเห็นอกเห็นใจ' เป็นความหิวกระหายทั่วๆไปในหมู่เผ่าพันธ์มนุษย์ เด็กๆชอบอวดบาดแผล เพื่อจะได้รับความเห็นใจจากผู้ใหญ่ ด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน หนุ่มสาวจะเล่าถึงความเจ็บปวด ความสมเพชเวทนาตัวเอง สำหรับเคราะห์กรรมนานาชนิดที่เกิดขึ้นหรืออาจเป็นแค่ในจินตนาการ ทั้งหมดนี้เป็นการปฏิบัติที่มีอยู่ในมนุษย์ทั่วไป

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

How to win friend

วิธีปฏิบัติ 6 ประการ เพื่อให้ผู้อื่นชอบท่าน
1) จงเอาใจใส่อย่างแท้จริงต่อผู้อื่น
2) ยิ้ม
3) จงจำไว้ว่าชื่อของบุคคลใดก็ตาม สำหรับบุคคลนั้นเป็นสำเนียงหวานที่สุดและสำคัญที่สุดในภาษามานุษย์
4) จงเป็นนักฟังที่ดี จงสนับสนุนให้อีกฝ่ายหนึ่งคุยถึงเรื่องของเขา
5) สนทนาในเรื่องที่อีกฝ่ายสนใจ
6) จงทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ และจงทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
' How to win friend and influence people

ท่านไม่สามารถชนะการโต้แย้ง: ท่านไม่สามารถชนะได้ ก็เพราะถ้าท่านเป็นฝ่ายแพ้ ท่านก็จะแพ้ และหากท่านเป็นฝ่ายชนะ ท่านก็จะแพ้เช่นเดียวกัน ทำไมน่ะรึ? ถ้าสมมุติว่าท่านชนะอีกฝ่ายด้วยการแสดงให้เห็นว่าเหตุผลของเขาช่างอ่อนแอเสียเหลือเกิน มันจะเกิดอะไรขึ้น? ท่านจะดีใจในฐานะผู้ชนะ แล้วอีกฝ่ายเล่า ท่านจะทำให้เขารู้สึกน้อยเนื้อตำ่ใจ ท่านจะทำลายความภาคภูมิของเขา เขาจะรู้สึกเจ็บใจต่อชัยชระของท่าน และ 'คนที่จำใจต้องเชื่อ ในสิ่งที่เขาไม่เชื่อ ความคิดเห็นของเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง'

'ถ้าท่านโต้แย้ง พูดให้เจ็บใจ และเถียง ท่านอาจจะประสบชัยชนะในบางครั้ง แต่เป็นชัยชนะที่ว่างเปล่า ทั้งนี้ก็เพราะท่านจะไม่สามารถรับไมตรีจิตจากอีกฝ่ายหนึ่ง'

อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวไว้ว่า 'บุคคลใดมีเจตนาที่จะได้ประโยชน์อย่างสูงสุดเพื่อตัวของเขาเอง เขาจะไม่ใช้เวลาให้หมดไปด้วยการโต้เถียงเป็นอันขาด การโต้เถียงย่อมจะเป็นผลให้เกิดโทสะ และทำลายอำนาจบังคับของตัวเอง จงยอมจำนนต่อการโต้เถียงในเรื่องใหญ่ซึ่งท่านจะได้รับ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการอวดตนว่าท่านไม่แพ้ใคร และจงยอมจำนนต่อการโต้เถียงเล็กๆแม้ท่านจะมีสิทธิ์ที่จะกระทำได้อย่างเต็มที่ จงให้ทางแก่สุนัขแทนการต่อสู้กับมัน เพิ่อรักษาสิทธิ์ของท่านจนถูกมันกัดเอา แม้ท่านจะฆ่าสุนัขตัวนั้นเสีย แต่ท่านก็ยังคงมีแผลถูกมันกัดอยู่ดี'

'มนุษย์จะต้องถูกสอน เหมือนกับท่านมิได้สอน
และสิ่งใดที่เขาไม่รู้ จงเสนอแก่เขา เหมือนหนึ่งเขาลืมมันไป'
'เจ้าจงเป็นผู้ฉลาดกว่าผู้อื่นถ้าเจ้าสามารถเป็นเช่นนั้นได้ แตอย่าได้บอกให้เขารู้ว่า เจ้าฉลาดกว่าเขา' ลอร์ดเชสเตอร์ฟีล

โซเครติส สอนลูกศิษย์ว่า 'มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ข้าพเจ้ารู้ดี นั่นก็คือ ข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย'
'นักวิทยาศาสตร์ ไม่เคยพยายามจะพิสูจน์สิ่งใด เขาเพียงแต่พยายามหาข้อเท็จจริงเท่านั้น'

ด้วยการยอมรับว่าท่านอาจจะเป็นผู้ผิด ท่านจะไม่มีเรื่องกับใครเป็นอันขาด เพราะการพูดเช่นนี้จะยุติการถกเถียงลงอย่างสิ้นเชิง และจะจูงใจอีกฝ่ายให้กลายเป็นมิตรและมีใจกว้างเหมือนท่าน และทำให้เขายอมรับว่าตัวเขาเอง อาจจะเป็นฝ่ายผิดด้วยก็ได้

ในบางครั้งเราจะพบว่าเร่เปลี่ยนใจของเราอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องมีเรื่องสะเทือนใจใดๆ แต่ถ้าหากว่ามีใครมาบอกว่า 'เราผิด' เราจะรู้สึกกรุ่นอยู่ข้างใน และใจเราเริ่มรู้สึกกระด้างกระเดื่อง ถ้าหากมีใครมาข่มเหงนำ้ใจเรา เราตะเกิดความเชื่อในสิ่งที่เราเชื่ออย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่ใช่ความคิดของเราหรอกที่เราหวงแหน แต่เราหวงแหนตัวตนความนับถือตัวตนของเราโดยไม่ยอมให้ถูกข่มเหงต่างหาก

เราต่างปลงใจเชื่อโดยอาศัยความเคยชินของเรา ในสิ่งที่เรายอมรับนับถือว่าเป็นความจริงโดยจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เราจะเกิดความขุ่นเคืองเมื่อมีผู้ใดมาทำให้เกิดความพิศวงงงวยในความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งของเรา ซึ่งจะเป็นเหตุให้เราหาเหตุผลมาโต้แย้งเพื่อพิสูจน์ว่าความเชื่อถือของเรานั้นถูกต้องดีแล้ว ในการเชื่อถือสิ่งต่างๆ ถ้าเราจะต้องหาเหตุผลมาโต้แย้งกับผู้อื่นเพื่อพิสูจน์ว่าเราถูก ผลก็คือเราส่วนมาก เราจะเชื่อถือในสิ่งนั้นๆต่อไป เช่นเดียวกับที่เราเคยเชื่อมาแล้ว

เมื่อเราทำผิด เราอาจจะยอมรับผิดกับตัวของเราเอง ถ้าผู้อื่นรู้จักปฏิบัติต่อเราด้วยวิธีอันละมุ่นละไมและถูกกาละเทศะ เราอาจจะยอมรับผิดกับผู้นั้นอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยปราศจากความสะทกสะท้าน แต่เราจะไม่ยอมรับผิดเป็นอันขาด ถ้ามีใครมาบังคับขู่เข็ญให้เราพูดความจริง

ถ้าเรารู้ตัวว่าเราได้ทำผิด จะไม่ดีกว่าหรือที่เราจะกล่าวถึงความผิดของเราก่อนอีกฝ่ายจะแย้มปาก การตำหนิติเตียนตนเอง ย่อมจะน่าฟังกว่าคนแปลกหน้าหรือคนอื่นมาตำหนิตัวเรา

คนโง่มักจะพยายามแก้ตัวเมื่อได้ทำผิด และคนโง่ส่วนมากต่างปฏิบัติเช่นนี้ แต่ด้วยการสารภาพผิดอย่างหน้าชื่นตาบาน ไม่เพียงจะทำให้คนเรากลายเป็นผู้อยู่สูงกว่าฝูงสัตว์ หากจะทำให้มีจิตใจสูงขึ้นด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิธีที่จะทำให้ผู้อื่น ติดเนื้อต้องใจตั้งแต่แรกพบ

เมื่อใดก็ตามที่ท่านออกจากบ้าน จงยื่นคางออกไป ซึ่งจะทำให้หัวของท่านตั้งตรงดหมือนมีมงกุฏอยู่ข้างบน จงสูดลมหายใจอย่างเต็มปอด จงโค้งทักทายมิตรสหายด้วยรอยยิ้ม ยิ้มอย่างอิ่มเอิบในการทักทายกับผู้อื่น อย่ากลังเกรงไปว่าคนอื่นจะเข้าใจท่านผิด และจงอย่าเสียเวลาแม้นาทีเดียวคิดถึงศัตรูของท่าน จงพยายามตั้งใจให้แน่วแน่มั่นคงในสิ่งืี่ท่านปรารถนาจะทำ โดยปราศจากการลังเลเหหัน ท่านจงมุ่งไปสู่จุดหมาย " เอ็ลเบอร์ตฮับเบอร์ด

สุภาษิตจีน บอกไว้ว่า 'คนที่ใบหน้าไม่ยิ้ม อย่าได้เปิดร้านค้าขาย'

คุณค่าของการยิ้ม ทำให้ผู้รับได้กำไร โดยผู้ให้มิต้องหมดเปลือง แม้จะเพียงแวบเดียว แต่บางครั้งฝังอยู่ในความจำของผู้รับตลอดชีวิต ยิ้ม... มันจะไม่มีประโยชน์แก่ใครเลย จนกว่ามันจะถูกส่งออกไป

กฏข้อที่ 1) จงเอาใจใส่อย่างแท้จริงต่อผู้อื่น
กฏข้อที่ 2) ยิ้ม
3) จำชื่อและรายละเอียด ของคู่สนทนา เหมือนเรารู้จักตัวเอง
4) จงเป็นนักฟังที่ดี จงสนับสนุนให้อีกฝ่ายหนึ่งคุยถึงเรื่องของเขา
5) สนทนาในเรื่องที่อีกฝ่ายหนึ่งสนใจ
' จงปฏิบัติต่อผู้อื่น เช่นเดียวกับที่ท่านต้องการจะให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อท่าน'

อะไรคือความลับ เคล็ดลับ ในการบรรลุความสำเร็จในการทำงาน ชาร์ล ดับบลิวเอเย่นต์ ตอบไว้ว่า 'ไม่มีความลับในเรืองการติดต่อธุรกิจจนบรรลุผลสำเร็จ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือ จงตั้งอกตั้งใจฟังคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่งแต่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่จะเป็นการแสดงความคารวะยิ่งไปกว่าการปฏิบัติเช่นนี้'

มีบุคคลเป็นจำนวนมากประสบความล้มเหลวที่จะเป็นผู้ได้รับความนิยมเนื่องมาจากไม่ฟังผู้อื่นพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาเหล่านี้เอาธุระอย่างจริงจังกับการที่จะพูดออกมา จนกระทั่งไม่ยอมเปิดหูฟัง บุคคลสำคัญบอกว่า ความสามารถเป็นนักฟังที่ดีของมนุษย์เป็นสิ่งหายากเกือบจะยิ่งกว่านิสัยที่ดีอื่นๆทั้งหลาย

'จงทำให้ผู้อื่น เกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ' เพราะความปรารถนาที่จะเป็นคนสำคัญ ความกระหายที่จะได้รับการยกย่อง เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนอย่างรุนแรงที่สุดแห่งธรรมชาติมนุษย์

ท่านต้องการความเลื่อมใสจากผู้ที่ท่านติดต่อสัมพันธ์ด้วย ท่านต้องการให้ผู้อื่นมองเห็นคุณค่าอันแท้จริงของท่าน ท่านต้องการความรู้สึกเป็นคนสำคัญอยู่ในโลกน้อยๆของท่าน ท่านไม่ต้องการที่จะฟังคำประจบสอพลอไร้ราคา แต่ท่านหิวกระหายต่อคำยกย่องสรรเสริญ ท่านต้องการให้มิตรสหาย เห็นพ้องกับท่านด้วยนำ้ใสใจจริงและยกย่องชมเชยอย่างเต็มที่ เราทุกคนต้องการสิ่งนี้ด้วยกันทั้งนั้น

ท่านไม่จำเป็นต้องคอยจนกว่าจะได้เป็นเอกอัครราชฑูตประจำประเทศฝรั่งเศส หรือเป็นนายกสมาคมอะไรสักแห่งหนึ่ง ถึงจะเริ่มชมเชย สรรเสริญผู้อื่น ท่านสามารถใช้มัน ให้ปรากฏผลอย่างน่าอัศจรรย์ได้ทุกวัน

คำพูดสั้นๆ เช่น 'เกรงใจมากที่ต้องรบกวน' 'คุณจะกรุณา..' 'ได้โปรดช่วย..' 'ไม่ทราบจะรบกวนมากไปมั๊ย ถ้าหากคุณจะช่วย...' 'ขอบคุณมากจริงๆ ในความกรุณา...' ความสุภาพอ่อนโยนเพียงเล็กน้อยเช่นนี้จะช่วยปลอบใจอีกฝ่ายให้หายเหน็ดเหนื่อย อีกประการหนึ่งมันหมายถึงว่า ผู้ที่พูดได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี

มีความจริงที่เป็นจริงอยู่ตลอดกาลว่า คนที่ท่านพบปะสนทนาด้วยเกือบทุกคน จะรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าท่านในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งมีวิธีที่จะทำให้เขาเกิดความปลาบปลื้มก็คือ ท่านจงยกย่องความสำคัญในทางนั้นๆของเขาด้วยสุจริตใจ

สิ่งที่น่าเวทนาอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์บางคน ซึ่งปรารถนาจะทำตัวให้เหนือกว่าผู้อื่น ถึงกับหนุนความรู้สึกอันตำ่ต้อยของตนให้สูงขึ้น ด้วยการร้องตะโกน ทำเสียงอึกทึก แสดงความหมื่นทะลึ่งต่างๆนานา ซึ่งการกระทำนี้เป็นที่น่ารังเกียจชวนคลื่นเหียนอาเจียนแก่ผู้อื่น เชกสเปียร์ เคยกล่าวว่า 'มนุษย์ มนุษย์ผู้หยิ่งทะนง! เมื่อได้เป็นผู้มีอำนาจวาสนาในระยะสั้นๆ จะแสดงเล่ห์กลพิสดารนานาประการเฉพาะหน้าสวรรค์อันสูง จนกระทั่งเทวดาถึงกับร้องไห้'

ดอโรธี ดิกส์ บอกว่าผู้ชายก่อนที่จะแต่งงานควรฟังเรื่องนี้ ' อย่าเพิ่งแต่งงาน หากท่านไม่คิดว่าจะพูดชมเชยฝ่ายหญิงได้ การยกย่องชมเชยหลังจากสมรสเป็นความจำเป็น และจะนำสันติสุขมาให้ ชีวิตสมรสมิได้เป็นสิ่งที่ควรใช้วาจาโผงผางตรงไปตรงมา แต่จะต้องอาศัยชั้นเชิงทางการฑูตประกอบด้วย
ถ้าท่านปรารถนาจะกินอาหารอร่อยทุกวัน จงอย่าค่อนแคะการเป็นแม่บ้าน หรือไปเปรียบกับแม่ของท่านเด็ดขาด แต่ตรงกันข้าม จงชมเชยกิจการบ้านเรือนของหล่อนอยู่เป็นประจำ และจงแสดงความชื่นชมยินดีอย่างเปิดเผยเหมือนหนึ่งท่านได้สมรสกับหญิงเพียงคนเดียวเท่านั้นผู้ประกอบด้วยความดีและเป็นเจ้าของเสน่ห์ของเทพธิดาวีนัส แม้สเต็คจะเหนียวและข้าวจะแข็งไปบ้าง จงอย่าบ่น ท่านเพียงแต่บอกว่าอาหารวันนี้ยังไม่ดีบริบูรณ์เหมือนปกติ ซึ่งหล่อนจะยอมทนร้อนจนตัวเกรียมอยู่ที่เตาในครัว เพื่อจะเป็นหญิงในอุดมคติของท่าน'

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

How to win friend and influenced people

การตำหนิติเตียนเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ก็เพราะจะทำให้ผู้ถูกติเตียนแก้ตัวต่างๆนาๆและพยายามที่จะเข้าข้างตัวเอง การตำหนิติเตียนเป็นภัย เพราะมันสามารถทำให้จิตใจอันภาคภูมิของคนเราได้รับความปวดร้าว ทำลายความรู้สึกแห่งการเป็นคนมีความสำคัญ และก่อให้เกิดโทสะ

เราจงจำไว้ว่าการตำหนิติเตียน เปรียบเหมือนนกพิราบที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน มันจะต้องกลับมาบ้านเสมอ บุคคลที่เราจะว่ากล่าวและตำหนิมักจะแก้ตัวและเข้าข้างตัวเอง ทั้งจะโทษเราเข้าให้บ้าง

อย่าบ่นในเรื่องหิมะรกรุงรังตามหลังคาเพื่อนบ้านของท่าน ในเมื่อบันไดหน้าบ้านของท่านเองก็ยังสกปรกอยู่ " ขงจื้อ

คนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่ชอบติเตียน ปรักปรำและบ่นว่า แต่คนโง่เขลาเบาปัญญาก็ปฏิบัติเช่นนั้น คนมีอุปนิสัยอันดีงาม รู้จักควบคุมตัวเองเท่านั้นจึงจะเข้าใจผู้อื่นและยินดีอภัยให้
'พระเจ้าเองไม่เคยมีความประสงค์ที่จะตัดสินบุคคลใด จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของเขา'

ในบางครั้งมนุษย์เรากลายเป็นคนป่วย ทั้งที่มิได้ป่วยไข้ เพื่อหวังว่าจะได้รับความเห็นใจและความเอาใจใส่ และเพื่อจะได้รับ 'ความรู้สึกเป็นคนสำคัญ'

เราให้อาหารบำรุงร่างกายแก่ลูกของเรา มิตรสหายและพนักงานของเรา แต่เรามักจะไม่ค่อยให้อาหารใจด้วยการยกย่องชมเชยความสามารถของเขา เราเฉยเมยที่จะให้คำพูดแห่งความปรานีแก่เขาเป็นการยกย่องคำพูดซึ่งจะฝังอยู่อย่างซาบซึ้งอ่อนหวานในความทรงจำของเขาเป็นเวลานานปี

ทำไมเราจะพูดถึงสิ่งที่เราต้องการ? การกระทำเช่นนั้นเป็นลักษณะของเด็กดีๆนี่เอง มันเป็นความโง่เขลา แน่นอนเราย่อมจะต้องเอาใจใส่ในสิ่งที่เราต้องการ เราเอาใจใส่ความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดของเราเสมอ แต่ความต้องก่รของเรา ไม่มีใครเอาใจใส่เหมือนตัวของเราเองหรอก เราทุกคนเหมือนกันทั้งนั้น เราเอาใจใส่ในสิ่งที่เราต้องการ

การที่เราจะเป็นผู้ได้รับความนิยมชมชอบจากคนทั่วไป ประสบความสุข และมีรายได้งาม เกี่ยวพันอย่างใหญ่หลวงกับความสามารถของเราในการติดต่อกับผู้อื่น

การผูกมิตรกับผู้อื่นจะสำเร็จเรียบร้อยภายในเวลา 2 เดือน ด้วยการเอาใจใส่อย่างแท้จริงต่อเขาผู้นั้น ซึ่งจะได้ผลยิ่งกว่าการผูกมิตรซึ่งใช้เวลา 2 ปี แต่ด้วยความพยายามให้ผู้อื่นนั้นเอาใจใส่ต่อตัวเรา ' หนังสือ how to win friend and influence people

ถ้าเราเพียงแต่พยายามจะให้ตัวเราเป็นที่น่าทึ่ง แก่ผู้อื่นและพยายามให้ผู้อื่นเอาใจใส่ต่อเรา เราจะไม่พบเพื่อนดีที่มีความซื่อสัตย์ต่อเรานัก เพื่อนดีโดยแท้จริง มิได้สร้างขึ้นมาจากการปฏิบัติเช่นนั้น

บุคคลใดที่ละเว้นการเอาใจใส่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่เพียงแต่เขาจะดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากความราบรื่น หากเขาจะเป็นมนุษย์ที่มีอันตรายอย่างใหญ่หลวงแก่ผู้อื่นด้วย มนุษย์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ห่างไกลจากความก้าวหน้าและความรุ่งเรืองในประการทั้งปวง

การยิ้ม สิ่งง่ายๆแต่หากเข้าใจ ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสำเร็จได้ การยิ้ม มีความหมายว่า 'ฉันชอบคุณ คุณทำให้ฉันมีความสุข ฉันมีความสุขมากที่ได้พบคุณ จนไม่สามารถหยุดยิ้มได้เลย' ส่วนการยิ้มแบบไม่จริงใจ ยิ้มเพราะจำเป็น มันไม่มีประโยชน์เลย เพราะไม่สามารถตบตาใครได้ มันปราศจากความจริงใจและไม่มีใครชอบมัน การยิ้มอย่างแท้จริง ยิ้มด้วยไมตรีจิต ยิ้มที่มาจากหัวใจ ยิ้มชนิดที่ถ้าเป็นสิ่งซื้อขายกันได้ก็มีราคาสูงลิบลับ ... วันนี้ยิ้มของเราส่วนใหญ่เป็นแบบไหน

ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เรามี หรือเราอยู่ในฐานะใด หรือเราอยู่ที่ไหน หรือเรากำลังทำอะไรที่ช่วยให้เรามีความสุขหรือปราศจากความสุข มันอยู่ที่เราคิดถึงสิ่งเหล่านั้นอย่างไรต่างหาก ดังที่เชกสเปียร์กล่าวไว้ว่า 'ไม่มีสิ่งใดดีหรือเลว มีแต่ความคิด ที่ทำให้เป็นเช่นนั้น'

อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวไว้ว่า 'คนส่วนมากจะมีความสุขได้มากน้อยเพียงใด แล้วแต่จะทำใจให้รู้สึกเช่นนั้น'

เด็กเรียนรู้จากชีวิต

หากเด็กอยู่กับคนช่างตำหนิ
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะประณามคนอื่น
หากเด็กอยู่กับความเกลียดชัง
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะต่อสู้

หากเด็กอยู่กับคำเยาะเย้ย
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะไม่เชื่อใจใคร
หากเด็กอยู่กับความน่าละอาย
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะรู้สึกผิด

หากเด็กอยู่กับความทุกข์ทรมาน
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะอดทน
หากเด็กอยู่กับสิ่งที่ให้กำลังใจ
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะมีความมั่นใจ

หากเด็กอยู่กับคำชม
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะชื่นชมผู้อื่น
หากเด็กอยู่กับความเสมอภาค
เขาย่อมเรียนรู้ถึงความยุติธรรม

หากเด็กอยู่กับความมั่นคง
เขาย่อมเรียนรู้ถึงความศรัทธา
หากเด็กอยู่กับความเห็นพ้อง
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะชอบตัวเอง

หากเด็กอยู่กับการยอมรับและมิตรภาพ
เขาย่อมเรียนรู้ที่จะรักและห่วงใยโลกใบนี้

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การมอบหมายและจูงใจผู้อื่น

ถ้าคุณให้ปลาแก่สักคน จะทำให้เขาอยู่รอดได้เพียง 1 วัน ถ้าคุณสอนให้เขาตกปลา จะทำให้เขาอยู่รอดไปชั่วชีวิต 'คำคมของตะวันออก

อย่าให้เงินสดและสิ่งของแก่ลูก จงให้เป้าหมาย เพื่อให้เขาเดินถูกทาง

ไม่ว่าจะเป็นเด็ก พนักงาน หรือผู้ใหญ่ เราต่างก็เหมือนๆกัน เมื่อใดก็ตามที่เรามีความมั่นใจที่จะตัดสินใจ และไว้ใจตัวเอง จงทำไปเลย ใครก็ตามที่คอยแต่จะถามคนอื่นเพื่อขอความมั่นใจ จะต้องถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่า พวกเขามีดีอยู่ในตัว และพวกเขาทำได้

คุณภาพ
มันไม่ฉลาดที่จะจ่ายแพงจนเกินไป แต่การจ่ายน้อยเกินไปก็ไม่ฉลาดเช่นกัน เมื่อคุณจ่ายมากเกิน คุณจะสูญเสียเงินมากขึ้นอีกหน่อย มันก็เท่านั้น เมื่อคุณจ่ายน้อยเกิน บางครั้งคุณก็จะสูญเสียทุกสิ่ง เพราะสิ่งที่คุณซื้อมานั้น ไม่ดีพอจะทำหน้าที่ ที่คุณจ่ายเงินเพื่อให้มันมาทำ กฏสามัญของความสมดุลทางธุรกิจก็คือ ห้ามจ่ายแต่น้อย โดยหวังจะรับมาก มันเป็นไปไม่ได้ หากคุณเลือกทำธุรกิจกับคนที่ให้ราคาตำ่ที่สุด คุณจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และหากคุณเลือกเช่นนั้น คุณย่อมจะมีเงินพอสำหรับสิ่งที่ดีกว่านั้น

สิ่งที่เราพูดกับตัวเองในใจ จะทำให้เราก้าวไปในทิศทางที่กำลังคิด แต่มันไม่มีคำว่า 'บังเอิญ' หากความคิดเราคือสิ่งที่ควบคุมทิศทางที่เรากำลังเคลื่อนไป การกระทำของเรามักจะควบคุมสิ่งที่จะเกิดกับเราด้วยเช่นกันหากเรายอมรับพลังที่กำลังไหลออกจากตัวเราไปสู่โลกภายนอก และดึงดูดเอาสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เมื่อนั้นเราจะรู้สึกถึงอำนาจในการดึงสิ่งมดๆก็ได้ที่ต้องการนับจากนี้ไป

เราจะต้องทำให้เงินหมุนเวียนเข้าและออกจากชีวิตเหมือนอากาศ เราจะต้อง 'รับ' และ 'ให้' มันเป็นหลักการง่ายๆ แต่ก่อนที่เราจะเร่งรีบออกไปบริจาคเงินให้คนอื่นด้วยความใจดี จงใชเ้วลาสักนาทีเพื่อคิดว่า เราให้เงินเขาเพราะอะไร

คำพูดและการแสดงท่าทางจะไร้ความหมาย ดูว่างเปล่าหากมันไม่ได้มาจากความจริงใจ 'ความตั้งใจ' คือสิ่งที่ทำให้คำพูดและท่าทางของเรามีอานุภาพ เมื่อเราให้อะไรแก่ใครบางคน เพื่อหวังสิ่งที่จะได้ตอบแทนกลับมา จักรวาลนี้จะรับรู้และปฏิเสธความสำเร็จใดๆในชีวิต นั่นคือเหตุผลที่การทำงานหนักไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จเสมอไป

'การทำลายตัวเอง' คือการที่จิตใต้สำนึกที่คอยบอกเราให้กลับไปที่ระดับบินที่เราคุ้นเคย หรือไปอยู่ในเขตความสบายเดิมของเรา จงตระหนักและระวังมันให้ดี เมื่อพบว่าเรากำลังพูดดูถูกตัวเอง เราก็จะรู้ว่ามันถึงเวลาที่จะต้องมา 'จดจ่อกับสิ่งที่ต้องการ' ไม่ใช่ 'สิ่งที่ไม่ต้องการ'

วิธีแต่งกายของเราเป็นสิ่งที่เราบอกคนอื่นๆว่า เรามีความคิดเห็นอย่างไรต่อตัวเอง และสะท้อนความคิดว่า เราอยากจะก้าวหน้าแค่ไหนในองค์กรนี้ ให้เริ่มใส่ใจกับการแต่งกาย การนำเสนอตัวเอง ใครคือคนที่ดีที่สุดในวงการของเรา เขาแต่งกายอย่างไร นำเสนอตัวเองอย่างไร แล้วนำสิ่งนั้นมาปรับใช้กับตัวเอง เพราะนั่นคือมาตราฐานแล้ว ทำไมต้องไปเริ่มจากศูนย์ใหม่

'ภาพพจน์ดีๆ เพียงน้อยนิด มีค่าเท่ากับผลงานที่มหาศาล'
'เราจะบอกได้ว่า ใครเป็นศิลปินที่วาดรูปเก่ง จากพู่กันของเขา'

บางคนรู้สึกว่า หัวข้อเรื่อง 'ภาพพจน์' นั้นช่างไร้สาระและผิวเผิน มันก็จะเป็นอย่างนั้น จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆโดยไม่ประสบความสำเร็จ หรือธุรกิจพวกเขากำลังยำ่แย่ เมื่อนั่นแหละเขาถึงจะมานั่งมองและสังเกตุดู จึงเห็นได้ว่า ทุกคนก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน และมุมมองนั้นก็เป็นความจริง

เราทั้งหลายต่างกระหายที่จะได้รับความยกย่องนับถือและความเป็นคนสำคัญ ซึ่งเราจะยินดีทำเกือบทุกอย่างเพื่อได้สิ่งนี้ แต่ไม่มีใครต้องการความไม่สุจริตใจ ไม่มีใครต้องการคำพูดประจบสอพลอ

ความหยาบช้า คือมะเร็งที่เกาะกินความรักให้วอดวาย ใครๆต่างก็รู้ความจริงอันนี้ แม้กระนั้นเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า เราสุภาพแก่คนแปลกหน้ายิ่งไปกว่าญาติพี่น้องและลูกเมียของเรา

การมอบหมายและจูงใจผู้อื่น

ถ้าคุณให้ปลาแก่สักคน จะทำให้เขาอยู่รอดได้เพียง 1 วัน ถ้าคุณสอนให้เขาตกปลา จะทำให้เขาอยู่รอดไปชั่วชีวิต 'คำคมของตะวันออก

เมื่อเราบอกคำตอบกับใครถึงวิธีการแก้ปัญหา เท่ากับเราได้ตัดทอนอำนาจของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไรในผลที่ได้รับ แต่ทว่ามันเป็นผลงายของคุณ ทั้งที่บ้านหรือที่ทำงาน ทั้งกับเพื่อนและครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน วิธีที่จะทำให้คนรอบข้างกระตือรือร้น ก็คือ ถามคำถามเขามากๆ และเขาต้องเป็นคนหาคำตอบนั้นๆเอง

การจะเป็นคนที่มีชีวิตชีวาไม่ว่า เรื่องงาน ครอบครัวหรือในสถานการณ์ทางสังคม จงถามคำถาม แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง

คนฝรั่งเศสเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก ในเรื่องของรสนิยมที่ไม่เหมือนใคร เขาบอกว่าคนเรานั้นมีทางเลือก 2 อย่างในชีวิต นั่นคือ 'อยู่อย่างตะกละตะกลาม หรือ อยู่อย่างพิถีพิถัน' คนที่อยู่อย่างตะกละตะกลาม เน้นปริมาณ ไม่สนใจคุณภาพ แม้จะมีรองเท้าหลายคู่ มีเสื้อผ้าหลายชุด แต่ไม่มีคุณภาะ ในทางตรงกันข้าม คนพิถีพิถันมักมีสิ่งของจำนวนจำกัด จะเน้นที่คุณภาพม่กกว่าปริมาณ

จงแต่งกายแบบเดียวกับคนที่เราชื่นชมอยากเป็นเช่นเขา: มันเป็นคำพูพที่เก่าแก่ แต่เป็นความจริง ถ้าเราแต่งกายเช่นเดียวกับคนที่เราอยากจะเป็น เราจะรู้สึกต่างไปจากเดิม คนอื่นๆก็จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ ตอนนี้ เรากำลังแต่งกายคล้ายกับคนที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นคนถัดไปหรือไม่

โลกนี้คือภาพสะท้อนความคิดของเรา คนอื่นๆจะปฏิบัติต่อเราอย่างที่อยากจะให้เขาปฏิบัติ เราเองเป็นคนที่บอกพวกเขาว่า อยากให้เขาปฏิบัติต่อเราอย่างไรทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

จงสร้างความประหลาดใจให้ใครสักคนทุกๆวัน: สิ่งสำคัญในการรักษาความนับถือตัวเองให้คงอยู่เสมอคือ ทำในสิ่งที่เกินความคาดหวังของผู้คนที่เราติดต่อด้วยอย่างสมำ่เสมอ

การมองเห็นความยิ่งใหญ่ในตัวคนอื่น: ถ้าเราต้องการจะให้ใครสักคนเห็นด้วย ก่อนอื่นต้องทำให้เขาเชื่อก่อนว่า เราเป็นเพื่อนที่จริงใจต่อเขา 'อับราฮัม ลินคอล์น

การอ่าน ทำให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ ' ฟรานซิส เบคอน

บุคคลผู้ที่ประสบความสำเร็จงดงามในธุรกิจ คือบุคคลที่ไม่เพียงแต่มีความรู้อย่างเดียว หากจะต้องมีความสามารถในการพูดได้คล่องแคล่ว จะต้องชักจูงความคิดของผู้อื่นให้คล้อยตามความคิดของตน และจะต้องเป็นผู้ขายตัวของเขาและความคิดของเขา บุคคลใดปรารถนาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงธุรกิจ ความสามารถเป็นพิเศษในการพูดเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าภาษาลาตินหรือปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยฮาร์เว็ร์ด

สมรรถภาพในการพูดคือทางลัดไปสู่ความเด่น มันจะสามารถนำชีวิตของมนุษย์พุ่งไปสู่ความรุ่งโรจน์เหนือผู้อื่น และเป็นที่รับรองกันว่าบุคคลใดเชี่ยวชาญในการพูด นับว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติพ่เศษเหนือกว่าคุณสมบัติใดๆทั้งหมดที่เขาเป็นเจ้าของ

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คนที่คุณเห็นในกระจก

นี่เป็นบทกลอนที่ถูกพบในห้องของนักโทษที่ถูกประหาร 2 คนในสหรัฐอเมริกา

หากคุณได้สิ่งที่ต้องการจากการฝ่าฟันให้แก่ตัวเอง
และโลกนี้ยอมให้คุณเป็นราชาได้เพียงหนึ่งวัน
จงไปที่กระจกและมองดูตัวเอง
และดูว่าคนในกระจกนั้นว่าอย่างไร

มันไม่ได้อยู่ที่คนอื่น คนแก่ รอบๆตัว
ที่จะเป็นคนตัดสินอะไรให้เรา
คนที่มีคำตัดสินที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในชีวิตของเรา
ก็คือคนที่จ้องเรากลับจากในกระจก

ตัวเราคือคนที่เราจะต้องเอาใจใส่ โดยไม่สนใจอะไรอื่น เพราะเขาจะอยู่กับเราจนวาระสุดท้าย
เราจะผ่านการทดสอบ แท้จะอันตรายและความยินดีลำบากที่สุด
หากเราเป็นเพื่อนกับคนในกระจก

เราสามารถหลอกคนทั้งโลกได้เป็นเวลาหลายปี
อาจได้รับคำชม การตบบ่า
แต่รางวัลสุดท้ายที่เราจะได้ คือความเสีนใจและนำ้ตา
หากเราหลอกลวงคนในกระจก... ซึ่งก็คือตัวเราเอง

ทัศนคติ

ยิ่งฉันอยู่นานเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งตระหนักถึงผลกระทบของทัศนคติที่มีต่อชีวิต
มันสำคัญเสียยิ่งกว่าการศึกษา

ยิ่งกว่าเงินทอง ยิ่งกว่าสภาวะแวดล้อม
ยิ่งกว่าความล้มเหลว ยิ่งกว่าความสำเร็จ
ยิ่งกว่าอะไรก็ตามที่คนเราอาจพูดหรือทำ

มันสำคัญเสียยิ่งกว่าภาพลักษณ์ พรสวรรค์หรือทักษะ
สิ่งที่น่าสัอเกตก็คือ เรามีทางเลือกที่จะสรรค์สร้าง ทัศนคติที่เรามีในแต่ละวัน

เราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้
เราจะเปลี่ยนท่าทีของคนอื่นไม่ได้
เราไม่อาจจะเปลี่ยนสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สิ่งหนึ่งที่เราเปลี่ยนได้ ก็คือสิ่งที่เราควบคุมมันได้
นั่นคือทัศนคติของเรา

ฉันเชื่อว่าชีวิตเรานี้ มาจาก
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา 10%
และสิ่งที่เกิดจากการตอบสนองของเรา 90%

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

You can do it by Paul Hanna

คุณคือผู้ตัดสินใจ ในการบังคับชีวิตของตัวเองที่จะบินสูงขึ้นหรือตำ่ลง ไม่มีใครอีกแล้วที่จะทำแทนคุณได้ คำพูดที่คุณพูดกับตนเองในแต่ละวัน ความนับถือตนเองจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณโปรแกรมระบบบินอัตโนมัติของตัวเองอย่างไร และคุณจะบินได้สูงแค่ไหนในชีวิตนี้

ถ้าคุณอยากบินให้สูงขึ้น ต้องเตรียมตัวให้พร้อมโดยตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า แต่เป้าหมายที่ไม่มีเส้นตาย ก็ยังเป็นเพียงความฝันอยู่รำ่ไป คุณต้องกำหนดเส้นตายให้เป้าหมาย และปฏิบัติให้ได้ตามแผนนั้น เมื่อนั้นระดับความสูงที่คุ้นเคย จะเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ

เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิทธิที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเกิดมาในสภาพแวดล้อมแบบใดก็ตาม ขอเพียงแต่คุณมุ่งมั่นในเป้าหมายมุมานะ อุตสาหะมีความนับถือตัวเอง และมีความคิดที่เป็นบวก คุณก็ทำได้เช่นกัน

ทัศนคติของคุณ จะควบคุมระดับความสำเร็จในชีวิตของคุณ: เช่นเดียวกับนักบินของโบอิง 747 ที่มีสมรรถนะดีเยี่ยม คุณสามารถควบคุมทุกอย่างที่อยู่ปลายนิ้ว เพื่อจะเดินเครื่องและบินในระดับไหนก็ได้ตามที่ต้องการ แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่หลายคนก็ยังบินในระดับเดิมๆ ทั้งที่สามารถบินสูงขึ้นกว่านั้นได้และเสียเวลาอยู่ในทีเดิมๆเป็นเวลานานหลายปี

ภาพพจน์ที่เรามองตนเอง: ภาพพจน์ของตัวเอง หรือความเห็นที่เรามีต่อตัวเองคือสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเราเดินหน้าหรือสะดุด อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะเราเปลี่ยรแปลงมันไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเปลี่ยนได้ ก็คือ วิธีที่เรามองเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือวิธีที่เราประเมินมัน

ความคิดต่อตัวเองนี้เปรียบได้กับการใส่แว่นตาที่ใช้อ่านหนังสือ คุณเป็นคนตัดสินว่าคุณจะมองโลกอย่างไร คุณอาจจะเลือกไม่ใช้แว่นและปล่อยให้ตัวเองมองเห็นอย่างจำกัด หรือหยิบแว่นมาใส่ทำให้มองเห็นอะไรชัดขึ้น ทว่าโลกก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด ไม่ว่าคุณจะใส่แว่นหรือไม่ก็ตาม มันอยู่ที่คุณมองต่างหาก

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับภาพพจน์ที่คุณมองตนเองก็คือ คุณเป็นคนตัดสินใจให้ชีวิตตนเองบินสูงขึ้นหรือตำ่ลง ไม่มีใครอีกแล้วที่จะทำแทนคุณได้ 'คำพูดที่เราพูดกับตัวเองในแต่ละวัน จะเป็นตัวกำหนดว่า เราตั้งโปรแกรมบินอัตโนมัติอย่างไร และจะบินได้สูงแค่ไหนในชีวิตนี้'

'วิธีที่เราพูดกับตัวเอง จะเป็นตัวกำหนดว่า ในที่สุดชีวิตเราจะไปได้ดีแค่ไหน'

ให้สัญญากับตัวเองเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ว่าจะพูดแต่คำพูดที่น่าฟังไม่ว่าคุณจะพูดกับตัวเอง, เพือ่นๆหรือครอบครัว เราต่างก็กำลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกับความคิดของเรา ดังนั้นการที่คุณมาอยู่ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คุณนั่นแหละที่เป็นคนตัดสินใจที่ตะมาอยู่ที่นี่ คุณเป็นคนวางแผนให้ตัวเองมาอยู่ที่นี่ ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ แต่คุณสามารถเปลี่ยนทิศทางในชีวิตได้... หากต้องการ

เมื่อคุณหว่านความคิด คุณจะเก็บเกี่ยว ได้การกระทำ
เมื่อคุณหว่านการกระทำ คุณจะเก็บเกี่ยว ได้อุปนิสัย
เมื่อคุณหว่านอุปนิสัย คุณจะเก็บเกี่ยว ไ้ด้บุคลิกลักษณะ
เมื่อคุณหว่านบุคลิกลักษณะ คุณจะเก็บเกี่ยว ได้โชคชะตา " ราล์ฟ วัลโด อีเมอร์สัน

ไม่มีใครจะทำให้คุณไม่พอใจ ถ้าคุณไม่ยินยอม: เรามักจะให้อำนาจในการควบคุม การยอมรับนับถือตัวเองของเรา แก่คนอื่นๆที่อยู่รอบตัวเรา เช่น พ่อแม่ สามีภรรยา หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน เราจึงต้องอยู่กลางคลื่นลมของคำพูดคนอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา

'ขนาดของคนจะถูกกำหนดโดยสิ่งที่จะทำให้เขาไม่พอใจ' คนที่ 'ไม่พอใจอะไรง่ายๆ' เท่ากับทุกครั้งที่เกิดความไม่พอใจอะไร เขาได้ถอนความภาคภูมิใจออกไปจากบัญชีและืำให้ตัวเองบินตำ่ลงไปเรื่อยๆ ยิ่งเขาบินลงตำ่ลวเท่าไรก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งไม่พอใจมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งโทษสิ่งอื่น คนอื่นมากขึ้นเท่านั้น เป็นวงจรน่าเศร้าที่หาจุดจบไม่ได้

'เราควบคุมทิศทางลมไม่ได้ แต่เราปรับใบเรือของเราได้' สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจ ไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์หรือคำวิจารณ์ของคนอื่นๆที่พูดเกี่ยวกับตัวเรา แต่อยู่ที่ว่าเราตีความหมายของมันอย่างไร

การดูวิถีดวงดาว การดูหมอ หรือเข้าบ่อนคาสิโน ซื้อล๊อตเตอรีอย่างไม่ยั้ง แล้วลุ้นจนตัวโก่งทุกเดือน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัญญาณว่าคุณได้ล้มเลิกความหวังในตัวเอง แล้วฝากความหวังไว้กับสิ่งอื่นๆ เพราะคุณไม่คิดว่า คุณทำได้

คุณทำได้!! แต่คุณต้องตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ก่อนว่า นับแต่นี้ รางวัลและความสำเร็จในชีวิตจะมาจากความพยายามเท่านั้น ความสำเร็จของคุณจะมาจากการมีสมาธิ เป้าหมายและแรงบันดาลใจ จะเป็นความจริงได้จากความสามารถในการฟื้นตัว ความมานะอุตสาหะ ด้วยการวางแผนและปฏิบัติให้ได้ตามแผน ไม่ว่าสิ่งต่างๆจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

เป้าหมาย คือภาพที่อยู่บนกล่องจิ๊กซอว์: ถ้าเช่นนั้นทำไมเราจึงดำเนินชีวิตไปโดยไม่มี 'ภาพตัวอย่าง' จากกล่องล่ะ เป้าหมายเปรียบได้กับภาพตัวอย่างจากกล่องแห่งชีวิต มันทำให้คุณจดจ่อและมองไปข้างหน้า ที่สำคัญที่สุดก็คือ มันยอมให้คุณนำเอาชิ้นส่วนมาต่อกันง่ายขึ้น มากกว่าที่คุณจะพยายามโดยที่ไม่มีอะไรเป็นเคริ่องนำทาง


วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลงมือทำวันนี้

1) ปลดปล่อยขีดความสามารถของคุณออกมา: จงจำไว้เสมอว่าความสามารถที่แท้จริงของคุณนั้นไม่มีขีดจำกัด อะไรก็ตามที่คุณทำสำเร็จในชีวิตมาจนถึงวันนี้ เป็นเพียงการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งมหัศจรรย์ที่คุณสามารถทำสำเร็จในอนาคต
2) วางแผนการกระทำ: คนปกติทั่วไปที่มีแผนการซึ่งคอดไว้อย่างรอบคอบแล้ว จะวิ่งแซงอัจฉริยะที่ไม่มีแผนการ ความสามารถในการวางแผนและจัดการล่วงหน้า จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนที่สุดได้
3) เข้ารับผิดชอบและควบคุมชีวิตตัวเอง
4) สร้างอนาคตให้ตัวเอง
5) กำหนดเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเอง: ชัดเจน
6) ตัดสินใจในจุดประสงค์แน่นอน ที่สำคัญของตัวเอง
7) วิเคราะห์ความเชื่อของตัวเอง
8) เริ่มที่จุดเริ่มต้น
9) วัดความก้าวหน้าของตัวเอง
10) ขจัดอุปสรรค
11) เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการของตัวเอง
12) คบหาให้ถูกคน
13) บริหารเวลาให้ดี; 20/80
14) ทบทวนเป้าหมายของตัวเองทุกวัน
15) นึกเห็นภาพเป้าหมายตัวเองเป็นประจำ
16) กระตุ้นจิตเหนือสำนึก: ego, IT, super ego
17) ทำตัวยืดหยุ่นตลอดเวลบ
18) ไขตู้แห่งความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองทุกวัน
19) ทำ'อะไรบางอย่าง'ที่จะทำให้ใกล้เป้าหมายทุกวัน
20) ทำคุณค่าของตัวเองให้ชัดเจน
21) ตื้อจนกว่าจะสำเร็จ

ความกระตือรือร้น
คุณจะทำอะไรก็ได้ ถ้ามีความกระตือรือร้น
ความกระตือรือร้น คือเชื้อเพลิงที่จะทำให้คุณมีความหวังสูงขึ้นไปถึงดวงดาว

ความกระตือรือร้นคือประกายที่อยู่ในดวงตาของคุณ
มันโลดเต้นอยู่ในท่าทีที่คุณเคลื่อนไหว
ในมือที่คุณหยิบจับสิ่งของ
ในความตั้งใจที่มากขึ้นอย่างต้านทานไม่ไหว
และมันคือพลังที่จะสืบสานความคิดให้เป็นจริง

คนที่กระตือรือร้นจะเป็นนักสู้ พวกเขามีความอดทนและมีความเพียรที่จะทำต่อไป

ความกระตือรือร้นคือพื้นฐานของความก้าวหน้าทั้งมวล ถ้ามีความกระตือรือร้นย่อมมีความสำเร็จ
แต่ถ้าไม่มีสิ่งนี้เสียแล้ว มันก็มีแต่คำแก้ตัว
เฮนรี่ ฟอร์ด

การวางแผนการกระทำ

จริงๆแล้วทุกๆนาทีที่ใช้ไปในการวางแผนจะช่วยประหยัดเวลาในการกระทำได้ 10 นาที ทุกๆนาทีที่คุณใช้ในการวางแผนและคิดก่อนลงมือทำจะช่วยคุณประหยัดเวลา เงินทองและเรี่ยวแรงในการได้รับผลลัพท์ที่คุณปรารถนา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคำพูดว่า 'ความล้มเหลวในการวางแผนคือ การวางแผนที่จะล้มเหลว'

เหตุผลอันดับหนึ่งของความล้มเหลวคือ การกระทำโดยปราศจากการวางแผน คนที่พูดว่าพวกเขายุ่งมากจนไม่มีเวลาวางแผนล่วงหน้า ควรเตรียมพร้อมสำหรับความผิดพลาดที่ไม่จำเป็นและการสูญเสียเวลา เงินทองและเรี่ยวแรงครั้งใหญ่

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ มักจะเลยจุดที่ทุกอย่างในใจของคุณ บอกให้เลิกแค่ก้าวเดียว 'คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ เมื่อใกล้จะสำเร็จอยู่รอมร่อ พวกเขาเลิกบนเส้นทางอีกหนึ่งหลาถึงเส้นชัย พวกเขายอมแพ้ในนาทีสุดท้ายของเกมและห่างจากจุดทัชดาว์นแค่ฟุต้ชเดียว' เอช รอส เปอโร

นโปเลียน ฮิลล์ เขียนไว้ในหนังสือคลาสสิคของเขาที่ชื่อ think and grow rich ว่า 'ก่อนที่ความสำเร็จจะมาสู่ชีวิตของทุกคน เขาต้องพบเจอกับความปราชัยชั่วคราวและบางทีก็ความล้มเหลวบ้าง เมื่อความปราชัยอยู่เหนือคนๆหนึ่ง สิ่งที่ง่ายที่สุดและมีเหตุผลที่สุดที่จะทำคือ เลิก และนั่นคือสิ่งที่หญิงชายส่วนใหญ่ทำ'

'อย่าเลิก'
เมื่อทุกอย่างผิดพลาดซึ่งบางครั้งต้องปรากฏ
เมื่อเส้นทางที่คุณเดินดูเหมือนจะขึ้นเนินไปเสียหมด
เมื่อทุนรอนมีน้อย แต่หนี้สินบานตะไท
คุณอยากจะยิ้ม แต่กลับต้องถอนหายใจ
เมื่อภาระบีบคั้นคุณเล็กน้อย
พักผ่อนซ่ะถ้าจำเป็น แต่อย่าถอย
ชีวิตเป็นเรื่องแปลกด้วยเส้นทางที่เหหัก
ดังที่เราทุกคนบางครั้งได้ตระหนัก
มีความล้มเหลวมากมายที่พลิกผัน
เมื่อเขาอาจชนะถ้าทั้งหมดฝ่าฟัน
อย่ายอมแพ้ แม้จังหวะจะดูเชื่องช้า
คุณอาจจะชนะด้วยการสู้อีกครั้ง
ความสำเร็จคือความล้มเหลวที่พลิกผัน
เป็นสีเงินที่แต้มอยู่บนหมู่เมฆแห่ความกังขา
คุณไม่มีวันบอกได้ว่าคุณเฉียดใกล้ความสำเร็จเพียงใด
มันอาจอยู่ใกล้ แต่ดูเหมือนไกล
จงสู้ต่อไป เมื่อคุณถูกทำร้ายสุดๆ
เมื่อทุกอย่างเลวร้ายที่สุดนั่นแหละ ที่คุณ'ต้องไม่เลิก'

ความล้มเหลวหลายอย่างในชีวิต เกิดขึ้นเพราะคนเราไม่ตระหนักว่า เขาอยู่ใกล้ความสำเร็จมากแค่ไหน เมื่อพวกเขายอมแพ้ ' โธมัส เอดิสัน

ทุกความท้อถอยจะถูกแทนที่ด้วยโอกาสซึ่งเท่าเทียมกันหรือดีกว่า ถ้าคุณจดจ่อกับเป้าหมาย เมื่อมองไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น คุณจะเปรียบเทียบความท้อถอยกับเป้าหมายนี้ จากนั้นก็ตัดสินใจว่า คุณจะยอมให้สิ่งเหล่านี้มาสร้างความไม่พอใจหรือทำลายคุณมากแค่ไหน

จงให้อภัยและบำบัดชีวิตคุณ: การให้อภัยไม่เพียงเป็นสิ่งที่เราให้คนอื่น ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด มันเป็นสิ่งที่คุณให้แก่ตัวเอง คนที่มีความนับถือตนเองมากกว่า คือคนที่ขอโทษก่อน เมื่อคุณยกระดับความนับถือตนเองจะพบว่า คุณมีใจที่จะให้อภัยคนอื่น เพราะตอนนี้ คุณมีพื้นที่สำหรับความสุข ส่วนความโกรธและความเกลียดจะถูกสลัดออกไปจากใจ ในตอนนี้คุณจะมีพื้นที่สำหรับความสุขและความรัก

คำวิจารณ์ติชม คือ อาหารเช้าของแชมเปี้ยน
'ครูจะมา เมื่อลูกศิษย์พร้อม'

คุณกำลังปฏิบัติต่อโลกใบนี้ ตามที่คุณกำลังรู้สึกจากข้างใน: เมื่อคุณรู้สึกดีเยี่ยม คุณก็จะปฏิบัติต่อโลกและทุกคนในโลกอย่างดีเยี่ยม เมื่อคุณรู้สึกแย่ก็จะปฏิบัติต่อโลกนี้และทุกคนแย่ ตามที่คุณรู้สึก จากหลักการนี้คุณจะโกรธได้ก็แต่ตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งอื่นที่อยู่ภายนอก หากยอมรับว่าโลกใบนี้คือกระจกเงา มันก็มีเหตุผลที่จะยอมรับว่า เมื่อคุณโกรธใครสักคนหรือโกรธบางสิ่ง จริงๆแล้วคุณกำลังโกรธส่วนหนึ่งของตัวเอง

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

1) แยกแยะปัญหา: ปัญหาที่ได้รับการแยกแยะ เท่ากับมันคลี่คลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
2) จงถามว่าอะไรคือสาเหตุที่เป็นไปได้ของปัญหาทั้งหมดนี้
3) จงถามว่าวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมดคืออะไรบ้าง
4) จงถามว่าวิธีการแก้ไขนี้จะบรรลุผลอะไร
5) มอบหมายความรับผิดชอบหรือรับผิดชอบ

คนธรรมดาทั่วไปที่มีระบบหรือมีสูตรสำหรับการแก้ปัญหา จะสามารถไปได้เร็วกว่าคนที่ฉลาดกว่า หรือคนที่มีการศึกษา ที่ทุ่มเทตัวเองให้กับการแก้ปัญหาที่ปราศจากวิธีการหรือขบวนการแก้

มีคุณสมบัติ 2 อย่างสำหรับความสำเร็จ อย่างแรกคือ 'เข้าถึงมัน'และสองคือ 'เกาะติดมัน' ไม่มีความล้มเหลวสำหรับคนที่ตระหนักได้ในอำนาจของเขา คนที่ไม่รู้ยามที่เขาพ่ายแพ้ ไม่มีความล้มเหลวสำหรับความมานะบากบั่นที่แน่วแน่และสำหระบกำลังใจที่ไม่อาจพิชิตได้ ไม่มีความล้มเหลวสำหรับคนที่ลุกขึ้นทุกครั้งที่เขาล้ม คนที่สะท้อนกลับเหมือนลูกบอลยาง คนที่บากบั่นไม่ลดละในขณะที่ทุกคนยอมแพ้ คนที่ผลักดันต่อไปในขณะที่ทุกคนหันหลังกลับ " โอลิสัน สเว๊ต มาร์เดน ในหนังสือชื่อ Pushing to the front

ขงจื้อเคยพูดไว้เมื่สองพันกว่าปีก่อนว่า 'ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา ไม่ใช่อยู่ที่การไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่การลุกขึ้นทุกครั้งที่เราล้ม'

เอลเบิร์ต ฮับบาร์ดเคยเขียนไว้ว่า 'ไม่มีความล้มเหลว เว้นแต่จะไม่พยายามอีกต่อไป ไม่มีคำว่าพ่ายแพ้ เว้นแต่มันออกมาจากข้างใน ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจก้าวข้ามพ้นได้จริงๆ ยกเว้นความอ่อนแอในการบรรลุเป้าหมายที่ติดเป็นนิสัยของเราเอง'

ดวงตาคือหน้าต่างของจิตวิญญาณ: ความรู้สึกของคุณ และวิธีที่คุณบอกให้โลกรู้ว่ารู้สึกอย่างไร จะสื่อสารผ่านดวงตาของคุณ มันเป็นเริ่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ที่จะโกหกขณะที่กำลังมองตาใครอยู่ เพราะมันจะเหมือนกับว่าพวกเขาจะเห็นภาพสะท้อนที่แท้จริงของตนเอง และคงไม่มีใครอยากเห็นตัวตนที่ไม่ซื่อสัตย์ของตนเอง

"คนที่เป็น 'ครู' จะกลับมาเยือนเราเรื่อยๆ จนกว่าลูกศิษย์อย่างเราจะเรียนรู้"

ทุกคนที่เราได้พบหรือได้ติดต่อด้วยนั้น ต่างก็สะท้อนบางส่วนในตัวคุณออกมา ดังนั้นหากจะมีใครเหล่านั้น มาทำให้เรารำคาญใจแล้วล่ะก็ แม้มันจะเจ็บปวดแค่ไหน มันก็เป็นสิ่งที่สอนใจเราได้อยู่ดี

เมื่ิอเรากล่าวโทษใคร ก็เท่ากับว่าเราได้มอบอำนาจให้แก่คนๆนั้นแล้ว เมื่อเรารับผิดชอบสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราเอง ก็เท่ากับว่าเราได้มอบอำนาจให้กับตัวเองเป็นคนควบคุมแล้ว

'คนที่คุณอยากจะให้เขาเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือคนที่จะให้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่แก่คุณ'

คนที่คิดและพูดลบ คือคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง และมักชอบแสดงความกล้าหาญแบบจอมปลอม หรือชอบใช้คำพูดที่รุนแรง สิ่งสำคัญก็คือ ในใจของพวกเขาจะรู้สึกกลัว วิธีที่พวกเขาจะป้องกันคนไม่ให้เข้าใกลเเขามากเกินไป คือ รักษาระยะห่างไว้ด้วยความคิดลบ

คนอีกประเภทที่แท้จริงต้องการความช่วยเหลือ แต่มักแสดงออกในทางตรงกันข้าม คือคนที่ 'ไม่ เอาไว้ก่อนกับทุกเรื่อง'เป็นคนที่มักชอบคุยโอ้อวดว่า เขาเก่งอย่างโน้นอย่างนี้ แต่สิ่งนี้กลับสะท้อนว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้เชื่ออย่างนั้น พวกเขากำลังถามหาความมั่นใจและยืนยันจากชาวโลกว่า พวกเขา 'ใช้ได้'

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คบหาให้ถูกคน

สายตาของเราที่มองชีวิต การประเมินของเราที่มีต่อตัวเอง การประเมินของเราที่มีต่อคุณค่าของเราส่วนใหญ่จะถูกแต่งแต้มด้วยสภาพแวดล้อม การงานของเราจะถูกปั้นแต่ง แก้ไข และหล่อขึ้นเป็นแบบโดยสภาพแวดล้อมของเรา โดยอุปนิสัยของคนที่เราติดต่อด้วยทุกๆวัน 'โอริสัน สเวทท์มาร์กอส

ทุกอย่างในชีวิตและธุรกิจคือความสัมพันธ์ ทุกสิ่งที่เราทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะต้องขึ้นอยู่กับผู้อื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความสามารถของเราในการสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ให้ถูกคนในทุกๆขั้นตอนของชีวิตและอาชีพการงาน จะเป็นเครื่องตัดสินที่สำคัญในความสำเร็จและสัมฤทธิผลของเรา และจะมีผลกระทบมากเหลือเกินต่อความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายของเรา

เรายิ่งรู้จักผู้คนที่รู้จักเราในแง่ดีมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจะประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เราพยายามทำมากขึ้นเท่านั้น คนหนึ่งคนที่ถูกที่ ถูกเวลา จะสามารถเปิดประตูที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา และจะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานหนักให้เราได้หลายปี

ขยันผิดงานหรือเปล่า: นี่คือข้อเตือนใจ หลายคนขนันทำงานของพวกเขาอย่างหนัก แต่พวกเขาไม่ได้ทำงานที่หัวหน้าหรือบริษัท เห็นว่าเป็นงานที่สำคัญ ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ ถ้าเราทำงานที่'ไม่สำคัญ' 'ได้ดี' มันอาจให้ตรงกันข้ามกับที่เราหวังไว้ จนถึงอาจเป็นอันตรายต่อหน้าที่การงานที่ทำอยู่

เราควรมองหาโอกาสทุกๆโอกาสในงานของเรา ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นและทำสิ่งดีๆให้เขา ทุกความพยายามที่บริสุทธิ์ใจของเราในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น จะย้อนกลับมาหาเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง และบ่อยครั้งในยามที่เราไม่ได้คาดหวัง จงมองหาวิธี ที่จะเป็นทรัพย์สินอันมีค่าต่อผู้คนรอบๆตัวเอง แล้วพวกเขาจะมองหาวิธีช่วยเหลือเรา สนับสนุนและตอบแทนในยามที่เราต้องการมันมากที่สุด

จงเป็นผู้มีอิทธิพลของทีม: คุณต้องพร้อมเสมอสำหรับการประชุมสำหรับการประชุมทุกนัด จงนั่งตรงข้ามและสบตาตรงๆกับคนที่ดำเนินการประชุม จงพูดเสียแต่เนิ่นๆ และตั้งคำถาม อาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย เมื่อคุณอาสาอะไรบางอย่าง คุณต้องทำให้เร็วและทำให้ดี เพื่อให้มันชัดเจนว่า ใครคืิอคนที่ทุกคนต้องไปหาในบริษัท

คุณสามารถที่สำคัญที่สุด คือ ความสามารถในการพึ่งพาได้: สร้างแรงดึงดูดในด้านดีรอบตัวคุณด้วยการสร้างชื่อเสียงว่าเป็นคนที่ทุกคนสามารถพึ่งพาได้ในการทำงานให้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้คุณจะได้รับงานมากขึ้น และงานที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งอำนาจและรางวัลที่มากับงานเหล่านั้น

สละเวลาทำความรู้จักกับลูกน้อง และคนที่อยู่ตำ่กว่าคุณบนบันไดไต่เต้าของบริษัท คุยกับพวกเขาและถามข้อสงสัยกับพวกเขา อาสาช่วยเหลือพวกเขาถ้าสามารถทำได้ ชมเชยพวกเขา และรับรู้ผลงานของพวกเขาเป็นพิเศษ แล้วคุณจะทึ่งกับความแตกต่างที่มันทำให้เกิดในอาชีพการงานของคุณ

ลงทุนในการสร้างความสัมพันธ์: ในทุกๆองค์กรคนที่รู้จักผู้อื่นมากที่สุดนั้น ตามปกติแล้วคือคนที่จะไปอยู่ข้างบนเช่นเดียวกับครีม การสร้างความสัมพันธ์อาจดูเหมือนต้องใช้เวลามากในทีแรก แต่มันจะให้ผลตอบแทนซำ้แล้วซำ้เล่าในอีกหลายเดือน หลายปีข้างหน้า

อุทิศตัวเอง: กฏข้อหนึ่งบอกว่า 'ยิ่งเราอุทิศตนโดยไม่หวังผลตอบแทนมากเท่าไหร่ สิ่งที่เราทำก็จะยิ่งย้อนกลับมาหาเราจากแหล่งต่างๆที่ไม่คาดฝันมากขึ้นเท่านั้น'

ไม่มีความพยายามใดที่เราทำเพื่อขยายการติดต่อจะสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง การติดต่อทั้งหลายต้องใช้เวลาในการเพาะให้งอกงามแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับเมล็ดพันธ์ บางอย่างจะให้ผลลัพท์ในทันที แต่บางอย่างกว่าจะให้ผลดีต้องอีกหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี เราต้องเตรียมพร้อมที่จะอดทน

ดร เดวิด แม็คเคลอแลนแห่งฮาร์วาร์ดได้ค้นคว้าวิจัยถึงคุณสมบัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงในวงสังคม สิ่งที่เขาพบคือ กลุ่มคนรอบๆตัวที่เราเลือกคบหาสมาคมด้วยเป็นประจำ จะมีความสำคัญในการตัดสินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเรามากกว่าองค์ประกอบอื่น ดังที่ซิก ซิกล่าร์กล่าวไว้ว่า 'ถ้าคุณอยากบินไปกับอินทรีย์ คุณก็ไม่สามารถคุ้ยเขี่ยอยู่กับไก่งวงได้อีกต่อไป'

ถ้าคุณจริงจังมากๆกับการเป็นมือหนึ่ง และต้องการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการของคุณ คุณไม่อาจใช้เวลาของคุณกับคนที่ไม่ก้าวหน้าไปไหนเลยในชีวิต ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนดีแค่ไหนก็ตาม นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตคุณเกือบทั้งหมด จึงเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่คุณอยู่หรือทำงานด้วย

เบนจามิน ดิสราเอลี กล่าวไว้ว่า 'ไม่มีความสำเร็จใดในชีวิตนอกบ้าน จะสามารถชดเชยให้กับความล้มเหลวภายในบ้านได้'

มันสำคัญมากที่จะลงทุนเวลาทั้งหมด และความรู้สึกที่จำเป็นในการสร้างและคงไว้ซึ่งชีวิตในบ้านที่มีคุณภาพสูง เมื่อชีวิตครอบครัวมั่นคงแข็งแรงและเปี่ยมไปด้วยความรัก คุณจะทำทุกอย่างได้ดีขึ้นในโลกภายนอก

แต่ถ้ามีอะไรบางอย่างผิดปกติกับชีวิตในบ้านคุณ เพราะการขาดความเอาใจใส่หรือความละเลย เพียงไม่นานมันจะมีผลกระทบต่อผลลัพท์จากการทำงานของคุณในด้านลบ ปัญหาที่บ้านสามารถทำให้คุณวอกแวกและหมดเรี่ยวแรง

ทุกๆวันและทุกๆทาง จงมองหาวิธีแบ่งเบาภาระ และช่วยเหลือผู้อื่นให้ทำงานของพวกเขาให้ดีขึ้นและดำรงชีวิตได้ง่ายขึ้น มันจะก่อให้เกิดบ่อเก็บกักความรู้สึกที่ดีที่มีต่อคุณ ซึ่งจะย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อคุณปีแล้วปีเล่า

ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ

โบกคฑาวิเศษของเรา: ให้นึกวาดภาพว่าเราสามารถโบกคฑาวิเศษและสามารถเป็นเลิศในทักษะใดทักษะหนึ่ง มันคือทักษะอะไร? คำตอบคือเป้าหมายที่เราต้องตั้งและมุ่งที่จะพัฒนามัน จงยึดมั่นไปตลอดกาลว่า 'ทำให้ทักษะนั้น เป็นทักษะของเรา' จงพร้อมที่จะลงทุนเวลา 1,2 หรือ 3 ปีเพื่อให้เป็นเลิศในด้านที่สำคัญๆ จงเต็มใจที่จะจ่ายทุกราคา ยอมสละทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราทำ

สูตร 3+1:
1) อ่านทักษะด้านที่เราต้องการพัฒนาทุกวันอย่างน้อย 15 นาที
2) เปลี่ยนการขับรถ ให้เป็นมหาวิยาลัยแห่งการเรียนรู้
3) เข้าสัมนาเพื่อเพิ่มความรู้ในทักษะด้านนั้น
+1 คือ การฝึกสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกครั้งที่เราได้ยินความคิดดีๆ ให้ลงมือทำทันที คนที่ได้ยินแนวความคิดแค่อย่างเดียวแล้วลงมือทำ ย่อมมีค่ามากกว่าคนที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นร้อยแต่ไม่ลงมือทำอะไรเลย

ทุกอย่างที่คนอื่นทำได้ ในขอบเขตของเหตุและผล เราเองก็ย่อมสามารถทำได้เช่นกัน ไม่มีใครเก่งกว่าและฉลาดกว่าใคร ความจริงที่ว่าคนที่อยู่ในระดับสุดยอดของวงการของเรานั้น ครั้งหนึ่งพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนั้นมาก่อนด้วยซำ้ นั้นคือหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอะไรก็ตามที่พวกเขาทำได้สำเร็จ เราก็ย่อมทำสำเร็จได้เช่นกันถ้าเพียงแต่เราจะตั้งเป้าหมายและทำตามเป้าหมายนั้นให้นานและหนักพอ มันไม่มีข้อจำกัดใดๆ

เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการ
1) จงตั้งปณิธานตั้งแต่วันนี้ว่าจะเข้าไปร่วมกับคน 10% แรกของวงการ สร้างข้อผูกมัดตลอดชีวิตว่าจะต้องดีเลิศ
2) แยกแยะด้านที่ให้ผลลัพท์สำคัญในงานของเรา สิ่งที่ 'แน่นอนที่สุด' ที่เราต้องทำให้ดี เพื่อให้ประสบความสำเร็จในวงการ
3) แยกแยะจุดอ่อนที่สุดในทักษะของเรา และเริ่มต้นโครงการ 'ทำให้เกิด เป็นของตัวเอง' เพื่อให้เราเป็นเลิศในด้านนั้น
4) กำหนดความรู้เพิ่มเติมที่เราจำเป็นต้องมี เพื่อก้าวขึ้นไปสู่จุดสุดยอดในวงการ แล้ววางแผนให้ได้ความรู้นั้นๆ
5) อุทิศตนให้กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต อ่านหนังสือ ฟังcd ความรู้ ไปเข้าคอร์สสัมนาต่างๆแล้วลงมือทำในสิ่งที่เราเรียนรู้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

หาพรสวรรค์พิเศษให้เจอ

เราเคยถามตัวเองมั๊ย เวลาเห็นหลายคนที่ประสบความสำเร็จมากมาย ว่า'ทำไม ไม่เป็นฉัน?' เทคนิคข้างล่างนี้จะช่วยให้เราเข้าไปใกล้สิ่งที่อาจทำให้เราเดินทางไปสู่ความฝันของตัวเอง ถ้าเราเห็น ยอมรับและมุ่งมั่นทำอย่างไม่ลดละ

1) เราทำได้ดีที่สุดและมีความสุขมากที่สุดกับอะไร บางอย่างที่เรารักจะทำ ถ้าเรามีเงินทองพอแล้ว เราจะยอมทำโดยไม่เอาค่าแรง มันจะดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของเราออกมา เราจะได้รับความพึงพอใจและความลุขอย่างใหญ่หลวงเมื่อได้ทำสิ่งนั้น
2) เราทำได้ดี ดูเหมือนมันมาจากความสามารถตามธรรมชาติจริงๆ
3) พรสวรรค์นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จและความสุขส่วนใหญ่จนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่เป็นเด็ก มันเป็นอะไรบางอย่างที่เรามีความสุขกับการทำมันมาตลอดและนำมาซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่กับคำชมเชยจากผู้อื่น
4) มันเป็นอะไรบางอย่างที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเรียนรู้และง่ายที่จะทำจริงๆแล้ว มันง่ายที่จะเรียนรู้มากเสียจนเราลืมไปเลยว่า เคยเรียนรู้มันตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร จู่ๆวันหนึ่งเราก็พบว่าเราทำมันได้ง่ายและได้ดีมาก
5) มันดึงดูดความสนใจของเรา มันดูดซับเราและทำให้เวาหลงใหล เราชอบมัน อ่านมัน พูดถึงมันและอยากค้นหาเกี่ยวกับมันให้มากขึ้น มันจะดึงดูดเราเหมือนเป็นแมงเม่าที่อยากบินเข้าหากองไฟ
6) เรารักที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับมัน และเก่งไปเรื่อยๆตลอดชีวิต เรามีความปรารถนาลึกๆที่จะเป็นเลิศทางด้านนี้
7) เวลาที่เราอยู่กับมันหรือทำมัน ดูเหมือนเวลาจะหยุดนิ่ง เรามักทำสิ่งที่เป็นพรสวรรค์นี้ได้เป็นเวลานานๆ อยู่ได้แบบไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอนได้ เพราะเราไม่สามารถบอกให้ตัวเองหยุดได้
8) เราจะชื่นชมและเคารพคนอื่นที่เก่งในเรื่องที่เป็นพรสวรรค์พิเศษเดียวกับเรา เราอยากเป็นเหมือนพวกเขา ได้อยู่กับเขาและอยากเลียนแบบเขาในทุกๆทาง
ถ้าทั้งหมดนี้ข้างบนนี้ ตรงกับอะไรบางอย่างที่เรากำลังทำในตอนนี้หรือเคยทำในอดีต มันอาจนำเราไปสู่สิ่งที่เราถูกส่งมาให้ทำในโลกใบนี้โดยเฉพาะ สิ่งที่ตรงกับ 'ปรารถนาแห่งหัวใจ'ของเรา

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มีพลัง กับ ไร้พลัง

ดร มาร์ติน เซลิกแมน แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ใช้เวลาศึกษากว่า 25 ปี ในพฤติกรรมหนึ่งที่เรียกว่า 'ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย' หลังจากสัมภาษณ์คนหลายพันคน เขาสรุปว่าคนกว่า 80% ต้องทนทุกข์ทรมานจากสิ่งนี้ พวกเขาจะรู้สึกว่าไม่สามารถบรรลุและพัฒนาชีวิตของตัวเองได้ คำพูดยอดฮิตของพวกเขาคือ 'ฉันทำไม่ได้หรอก' และร่ายยาวถึงเหตุผลของความเป็นไปไม่ได้นั้น

คำประจำของคนที่หัดท้อแท้จนเป็นนิสัยคือ 'ฉันไม่สามารถหางานใหม่ที่ดีกว่านี้ได้หรอก, ฉันไม่มีเวลาไปออกกำลังกายหรอก, ฉันไม่สามารถลดนำ้หนักได้หรอก ฉันลองมาหลายวิธีแล้ว, ฉันไม่ดีพอ สู้คนอื่นไม่ได้หรอก, อย่าฝืนเลย สำหรับฉัน มันไม่มีทางหรอก, ฯฯ' ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เหตุผลที่พวกเขาพยายามหามาจำกัดตัวเอง จะปิดกั้นความสามารถของพวกเขาในทันที มันตัดวงจรความปรารถนากรือเป้าหมายที่เป็นความฝันของเขาทั้งหมดออกไป ดังเช่นที่เฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวไว้ว่า 'ถ้าคุณเชื่อว่าคุณสามารถทำอะไรได้สักอย่าง หรือเชื่อว่าคุณทำไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดในสองกรณี คุณคิดถูกแล้ว'

ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย มักเกิดจากการถูกติเตียนในเชิงทำลายตอนวัยเด็ก ประสบการณ์ในด้านลบช่วงกำลังโต และความล้มเหลวเมื่อเป็นผู้ใหญ่ วิธีที่จะเอาชนะเรื่องนี้คือ สร้างเป้าหมายเล็กๆให้ตัวเอง และพยายามมุ่งมั่นตามแผนนั้นทุกๆวัน จะช่วยพัฒนาความกล้าหาญและมั่นใจ เหมือนสร้างมัดกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายทุกๆวัน ความกล้าหาญและมั่นใจเพิ่มขึ้น กลายเป็นพลังสำคัญในการคิดของเรา ในที่สุดเมื่อมีความสำเร็จหนุนหลัง ไม่นานนักเราจะเป็นคนที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

อุปสรรคทางใจอีกอย่าง คือ comfort zone หรือเขตความสบาย หลายคนรู้สึกสบายใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของตน สบายใจกับงาน รายได้ ความสัมพันธ์ หรือระดับความรับผิดชอบ มากเสียจนไม่นึกอยากเปลี่ยนแปลงใดๆเลย แม้จะเพื่อสิ่งที่ดีกว่าก็ตาม

Comfort zone หรือเขตความสบาย คืออุปสรรคสำคัญของความทะเยอทะยาน ความปรารถนา ความตั้งใจแน่วแน่และความสำเร็จ คนที่ติดแง่กอยู่กับเขตความสบาย และถ้าหากผนวกเข้ากับความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัยด้วยแล้ว แทบจะหมดหนทางเยียวยาใดๆ

วิธีออกจากเขตความสบาย และดิ้นให้หลุดจากความท้อแท้ที่หัดเป็นนิสัย คือ การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และท้าทาย แล้วก็ย่อยเป้าหมายลง'ให้พอดีคำ'หรือให้สามารถบรรลุได้ไปเรื่อยๆ กำหนดวันเสร็จ ทำมันทุกวัน เพียงไม่นานนักความเกียจคร้านและความเฉื่อยชาของนิสัยของความสบายและความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย ก็จะปริแตกประดุจทำนบพัง เราจะเริ่มเดินหน้าเร็วขึ้นๆ ไปสู่การได้สิ่งที่เป็นไปได้สำหรับตัวเองมากขึ้น

'คนที่ไม่ธรรมดา' เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่ติดและฝันถึงความสำเร็จในด้านที่เกิดดอกออกผลมากกว่า " เมลวิน พาวเวอร์ส

หนึ่งในเป้าหมายของเรา ควรเป็นเหมือนกับป้ายเกณฑ์ทหารของกองทัพที่ว่า 'จงเป็นทั้งหมดที่คุณเป็น' ตลาดจะจ่ายรางวัลชั้นเลิศให้กับการกระทำชั้นเยี่ยมเท่านั้น ตลาดจะจ่ายรางวัลโดยเฉลี่ยให้กับการกระทำโดยเฉลี่ย และจ่ายรางวัลตำ่กว่าโดยเฉลี่ย ความไม่สำเร็จ ล้มเหลวและความโกรธ สำหรับผลลัพท์ที่ตำ่กว่าโดยเฉลี่ย

ทุกอย่างที่มีต่าต้องใช้เวลานานและต้องทำงานมากเพื่อให้พบกับความสำเร็จ แต่มันเป็นไปได้ถ้าคุณต้องการมันมากพอและเต็มใจทำงานเป็นเวลานานพอ มันคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมดของคุณเมื่ิคุณไปถึงจุดนั้น

เลส บราว์น นักพูดสร้างแรงบันดาลใจกล่าวไว้ว่า 'การจะบรรลุอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยบรรลุมาก่อน เราต้องเป็นใครบางคนที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน'

แมรี่ ปาร์คเกอร์ ฟอลเล็ต ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารเคยเขียนไว้ว่า 'ทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับการขี่ม้า อยู่ในทิศทางที่มันกำลังไป' วิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาตัวเอง คือการพัฒนาไปในทิศทางของพรสวรรค์และความสนใจของเรา

คุณสามารถดิ้นรนอยู่กับงานที่ไม่เหมาะกับตัวเองเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะพบตัวเองในวงการที่ 'ใช่เลย'. และสามารถก้าวหน้าในเวลาแค่ 2 ปี ได้มากกว่าที่คุณทำได้ใน 20 ปีที่ผ่านมา
นโปเลียน ฮิลล์ เคยเขียนไว้ว่า 'ต้องค้นหาสิ่งที่คุณรักที่จะทำจริงๆ แล้วหาวิธีทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดี จากการทำมัน'

เราเกิดมาเพื่อเป็นเลิศ; พรสวรรค์ตามธรรมชาติของเราเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและง่ายที่จะทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มันถูกปลูกฝังลงไปที่จิตใต้สำนึกของเรา มันคือสิ่งที่เราถูกส่งมาให้ทำในโลกใบนี้ หน้าที่ของเราคือค้นให้พบพรสวรรค์ ความสามารถนี้ ตามธรรมชาติ แล้วพัฒนามันไปตลอดชีวิตของเรา

ทักษะหลายอย่างเป็นสิ่งที่ต้องประกอบกัน มันต้องพึ่งพากันและกัน ซึ่งหมายความว่าเราต้องมีทักษะอย่างหนึ่งในระดับหนึ่ง เพื่อใช้ทักษะอื่นๆในระดับที่สูงขึ้น บางครั้งเราต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ แต่มันเป็นราคาที่เราต้องจ่าย เพื่อให้บรรลุความเป็นเลิศในวงการที่เราเลือก

ห่างไปแค่หนึ่งทักษะ; เราอาจจะอยู่ห่างจากเพิ่มรายได้ของเราให้เป็นสองเท่าแค่ทักษะเดียว เราอาจจำเป็นแค่พัฒนาทักษะของเราในด้านใดด้านหนึ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถใช้ทักษะอื่นๆทั้งหมดของเราขึ้นในระดับสูงได้

เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เราอาจทำได้ไม่ดี เราอาจรู้สึกเก้งก้างเงอะงะในทีแรก เราจะรู้สึกไม่เหมาะสมและตำ่ต้อย บ่อยครั้งที่เรารู้สึกงี่เง่าและขัดเขิน แต่มันคือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อบรรลุความเป็นเลิศในวงการของเรา เราจะต้องจ่ายค่าความสำเร็จเสมอ และบ่อยครั้งที่ราคาค่างวดนั้นมักเกี่ยวข้องกับการหมั่นฝึกฝนให้ปราดเปรื่องในทักษะยากๆอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ เพื่อก้าวไปสู่สุดยอดในวงการ

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สร้างความรู้สึกแห่งชัยชนะ

สร้างความรู้สึกแห่งชัยชนะ: ทุกคนอยากรู้สึกเป็นผู้ชนะ เราจะรู้สึกเป็นผู้ชนะได้จากการทำงานชิ้นหนึ่งให้เสร็จสมบูรณ์ 100% เมื่อเราทำแบบนี้ซำ้แล้วซำ้เล่า ในที่สุดเราก็จะเพาะนิสัยการทำงานที่เริ่มต้นไว้ต้องเสร็จสมบูรณ์ เมื่อนิสัยนี้ฝังลึกลงไปในตัวเรา ชีวิตเราก็จะเริ่มพัฒนาในด้านต่างๆที่เราไม่อาจนึกฝันได้ในวันนี้

สิ่งที่กลับกันที่เป็นจริงเช่นกันคือ การกระทำที่ไม่สมบูรณ์คือ บ่อเกิดของความเครียดและความหงุดหงิด ความทุกข์ของคนส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการที่พวกเขาไม่สามารถฝึกวินัยให้ตัวเองทำงานสำคัญหรือความรับผิดชอบที่สำคัญให้เสร็จสมบูรณ์ได้

ถ้าเราได้รับมอบหมายงานที่สำคัญแล้วเราผัดผ่อนออกไป ยิ่งเรารอนานเท่าไหร่กว่าจะเริ่มต้นทำงานได้ กำหนดเส้นตายก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเครียดตามเวลาที่ผ่านไป นอนไม่หลับ มีผลต่อบุคลิกภาพครุ่นคิดถึงสิ่งที่ค้างคา แต่เมื่อเราตัดสินใจลงมือทำจนเสร็จ เราจะรู้สึกโล่งสบายทันที แล้วทำไมถึงจะทำร้ายตัวเองอยู่

มันแทบจะเหมือนกับว่าธรรมชาติได้ให้รางวัลเรา สำหรับทุกอย่างที่เราทำซึ่งเป็นเรื่องดีและช่วยส่งเสริมชีวิต ในขณะเดียวกันธรรมชาติก็จะลงโทษเราด้วยความเครียดและความไม่พึงพอใจเมื่อเราล้มเหลวที่จะทำงานและผลักดันตัวเองไปสู่เป้าหมายและผลลัพท์ที่สำคัญของตัวเอง

เป้าหมายหรือการตัดสินใจที่ปราศจากกำหนดเส้นตาย เป็นเพียงแค่การพูดเพ้อเจ้อที่ไม่มีพลังอยู่เบื้องหลังมัน จำไว้ว่าเราไม่สามารถยิงเข้าเป้า ที่เรามองไม่เห็นได้

กินช้าง: เราจะกินช้างได้อย่างไร คำตอบ: กัดทีละคำ อุปมาอุปมัยนี้ สามารถนำมาใช้ในการที่จะบรรลุเป้าหมายใหญ่ๆทุกอย่างได้ วิธีที่จะบรรลุเป้าหมายใหญ่คือ ย่อยลงให้เป็นขั้นเป็นตอน เหมือนกัดทีละคำ

คนที่สนใจในความสำเร็จ ต้องเรียนรู้ที่จะมองความล้มเหลวว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ดี ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของกระบวนการก้าวขึ้นสู่สุดยอด ' จอยซ์ บราเธอร์ส

เราคิดว่าผู้คนพยายามบรรลุเป้าหมายใหม่ของพวกเขากี่ครั้งก่อนจะยอมแพ้ ถ้าเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ครั้ง แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยอมแพ้ก่อนจะพยายามครั้งแรกด้วยซำ้ และเหตุผลที่พวกเขายอมแพ้เพราะอุปสรรค ความยากลำบาก ปัญหาที่กีดขวางที่จู่ๆก็ปรากฏทันที ที่พวกเขาตัดสินใจ จะทำอะไรบางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะล้มเหลวบ่อยกว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จจะพยายามทำอะไรๆมากกว่า แล้วก็ล้มเหลว แต่ก็ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วพยายามซำ้แล้วซำ้อีก ก่อนที่พวกเขาจะชนะในที่สุด คนที่ไม่ประสบความสำเร็จจะพยายามทำแค่ 2-3 อย่างถ้าพวกเขาคิดจะทำ แล้วไม่นานก็เลิก และกลับไปหาสิ่งเดิมๆที่พวกเขากำลังทำอยู่เมื่อก่อนหน้านี้

ความล้มเหลวชั่วคราว มักจะมาก่อนความสำเร็จเสมอ; เราควรคาดหวังว่าจะต้องล้มเหลวและไปไม่ถึงดวงดาวหลายต่อหลายครั้งก่อนืี่จะบรรลุเป้าหมาย เราควรมองความล้มเหลวและปราชัยชั่วคราว ว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่เราต้องจ่ายบนถนนสู่ความสำเร็จที่เราจะต้องบรรลุอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เฮนรี่ ฟอร์ด เคยพูดไว้ว่า 'ความล้มเหลวเป็นเพียง โอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างชาญฉลาดมากขึ้น'

คนที่ประสบความสำเร็จคิดถึงวิธีแก้ไขเกือบตลอดเวลบ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จคิดถึงปัญหาและความยากลำบากเกือบตลอดเวลา คนที่ชอบคิดถึงแนวทางแก้ไขมักจะมองหาวิธีเอาชนะ วิธีเลี่ยง และผ่านอุปสรรคที่ขวางทาง คนที่ชอบคิดถึงแต่ปัญหาจะพูดถึงแต่ปัญหา พูดถึงใครหรืออะไรที่ก่อให้เกิดปัญหา พูดว่าพวกเขาโกรธหรือไม่มีความสุขขนาดไหนและมันโชคร้ายอย่างไรที่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่คนที่ชอบแก้ปัญหาจะตั้งคำถามว่า เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรแล้วลงมือจัดการกับปัญหานั้น

อุปสรรคสำคัญระหว่างคุณกับเป้าหมายของคุณ มักจะเป็นอุปสรรคทางใจ เป็นเรื่องของจิตใจ ความรู้สึก มันอยู่ในตัวเรามากกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อม และอุปสรรคทางใจนี้เอง ที่เราต้องจัดการถ้าเราอยากบรรลุทุกอย่างที่เป็นไปได้สำหรับตัวเอง

อุปสรรคสำคัญ 2 อย่างต่อความสำเร็จและการบรรลุเป้าหมายคือ 1) ความกลัว กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวความยากจน กลัวการสูญเสีย กลัวการอับอาย หรือถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้จำนวนครั้งเฉลี่ยที่ผู้คนพยายามจะบรรลุเป้าหมายจึงน้อยกว่า 1 ครั้ง ทันทีพวกเขาคิดถึงเป้าหมาย ความกลัวเหล่านี้จะอยู่เหนือพวกเขา และดับความปรารถนาของพวกเขาลงสิ้นเชิง ประดุจนำ้หนึ่งถัง ที่ใช้ราดดับไฟกองเล็กๆ

อุปสรรคทางใจอย่างที่ 2 คือ ความสงสัยในตัวเอง เราสงสัยในความสามารถของตัวเอง เราเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น และคิดว่าผู้อื่นฉลาดกว่า ดีกว่า มีความสามารถมากกว่า เราคิดว่า 'ฉันเก่งไม่พอ' และตำ่ต้อยเกินไปสำหรับการรบรรลุเป้าหมายยิ่งใหญ่ ที่เราได้แต่ 'อยาก' ให้สำเร็จเหลือเกิน

ยาแก้ขนานเอกสำหรับความกลัวและความสงสัยคือความกล้าหาญและความมั่นใจ หากมี 2 อย่างนี้ในระดับสูง ก็จะทำให้ความหวาดกลัวและความสงสัยอยู่ในระดับตำ่ เหมือนเล่นไม้กระดก ผลที่ตามมาเราจะเปลี่ยนมุมมองลบๆของตัวเอง เป็นมุมใหม่ที่เป็นบวกมากขึ้นเรื่อยๆ

ความหวาดกลัวและความสงสัยส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้และความรู้สึกว่าไม่เก่ง ดังนั้นหากเราเรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายมากเท่าไหร่ ความกลัวและความสงสัยก็จะลดลงและแทนที่ด้วยความกล้าหาญและมั่นใจ

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิเคราะห์ความเชื่อของคุณ

สิ่งเดียวที่ยืนขวางระหว่างคนกับสิ่งที่เขาต้องการในชีวิต มักจะเป็นเพียงความตั้งใจที่จะลองมัน และความศรัทธา ที่เชื่อว่ามันมีทางเป็นไปได้ 'ริชาร์ด เอ็ม ดีวอส

บางทีกฏข้อที่สำคัญที่สุดในกฏแห่งจิตทั้งมวลอาจจะเป็นกฏแห่งความเชื่อ กฏนี้บอกว่าอะไรก็ตามที่คุณเชื่อด้วยความมั่นใจ จะกลาเป็นความจริงของคุณ คุณไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เห็น แต่คุณเห็นในสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว คุณมองโลกผ่านแว่นคุณเองในความเชื่อ แว่นของทัศนคติ คุณไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่าคุณเป็น แต่คุณเป็นอย่างที่คุณคิด

พัฒนาการทั้งหมดในชีวิตของเราล้วนมาจากการเปลี่ยนความเชื่อของเราเกี่ยวกับความเป็นไปได้และเกี่ยวกับตัวเรา ความเจิญส่วนตัวมาจากการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เราสามารถทำได้และเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับเรา เราอยากมีรายได้เพิ่มเป็น 2 เท่ามั๊ย ต้องอยากแน่นอน! คำถามคือ เราเชิ่อหรือไม่ว่ามันเป็นไปได้ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทุกๆอย่างที่เราทำหรือได้รับในชีวิตทุกความคิดและความรู้สึกหรือการกระทำ ล้วนถูกควบคุมและกำหนดโดยแนวความคิดของตัวเอง แนวความคิดของเราจะมาก่อนและเป็นตัวทำนายความสามารถและประสิทธภาพในทุกอย่างที่เราทำ แนวความคิดของตัวเองคือคำสั่งหลักของคอมพิวเตอร์ในสมองของเรา มันเหมือนระบบพื้นฐาน ทุกอย่างที่เป็นผลสำเร็จในโลกภายนอกของเรา ล้วนเป็นผลมาจากความคิดภายใน

สิ่งที่นักจิตวิทยาค้นพบคือ แนวความคิดของเราประกอบด้วย ความเชื่อทั้งหมด ทัศนคติทั้งหมด ความรู้สึกทั้งหมด และความเห็นทั้งหมดของเรา เกี่ยวกับตัวเราเองและโลกของเรา ด้วยเหตุนี้เราจึงมักปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับแนวความคิดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแง่บวกหรือแง่ลบก็ตาม

ใส่ขยะเข้าไป ได้ขยะออกมา
นี่เป็นการค้นพบที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวความคิดของตัวเอง ต่อให้แนวความคิดของเราเองประกอบด้วยความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับตัวเองหรือโลกของเรา แต่ตราบใดที่เราคิดว่ามันคือความจริง เราก็จะรู้สึก คิด และกระทำตามนั้น

ความเชื่อที่แย่ที่สุดก็คือ ความเชิ่อที่จำกัดตัวเอง ถ้าเราเชื่อว่าตัวเองถูกจำกัดในบางอย่าง ไม่ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม มันจะกลายเป็นความจริงสำหรับตัวเราถ้าเราเชื่อมัน เราจะทำตัวเองให้สอดคล้องกับความเชื่อนั้น ราวกับว่าเราขาดกรือไม่สามารถในเรื่องนั้นๆเอาจริงๆ การเอาชนะความเชื่อที่จำกัดตัวเองและการถูกยัดเยียดข้อจำกัดให้ตัวเอง มักเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ขวางกั้นระหว่างตัวเรากับความสามารถที่ไร้ขีดจำกัดของตัวเรา

ความเชื่อที่จำกัดตัวเอง ที่บางครั้งเกิดจากประสาการณ์เพียงครั้งเดียวหรือจากคำพูดพล่อยๆของใครบางคน สามารถฉุดรั้งเราไว้ได้เป็นเวลาหลายปี คนส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ของการใช้ทักษะในงานที่ตัวเองคิดว่าไม่สามารถทำได้ แล้วก็ต้องประหลาดใจในตัวเอง ว่าแนวความคิดที่จำกัดตัวเราเองนั้น ไม่มีพื้นฐานความจริงเลยซักนิด

ตัวเรา ดีกว่าที่เรารู้: หลุยส์ เฮย์ นักเขียนเคยกล่าวไว้ว่า รากเหง้าของปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตเรา เกิดจากความรู้สึกที่ว่า 'ฉันไม่ดีพอ' ความจริงก็คือ เรามีความสามารถมากกว่าที่เราเคยนำมาใช้ตลอดชีวิต ไม่มีใครดีกว่าเรา และไม่มีใครฉลาดไปมากกว่าเรา คนอื่นจะฉลาดกว่าหรือดีกว่าในเรื่องที่ต่างออกไป ในเวลาที่ต่างกันเท่านั้นเอง

ดร โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ แห่งฮาร์วาร์ด กล่าวว่าเรามีสติปัญญาที่แตกต่างกันอย่างน้อย 10 อย่าง และเราอาจเป็นอัจฉริยะในอย่างใดอย่างหนึ่งได้ หน้าที่ของเราคือต้องหาให้พบว่าเราเก่งหรือเป็นอัจฉริยะด้านไหน

จอร์จ บิลลิงส์ดาราตลกกล่าวไว้ว่า ' มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์รู้ ที่ทำให้เขาเจ็บปวด แต่เป็นสิ่งที่เขาไม่รูจริงต่างหากที่ทำร้ายเขา'

ไม่มีถนนสายไหนยาวเกินไป สำหรับคนที่เดินไปข้างหน้าด้วยความตั้งใจและไม่ล่าช้าเกินควร
ไม่มีเกียรติยศใดไกลเกินไป สำหรับคนที่เตรียมพร้อมสำหรับมันด้วยความอดทน' ฌอง เดอลา บูรเยร์

เรามีอำนาจทางความคิดที่เหลือเชื่อ แต่เรามักติดนิสัยที่จะไม่นำมันมาใช้ให้เต็มที่ การตั้งเป้าหมายอย่างมีระบบให้กับชีวิตและการวางแผนที่จะบรรลุมัน จะช่วยให้เราประหยัดเวลาหลายปีในการทำงานหนัก เพื่อไปให้ถึงความสำเร็จในระดับเดียวกัน การตั้งเป้าหมายทำให้เราสามารถใช้อำนาจทางความคิดได้มากกว่าคนส่วนใหญ่

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สร้างอนาคตของคุณเอง

ตั้งปณิธานไว้ว่าจะคิดถึงอนาคตที่ดีเลิศไว้เกือบตลอดเวลา จงจำไว้ว่าวันที่ดีที่สุดของชีวิตคุณรออยู่ข้างหน้า ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของคุณยังไม่มาถึง รายได้สูงสุดที่คุณจะได้จะเป็นจริงในอีกไม้กี่เดือนกี่ปีข้างหน้า อนาคตจะดีกว่าทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของคุณ มันไม่มีขีดจำกัด

ชีวิตเราดำเนินจากข้างในออกมาข้างนอก แก่นกลางของบุคลิกคุณคือ คุณค่าของคุณ เป็นสิ่งที่ทำให้คุณเป็นคนอย่างที่คุณเป็น ทุกอย่างที่คุณทำภายนอกล้วนถูกบังคับและกำหนดโดยคุณค่าจากข้างใน ยม่ว่าชัดเจนหรือเลือนลาง ยิ่งเราชัดเจนกับคุณค่าภายในของเราเท่าไร กาวกระทำภายนอกก็จะยิ่งถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

ส่วนใหญ่แล้วเราสามารถบอกได้ว่าผู้คนคิดยังไงโดยดูจากสภาพภายนอกของชีวิตพวกเขา อริสโตเติลเคยพูดไว้ว่า จุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์สุดท้ายของชีวิตมนุษย์ก็คือการได้รับความสุขของตัวเอง คุณจะมีความสุขมากที่สุดเมื่อสิ่งที่เราทำจากภายนอกสอดคล้องกับคุณค่าภายในของเรา เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในแนวเดียวกับลิ่งที่เรามองว่าเป็นความถูกต้อง ดีงามและเป็นจริง เราจะมีความสุข รู้สึกดีกับตัวเองและโลกของเราโดยอัตโนมัติ

ความพยายามที่จะใช้ชีวิตภายนอกให้ขัดแย้งกับคุณค่าภายในของตัวเอง จะก่อให้เกิดความเครียด คงามรู้สึกในแง่ลบ ความทุกข์ การมองโลกในแง่ร้าย แม้กระทั่งความโกรธ หงุดหงิด ดังนั้นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของเราคือ เราต้องสร้างความชัดเจนอย่างแท้จริงเกี่ยวกับคุณค่าของเราในทุกอย่างที่เราทำ

สตีเฟน อาร์โควีย์ กล่าวไว้ว่า 'จงแน่ใจว่าขณะที่เราพยายามปีนขึ้นบันไดสู่ความสำเร็จ บันไดนั้นกำลังพิงอยู่กับตึกที่ถูกต้อง' หลายคนทำงานหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่พวกเขาคิดว่าตัวเองต้องการ เพียงเพื่อจะพบว่าในตอนสิ้นสุดวัน พวกเขาไม่มีความสุขหรือพึงพอใจจากความสำเร็จเลย 'ทั้งหมดมีแค่นี้เองหรือ?' เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อความสำเร็จภายนอก ไม่สอดคล้องกับคุณค่าภายในของตัวเอง

คุณอยากให้ผู้คนบรรยายถึงคุณเวลาที่คุณไม่อยู่ด้วยว่าอะไร อยากให้ใครบางคนพูดถึงตัวคุณในงานศพของคุณว่าอะไร คุณอยากให้ครอบครัว เพื่อนฝูงระลึกถึงตัวคุณอย่างไร แล้วปัจจุบันตัวคุณมีชิ่อเสียงด้านไหน ในอนาคตคุณอยากมีชื่อเสียงแบบไหน คถณจะต้องเริ่มทำอะไรในวันนี้เพื่อสร้างสิ่งนั้น

จงมองหาวิธีที่ง่ายที่สุด และตรงไปตรงมามากที่สุดในการเริ่มก้าวออกจากที่ที่คุณอยู่ไปยังที่ที่คุณอยากไป มองหาวิธีแก้ที่มีขั้นตอนน้อยที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใด จงลงมือทำ ลุยไป ทำตัวให้ไม่ว่าง เพื่อ 'สร้างสำนึกแห่งความร้อนรน' แนวความคิดที่ดีที่สุดในโลก จะไม่มีคุณค่าอะไรจนกว่าพวกมันจะถูกนำมาใช้ให้ได้ผล จอห์น กรีนลีฟ วิททิเออร์ 'ในบรรดาคำที่น่าเศร้าที่สุด คือ คำว่า " มันน่าจะเป็นฉัน"'

ถ้าเรารู้ว่าในวันนี้เราเหลือเวลาอีก 6 เดือน เราจะใช้เวลาสุดท้ายในโลกใบนี้ยังไง เราจะใช้เวลากับใคร จะไปไหน จะทำอะไร จะพยายามทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ เมื่อตั้งคำถามนี้ สิ่งที่โผล่ขึ้นมาในหัวจะสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของเรา คำตอบของเรามักรวบรวมคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเราไว้ด้วยเสมอ คงไม่มีใครในสถานการณ์อย่างนี้ที่จะพูดว่า 'ฉันอยากกลับไปที่ทำงาน แล้วโทรหาลูกค้าซักสองสามราย!'

ถ้าคุณได้รางวัลเป็นเงินสด 1 ล้านบาททันที คถณจะเปลี่ยนแปลงชีวิตยังไง คถณจะทำอะไรต่างไปจากนี้ จะทำอะไรมากขึ้นหรือน้อยลง นี่เป็นวิธีการตั้งคำถาม คุณจะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณยังไง ถ้าคุณมีอิสระที่จะเลือกอย่างเต็มที่ สาเหตุหลักที่เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ใช่ที่ดีที่สุดสำหรับเรา ก็เพราะเรากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อนึกวาดภาพว่าคุณสามารถมีเท่าที่คุณต้องการ เป้าหมายที่แท้ของคุณจะโผล่ออกมา

อย่ากลัวความล้มเหลว: อะไรคือสิ่งที่คุณอยากทำอยู่เสมอ แต่ไม่กล้าพยายาม เวลาที่คุณเหลียวมองไปรอบๆตัว และเห็นผู้อื่นกำลังทำในสิ่งที่คุณชื่นชม อะไรในสิ่งนั้นที่คุณอยากทำอยู่เสมอเช่นกัน อะไรคือสิ่งที่คุณอยากทำ แต่ไม่กล้าพยายาม

ตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน: การตั้งเป้าหมายที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ การตั้งเป้าหมายทางการเงิน ถ้าคุณสามารถหาเงินได้และสะสมทั้งหมดที่ต้องการเอาไว้ คุณก็อาจจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ไม่ใช่เรื่องเงินเกือบทั้งหมดของคุณได้เร็วขึ้น

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เป้าหมาย มีไว้ให้พุ่งชน

คุณกำหนดชีวิตของคุณเองจนถึงทุกวันนี้ ด้วยทางเลือกและการตัดสินใจหรือไม่ตัดสินใจของคุณ ถ้ามีอะไรบางอย่างในชีวิตที่คุณไม่ชอบ คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบเอง ไม่ใช่คนอื่นหรือสิ่งอื่น คุณอยู่ในที่ที่คุณอยู่และเป็นอย่างที่คุณเป็นอยู่ในืุกวันนี้ เพราะคุณเองเป็นคนตัดสินใจจะอยู่ตรงนั้น

ปฏิเสธที่จะโอดครวญและบ่นโวยวายถึงเหตุการณ์ในอดีตซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่จงหมุนตัวเองไปหาอนาคตแทนและคิดถึงสิ่งที่คุณต้องการและที่ที่คุณจะไป เหนือสิ่งอื่นใดจงคิดถึงเป้าหมายของคุณจะทำให้คุณมีอารมณ์ในแง่บวกและเต็มไปด้วยจุดประสงค์อีกครั้ง

คุณจะกลายเป็นคนเล็กๆ เท่ากับความปรารถนาของคุณที่คอยแต่จำกัดตัวคุณไว้ และกลายเป็นคนยิ่งใหญ่ได้เท่ากับความปรารถนาที่มีพลังแรงกล้าของคุณ " เจมส์ อัลเลน

ดร เอ็ดเวิร์ด แบนฟิลด์ แห่งฮาร์วาร์ด สรุปผลจากการวิจัยเป็นเวลากว่า 50 ปีว่า 'มุมมองในระยะยาว'คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จส่วนตัวและความสำเร็จทางการเงินในชีวิต มุมมองระยะยาวเป็นความสามารถในการคิดถึงระยะเวลากลายปีในอนาคต ระหว่างที่ทำการตัดสินใจในปัจจุบัน คุณยิ่งคิดไกลไปในอนาคตได้มากแค่ไหน คุณจะยิ่งตัดสินใจในปัจจุบันเพื่อทำให้อนาคตกลายเป็นความจริงได้ดีขึ้นเท่านั้น

อุปสรรคเดียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการตั้งเป้าหมายก็คือ 'ความเชื่อในขีดจำกัดของตัวเอง' มันรวมไปถึงขอบเขตที่คุณเชื่อว่าตัวเองถูกจำกัด คุณอาจเชื่อว่าตัวคุณไม่เหมาะสมพอ ตำ่ต้อยบางอย่าง เช่นสติปัญญา ความสามารถ พรสวรรค์ บุคลิกฯด้วยเหตุนี้คุณจึงเจียมเนื้อเจียมตัว การประเมินตัวเองตำ่ไปคือการที่คุณไม่ได้ตั้งเป้าหมาย หรือตั้งเป้าหมายไว้ตำ่กว่าความสามารถของตัวเอง

นึกวาดภาพว่าตัวเอง ไม่มีขีดจำกัด: การผสานแบบอย่างที่ดีเลิศเข้ากับการกำหนดทิศทางอนาคตจะทำให้คุณสามารถยุติหรือทำให้กรขบวนการจำกัดตัวเองนี้เป็นกลาง ลองนึกวาดภาพช่วงเวลาที่คุณไม่มีขีดจำกัดเลยสักนิด วาดภาพว่าคุณเป็นคนมีสวรรค์ มีความสามารถทั้งหมดที่ต้องการในการบรรลุเป้าหมายทุกอย่างที่ตั้งไว้ ลองนึกวาดภาพว่าคุณไม่มีขีดจำกัดอะไรเลยในสิ่งที่คุณจะเป็น จะมี หรือจะทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญต่อคุณจริงๆ

เวลาที่คุณนึกวาดภาพอนาคตที่สมบูรณ์แบบคำถามเดียวของคุณก็คือทำอย่างไร? มันเป็นคำถามที่มีอานุภาพมากที่สุด ถามมันซำ้ๆ จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และจุดชนวนความคิดที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย คนที่ไม่ประสบความสำเร็จจะสงสัยเสมอว่าเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งจะมีทางเป็นไปได้หรือไม่ แต่คนที่ประสบความสำเร็จสูงจะถามคำถามแต่คำว่า 'ทำอย่างไร' แล้วก็พยายามหาวิธีเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับเป้าหมายของพวกเขาให้กลายเป็นความจริง

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงกับผู้ที่ประสบความสำเร็จตำ่ก็คือ 'แนวโน้มการกระทำ' คนที่ประสบความสำเร็จมากจะมีแนวโน้มการกระทำสูง คนพวกนี้จะเคลื่อนไหวตลอดเวลา พวกเขาจะวุ่นวายเสมอ ถ้าเกิดความคิดขึ้นมาเมื่อไหร่ พวกเขาจะลงมือทำทันที แต่คนที่ประสบผลสำเร็จตำ่ หรือคนที่ไม่ประสบผลสำเร็จเลย จะเต็มไปด้วยเจตนาดี แต่มักมีข้ออ้างเสมอที่จะไม่ลงมือทำในวันนี้

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Goals!

อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า จุดประสงค์สุดท้ายในการกระทำทุกอย่างของมนุษย์ คือ การบรรลุความสุขส่วนตัว เขาบอกว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม จุดประสงค์ของมันคิอการเพิ่มพูนความสุขของคุณด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง คุณอาจจะประสบความสำเร็จหรืออาจไม่ แต่ความสุขของคุณคือจุดประสงค์สุดท้ายเสมอ

กุญแจสู่ความสุข: การตั้งเป้าหมาย การพยายามเดินหน้าไปหามันทุกวัน และบรรลุมันในที่สุด คือกุญแจสู่ความสุขในชีวิต การตั้งเป้าหมายมีอานุภาพมากเสียจน แค่คิดถึงเป้าหมายของคุณก็ทำให้คุณมีความสุขก่อนที่คุณจะย่างก้าวไปสู่การบรรลุมันด้วยซำ้

ในการไขและปลดปล่อยขีดความสามารถเต็มๆของคุณ คุณควรเพาะนิสัยตั้งเป้าหมายและบรรลุเป้าหมายในแต่ละวันไปจนตลอดชีวิต คุณควรสร้างพลังของการมุ่งมองที่เหมือนแสงเลเซอร์ เพื่อให้คุณคิดและพูดถึงสิ่งที่ต้องการอยู่เสมอ แทนที่จะคิดถึงสิ่งที่ต้องการ

ไม่มีเครื่องรับประกันของชีวิตที่ยืนยาว มีความสุข สุขภาพดีและความเจริญรุ่งเรืองไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่คุณพยายามเป็น พยายามมี และพยายามบรรลุสิ่งที่คุณต้องการจริงๆอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายที่ชัดเจนช่วยให้คุณสามารถปลดปล่อยขีดความสามารถเต็มๆของคุณออกมา เพื่อความสำเร็จส่วนตัวและความสำเร็จในอาชีพการงานของคุณ เป้าหมายช่วยให้คุณเอาชนะอุปสรรคและช่วยทำให้ความสำเร็จในอนาคตของคุณไร้ขีดจำกัด

กฏทั่วไปบอกว่า มนุษย์ไม่มีอะไรเมื่อตอนที่เขาเกิดมา เพราะมนุษย์คือสิ่งที่เขาจะสร้างขึ้นมา ในภายหลังให้กับตัวของเขาเอง 'อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบล

อีลีเนอร์ รูสเวลท์ เคยกล่าวไว้ว่า 'ไม่มีใครสามารถ ทำให้คุณรู้สึกตำ่ต้อยได้ ถ้าคุณไม่ยินยอม'

จงปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์ หรือตำหนิผู้อื่นในเรื่องอะไรก็ตาม ทุกครั้งที่คุณวิจารณ์หรืออุทรณ์ในบางอย่างที่คุณไม่ชอบ หรือตำหนิผู้อื่นในอะไรบางอย่างที่เขาหรือไม่ได้ทำ คุณกำลังจุดประกายแง่ลบและความโกรธขึ้นในตัวเอง และคุณคือคนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ความรู้สึกแง่ลบของคุณไม่มีผลกระทบต่อผู้อื่นเลยสักนิด การโกรธใครบางคนคือการยอมให้เขาหรือเธอควบคุมอารมณ์ของคุณและบ่อยครั้งควบคุมคุณภาพชีวิตคุณในระยะยบวด้วย มันเป็นเรื่องงี่เง่าโดยแท้

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เป้าหมาย

ความจริงก็คือคุณอาจจะมีความสามารถตามธรรมชาติมากกว่าที่คุณจะใช้ได้หมดถ้าคุณมีชีวิตอยู่เป็นร้อยชาติ สิ่งที่คุณประสบความสำเร็จจนถึงตอนนี้ เป็นเพีงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆของสิ่งที่เป็นไปได้จริงๆสำหรับคุณ กฏของความสำเร็จข้อหนึ่งคือ มันไม่สำคัญว่าคุณจะมาจากไหน ทั้งหมดที่สำคัญคือคุณจะไปไหน และที่ๆคุณจะไปถูกตัดสินด้วยตัวคุณกับความคิดของคุณเอง

คุณจะเป็นอย่างที่คุณคิดเกือบตลอดเวลา โลกภายนอกของคุณคือภาพสะท้อนโลกภายในของคุณ ซึ่งสะท้อนให้คุณเห็นถึงสิ่งที่คุณคิด ทุกอย่างที่คุณคิดจะโผล่ออกมาในความเป็นจริงของคุณอย่างต่อเนื่อง

ทำไมผู้คนถึงไม่ตั้งเป้าหมาย? เหตุผลหนึ่งคือเพราะไม่รู้วิธีที่จะกำหนดมันตั้งแต่แรก ซำ้ร้ายหลายคนคิดว่าพวกเขามีเป้าหมายอยู่แล้ว ทั้งๆที่จริงแล้วพวกเขามีแค่ความปรารถนาหรือความฝัน เช่น 'ขอให้ฉันมีความสุข, ขอให้มีเงินเยอะๆ หรือ ขอให้มีบ้านมีรถ' เหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นแค่ความเพ้อฝัน เป้าหมายต่างจากความปรารถนาอย่างมาก มันเฉพาะเจาะจง สามารถบรรลุและวัดได้

ทำไมคนจึงไม่ตั้งเป้าหมาย
1) พวกเขาคิดว่าการตั้งเป้าหมายไม่สำคัญ
2) พวกเขาไม่รู้วิธี
3) พวกเขากลัวความล้มเหลว
4) พวกเขากลัวถูกปฏิเสธ

มาร์ค แมคเคอร์แม็ค เล่าถึงหนังสือของเขาชื่อ 'สิ่งที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่ได้สอนคุณ' ได้มีการสัมภาษณ์นักศึกษา MBA ว่า คุณได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และวางแผนที่จะทำให้สำเร็จสำหรับอนาคตคุณหรือเปล่า? ปรากฏว่ามีเพียง 3% เท่านั้นที่เขียนเป้าหมายและวางแผนไว้ 13% มีเป้าหมายแต่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร 80% ไม่มีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง นอกจากการวางแผนไปเที่ยวช่วงซัมเมอร์

10 ปีต่อมานักวิจัยได้ไปสัมภาษณ์สมาชิกที่ตอบตำถามเดิมอีกครั้ง พบว่าคน 13% ที่มีเป้าหมายแต่ไม่ได้เขียนออกมา หาเงินได้ 2 เท่าของคนที่ไม่ได้ตั้งเป้าหมาย และที่น่าประหลาดใจ 3% ที่เขียนเป้าหมายไว้ชัดเจน หาเงินได้เป็น 10% เท่าของผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหมด

คนส่วนใหญ่เริ่มต้นเดินทางในชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ผ่านโลกที่ไม่มีแผนที่หรือแผนผังใด พวกเขาเพียงแค่คิดไปทำไป บ่อยครั้งที่ระยะเวลา 10 หรือ 20 ปีของการทำงานจะผ่านไปโดยที่พวกเขายังถังแตก ไม่แฮปปี้กับงาน ไม่พอใจกับชีวิตสมรส ทั้งหมดก้าวหน้าน้อยมาก ถึงกระนั้นทุกคืนพวกเขาก็ยังกลับบ้านไปดูทีวี ภาวนาและหวังให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่มันมักไม่ค่อยเป็นไปตามนั้น

คนจำนวนมากกลัวความเปลี่ยนแปลง และเป็นห่วงอนาคต ประโยชน์ที่สำคัญของการตั้งเป้าหมายคือ มันช่วยให้คุณสามารถควบคุมทิศทางการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ให้คุณมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดจากความตั้งใจและการควบคุมของคุณเอง เป้าหมายช่วยให้คุณปลูกฝังความหมายและจุดประสงค์เข้าไปในทุกสิ่งที่คุณทำ

ขีดความสามารถที่ติดตัวคุณมาแต่กำเนิดนั้นเป็นสิ่งพิเศษมาก ณ เวลานี้ในตัวคุณมีความสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ให้ตัวเอง ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อตัวคุณคือการทุ่มเทเวลาที่จำเป็นในการทำให้ชัดเจนว่าคุณต้องการอะไร และจะบรรลุมันได้อย่างไร ยิ่งชัดเจนกับเป้าหมายมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งสามารถปลดปล่อยความสามารถของคุณเพื่อประโยชน์ในชีวิตมากขึ้นเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของการบรรลุเป้าหมายทั้งหมดก็คือความปรารถนา คุณต้องสร้างความปรารถนาที่แรงกล้าสำหรับเป้าหมาย หากคุณอยากที่จะบรรลุมันจริงๆ ต่อเมื่อความปรารถนาของคุณรุนแรงมากพอเท่านั้น คุณถึงจะมีเรี่ยวแรงและมีแรงผลักดันภายในที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งมวลที่ขวางทางคุณไว้ได้

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เข้าใจตัวเองว่าต้องการอะไรจริงๆ

คุณอาจต้องใช้ความพยายามอย่างหนักและเริ่มต้นผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง จนกว่าจะพบอาชีพในอุดมคติของคุณ แต่ทั้งหมดจะเริ่มต้นได้ด้วยการที่คุณนั่งลง แล้วตัดสินว่าสิ่งที่คุณต้องการจริงๆคืออะไร จากนั้นจึงเริ่มต้นลงมือทำ

การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีที่สุดทุกอย่างในชีวิตของคุณ เริ่มที่การตัดสินใจให้กระจ่างชัดว่าคุณจะทำหรือหยุดทำอะไร การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณตัดสินใจแน่วแน่ ว่าจะมีส่วนร่วมหรือถอนตัว จะทำหรือไม่ทำเรื่องนั้นๆ

ความมั่นใจเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของชายหรือหญิงที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข ความมั่นใจพัฒนาจากการฝึกฝนและการทำซำ้ ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นเรื่องปกติเหมือนการหายใจเข้าและหายใจออก

ข้อเท็จจริงที่น่าเสียดาย คือ คนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นเพราะยังไม่ตัดสินใจว่าจะเป็นคนรวย คนอ้วนและสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นเพราะยังไม่ตัดสินใจว่าจะมีรูปร่างผอมบางแต่แข็งแรง ส่วนคนที่ไร้ประสิทธิภาพก็เป็นเพราะยังไม่ได้ตัดสินใจว่า จะเป็นคนที่มีระเบียบและมีประสิทธิภาพสูง

'ถ้าคิดว่าทำได้ คุณก็ทำได้' หัวใจสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะฝันถึงสิ่งที่ดูยิ่งใหญ่ เกินความเป็นไปได้ และกล้าที่จะทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ

เอลเบิร์ต ฮับบาร์ด นักปรัชญาและนักเขียน กล่าวไว้ว่า " วินัยต่อตนเอง คือ ความสามารถทำให้ตนเองทำในสิ่งที่ควรทำ เมื่อต้องทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม"

เอช แอล ฮันท์ มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่า 'ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ต้องการปัจจัยเพียง 2 ประการคือ 1) ตัดสินใจให้ชัดว่าคุณต้องการอะไร? ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยทำในชีวิต 2) คุณต้องกำหนดสิ่งที่คุณต้องเสีย เพื่อแลกความสำเร็จนั้นมา จากนั้นจึงลงมือแล้วลุยให้เต็มที่'

การวางแผนที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่แสดงความเป็นมืออาชีพ กฏ 10/90 มีอยู่ว่า 10% แรกของเวลาที่คุณใช้วางแผนกิจกรรม จะช่วยประหยัดเวลาที่จำเป็นในการทำกิจกรรมนั้นได้มากถึง 90%. เมื่อคุณเริ่มทำงาน

คุณควรคิดบนกระดาษเสมอ เพราะจะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นในระหว่างที่สมองและมือของคุณเขียนแผนลงไปอย่างละเอียด ซึ่งจริงๆแล้ว การเขียนจะช่วยให้ความคิดของคุณเฉียบคมและชัดเจนขึ้น กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และทำให้คุณรวมความสนใจได้ดีกว่าการคิดอยู่ในใจ

วิธี่ที่คุณจะกำหนดสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดในช่วงเวลาใดก็คือ การนึกถึงผลที่ตามมาที่สำคัญถ้าหากว่าทำหรือไม่ได้ทำงานนั้นๆ งานสำคัญคืองานที่มีผลตามมาที่สำคัญ หากทำหรือไม่ทำงานนั้น คนที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงทุกคนล้วนนึกถึงผลที่อาจตามมาอย่างต่อเนื่องขณะวางแผนทุกแผน

เข้าใจตัวเองว่าต้องการอะไรจริงๆ

คุณอาจต้องใช้ความพยายามอย่างหนักและเริ่มต้นผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง จนกว่าจะพบอาชีพในอุดมคติของคุณ แต่ทั้งหมดจะเริ่มต้นได้ด้วยการที่คุณนั่งลง แล้วตัดสินว่าสิ่งที่คุณต้องการจริงๆคืออะไร จากนั้นจึงเริ่มต้นลงมือทำ

ใช้กฏ 20/80 หรือหลักการพาเรโต้ ในการจัดการเวลาที่สำคัญและทรงพลังมากที่สุดหลักการหนึ่ง กฏนี้แบ่งกิจกรรมทั้งหมดตามหลักการว่า 'สิ่งสำคัญมากมีน้อย' สิ่งสำคัญน้อยมีมาก'

เมื่อคุณเริ่มทำงานแล้วหยุดพัก จากนั้นกลับมาทำต่อ แล้วเริ่มต้นทำอีกครั้งเป็นเวลาหลายๆครั้ง ในท้ายที่สุดคุณจะใช้เวลาที่ต้องใช้ในการทำงานให้เสร็จเพิ่มมากขึ้นถึง 500% แต่หากคุณทำงานเพียงชิ้นเดียวโดยเริ่มต้นทำงานทำงาน แล้วบังคับให้ตนเองทำงานนั้นจนกว่าจะเสร็จได้ คุณจะใช้เวลาน้อยกว่าที่คนอื่นใช้ 20% นี่คือสุดยอดวิชาของการบริหารเวลาและเพิ่มประสิทธิผลของการทำงาน

งานที่สร้างความแตกต่างได้มากที่สุดต่ออาชีพและชีวิตของคุณ มักเป็นงานใหญ่และยากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังเป็นงานที่คุณชอบผลัดวันประกันพรุ่งมากที่สุด แม้ว่าจะรู้ว่าหากทำให้สำเร็จแล้วจะส่งผลดีหรือส่งผลลัพท์ที่สำคัญก็ตาม

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเพียงประการเดียวของการทำงานในระดับสูง คือ การมีแนวโน้มที่จะพูดกันจนตายไปข้างหนึ่ง หลายคนคิดว่าการพูดดีและการวางแผนต่อเนื่องเป็นการปฏิบัติที่เหมือนกัน แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว การทำงานที่พูดไปเหล่านั้นให้เสร็จเท่านั้นที่มีความสำคัญจริงๆ

เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ ไม่มีอะไรจะมาจำกัดการประสบความสำเร็จของคุณได้ ยกเว้นแต่ข้อจำกัดที่คุณสร้างให้กับตนเอง เราต้องกล้าตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในองค์กรหรือธุรกิจ คุณสามารถประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ในช่วงใดก็ตามในชีวิต คุณจะพบว่าสามารถเปลี่ยนแปลงง่ายๆได้ด้วยมือคุณเอง

กำหนดเป้าหมายที่แท้จริงของคุณ: ตระหนักให้ได้ว่า คุณต้องการอะไรจริงๆ มันจะช่วยคุณหยุดจากการวิ่งไล่ผีเสื้อ แล้วหันมาขุดทองแทน 'วิลเลียม โมลตัน มาร์สเดน

คนส่วนใหญ่ทุ่มเทตัวเองให้กับชีวิตเหมือนสุนัขวิ่งไล่รถแล่นผ่าน และนึกสงสัยว่าทำไมพวกเขาจึงดูเหมือนจะไม่เคยจับอะไรหรือรักษาอะไรที่มีค่าไว้ได้เลย

ทำเป้าหมายของตัวเราให้เป็นเป้าของเราจริงๆ เพราะมันจะทำให้ความปรารถนาของเรารุนแรงมากพอ มันต้องเป็นเป้าหมายที่เราเลือกให้ตัวเอง ไม่ใช่เป้าหมายที่คนอื่นอยากให้เราเป็นหรือเพราะเราอยากเอาใจคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถทำอะไรให้คนอื่น มันหมายความว่า ในการตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตเรา เราต้องเริ่มเดินด้วยตัวเองและก้าวไปข้างหน้า

มีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่งที่คนเราต้องมี จึงจะประสบชัยชนะ นั่นค้อ จุดประสงค์ที่แน่นอน ความรู้ในสิ่งที่เราต้องการ และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเป็นเจ้าของมัน 'นโปเลียน ฮิลล์

เรายิ่งคิดถึงจุดประสงค์แน่นอนที่สำคัญและวิธีการบรรลุมันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งนำกฏแห่งการดึงดูดเข้ามาใช้ในชีวิตเรามากขึ้นเท่านั้น เราจะเริ่มดึงดูดผู้คน โอกาส แนวความคิด และหนทางที่จะช่วยให้เราเดินหาเป้าหมายได้เร็วขึ้น และช่วยให้เป้าหมายเดินเข้ามาหาเราได้เร็วขึ้นเช่นกัน

ทุกคนอยากเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีด้วยกันทั้งนั้น คำถามเดียวคือ คุณเต็มใจหรือไม่ที่จะทำทุกอย่างที่จำเป็นและลงทุนเวลาทั้งหมดที่ต้องการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน ถ้าคุณเต็มใจ มันย่อมไม่มีอะไรมาหยุดยั้งคุณได้

การเลือกจุดประสงค์แน่นอนที่สำคัญและการตัดสินใจที่จะมุ่งมั่นอยู่กับจุดประสงค์นั้น การเอาชนะความยากลำบากทั้งหมดจนกว่าจะบรรลุมัน จะมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากกว่าการตัดสินใจอื่นๆที่เคยทำ ไม่ว่าจุดประสงค์สำคัญของเราเป็นเรื่องอะไร จงเขียนมันไว้ แล้วลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้

มุ่งเน้นความเป็นเลิศในทุกสิ่งที่ทำ

คุณควรตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด ตั้งปณิธานตั้งแต่วันนี้ในการที่จะก้าวขึ้นไปอยู่ที่ 10% แรกของคนแถวหน้าที่ทำงานในสายงานของคุณให้ได้ ดูสุดยอดคนเก่งๆรอบตัว แล้วให้ตระหนักว่าไม่มีใครฉลาดเกินคุณ ไม่มีใครดีกว่าคุณ หากวันนี้มีคนที่นำคุณอยู่ นั่นเป็นเพราะว่าเขาทำสิ่งที่แตกต่างไปจากคุณ และไม่ว่าคนอื่นทำอะไร คุณก็สามารถทำได้เหมือนกัน ขอเพียงแต่ให้คุณรู้วิธี

กุญแจสำคัญ 3 ประการเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
1) อ่านหนังสือเกี่ยวกับสายงานที่คุณเลือกอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง จะเท่ากับสัปดาห์ละ 1 เล่ม 50 เล่มต่อปี 500 เล่มใน 10 ปื การอ่านอย่างต่อเนื่องและจริงจังนี้จะทำให้คุณเก่งขึ้น รู้มากขึ้น และก้าวหน้าแบบติดปีกกว่าคนอื่น
2) ฟังความรู้ขณะขับรถหึรือเดินทาง คนเราจะใช้ชีวิตเฉลี่ย 500-1,000 ชม ต่อปี ซึ่งเท่ากับการใช้ชีวิตในรถ 40 ชม ต่อสัปดาห์ คิดเป็น 3-6 เดือนหรือกาวเรียนแบบเต็มภาคในมหาวิทยาลัย 1-2 ภาคการศึกษา คุณสามารถเป็นคนที่เก่งที่สุดในสายงานได้ ดีกว่าการฟังเพลงแบบเรื่อยเปื่อย
3) การเข้าร่วมหลักสูตรสัมนาดีๆ การเรียนรู้จากคนที่สำเร็จเป็นทางลัดที่จะช่วยย่นระยะเวลาในการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ทำให้ไปถึงเป้าหมายเร็วขึ้น

โธมัส คาร์ไลย์ เคยเขียนไว้ว่า 'เราสามารถดูคนที่ยิ่งใหญ่ ได้จากวิธีที่เขาปฏิบัติต่อผู้น้อย'

ฝึกสำรวจความคิดจากปัญหา
เมื่อใดก็ตามที่พบปัญหา ให้นำปัญหานั้นมาตั้งต้น เขียนวิธีการที่จะหาทางแก้ปัญหานั้นมา 20 ข้อ